ชายชุดดำกระอักเลือดสดออกมาคำโต เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่พิษผงกลืนวิญญาณแดงแล่นลึกเข้าสู่ชีพจร ทำให้ไม่อาจระดมกำลังภายในได้ ร่างนั้นทรุดฮวบลงอีกครั้ง ครานี้นอนนิ่งบนพื้น มีเพียงเสียงหอบหายใจรวยริน
หลี่หมิงเองก็หอบหายใจหนัก ความเจ็บแปลบที่สีข้างบ่งบอกถึงบาดแผลซึ่งเขาไม่ทันสังเกตมาก่อน เขาเหลือบมองรอบตัว พบว่าผู้โจมตีที่เหลืออีกสี่คนต่างสลบไสลหรือหนีเตลิดไปหมดแล้ว พื้นดินเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ควันพิษจางหายไปเกือบหมด เหลือเพียงกลิ่นฉุนของดินปืนและเลือดคละคลุ้ง แม้อยากสืบความจากชายสวมหน้ากากเพิ่มเติม แต่หลี่หมิงรู้ว่าขณะนี้แม่นมของเขาสำคัญกว่า จำต้องกลับเรือนโดยเร็วก่อนที่อาการนางจะทรุดหนัก จึงตัดใจปล่อยศัตรูไว้ชั่วคราว
ร่างในชุดผ้าคลุมสีเทาหม่นโผขึ้นหลังม้าดำที่ยืนตื่นอยู่ไม่ไกลอย่างยากลำบาก ตัวม้าเองก็มีบาดแผลจากลูกดอกเฉี่ยวข้างลำตัว แต่มันยังแข็งแรงพอวิ่งต่อได้ หลี่หมิงลูบคอม้าเบาๆ ปลอบให้สงบ แล้วกระตุ้นมันออกวิ่งไปข้างหน้าในทันที
ตลอดทางที่ม้าควบทะยาน หลี่หมิงใช้พลังภายในประคองชีพจร รักษาลมหายใจให้สม่ำเสมอ บรรเทาพิษและความเจ็บ เขาก้มมองกล่องหยกบรรจุสมุนไพรในอ้อมแขน แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “แม่นม ต้องไม่เป็นอะไร…เราต้องรักษานางให้ได้” เขากระซิบแผ่วเบา ใบหน้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่นดินฉายชัดถึงความมุ่งมั่นห่วงใย
เมื่อมาถึงเรือนลับอันเงียบสงบกลางป่าลึก หลี่หมิงก็กระโจนลงจากหลังม้าโดยไม่รอให้มันหยุดสนิท เขารวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือวิ่งตรงเข้าตัวเรือนอย่างรวดเร็ว “แม่นม! ข้ากลับมาแล้ว!” เขาร้องเรียกเสียงดัง ด้วยความร้อนรนเต็มเปี่ยม
ในห้องเล็กซอมซ่อหลังเรือน ตะเกียงน้ำมันสลัวๆ ส่องให้เห็นร่างผ่ายผอมของแม่นมชรา นางนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ใบหน้าซีดเซียวและมีเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ชายชราเพื่อนบ้านที่หลี่หมิงวานให้มาช่วยดูแลนางหันมามองเขาด้วยสีหน้าดีใจ “คุณชายหลี่ ท่านกลับมาแล้ว!”
“อาการนางเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่หมิงถามพลางตรงเข้าไปตรวจชีพจรแม่นม เขาขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่าโลหิตของนางยังไหลเวียนอ่อนเหลือเกิน พิษร้ายที่ฝังลึกในไขกระดูกเริ่มกำเริบขึ้นเรื่อยๆ หากช้าอีกเพียงวันเดียว เกรงว่านางจะไม่รอด
“ตอนเย็นแม่นมยังเพ้อหาลูกชายของนางอยู่เลยขอรับ” ชายชราเอ่ยอย่างกังวล “แต่พอนางเห็นว่าข้ามาแทนก็หมดแรงพูด ได้แต่หลับไปเช่นนี้”
หลี่หมิงพยักหน้ารับ ถอนหายใจเบาๆ “ขอบคุณลุงมากที่ช่วยดูแลนาง” เขากล่าวพลางหยิบถุงเงินส่งให้ชายชรา “ดึกแล้ว ลุงกลับไปพักผ่อนเถิด ที่นี่ข้าจัดการต่อเอง”
ชายชราปฏิเสธถุงเงินนั้นอย่างเกรงใจ แต่หลี่หมิงยัดเยียดให้จนได้ แล้วจึงขอบคุณเขาอีกครั้ง เมื่อแขกผู้ช่วยเหลือกลับไป หลี่หมิงก็ไม่รอช้า รีบก่อไฟในเตาหม้อดินเพื่อปรุงยา
เขาหยิบสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้ออกจากกล่องหยก วางลงบนเขียงหินแล้วบดอย่างปราณีตด้วยสากไม้ พร้อมเติมสมุนไพรอื่นๆ ที่เตรียมไว้ลงไป จากนั้นจึงเทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อดิน ตั้งไฟอ่อนต้มให้คงที่
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนน้ำในหม้องวดลง ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรนานาชนิด หลี่หมิงใช้สมาธิควบคุมไฟให้สม่ำเสมอด้วยความเชี่ยวชาญ ดวงตาจับจ้องน้ำยาสีแดงทับทิมที่กำลังเดือดปุดๆ ด้วยความหวังเต็มหัวใจ
ยานี้มีชื่อว่า “โอสถชำระไขกระดูก” ซึ่งต้องใช้สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้เป็นตัวยาหลัก ผสมกับสมุนไพรหายากอื่นๆ ที่หลี่หมิงรวบรวมไว้ หากปรุงสำเร็จจะขจัดพิษตกค้างในไขกระดูกและฟื้นฟูกำลังชีวิตของผู้ป่วยให้คืนมา
เมื่อได้ที่ เขาจึงดับไฟ ปล่อยให้ยาเย็นลงเล็กน้อย ก่อนกรองเอาน้ำยาใสสีแดงลงในชามดินเผา หลี่หมิงประคองแม่นมให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย “แม่นม…โปรดกลืนยานี้” เขากระซิบเบาๆ พลางใช้ช้อนตักยา เป่าให้คลายร้อนแล้วป้อนหญิงชราอย่างนุ่มนวล
แม่นมรู้สึกตัวลืมตาขึ้นเล็กน้อยในความมืด นางพยายามกลืนยาช้าๆ แม้จะแทบไม่มีแรงลืมตามองผู้ป้อนยา แต่สติเลือนรางยังพอรับรู้ได้ว่าคนผู้นี้คือเด็กชายในอ้อมแขนที่นางเคยกล่อมนอนเมื่อครั้งอดีต
“คุณชาย…“เสียงแหบพร่าเอ่ยจากริมฝีปากซีด นางพยายามยกมือขึ้นหาเขา หลี่หมิงรีบกุมมือเหี่ยวย่นนั้นไว้แน่น น้ำตารื้นคลอเบ้า
“ขอรับ แม่นม ข้าเอง…ข้ากลับมาแล้ว” เขากล่าวเสียงสั่นเครือ “ท่านต้องพักผ่อนก่อนนะ ดื่มยาแล้วท่านจะต้องหาย…ท่านต้องหาย…”
นางชราแย้มยิ้มจางๆ ทั้งที่ยังหลับตา น้ำตาไหลรินอาบแก้มที่เหี่ยวย่น “บ่าวดีใจ…ที่ยังได้ยินเสียงคุณชาย…” นางกระซิบแผ่ว ก่อนจะไอเบาๆ แล้วสติค่อยๆ ดับวูบ หลับไปอีกครั้ง
หลี่หมิงเช็ดน้ำตาลวกๆ เมื่อเห็นแม่นมหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยาและความอ่อนเพลีย เขาค่อยๆ ปล่อยมือเหี่ยวย่นนั้น จัดผ้าห่มให้นางอย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันมองหีบไม้ใบหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมห้องของตน