หยางเทียนในยามนี้นั้นไม่ได้รับผลกระทบทางจิตวิญญาณอย่างที่สามอาวุโสแห่งสามพรรคใหญ่กล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยนถึงแม้ความรุนแรงของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณจะรุนแรงขึ้นเพียงใด แต่สิ่งที่หยางเทียนต้องกระทำนั้นเพียงแค่มุ่งสมาธิไปที่การใช้ออกด้วยลมปราณเพื่อสร้างลักษณ์แห่งวารีธาตุบางเบาขวางกั้นร่างกายไว้ให้ไม่ถูกบดขยี้เท่านั้น
แม้ใบหน้าของรุ่นเยาว์ผู้อื่นจะแสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุดก็ตามแต่หยางเทียนเพียงขมวดคิ้วและแสดงความเจ็บปวดออกมาเพียงน้อยนิดตัวของมันกระทั่งเคยเจอกลับกลิ่นอายสังหารของฉีอินเทียนกิเลนฟ้าทมิฬและกลิ่นอายสังหารสยบฟ้าของเทพสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์สยบเทวะล้างหมู่มารมาแล้วกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณจึงนับเป็นเพียงสิ่งธรรมดาสำหรับมันเท่านั้นในยามนี้
เพียงชั่วเวลาไม่นานหลังจากแรงกดดันของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นมาทำให้มีรุ่นเยาว์ที่เหลืออยู่40คน เริ่มทยอยล่วงหล่นลงอยากมาก จนยามนี้เหลือเพียงแค่25คนในสนามประลองเท่านั้นอีกทั้งดูไปคล้ายว่าหยางหลิว หยางชุน และหยางจื่อหลิงจะไม่สามารถอดทนต่อไปได้อีกพวกมันทั้งสามร่างกายเริ่มสั่นสะท้ายขึ้นอย่างปิดไม่ได้อีกทั้งยังเริ่มย่อขาลงไปเรื่อยๆหากแต่ดูไปคล้ายว่าขาพวกมันทั้งสามกำลังล่วงลงไปเองเสียมากกว่า
พวกมันกระทั่งใช้ออกด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดประกอบกับการปลดปล่อยลมปราณขั้นสูงสุดเพื่อฝืนรั้งร่างกายส่วนขาของพวกมันไว้ไม่ให้ล่วงลงไปมากกว่านี้ ไม่ใช่เฉพาะกลับสามรุ่นเยาว์ตระกูลหยางเท่านั้นอากัปกริยานี้เกิดขึ้นอย่างถ้วนทั่วกับรุ่นเยาว์ทุกผู้คนยกเว้นเพียงแค่หยางเทียนและเด็กหนุ่มอีกสองคนในสนามประลองเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่อย่างมั่นคงเพียงแค่ส่งออกด้วยสีหน้าเจ็บปวดออกมาเพียงเท่านั้น
แม้ว่ารุ่นเยาว์ทุกผู้คนต้องเจอกับแรงกดดันที่ยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆยิ่งมายิ่งเจ็บปวดร่างกายกระทั่งดวงวิญญาณดั่งจะแตกออกเป็นสองเสี่ยง หากแต่ไม่มีผู้ใดเลยสักคนที่คิดจะปล่อยร่างตนให้ลงไปกองกับพื้นเพื่อยอมแพ้พวกมันทั้งหมดกระทั้งคิดไปอย่างเดียวกันว่าขอแค่มีผู้อื่นล่วงลงไปเพียง5คนเท่านั้นพวกมันก็จะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้อย่างแน่นอน ประกายความมุ่งมั่นสอดแทรกออกผ่านใบหน้าของพวกมันที่ยามนี้แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุด
เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึง 1 ชั่วยาม กลับมีผู้ที่ไม่สามารถทนทานต่อไปได้เพียง1คนเท่านั้น ทั้งใบหน้ามันขณะล่วงลงไปกองกับพื้นแม้จะเจ็บปวดอย่างที่สุดแต่กลับมีประกายสายหนึ่งที่ชี้ชัดว่ามันไม่ได้ยินยอมพร้อมใจที่จะพ่ายแพ้ไปเช่นนี้แม้แต่น้อยทำให้ยามนี้บนสนามประลองเหลือรุ่นเยาว์อยู่เพียง 24 คนเท่านั้น
“หลังจากนี้ไปข้าจะเพิ่มความรุนแรงของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณขึ้นไปอีกข้าขอเตือนพวกเจ้าในที่แห่งนี้ จงรู้จักความอดทนของตนเองสะหากไม่ไหวจงทิ้งกายไปกับพื้นหากพวกเจ้าคนใดฝืนรั้งรับพลังต่อจากนี้อย่างดื้อดึงเกินไปละก็ผลที่ตามมาพวกเจ้าย่อมต้องสำนึกเสียใจไปชั่วชีวิต” ทันใดนั้นเองผู้เฒ่าหลิงหู่พลันกล่าววาจาออกมาอย่างดังกังวานและมั่นคงถึงขีดสุดหากแต่คำพูดที่ลอยออกมาจากปากของผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นกลับคล้ายดั่งคำสาปเสียดแทงจิตใจของรุ่นเยาว์กระทั่งผู้คนที่คอยลุ้นดูอยู่บนที่นั่งก็ไม่เว้น
กลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณในยามนี้ของผู้เฒ่าหลิงหู่ก็นับว่าแทบจะทนทานได้อย่างยากเย็นแล้วหากยังคงเพิ่มขึ้นไปอีกละก็ น่ากลัวว่าจะได้ล่วงลงไปเสียหมดสนามกระมังกระทั่งรุ่นเยาว์บางคนหากฝืนรั้งดื้อดึงในขณะที่ตนเองทนไม่ไหวแล้ว นี่ไม่กลายเป็นว่าอัจฉริยะจากตระกูลของพวกมันที่ทานทนได้จนถึงบัดนี้ต้องกลับกลายเป็นไร้หนทางฝึกยุทธ์ในภายภาคหน้าหรอกหรือคิดได้เช่นนั้นพวกมันพลันตะโกนกันอย่างกึกก้องให้รุ่นเยาว์ของตระกูลตนเองตรึกตรองถึงขีดจำกัดตนเองเสียอย่าได้ทำการใดเกินเลยโดยเด็ดขาด
หากแต่มีหรือที่รุ่นเยาว์ทั้ง24คนจะฟังคำใดใดพวกมันกระทั่งทนมาถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งยังจ่ายออกไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวกระทั่งความตั้งมั่นของมันก็ถูกจ่ายออกอย่างสูงสุด แล้วเหตุใดกันที่พวกมันจะยอมแพ้เพียงเท่านี้อีกแค่เพียงสี่คนล้มลงเท่านั้นพวกมันก็จะสามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายกันได้แล้ว
“ฮึ่มม . . . . ท่าจะไม่ดีเสียแล้วท่านหยางลู่จิวเสียงที่พวกเราส่งออกไปเตือนรุ่นเยาว์ของเรานั้นชัดเจนว่าถูกเมินเฉยเป็นแน่แล้ว”ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหยางพลันกล่าววาจาขึ้นอย่างร้อนใจผิดกับยามแรกที่ยังคงไม่ได้กังวลอันใดมากนักเพียงแต่หัวหน้าตระกูลหยางยามนี้หลังจากได้ฟังวาจาของหยางชู คนกลับไม่กล่าววาจาตอบใดใดเช่นเคยมันเพียงแต่ขมวดคิ้วเข้าหากันเท่านั้น
“หืม . . . น่าสนใจจริงๆกระทั่งยามนี้ผู้เฒ่าหลิงหู่ได้เริ่มเพิ่มความรุนแรงของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณขึ้นไปอีกเท่านึงแล้วแต่รุ่นเยาว์ที่เหลืออยู่ในตอนนี้แม้จะดูสภาพน่าสังเวชไปบ้างแต่กลับไม่มีผู้ใดยอมล่วงหล่นลงไปแม้แต่คนเดียว” เสียงกล่าวดั่งคนกำลังตื่นตากับภาพตรงหน้าดังรอดออกมาจากปากของเฉินเยว่ผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยว
“ท่านเฉินเยว่ ข้าว่าท่านคงกล่าวผิดไปอยู่กระมังรุ่นเยาว์ที่เหลืออยู่น่าสังเวชอย่างนั้นหรือ ชัดเจนว่าท่านกล่าววาจารวมพวกมันทั้งหมดหากแต่แท้จริงกลับมีผู้หนึ่งที่แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าเท่านั้น แต่ร่างกายกลับยังไม่โค้งงอลงเลยแม้แต่นิดเดียว”
วาจาของฮุ่ยซือที่กล่าวดั่งปรามาสเฉินเยว่นั้นแม้จะเสียงดังไม่มากหากแต่พื้นที่รอบบริเวณนี้ก็ไม่มีเสียงกล่าวของผู้ใดขึ้นมารบกวนเช่นกันเนื่องจากพวกมันลุ้นกับรุ่นเยาว์ตรงหน้าเสียเกือบลืมเลือนหายใจไปแล้วดังนั้นคำกล่าวของฮุ่ยซือแม้จะไม่ดังแต่ก็ไม่ได้เบาทำให้ผู้คนรอบบริเวณทั้งหมดได้ยินชัดถนัดหู
พวกมันทั้งหมดหลังได้ยินวาจา คนพลันหันหน้าและเคลื่อนสายตาไปยังทิศทางของเด็กน้อยผู้หนึ่งอย่างพร้อมเพรียงกันอีกทั้งยังได้ปรากฏใบหน้าอันตกตะลึงฉาบทาบนใบหน้าอย่างอดไม่ได้
“ดะ . . .เด็กน้อยผู้นั้นเป็นรุ่นเยาว์จากตระกูลใดกันนี่ถึงกับน่ากลัวเกินไปแล้วกระทั่งยังสามารถควบคุมตัวให้ยืนตรงได้อยู่นั้นมันใช่ฝึกฝนทักษะกำบังจิตใจขั้นสูงไว้หรือไม่กัน”
ทั้งผู้อาวุโสแต่ละตระกูลตลอดจนหัวหน้าตระกูลของทุกหัวเมืองชั้นนอกที่เป็นคนดูในยามนี้นั้นพลันกล่าววาจาขึ้นถึงตัวตนของรุ่นเยาว์ที่สามารถกระทั่งฝืนรั้งร่างกายตนทนทานการบดขยี้จากลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณได้ในยามนี้กระทั่งมันยังเพียงปรากฏสีหน้าบิดเบี้ยวขึ้นมาเพียงเท่านั้น
“เด็กน้อยจากตระกูลหยางผู้นี้น่าสนใจทีเดียวแม้ระดับลมปราณจะอยู่เพียงขั้นที่หกแห่งลมปราณแรกกำเนิดแต่กลับสามารฝืนรั้งสร้างเกราะปราณแห่งวารีธาตุอันลึกล้ำสายหนึ่งขึ้นมาปกป้องร่างกายได้ถึงเพียงนี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่ามันเพียงอายุ12ปีเท่านั้นแต่กลับทะลวงระดับได้ถึงขั้นนี้แล้วเด็กน้อยนี่ช่างเหมาะสมกับพรรควารีสมุทรของข้ายิ่งนัก”
วาจาของจิ้นเซินผู้อาวุโสหลังแห่งพรรควารีสมุทรดังออกในขณะที่สายตาของมันจ้องมองไปที่หยางเทียนอย่างไม่วางตาพร้อมด้วยดวงตาของมันพลันทอประกายขึ้นอย่างแปลกประหลาด
หากแต่เพียงไม่ถึงชั่ววินาทีเดียวกันนั้นพลันบังเกิดเสียงอันไม่โสภาขัดคำกล่าวของจิ้นเซินขึ้นในทันที “ เหตุใดจึงได้ไปเหมารวมเอาว่าเด็กน้อยนี่จะเหมาะกับพรรควารีสมุทรของท่านได้กันเล่าท่านจิ้นเซินเพียงแค่เด็กน้อยนี่ปลดปล่อยปราณแห่งวารีธาตุที่ดูลึกล้ำออกมาได้เท่านั้นก็นับว่าจะต้องเหมาะกับพรรคท่านแล่วอย่างนั้นหรือเห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยนี่มาจากตระกูลหยางอันมีเฉพาะทักษะยุทธ์สายวารีเท่านั้นแท้ที่จริงมันอาจจะอยากฝึกทักษะยุทธ์แห่งอัคคีธาตุของพรรคเพลิงตะวันก็เป็นได้”
คำกล่าวดั่งไม่มีใครยอมลงให้ผู้ใดดังรอดขึ้นออกมาอย่างรุนแรงชัดเจนว่าผู้ที่พูดนั้นคือฮุ่ยซือแห่งพรรคเพลิงตะวันเป็นแน่ทั้งมันยังกล่าวออกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจออกมาสายหนึ่งดูคล้ายกับว่าไม่ว่าอย่างไรมันก็จะไม่ยอมให้เด็กน้อยหยางเทียนได้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่นนอกจากพรรคของมันเป็นแน่
ภาพตรงหน้านี้ทำให้ดวงตาผู้คนที่ได้มองเห็นการกล่าววาจาขับเคี้ยวกันอย่างดุเดือดพลันเบิกตาถลนออกมาอย่างไม่อาจทำใจเชื่อได้ ตัวตนของพวกมันทั้งสองคือสิ่งใดกัน พวกมันเป็นถึงตัวตนระดับผู้อาวุโสหลักแห่งหนึ่งในสามพรรคใหญ่ที่สุดของเขตเมืองชั้นกลางกลับนั่งกล่าววาจาดั่งคนแย่งของสุดรักกันออกมาก็ไม่ปานในยามนี้
“โฮ่ . . . ดูท่าศิษย์ข้าจะชอบทำให้ผู้คนตกตะลึงแท้จริง นี่อาจเป็นทักษะอย่างหนึ่งของตัวมันเสียแล้วกระมัง”หากแต่ในตอนที่ผู้คนกำลังตกตะลึงกลับการโต้เถียงกันของอาวุโสหลักของสองพรรคใหญ่อยู่นั้นพลันบังเกิดเสียงกล่าวออกมาคล้ายจะว่ากล่าว หากแต่ในน้ำเสียงกลับเจือปนไปด้วยความยินดีสายหนึ่งอย่างปิดบังไม่ได้ดังรอดออกมาจากบริเวณตำแหน่งที่นั่งของตระกูลหยางในยามนี้ชัดเจนว่าผู้ที่กล่าวย่อมต้องเป็นหยางจิ่นหมอโอสถแห่งตระกูลหยางทั้งยังเป็นอาจารย์ของหยางเทียนเช่นกัน
“นอกจากพรสวรรค์ของเจ้าเด็กน้อยนี่แล้ว กระทั่งจิตวิญญาณเองก็ยังพิเศษอีกอย่างนั้นหรือดูท่ารุ่นเยาว์รุ่นนี้ของตระกูลหยางเราย่อมสามารถนำพาความยิ่งใหญ่มาได้แน่แล้ว”หยางลู่จิวที่นิ่งเงียบไปเนิ่นนานยามนี้กลับกล่าววาจาตอบกลับไปยังหมอโอสถหยางจิ่นด้วยน้ำเสียงที่ดุดันหากแต่กลับแฝงไว้ด้วยความปิติยินดีสายหนึ่งมากับน้ำเสียง
ผู้อาวุโสตระกูลหยางตั้งแต่ลำดับหนึ่งจนถึงลำดับห้าต่างผงกหน้ารับกับคำกล่าวของทั้งสองอย่างเห็นด้วยที่สุดหากแต่กลับเหลือเพียงตัวตนของผู้อาวุโสลำดับสามเท่านั้นที่ตอนนี้กลับนั่งทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
จะไม่ให้มันเกิดโทสะอันเปี่ยมล้นได้เช่นใดหากตัวเหยางเทียนทำให้พรรคใหญ่สนใจได้เช่นนี้ การจะลอบกำจัดคงทำได้อย่างยากลำบากขึ้นกระทั่งอาจไม่มีโอกาสให้ทำเลยด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้หยางหลงสบถด่าต่อสวรรค์ที่กลับส่งหนทางรอดให้กับเด็กน้อยคู่อาฆาตของมันได้อย่างไม่ไว้หน้าตัวมันเลย
เพียงแต่ชั่วเวลานี้เองด้วยแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณนั้นทำให้รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งในสนามประลองยามนี้นั้นทนรั้งร่างกายไม่ไหวอีกต่อไปร่างกายของมันกระทั่งล้มพับดับกลางอากาศล่วงลงไปกองกับพื้นด้วยใบหน้าที่ขาวซีดถึงขีดสุดร่างกายพลันบิดกระตุกขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่สติของมันยามนี้ชัดเจนว่าดับวูบลงไปก่อนที่ร่างกายจะถึงพื้นแล้วผ่านไปเพียงไม่นานร่างของรุ่นเยาว์นี้กลับถูกนำตัวออกจากสนามประลองอย่างรวดเร็ว
ผู้คนโดยรอบกลับบังเกิดใบหน้าถอดถอนใจพร้อมทั้งส่ายหน้าเล็กน้อยขึ้นสายหนึ่งกับอาการบาดเจ็บที่ดูท่าจะร้ายแรงอย่าง
ที่สุดของรุ่นเยาว์ผู้นี้นั้นบางทีอาจจะส่งผลให้มันกระทั่งไม่สามารถทะลวงระดับพลังปราณขั้นต่อไปในอนาคตได้อีกเลย
แต่ถึงอย่างไรความคิดของรุ่นเยาว์ทั้งหมดในสนามประลองนั้นกลับไม่ได้มีความสงสารแต่อย่างใดต่อผู้ล่วงหล่นเมื่อครู่เนื่องด้วยนี่เท่ากับว่าพวกมันทั้งหมดกำลังจะใกล้ถึงเส้นชัยเต็มทีขอเพียงอีกสามคนล่วงไปเท่านั้น พวกมันทั้งหมดจะสามารถผ่านเข้าสู่การประลองรอบต่อไปที่จะทำให้พวกมันแสดงความสามารถเพื่อดึงดูดสายตาของพรรคต่างๆได้กระทั่งยังสามารถได้ผลึกปราณระดับสูงถึงสิบก้อนอีกด้วย
“ ฮึ่ม . . . นี่มันเกินความคาดหมายของข้ายิ่งนักไม่คาดคิดเลยว่ารุ่นเยาว์แห่งหัวเมืองชั้นนอกในการประลองครั้งนี้กลับสามารถทนทานกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณของข้าได้นานถึงเกือบหนึ่งชั่วยามครึ่งได้เช่นนี้ เห็นทีคงจะปล่อยให้มันนานต่อไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”
ผู้เฒ่าหลิงหู่ยามนี้พลันสบถขึ้นภายในใจทั้งใบหน้ามันยังได้ขมวดคิ้วขึ้นด้วยสายหนึ่งก่อนที่คนพลันปลดปล่อยความรุนแรงกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณขึ้นอีกสองส่วนด้วยกันหากจะกล่าวอย่างชัดเจนแล้วละก็ยามนี้ความกดดันของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณนั้นเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนถึงสองเท่าด้วยกัน
ความรุนแรงที่มากขึ้นอย่างกะทันหันนี้ส่งผลให้สายลมรอบด้านเกิดความปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่งเสียงฉีกกระชากชนกันของสายลมปรากฏออกมาไม่ขาดสายเป็นดั่งสิ่งที่บอกได้ถึงความน่ากลัวของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณในยามนี้ว่ามากมายเสียยิ่งกว่าในกาลก่อนชนิดที่ต่างกันราวกับท้องนภาและผืนพสุธาก็ไม่ปาน
ไม่ทันที่จะให้รุ่นเยาว์ทั้ง 23 คนตั้งตัวแต่อย่างใดพวกมันกระทั่งไม่คาดคิดว่าแรงกดดันจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหันและรุนแรงเช่นนี้ทำให้พวกมันทุกคนไม่สามารถเคลื่อนลมปราณปกป้องร่างกายและจิตวิญญาณได้ทันท่วงที จนส่งผลให้ในยามนี้พวกมันเกือบทั้งหมดล่วงลงอย่างไม่สามารถควบคุมใดใดได้อีกต่อไปใบหน้าของพวกมันขณะล่วงลงพื้นยังประดับไปด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่งทั้งยังส่งเสียงร้องอันน่าเวทนาดังลั่นออกมาไม่มีหยุดก่อนที่จะพากันหมดสติกันไป
หากแต่ยามนี้เองกลับเกิดสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกของผู้คนขึ้นด้วยที่บนลานประลองในยามนี้กลับเหลือรุ่นเยาว์ถึงสามคนที่กระทั่งฝืนรั้งไม่ลงไปกองกับพื้นได้หนึ่งในนั้นแน่ชัดเจนว่าเป็นหยางเทียนที่ในยามนี้ปรากฏใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนดูไปคล้ายไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์จากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงหากแต่มันกลับมิได้ส่งเสียงร้องอันน่าสังเวชอันใดออกมาแม้แต่น้อยกระทั่งร่างกายของมันยังโค้งงอลงมาไม่ถึงครึ่งหนึ่งเสียด้วยซ้ำแต่กลับรุ่นเยาว์ที่ทนรั้งได้อีกสองคนแล้วนั้นต่างแตกต่างกันอย่างยิ่งถึงแม้ว่าพวกมันจะสามารถฝืนรั้งไม่ให้ร่างกายลงไปกองกับพื้นได้ แต่ท่าทางของมันทั้งสองกับอยู่ในท่าคุกเข่าพร้อมทั้งมีเลือดไหลออกมาจากทั้งดวงตาและปากของพวกมันคล้ายดั่งว่าร่างกายจะไม่สามารถทนทานไหวอีกต่อไปแล้วก็ไม่ปาน
ในขณะที่รุ่นเยาว์ทั้งสามที่เหลืออยู่กำลังจะทนทานไม่ไหวนั้นกระแสพลังกดดันอันบ้าคลั่งของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณพลันได้หายอย่างไรร่องรอยพร้อมทั้งคำประกาศอันทรงพลังแข็งกร้าวรอดออกจากปากของผู้เฒ่าหลิงหู่ในยามนี้
“ การทดสอบในรอบแรกจบลงเพียงเท่านั้น ผู้เยาว์สามคนที่มาจากตระกูลจงตระกูลเถิง และตระกูลกว่างถือว่าตกรอบไปเนื่องด้วยร่างกายของพวกมันล่วงหล่นลงก่อนผู้อื่น ส่วนรุ่นเยาว์ที่เหลือ20 คนนั้น จากอาการบาดเจ็บสาหัสแล้วข้าจะให้เวลาพวกเจ้าพักรักษาตัวหนึ่งวันทั้งพวกเจ้าสามารถไปรับโอสถรักษาขั้นผู้ชำนาญระดับกึ่งกลางได้คนละหนึ่งเม็ดจากข้าได้ทันทีหากผู้ใดสลบจนไม่สามารถมารับได้นั้น ผู้อาวุโสในตระกูลสามารถมารับแทนมันผู้นั้นได้”
คำกล่าวของผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นดังกังวานอย่างที่สุดหากแต่หลังจากการทดสอบรอบแรกนั้นทุกผู้คนก็ยังไม่หายจากอาการตกตะลึงบนใบหน้าด้วยความรุนแรงของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณสุดท้ายนั้นทั้งรุนแรงเป็นอย่างมากกระทั่งสามารถฉีกจิตวิญญาณของผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดได้อย่างง่ายดายและบดทำลายกระดูกบนร่างกายได้ไม่ถึงห้าลมหายใจเสียด้วยซ้ำแต่ถึงอย่างนั้นกลับมีผู้เยาว์ถึงสามคนที่ยังสามารถฝืนรั้งร่างกายไม่ให้ล่วงหล่นลงพื้นได้ยิ่งไม่ต่างกล่าวว่าเด็กน้อยผู้หนึ่งจากตระกูลหยางกลับสามารถยืนอยู่ด้วยสองขาได้ด้วยซ้ำ
สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกมันทุกตระกูลจากหัวเมืองชั้นนอกจดจำใบหน้าของทั้งสามนี้ไว้ในใจแม้รุ่นเยาว์ทั้งสามนี้ยังไม่ได้แสดงพลังลมปราณและทักษะการต่อสู้ใดใดออกมาก็ตาม แต่ตัวตนอย่างอาวุโสทั้งสามแห่งพรรคใหญ่จากหัวเมืองชั้นกลางกลับปรากฏสายตาแห่งความต้องการรับรุ่นเยาว์ทั้งสามนี้เข้าพรรคตนเองเสียให้ได้ออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันกระทั่งดูจากสีหน้าของพวกมันแล้วย่อมไม่มีใครยอมปล่อยมือจากรุ่นเยาว์ทั้งสามนี้เป็นแน่