ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 93 เมืองหลวงอาณาจักรหงส์เพลิง

            เย็นวันนั้นหลังจากเฟิ่งหยูทานอาหารเย็นกับพวกโหย่วอี้และปู่ของเขาเสร็จเรียบร้อยเฟิ่งหยูเดินออกมานอกบ้านพร้อมกับชายชรา พวกเขาพากันนั่งที่แคร่ข้าง ๆ บ้าน

            “ท่านผู้อาวุโส พวกท่านเป็นใครมาจากไหนกันอย่างนั้นหรือเหตุใดจึงมาตกอับเช่นนี้”

            “เฮ้ออ........” ชายชราถอนหายใจยาวออกมา

            “คงปิดบังท่านไม่ได้จริง ๆ ยังไงท่านก็เป็นคนช่วยชีวิตหลานชายของข้างั้นข้าก็จะไม่ปิดบังท่าน”

            เฟิ่งหยูหยิบสุราที่ชายชราชื้อมาพร้อมกับรินให้ชายชรา

            “ข้าเองนั้นชื่อโหย่วซิน พวกเราเป็นคนของตระกูลโหย่วหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่จากอาณาจักรพยัคฆ์ขาว พวกเราทำการค้าขายเป็นหลักและจะเดินทางออกไปค้าขายกับอาณาจักรต่างๆ ภายในทวีปฟ้าครามแห่งนี้”

            ชายชราพูดพร้อมกับยกสุราจนหมดจอก

            “ช่วงสองปีก่อนพวกเราเดินทางจากอาณาจักรพยัคฆ์ขาวเพื่อมาค้าขายที่อาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้ระหว่างทางพวกเราถูกดักปล้นผู้คุ้มกันและญาติพี่น้องของพวกเราที่เดินทางมาด้วยถูกสังหารจนหมดสิ้นโชคดีที่ข้าและหลานๆ หลบหนีออกมาได้”

            “โชคร้ายที่หลานชายคนโตของข้าได้รับบาดเจ็บและอาการก็เรื้อรังมาจนทุกวันนี้ ข้าอยากจะพาเขาไปหาหมอ แต่พวกเราไม่มีเงินเหลือติดตัวกันเลยแล้วอีกอย่างคนที่ทำร้ายหลานข้าเองก็ตามล่าเขาอยู่เหมือนกันเพราะหลานข้าดันไปได้ยินเรื่องราวบางอย่างเข้า”

            “เฮ้ออ... ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องอะไรจากพวกโจรนั่นแต่ถึงกับทำให้พวกมันตามล่าหลานชายข้า แสดงว่ามันต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างแน่นอน”

            “แล้วพวกท่านจะทำยังไงต่อไป?”

            “ตอนนี้ข้าเองยังคิดไม่ออกเหมือนกันรอให้หลานข้าหายแล้วค่อยว่ากันอีกที”

            “พวกท่านมาติดตามข้าไหม?ข้ายังต้องเดินทางไปอีกหลายอาณาจักรเมื่อถึงอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแล้วพวกท่านค่อยกลับตระกูลของท่าน ยังไงเสียข้าก็ต้องเดินทางไปทำธุระที่อาณาจักรจันทร์เสี้ยวอยู่แล้ว”

            “แต่ว่าพวกเรา........”

            “ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหรอก...ข้าเองก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้างเลี้ยงคนเพิ่มอีกสักสองสามคนก็คงไม่สิ้นเปลืองมากเท่าไหร่หรอก”

            “ก็ได้ งั้นพวกเราจะติดตามท่าน ช่วงที่ติดตามท่านนี้พวกเราจะขอเรียกท่านว่านายท่านก็แล้วกัน”

            “เออ ไม่เอาดีกว่า ข้าไม่ชอบให้ใครเรียกแบบนั้น พวกท่านเรียกข้าว่าเฟิ่งหยู หรือไม่ก็เรียกว่านายน้อยก็ได้”

            “ได้ขอรับนายน้อย”

            โหย่วซินหยิบหินก้อนที่ให้โหย่วอี้ไปขายยื่นให้กับเฟิ่งหยู

            “หินก้อนนี้เดิมที เป็นสินค้าที่พวกเรานำมาจากเหมืองแร่ที่ขุดได้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าข้างในหินนั้นมีแร่อะไรอยู่พวกเราตั้งใจจะนำมันมาขายที่อาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้แต่น่าเสียดายที่มันถูกปล้นไปจนหมด มีเพียงก้อนนี้ที่ข้าเก็บไว้กับตัวเท่านั้น”

            เฟิ่งหยูหยิบหินก้อนนั้นมาพิจารณา มันมีพลังธรรมชาติเล็ดลอดออกมาจากหินก้อนนั้นเฟิ่งหยูจึงใช้พลังปราณของเขาบดขยี้หินก้อนนั้น

            พลันสิ่งที่เขาเห็นนั้นต้องทำให้เฟิ่งหยูต้องตะลึงเป็นอย่างยิ่งสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในมือของเขามีขนาดเท่ากับนิ้วหัวแม่มือ มันมีสีฟ้าสดใสพลังธรรมชาติอัดแน่นอยู่ภายในหินก้อนนั้น

            “พวกท่านมีขุดมันมาจากเหมืองของพวกท่านอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่ขอรับ แต่ว่าตอนนี้พวกเราหยุดขุดไปชั่วคราวแต่เหมืองแห่งนั้นก็ยังเป็นของพวกเราตระกูลโหย่วอยู่ ไม่มีใครสามารถเข้าไปขุดได้ตอนแรกพวกข้านำหินแร่มาไม่มากนัก เพราะไม่รู้ว่ามันจะมีค่ามากแค่ไหน พวกเราจึงอยากจะลองเอามาสืบราคาของมันก่อน”

            “พวกท่านจะจำหน่ายให้ข้าได้ไหม ข้าจะให้ราคาที่ยุติธรรมกับพวกท่านหินแร่ชนิดนี้จำเป็นสำหรับพวกข้าเป็นอย่างมาก มันเป็นหินวิญญาณระดับสูงที่ใช้สำหรับการฝึกยุทธ์ของพวกข้า พวกท่านเป็นตระกูลพ่อค้าคงรู้จักมูลค่าของมันดี”

            “อะไรนะ นายน้อยท่านว่าสิ่งนี้คือหินวิญญาณระดับสูงอย่างนั้นหรือพวกข้าเคยเห็นแต่หินวิญญาณระดับต่ำแต่ก็ยังไม่เคยเห็นหินวิญญาณระดับสูงเลยสักครั้งมิน่าพวกโจรนั่นถึงได้ตามล่าพวกเราอย่างไม่หยุดหย่อน”

            เฟิ่งหยูคืนหินวิญญาณระดับสูงให้กับ โหย่วซินแต่โหย่วซินปฏิเสธที่จะรับคืน เฟิ่งหยูจึงจำใจต้องเก็บเอาไว้แทน

            “สองสามวันนี้พวกท่านก็ดูแลหลานชายท่านรอให้เขาหายดีแล้วพวกเราค่อยไปทำธุระของข้า”

            เฟิ่งหยูพูดคุยกับโหย่วซินอยู่นานจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนสองสามวันนี้เฟิ่งหยูไม่ได้ออกไปที่ไหน เขาเข้าไปฝึกฝนภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ตามปกติอาการของโหย่วจื่อก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายเป็นปกติแล้ว

            “อาการเป็นยังบ้างให้ข้าตรวจดูหน่อย”

            เฟิ่งหยูเดินเข้ามาในห้องที่พวกเขาทั้งสามคนอยู่ วันนี้โหย่วซินโหย่วจื่อ และโหย่วอี้ต่างอยู่กันพร้อมหน้า เฟิ่งหยูเดินไปตรวจโหย่วจื่อ

            “ฮื่ม หายเป็นปกติดีแล้ว โชคดีที่อาการของเจ้าไม่หนักหนาไปมากกว่านี้หากช้าไปอีกสักสองสามวันเจ้าอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว”

            “ขอบคุณนายน้อยที่ช่วยเหลือพวกเรา”

            “เอาหละในเมื่อหายดีแล้วพรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางไปเมืองหลวงของอาณาจักรหงส์เพลิงกัน” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา

            โหย่วจื่อพลันมีสีหน้าที่เคร่งเครียดโดยทันที เขามองไปที่โหย่วซินโหย่วซินพยักหน้าเล็กน้อย

            “นายน้อย ท่านอย่างเพิ่งไปเมืองหลวงในช่วงนี้จะดีกว่าไหมสิ่งที่ข้าได้ยินจากพวกโจร ที่ปล้นพวกเราและทำร้ายข้าจนบาดเจ็บ ในตอนนั้นข้าได้ยินพวกมันคุยว่า องค์ชายสี่ของอาณาจักรหงส์เพลิงกำลังรวบรวมกองกำลังต่าง ๆเพื่อ...............เพื่อก่อกบฏ พวกมันพูดกันตอนนั้นว่าคงจะใช้เวลาสองถึงสามปีตอนนี้พวกมันคงจะรวบรวมกำลังพลได้ และใกล้ที่จะลงมือกันแล้ว”

            “เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าแน่ใจอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าแน่ใจ เพราะตอนนั้นข้าเห็นกับตาของตัวเอง เพราะคนที่พูดนั้นเป็นองค์ชายสี่เองที่อยู่รวมในกลุ่มของกองโจรที่ปล้นพวกเราข้าเคยเจอองค์ชายสี่ตอนที่มาอาณาจักรหงส์เพลิงกับท่านพ่อหลายครั้งแล้วข้าจำเขาได้ไม่ผิดแน่”

            “ถ้าอย่างนั้นเราก็จำเป็นต้องรีบไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุดเพราะเพื่อนข้าอยู่ที่นั่นข้ากังวลว่าเขาจะมีอันตราย”

            “เมื่อนายน้อยตัดสินใจเช่นนั้นพวกเราก็จะตามท่านไปด้วยระยะทางจากเมืองหน้าด่านนี้ไปถึงเมืองหลวงคงใช้เวลาไม่เกินสามวันข้าจะไปจัดเตรียมรถม้า เพื่อออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เช้าให้นายน้อยเอง”โหย่วซินเอ่ย

            เฟิ่งหยูครุ่นคิดสักพัก หากเขาเดินทางด้วยเรือเล็กก็อาจจะเป็นจุดสนใจได้ดังนั้นจึงตอบตกลงกับโหย่วซินไปเพราะยังไงเขาก็ยังคิดว่าองค์ชายสี่คงยังไม่ลงมือภายในสองสามวันนี้อย่างแน่นอน

    “ก็ได้เอาตามนี้ก็แล้วกัน พวกเราจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ท่านช่วยเตรียมรถม้าให้ข้าด้วย”เฟิ่งหยูหยิบถุงเงินให้กับโหยวซินอีกสามถุงพร้อมกับเดินออกจากห้องไป

     

            เช้าวันต่อมา เฟิ่งหยูโหย่วซิน โหย่วจื่อ และโหย่วอี้เริ่มต้นเดินทางออกจากเมืองหน้าด่านแห่งนี้มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรหงส์เพลิงระหว่างทางพวกเขาแวะพักที่เมืองอื่นอีกสองเมืองจวบจนในวันที่สามพวกเขาจึงเดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรหงส์เพลิง

            “เมืองหงส์เพลิงเป็นเมืองที่คงอยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณวันเวลาที่ผ่านไปนานนับล้านปีเมืองหงส์เพลิงแห่งนี้จึงมีกลิ่นอายที่เก่าแก่เป็นอย่างมากมันเป็นเมืองที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์นิยมเข้ามาอยู่อาศัยเพราะมีพลังฟ้าดินที่หนาแน่นเมืองหงส์เพลิงนี้จึงเป็นที่นิยมของเหล่าจอมยุทธ์ที่ต่างพากันมาตั้งรกรากและฝึกฝนกันอย่างมากมาย จนกลายมาเป็นอาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้

            ความเป็นมาของเมืองหงส์เพลิงแห่งนี้เก่าแก่เป็นอย่างมากมันเป็นเมืองที่มีเหล่ายอดยุทธ์อยู่อาศัยกันอย่างมากมายในบันทึกของเมืองคนที่มาพำนัก ฝึกฝนในเมืองนี้มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเขตแดนยันไปถึงระดับราชันจักรพรรดิเลยทีเดียว”โหย่วซินอธิบายให้เฟิ่งหยูรับฟัง

            พวกของเฟิ่งหยูได้มาเยือนยังเมืองแห่งนี้เมื่อเข้าเมืองเฟิ่งหยูก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวบางอย่างทั้งยังรู้สึกว่าเมืองนี้ไม่เหมือนกับเมืองไหน ๆ ความรู้สึกที่เขายากจะบรรยายสายตาของเขาจับจ้องไปยังทิศเหนือของเมืองเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกเขาอยู่

            เฟิ่งหยูรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างยิ่งแต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร....

            เฟิ่งหยูบอกให้โหย่วซินบังคับรถม้าตรงไปยังราชวังของหลวงของอาณาจักรหงส์เพลิง

            เมื่อมาถึงประตูเมือง

            “ข้าเฟิ่งหยู แห่งอาณาจักรเมฆาหวน ขอเข้าพบองค์ชายผิงอานรบกวนพวกท่านช่วยไปแจ้งให้หน่อย”

            เฟิ่งหยูเอยกับทหารยามที่เฝ้าประตูราชวังของเมืองหลวงพร้อมกับยื่นป้ายประจำตำแหน่งเจ้าเมืองจินเฟิงของเขาให้กับทหารยามดูทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองมองดูป้ายของเฟิ่งหยูสักครู่พลันเอ่ย

            “พวกท่านรอสักครู่ ข้าจะให้คนรีบไปแจ้งให้กับทางองค์ชายทราบ”

            ทหารยามที่เฝ้าประตูรีบให้คนแจ้งไปยังตำหนักขององค์ชายผิงอานทราบอย่างรวดเร็ว

            “นายน้อยท่านรู้จักกับองค์ชายผิงอานด้วยอย่างนั้นหรือ?”

            “เพื่อนข้าที่บอกท่านว่าอยู่เมืองหงส์เพลิงก็คือเขานั่นแหละ”เฟิ่งหยูกระซิบ

            โหย่วซินพลันอ้าปากค้างเพื่อนของนายน้อยของพวกเขาคือองค์ชายผิงอานแล้วตัวของเฟิ่งหยูจะมีฐานะใดกัน...........?

            ไม่นานนักองค์ชายผิงอานรีบออกมาต้อนรับเฟิ่งหยูด้วยความเร่งรีบ ทำให้ทหารยามที่เฝ้าประตูพากันตกตะลึงตามๆ กัน โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ล่วงเกินเฟิ่งหยู

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่าน้องเฟิ่งเจ้ามาอาณาจักรหงส์ฟ้าทำไมไม่แจ้งมาล่วงหน้าข้าจะให้คนออกไปต้อนรับเจ้า.”

            “ไม่เป็นไรหรอก พี่ผิงอาน ข้าเดินทางมาเรื่อย ๆ ก็สนุกไปอีกแบบ”

            “ไปเร็ว รีบไปตำหนักข้าก่อน เดี๋ยวข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าเองหากพวก อานฉวน จื่อโหยว ไป๋เซ่อ และอานฉวนรู้ว่าเจ้ามาอาณาจักรหงส์เพลิงของข้าก่อนพวกเข้าคงอิจฉาข้าเป็นแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” องค์ชายผิงอานหัวเราะด้วยความยินดี

            “เจ้ามาถึงอาณาจักรหงส์ฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว”

            “ข้ามาถึงได้หกเจ็ดวันแล้วอาณาจักรของพวกท่านดูเจริญไม่น้อยกว่าอาณาจักรเมฆาหวนของพวกข้าเลยนะ”

            “เจ้าจะเปรียบเทียบแบบนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนอาจจะใช่แต่ตอนนี้อาณาจักรเมฆาหวนของพวกเจ้ากลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้ไปแล้วอีกหน่อยอาณาจักรของพวกข้าก็เทียบไม่ติดแล้ว”

             โหย่วอี้และ โหย่วจือรวมถึงโหย่วซิน เพิ่งจะเคยเข้าวังเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะโหย่วอี้ต่างถามไม่หยุดตั้งแต่เข้าวังมา เพียงไม่นานพวกเขามาถึงตำหนักขององค์ชายผิงอาน

            “ข้าสั่งให้คนจัดที่พักให้พวกเจ้าแล้ว พักผ่อนกันก่อน เดี๋ยวเย็น ๆค่อยมาดื่มกับข้า”

            “รบกวนองค์ชายแล้ว”

            เฟิ่งหยูและโหย่วซิน โหย่วจื่อ และโหย่วอี้ ต่างได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทางองค์ชายผิงอาน

            ตอนเย็นองค์ชายผิงอานให้คนมาเชิญเฟิ่งหยูไปยังสถานที่ที่เขาจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้กับเฟิ่งหยู เฟิ่งหยูและพวกจึงติดตามผู้นำทางมายังสถานที่จัดงานเลี้ยง

            เมื่อมาถึง องค์ชายผิงอานรวมถึงเหล่าราชวงศ์ส่วนหนึ่งได้มารอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า มาถึงกันแล้ว พวกท่านเชิญทางนี้”องค์ชายผิงอานร้องเรียกเฟิ่งหยูเสียงดังมาแต่ไกล

            เฟิ่งหยูเดินเข้านั่งกับองค์ชายผิงอานส่วนผู้ติดตามทั้งสามของเฟิ่งหยูนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งที่องค์ชายผิงอานจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาทั้งสามต่างตื่นตาตื่นใจกับอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาไม่เคยได้กินอาหารดีๆ แบบนี้มาก่อน แต่ยังคงรักษาความสุขุมพร้อมกับทานกันอย่างสุภาพเพราะเกรงว่าจะทำให้เฟิ่งหยูเสียหน้า

            ซึ่งต่างจากเฟิ่งหยูและองค์ชายผิงอาน พวกเขาทั้งสองต่างดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานกันอย่างองค์ชายผิงอานแนะนำให้เฟิ่งหยูรู้จักกับคนในราชวงศ์และผู้ที่มาร่วมงานทั้งหมดส่วนทางด้านเฟิ่งหยูก็แนะนำทั้งสามให้แก่ทางองค์ชายผิงอานและเหล่าคนในราชวงศ์อย่างให้เกียรติ

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน