บนดาดฟ้าเรือยอชต์ลำหรู วินเทอร์ที่อยู่ในชุดฮาวายตัวโปรดกำลังนอนอาบแสงแดดอ่อนๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากวินเทอร์ที่นอนได้อย่างสบายอารมณ์บนดาดฟ้าเรือแล้ว บนเรือยอชต์ลำนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คนจากตระกูลเมลคิออร์ที่กำลังจริงจังและตึงเครียดกันเป็นอย่างมาก ชวนให้บรรยากาศอึมครึมไม่น้อย
ที่พวกเขาแสดงท่าทีเช่นนี้ก็เพราะเป้าหมายปลายทางของเรือยอชต์หรูลำนี้คือแคว้นปกครองตนเองซาร์ดิเนีย ซึ่งเป็นถิ่นของตระกูลวาเลนไทน์ที่เป็น 1 ใน 3 ตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับตระกูลเมลคิออร์ และยังมี 1 ใน 7 อัลโกบาเลโน่ อย่างตระกูลคาเมเลี่ยนตั้งหลักปักฐานอยู่ด้วย
ท้องฟ้าดูแจ่มใสในเวลาบ่ายโมงสิบสี่นาที เมื่อพวกเขามาถึงเมืองโอลเบียกันแล้วก็สัมผัสได้ถึงอันตรายทันที ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่เพราะที่นี่คือถิ่นของศัตรู วินเทอร์ยิ้มอย่างเฉยเมยไม่สนใจจิตสังหารที่พุ่งตรงมายังเรือของพวกเขาแม้แต่น้อย
หลังจากที่เรือยอชต์ของพวกเขาได้เทียบท่าที่โอลเบียกันแล้วทุกคนบนเรือก็เห็นว่ามีคนประมาณสิบกว่าคนยืนเฝ้าอยู่ตรงท่าเรือ ทันใดนั้นชายผู้หนึ่งก็ได้ตะโกนขึ้นมาว่า "ลมอะไรหอบตระกูลเมลคิออร์มาที่โอลเบียกันละครับ?"
"ฆ่า"
คำง่ายๆ ที่ดูเฉยเมย แต่เหมือนแฝงไปด้วยมนต์สะกด พลันที่คำคำนี้หลุดออกมาจากปากของวินเทอร์ ผู้คนจากตระกูลเมลคิออร์ที่อยู่บนดาดฟ้าเรือยอชต์ได้กระหน่ำยิงใส่กลุ่มคนที่ยืนรออยู่ตรงท่าเรือทันที โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เวลานี้ ชายที่ตะโกนทักทายไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น เขาได้แต่ตายลงไปด้วยความไม่เข้าใจและค้างคาใจสุด แค่เอ่ยปากทักทาย ก็ฆ่าถึงขั้นฆ่าแกงกันเหมือนผักปลายเลยหรือ?
เสียงปืนที่ดังกัมปนาทจนชาวเมืองในละแวกใกล้เคียงพากันวิ่งหนีตายหาที่หลบกำบังกันเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง พวกเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้ก็คือ เสียงปืนที่ดังอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาแน่นอน
กลุ่มของวินเทอร์ลงจากเรือยอชต์ เดินก้าวผ่านซากศพของกลุ่มคนที่มาดักรอพวกเขาอย่างไม่แยแส เพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือคนจากตระกูลคาเมเลี่ยนศัตรูของพวกเขานั่นเอง
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากสั่งการใดๆ บรรดาลูกน้องของเขาก็ค้นศพหากุญแจรถ เพื่อนำรถของตระกูลคาเมเลี่ยนมาใช้ หลังจากที่วินเทอร์ขึ้นรถ ขบวนรถก็ได้ออกตัวและแล่นตรงไปยังตระกูลคาเมเลี่ยนทันที
หลังจากที่รถแล่นออกจากท่าเรือมาได้ระยะหนึ่งแล้ว วินเทอร์ได้มองออกไปนอกหน้าต่างและพบเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ คนเหล่านั้นเดินไปตามถนน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนี่เลย
ผู้คนที่อยู่บนท้องถนนกำลังจัดงานเฉลิมฉลองและเปลี่ยนแถวนี้ให้กลายเป็นถนนที่วุ่นวาย นี่เป็นเหมือนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของที่นี่ คนซาร์ดิเนียมีความสุขกันตลอดก็เพราะพวกเขาสรรหาความสุขกันได้ในชีวิตประจำวัน ความสงบสุขของโลกคงจะหาไม่ยากนักถ้าคนทั้งโลกเป็นแบบพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่ความสุขเหล่านี้จะจบลงในไม่ช้า เพราะอีกไม่นานจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่สะเทือนไปทั่วภาคเหนือของเกาะแห่งนี้
ขบวนรถของพวกวินเทอร์ค่อยๆ ใกล้เข้าไปใกล้กับตระกูลคาเมเลี่ยนทุกที พวกเขาเป็นเหมือนฉลามในมหาสมุทรที่ได้กลิ่นเลือดไกลมาจากหลายกิโลเมตร พวกเขาเป็นเหมือนดั่งขบวนของยมทูต พวกเขาพร้อมที่จะพาคนจากตระกูลคาเมเลี่ยนไปเยี่ยมทัวร์ปรภพแล้ว
ยามที่เฝ้าหน้าประตูเห็นว่าขบวนรถที่ตรงมา เป็นรถของตระกูลพวกเขาที่พึ่งขี่ออกไปได้ไม่นานจึงไม่ได้รู้สึกเอะใจ เขาจึงเปิดประตูให้ขบวนรถผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่หารู้ไม่ว่า เขาได้เชิญพญามารมัจจุราชเข้าบ้านแล้ว
...
"บอส!"
ชายวัยกลางคนที่มีผมแซมขาวด้านข้าง มองไปที่ลูกน้องของตนด้วยความงุนงง เพราะจู่ๆ ลูกน้องของมันคนนี้ก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องทำงาน
ลูกน้องคนดังกล่าว รีบอธิบายให้เจ้านายมันฟังด้วยความร้อนรน "เมล...ตระกูลเมลคิออร์บุกโจมตีตระกูลคาเมเลี่ยนแล้วครับ บอส!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมเดิมไปบีบไหล่ลูกน้องแน่นก่อนจะถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า "เป็นเรื่องจริง?"
"ครับ ข่าวนี้ได้รับการยืนยันแล้ว ตระกูลเมลคิออร์ได้เดินทางมาจากกรุงโรมด้วยเรือยอชต์ ในระหว่างที่เรือของพวกเขาเข้าเทียบท่า พ่อบ้านของตระกูลคาเมเลี่ยนได้เข้าไปต้อนรับ แต่พวกเขาทั้งหมดถูกตระกูลเมลคิออร์สังหารหมู่แทน" ลูกน้องได้รีบอธิบายให้บอสของมันฟัง
หลังจากที่ชายวัยกลางคนได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เขาไม่เข้าใจในการกระทำของตระกูลเมลคิออร์เลยแม้แต่น้อย ว่าทำไมพวกเขาต้องทำให้มันเอิกเกริกด้วย
แน่นอนว่าตระกูลวาเลนไทน์ของเขาก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับตระกูลเมลคิออร์ การทำลายตระกูลคาเมเลี่ยนง่ายดายเหมือนยกน้ำดื่ม แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากกวาดล้างตระกูลคาเมเลี่ยนได้แล้ว มันไม่ง่ายเหมือนตอนทำลายน่ะสิ ไม่งั้นแล้วตระกูลคาเมเลี่ยนคงไม่ได้มาลอยหน้าลอยตาอยู่แบบนี้หรอก
"พวกเร-"
ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์เตรียมที่จะออกคำสั่งลูกน้อง แต่ทันใดนั้นพ่อบ้านประจำตระกูลก็ได้พูดขัดขึ้นมาก่อน
"นายท่านขอรับ คนของตระกูลเมลคิออร์มาขอพบ"
เขากับลูกน้องได้หันหน้ามามองกันด้วยความสงสัย ไม่ใช่ว่าตระกูลเมลคิออร์กำลังปะทะกับตระกูลคาเมเลี่ยนอยู่ที่ทางเหนือของเกาะหรอกหรือ และทำไมถึงมีคนจากตระกูลเมลคิออร์มาหาพวกเขาที่ทางใต้ได้กัน
"พาเขาเข้ามา" ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์ได้กล่าวกับพ่อบ้าน
พ่อบ้านได้เดินออกไปพาคนจากตระกูลเมลคิออร์เข้ามา ซึ่งคนที่มายังตระกูลวาเลนไทน์ก็คือลูซิโอ้นั้นเอง
"คะ..คุณลูซิโอ้?" ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์พูดขึ้นมาด้วยความตกใจ
ลูซิโอ้พยักหน้ารับ พร้อมพูดขึ้นอย่างเฉยเมย "คุณชายของเรา มีทางเลือกสองทางกับตระกูลวาเลนไทน์ คือ หนึ่งยอมเป็นตระกูลใต้อาณัติของเมลคิออร์ สองตระกูลวาเลนไทน์จะถูกลบล้างออกไปจากโลกใบนี้"
ตู้ม! เสมือนว่าฟ้าได้ผ่าลงกลางกระหม่อมผู้คนในตระกูลวาเลนไทน์ ตัวเลือกทั้งสองข้อนี้มันจะมากเกินไปแล้ว พวกเขาต่างพากันจ้องเขม็งไปทางลูซิโอ้ ที่ยืนนิ่งดูไม่แยแส
แต่ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์กลับคิดอีกแบบแทน เพราะผู้ที่ลูซิโอ้กล่าวอ้างถึงไม่ใช่คุณท่านใหญ่หรือผู้นำตระกูลอย่างดาเมี่ยน คนที่ออกคำสั่งลูซิโอ้คือคุณชายที่ตัวเขาก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร
"เอ่อ...คำขอสองข้อนี้มันออกจะเกินไปไหมครับ คุณลูซิโอ้?" ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์พยายามลอบหยั่งเชิง
ลูซิโอ้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ ว่า "นี่นับว่าเป็นเมตตาที่คุณชายของพวกเราประทานมาให้ ถ้าตระกูลวาเลนไทน์ปฏิเสธน้ำใจที่คุณชายของพวกเราหยิบยื่นให้ ก็น่าเสียดายที่จะไม่มีตระกูลวาเลนไทน์หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้ว..."
ถ้อยประโยคที่ชวนน่าหมั่นไส้ดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ มันทำให้คนในตระกูลวาเลนไทน์รู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย พวกเขาทำได้เพียงกัดฟันกรอดและกำหมัดแน่น เพราะผู้นำตระกูลได้ยกมือห้ามพวกเขาไว้
"คุณชายที่คุณลูซิโอ้กล่าวถึงคือใคร?" ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์อยากรู้จักคุณชายคนนี้ไม่น้อย
นอกจากนายใหญ่ตระกูลเมลคิออร์แล้ว ยังมีใครที่ทำให้ราชสีห์คลั่งอย่างลูซิโอ้ เคารพนอบน้อมได้ถึงขนาดนี้ แน่นอนว่าดาเมี่ยนที่เป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็ทำไม่ได้
หรือว่าจะเป็นปีศาจอัจฉริยะคนนั้นที่หายตัวไปเกือบยี่สิบปี อย่าบอกนะว่าเขาได้กลับมาแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีสูงมาก ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์ลอบคิดในใจ
ลูซิโอ้นั่งคุกเข่าลง และเริ่มที่จะกล่าวถึงความยอดเยี่ยม ที่ปราศจากผู้ต่อกรของวินเทอร์ให้คนของตระกูลวาเลนไทน์ฟัง
"คุณชายของเรานั้นเปรียบได้ดั่งดวงสุริยันที่สว่างไสว เจิดจรัสท่ามกลางโลกหล้าที่มัวหมองแห่งนี้ ท่านนั้นยอดเยี่ยม ดีเลิศ เด็ดขาด อันดับหนึ่ง ศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ ที่สุด สุดยอด เยี่ยมยอด เลิศภพ เลิศที่สุด ชนะเลิศ เลิศเลอ ดีเด่น สุดเหวี่ยง วิเศษ ฮีโร่ บริสุทธิ์ ล้ำเลิศ ชั้นเลิศ เลิศล้ำ เด็ด หนึ่งเดียว ยอดไปเลย!!!!"
อึ้ง! อึ้งกันไปหมดแล้ว! คนในตระกูลอึ้งกันจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว แม้แต่ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์ยังอ้าปากค้างหวอ
เขาแค่อยากจะรู้ว่าคุณชายคนนั้นเป็นใคร ไม่ใช่ให้คุณมาอวยยศหรือโอ้อวดคุณชายของคุณต่อหน้าพวกผมครับ คุณลูซิโอ้! ถ้าเป็นพวกผมมาได้ยินไม่ลอยขึ้นสวรรค์กันไปเลยเหรอ คนบ้าอะไรมันจะเจ๋งขนาดนี้กันวะ!??!?
ลูซิโอ้ยิ้มกริ่มด้วยความลำพองใจ ในตอนนี้เขาได้ถูกคุณชายล้างสมองไปแล้วอย่างแท้จริง เขาเปรียบเสมือนแฟนคลับเดนตายคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณชายคนที่ว่ามาเลยแม้แต่น้อย เพราะถึงถามอะไรลูซิโอ้ไป เขาก็คงได้คุยโม้โอ้อวดคุณชายของเขาอีกแน่นอน
ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์จึงตัดสินใจยอมเป็นตระกูลใต้อาณัติ ซึ่งเรื่องนี้มันทำให้ผู้คนในตระกูลรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก พวกเขาที่เป็น 1 ใน 3 ตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน แต่เวลานี้กลับต้องยอมเป็นตระกูลใต้อาณัติของตระกูลที่อยู่ระดับเดียวกัน
ถึงยังไงพวกเขาก็เคารพในการตัดสินใจของผู้นำตระกูล เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันต้องมีแผนอะไรสักอย่างที่ทำให้ผู้นำของพวกเขาตัดสินใจเช่นนี้
พวกเขาคิดถูกแล้ว ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์นั้นย่อมมีแผนการแน่นอน การที่ตระกูลเมลคิออร์กล้าเปิดศึกกับอัลโกบาเลโน่และข้ามหน้าข้ามตาศาสนจักรศักดิ์เช่นนี้ ไหนจะเรื่องที่มาบังคับตระกูลของเขาให้ตกอยู่ใต้อาณัติอีก ตระกูลเมลคิออร์ต้องมีแผนการหรือไพ่ตายที่ซุกซ่อนไว้อยู่
ผู้นำตระกูลวาเลนไทน์จึงตัดสินใจเข้าร่วมยอมไหลไปตามน้ำ เพราะเขาเชื่อว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว สถานการณ์ ณ ตอนนี้ก็ย่ำแย่เพียงพอแล้ว ถ้าสามตระกูลใหญ่ยังมาเปิดศึกกันเองอีก ต้องเข้าทางพวกอัลโกบาเลโน่และศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการเห็นพวกเขาห้ำหั่นจนล่มสลายกันไปเอง
เขาเลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยของตระกูลเมลคิออร์แทนดีกว่า การที่ลูซิโอ้กล้ามาทำอะไรโจ่งแจ้งและตระกูลเมลคิออร์เคลื่อนไหวจนอึกทึกเอิกเกริกแบบนี้ มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่แน่นอน