ข้ามีชื่อว่า สเตฟานี่ เอเลซิสเป็บุตรีแห่งตระกูลขุนนางที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ ด้วยเพราะเคยมี มหานักเวท(เป็รองแค่พาลาดิน) ปรากฏขึ้น
แม้จะไม่ได้อยู่ระดับพาลาดินที่เป็จุดสูงสุดแต่ทว่าในความจริงแค่ระดับ มหานักเวทก็เพียงพอที่จะขึ้นเป็กษัตริย์ปกครองประเทศได้
เพราะแม้พาลาดินจะมีห้าคนเท่านั้นแต่ว่ามหานักเวทเองก็มีไม่ถึงสิบคนเช่นกันดังนั้นตระกูลของข้าจึงเป็ที่โด่งดังกว้างขวาง
แต่ว่าหลังจากท่านมหานักเวทในตระกูลข้าถูกลอบสังหารอย่างปริศนาทำให้ตระกูลข้าถูกขุนนางและราชวงศ์กดดันจากทุกทิศทาง
จนเริ่มที่จะสูญเสียความมั่งคั่งและเริ่มที่จนตรอกอย่างมาก ท่านพี่ของข้าก็ไม่ใส่ใจตระกูลออกไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ตอนนี้ก็หายไปจากบ้านแล้ว
เหลือเพียงข้าเท่านั้นที่ต้องแบกรับภาระตระกูลแม้ฐานะจะตกอับแต่ด้วยความที่มีสิ่งนี้ ทำให้เข้าเรียนโรงเรียนเขตพิเศษได้
ข้ามองไปยังหนังสือ.. ไม่สิมันคือคัมภีร์เล่มหนึ่ง คัมภีร์เล่มนี้สลักบนปกด้วยตัวอักษรคำว่า‘คัมภีร์แห่งสัจจะ’แม้ว่าข้าจะยังใช้พลังของคัมภีร์แม้จะเป็อักษรรูนเพียงหนึ่งอักษร
แต่ทว่าคัมภีร์เล่มนี้ก็คือคัมภีร์ที่ท่านปู่มหานักเวทสร้างขึ้น.. การที่จะเพิ่มระดับในฐานะจอมเวท คือการศึกษาค้นคว้า..และจอมเวทระดับมหานักเวทนั้น
ต้องคัมภีร์แห่งรูนอย่างน้อยหนึ่งเล่มท่านมหานักเวทในตระกูลข้านั้นแม้มีเพียงคัมภีร์หนึ่งเล่ม
แต่พลังของรูนแห่งสัจจะนั้นสามารถเอาชนะคัมภีร์อื่นได้อย่างง่ายดายต่อให้มีคนที่ถือครองคัมภีร์มากกว่าหนึ่งก็ไม่อาจจะเอาชนะมหานักเวทแห่งตระกูลข้าได้
แต่ความจริงที่ว่าตระกูลข้าตกอับก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะช่วยให้ตระกูลกลับมารุ่งโรจน์ ข้าจะต้องเรียนในโรงเรียนลิเบอร์ให้จบ
และใช้คัมภีร์เวทแห่งสัจจะของท่านปู่(มหานักเวท) ให้ได้ เมื่อใช้ได้ข้าก็จะถูกนับว่าเป็มหานักเวทเทียม
แม้จะไม่ใช่มหานักเวทจริงเพราะใช้คัมภีร์แห่งรูนที่สืบทอดมาแต่นั่นก็เพียงพอสำหรับการอยู่เหนือจอมเวทระดับสูงแล้ว
แต่ว่า ข้าที่กำลังเดินทางไปยังโรงเรียนเขตพิเศษคนเดียวเพราะตระกูลข้านั้นไม่ได้มีเงินขนาดที่จะจ้างคาราวานรถม้ามาส่งข้ามทวีปได้
ข้าจึงติดมากับพ่อค้าแต่ก็ต้องผลัดเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ไปๆ มาๆ โดนโจรไล่ล่าซะอย่างนั้น
ถึงข้าจะฝึกเวทมาบ้างแต่ก็ไม่เคยใช้เวทมนตร์จริงๆ ทำให้ข้าไม่สามารถสู้โจรพวกนี้ได้เลยดูเหมือนพวกมันจะใช้เวทต่อสู้ระยะประชิด
ดังนั้นถ้าข้าวิ่งหนีทิ้งระยะห่างมันก็ทำอะไรข้าไม่ได้แต่นั่นมันแค่คำพูดในตำรา ในสถานการณ์จริงบางอย่างกลับไม่ครอบคลุม
มันปามีดใส่ขาข้าจนรู้สึกแปลบไปทั้งตัวจนล้มไปกองกับพื้น ด้วยความที่ข้าไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อนพอหันกลับไปมองก็เห็นว่าเส้นเอ็นข้อเท้าขาด
แสงไฟจากสุดป่าส่องสว่างขึ้นข้าเห็นว่ามีคนอยู่เลยพยายามร้องะโขอความช่วยเหลือแต่มันกับโดนทับหลังข้าจนหายใจไม่ออก
“อ่อก!”
มันคิดว่าข้าเป็ขุนนางเลยพยายามจะจับข้าไปเรียกค่าไถ่นั่นคือสิ่งที่ข้าสรุปได้แม้จะทรมานข้อเท้าก็ตาม
ถึงข้าจะเป็ขุนนางแต่ตระกูลข้าก็ไม่ได้รวย ขนาดบ้านยังไปอาศัยอยู่บ้านไม้พังๆ เลยในปัจจุบันจะมีเงินที่ไหนมาให้ช่วยข้ากันละ?
ข้าเริ่มน้ำตาไหลและะโขอความช่วยเหลือ..จนสายตาหันไปเห็นพุ่มไม้สั่น มันสั่นเบามากแล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโผล่หัวขึ้นมามอง
เพราะข้าเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรู้เลยเห็นเด็กเธอมีใบหน้าเหมือนเด็กอายุน้อยกว่าข้า ดูเหมือนเธอจะอายุสิบสองเท่านั้น
ข้าเริ่มกังวลถ้าเด็กผู้หญิงคนนี้โผล่มามันแย่กว่าเดิมแน่ข้าเลยดึงดูดความสนใจพวกมันโดยการดิ้นแรงขึ้น
อันที่จริงข้าก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นแต่ว่าตรงหน้ามีเด็กที่ไม่รู้เื่มาเห็นคงจะแย่มากข้าได้แต่หวังไม่ให้เธอโผล่ออกมา
แต่พอคิดแบบนั้นเองร่างของเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะส่องแสงออกมา.. เสริมพลังด้วยเวทเหรอ?ไม่สิเวทมนตร์ของมนุษย์การเสริมพลังด้วยเวทจนเกิดแสงพลังงานเยอะแบบนี้มันเป็ไปไม่ได้
แต่ในแทบจะพริบตานั้นเด็กผู้หญิงคนนั้นก็หายวับไปแล้วแทบจะทันทีที่หายไปก็มีเสียงร้องของโจรว่า“อะไร?”
ก่อนที่จะได้ยินร่างล้มลงกับพื้นแต่ข้าหันไปดูไม่ได้ ชายที่กดข้าลงพื้นก็เหวี่ยงหมัดตอบโต้ แต่ก็ถูกเตะจนเกิดเสียง“กร็อบ”
เอ๊ะ.. นี่มันเกิดอะไรขึ้น?ข้ารีบพลิกตัวกลับไปก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ข้างๆมีร่างของชายสองคนนอนอยู่ในสภาพที่ดูสยองไม่น้อย
เพราะใบหน้าของชายสองคนไม่มีร่างที่นอนบนพื้นนั้นข้าสามารถมองทะลุเห็นผ่านรูบนหัวได้เลย
ก่อนจะหันไปเห็นชายร่างใหญ่ที่ตอนนี้ร่างบิดไปมาและิัฉีกขาดจนเืไหลซึม ภาพนี้ทำเอาข้ารู้สึกจนคำพูด
และอ้วกออกมา..แน่นอนว่าภาพนี้มันโหดร้ายเกินไป..พอข้าอ้วกออกมาเด็กผู้หญิงคนนั้นก็มีสีหน้าปกติเหมือนกับว่าเธอเป็ผู้เชี่ยวชาญที่เคยฆ่าคนมานักต่อนัก..
“เป็อะไรหรือเปล่า”
เธอถามข้าแบบนั้น..แต่เพราะสิ่งที่เกิดมันน่ากลัวเกินไป ข้าเลยถอยหลังโดยไม่รู้ตัวแต่ก็รู้สึกเจ็บขาขึ้นมา
ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะสังเกตเห็นขาของข้าก่อนจะก้มลงและใช้พลังเวทรักษาให้ข้า จนทำเอาข้าอ้าปากค้าง..เด็กคนนี้..ใช้รูนได้เหรอ?!
การใช้เวทรักษาแบบนี้อย่างน้อยต้องสร้างรูนขึ้นมาก่อนและการแทรกแซงที่รักษาได้อย่างน้อยก็ต้องมีรูน
ดังนั้นเมื่อกี้เธอใช้รูน?!
แต่ยังไม่แนะนำอะไรเธอเหมือนจะขมวดคิ้วและหายวับไปอย่างลึกลับ.. นี่มัน..เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
◆◇◆
ฉัน.. หลบหน้าออกมาหลังจากช่วยเธอคนนั้นเสร็จก่อนจะอ้วกแตกยกใหญ่.. บ้าไปแล้ว พลังเวทมันจะแรงไปไหมให้ตายสิ!
เมื่อกี้ฉันใช้พลังเวทปีศาจแทบทั้งหมดในการโจมตีไม่คิดว่ามันจะทำร้ายมนุษย์ได้ขนาดนี้ แต่เวทมนตร์ที่ใช้รักษาคือเวทมนุษย์
แน่สิใครจะไปรู้ถ้าใช้เวทปีศาจรักษาอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอีกฉันควรระวังการใช้เวทปีศาจให้มากกว่านี้
พอนึกถึงคลื่นพลังกระแทกหน้าจนเป็รูฉันก็อ้วกของที่กินไปออกมาอีกรอบ.. ให้ตายสิ แบบนี้ดีแล้วใช่ไหมพี่
จะว่าไปที่ทำหน้านิ่งเพราะว่าถ้าไม่ทำฉันคงเผลออ้วกแตกแน่ๆ และด้วยความที่ฉันกลัวจะไปมีเื่กับผู้หญิงคนนั้นอีก
เลยแกล้งทำเป็ขมวดคิ้วและหลบฉากออกมาแน่นอนล่ะ ถ้าผู้หญิงคนนั้นวางแผนทำอะไรขึ้นมาจริงๆ คงยุ่งยากไม่น้อย…
ถึงฉันจะกลัวแต่ฉันก็ไม่กล้ายิงพลังเวทใส่คนอื่นแบบนั้นนะที่ยิงใส่เพราะคิดว่าจะกระแทกหน้าจนสลบเท่านั้นเอง
ใครจะไปคิดกันล่ะว่ามันจะแรงขนาดนี้…ฉันกลายเป็ฆาตกรไปแล้วนะพี่! แบบนี้ฉันคงไม่โดนจับใช่ไหม?!
ไม่สิ…ฉันเป็องค์หญิงที่ไม่ใช่องค์หญิงเพราะแค่ถูกเก็บมาเลี้ยงอาจจะมีใครไม่พอใจฉันอยู่ และใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างในการเฉดหัวส่งก็ได้
ก็นั่นไงมีออกบ่อยไปในหนังในนิยายแม้แต่ในความจริงที่แบบว่ามีคนจ้องจะจับผิดแล้วพอเราผิดครั้งหนึ่งก็จะเล่นเอาซะหนักๆ แบบ
ไม่ดีนั่น ไม่ดีนี่..ฉันถึงกับขมวดคิ้ว… ถ้าถูกเฉดหัวส่งจริงๆ ฉันคงไม่มีที่ไปแน่ๆ ไม่ดีถึงจะเตรียมตัวรับทุกสถานการณ์
แต่ทางที่ดีกว่าคือการไม่ถูกเฉดหัวส่ง..ว่าแล้วฉันก็แอบย่องกลับไป.. ฉันถอนหายใจโล่งอกเพราะผู้หญิงคนนั้นหลบหนีไปแล้ว
แต่เธอไปที่ไหนกันนะ..ฉันขมวดคิ้วคิด.. แต่ก็รีบไปขุดหลุมและรีบฝังศพจนเสร็จศัพท์…
เรียบร้อย..ในตอนนี้ฉันกลายเป็ฆาตกรอำพรางศพโดยสมบูรณ์แบบ
คิดได้แบบนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาเลยสร้างธูปขึ้นมาสามดอกและจุดธูปก่อนจะพนมมือ
“อันนี้ฉันไม่ผิดนะ..พวกนายตัวบางเอง”
เอ้ย.. ไม่ควรพูดแบบนี้สิ
“ไปสบายนะ..”
ไม่สิ.. คงไม่สบายสินะก็คนหนึ่งโดนหักกระดูกจนตายอีกสองคนโดนยิงทะลุหน้า นี่มันจะสบายได้ไงล่ะ
อืมม..และฉันก็หาวิธีอธิษฐานไม่ได้จนธูปหมดดอก ฉันรีบดึงธูปออกและทำลายหลักฐานทิ้ง ..
เออ แล้วฉันจะปักธูปทำไมเนี่ยทั้งๆที่จะปกปิดหลักฐานโดยสมบูรณ์แบบแท้ๆ นะ