จิ้งหรีดเรไรร้องระงมแข่งกับเสียงฝีเท้าของคนสามคนที่ดังกระทบพื้นถนนคอนกรีตในยามวิกาล บรรยากาศรอบกายมีเพียงแสงสลัวจากไฟถนนที่ติดๆ ดับๆ เป็ระยะ และความเงียบที่น่าอึดอัดของซอยเปลี่ยวหลังหอพักนักศึกษา
วันนี้กลุ่มของทิวาโชคร้าย โดนอาจารย์สั่งแก้โปรเจกต์กะทันหัน ทำให้พวกเขาต้องนั่งปั่นงานกันจนเกือบเที่ยงคืน
“โอยยยยย กูจะตายแล้วโว้ยยยย” ไอ้ปาล์มคร่ำครวญเป็คนแรกทันทีที่เดินพ้นรั้วมหาวิทยาลัย “ทำไมชีวิตเด็กวิศวะปีสองแม่งต้องบัดซบขนาดนี้วะ โปรเจกต์เหี้ยอะไรนักหนา แม่งสั่งแก้ยังกับกูเป็เมต้าฮิวแมน”
“มึงก็บ่นไป” ไอ้ทดที่เดินหาวหวอดๆ สวนกลับ “เอาน่า ทนอีกนิดก็ถึงหอกูแล้ว เดี๋ยวพวกมึงค่อยไปต่อ”
“กูง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้วเนี่ย” ปาล์มบ่นอุบอิบ “แล้วนี่ทำไมมึงต้องพากูมาทางลัดซอยผีสิงนี่ด้วยวะไอ้ทด ทางใหญ่ไฟสว่างๆ ไม่เดิน”
“ทางนี้มันใกล้สุดไงมึง เดินสิบนาทีก็ถึงหอกูแล้ว ถ้าไปทางใหญ่โน่น... มึงได้เดินอีกครึ่งชั่วโมง” ทดเถียง
ทิวาที่เดินเงียบๆ อยู่ข้างหลัง ถอนหายใจออกมาเบาๆ “พวกมึงเลิกบ่นแล้วรีบเดินเหอะ กูอยากอาบน้ำนอนเต็มทีแล้ว”
“มึงก็พูดได้ดิมึงมันพวกพลังควาย ทำงานโต้รุ่งสามวันติดยังชิลล์ แต่กูผู้บอบบาง...”
“บอบบางเหี้ยไร พุงมึงจะแตกอยู่แล้วไอ้ปาล์ม” ทิวาสวนกลับอย่างรำคาญ
“ไอ้สัดทิวา!”
ในขณะที่ทั้งสามกำลังเดินเถียงกันไปตามประสาเพลินๆ อยู่นั้น...
“อ้าว... บังเอิญจังเลยนะไอ้น้อง”
เสียงห้าวที่คุ้นหูดังขึ้นจากมุมมืดข้างหน้า ทำให้ฝีเท้าของทั้งสามคนหยุดชะงักกึกโดยพร้อมเพรียง
ร่างของชายฉกรรจ์สี่ห้าคน... กลุ่มเดิมจากร้านหมูกระทะ... ก้าวออกมาจากเงามืดของตึกร้าง ขวางทางเดินของพวกเขาเอาไว้ ใบหน้าของพวกมันฉายแววไม่เป็มิตรและเต็มไปด้วยความอาฆาต โดยเฉพาะไอ้ตัวหัวโจกที่จ้องมาที่ทิวาเขม็ง
“ชะ... ชิบหายแล้ว!” ไอ้ปาล์มร้องเสียงหลง ขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ “พวกมึง! วิ่ง!”
“จะรีบไปไหนวะ” ชายอีกคนก้าวมาดักทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว “ยังไม่ได้ทักทายกันดีๆ เลย คราวก่อนพวกมึงหนีไปก่อน”
ซอยแคบๆ นี้กลายเป็กับดักชั้นดี พวกเขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังจนไม่มีทางหนี
“พะ... พวกพี่... มีอะไรหรือเปล่าครับ” ไอ้ทดถามเสียงสั่น พยายามเจรจา
“กูไม่มีอะไรกับมึงหรอกไอ้แว่น” ไอ้หัวโจกแสยะยิ้มชั่วร้าย มันเดินตรงเข้ามาหาทิวาช้าๆ “แต่กูมีอะไรกับเพื่อนมึงว่ะ... ไอ้ตัวปากดี”
ทิวาขมวดคิ้ว ขยับตัวไปยืนบังเพื่อนทั้งสองคนที่เริ่มตัวสั่นเป็ลูกนก
“พวกมึง้าอะไร” ทิวาถามเสียงเรียบ พยายามข่มความประหม่าในใจ
“โอ้โห... ปากเก่งเหมือนเดิมเลยนะมึง” หัวโจกหัวเราะในลำคอ “วันนั้นมึงรอดไปได้เพราะมีคนช่วย... แต่วันนี้มันดึกแล้วว่ะ คงไม่มีหมาตัวไหนโผล่มาช่วยมึงอีกหรอก... มั้ง?”
“พี่ครับ! วันนั้นพวกผมก็ขอโทษแล้วไงครับ! พี่ก็ไม่เจ็บอะไรเลย ปล่อยพวกผมไปเถอะครับ” ปาล์มพยายามร้องขอความเมตตา
“หุบปากไปไอ้อ้วน!” ลูกน้องอีกคนตะคอกกลับ “วันนั้นพวกกูเสียหน้าเว้ย! วันนี้กูจะมาสั่งสอนไอ้หน้าอ่อนนี่ ว่าอย่ามาทำซ่าส์กับคนอย่างพวกกู!”
พูดจบ ไอ้หัวโจกก็พุ่งเข้ามาชกที่หน้าทิวาทันทีโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง!
“ไอ้ทิวา! ระวัง!”
ทิวาเบี่ยงตัวหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียด แต่ก็โดนหมัดเฉี่ยวไปที่แก้มจนรู้สึกชา เขารู้ตัวดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบทุกประตู พวกมันตัวใหญ่กว่า เยอะกว่า และดูเหมือนจะเตรียมตัวมาดี
“พวกมึงมันนักเลงหมาหมู่!” ทิวาสบถออกมาอย่างหัวเสีย พลางตั้งการ์ดเตรียมรับมือ
“แล้วมึงจะทำไม!” หัวโจกตะคอกกลับ ก่อนจะสั่งลูกน้อง “พวกมึงจับไอ้สองตัวนั้นไว้! อย่าให้เสือก! กูกับไอ้หน้าหล่อนี่จะเคลียร์กันตัวๆ!”
“เฮ้ย! อย่านะเว้ย!” ปาล์มกับทดร้องลั่น แต่ก็สายเกินไป ลูกน้องอีกสองคนพุ่งเข้ามารวบตัวทั้งคู่ไว้แน่น
“ไอ้ทิวา! มึงหนีไปเลย! ไม่ต้องห่วงพวกกู!” ทดะโลั่น
“หนีเหรอ? มึงคิดว่ามันจะหนีไปไหนพ้นวะ!” หัวโจกหัวเราะอย่างสะใจ
ทิวาขบกรามแน่น "มึงปล่อยเพื่อนกู... แล้วมาเจอกับกูนี่"
“ได้เลย... ตามที่มึงขอ!”
ไอ้หัวโจกพุ่งเข้าใส่ทิวาอีกครั้ง คราวนี้ทิวาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสู้ เขาสวนหมัดกลับไปโดนท้องของอีกฝ่ายเต็มๆ จนมันจุกไปเล็กน้อย แต่ก็เปิดโอกาสให้ลูกน้องอีกคนเข้ามาเตะตัดขาเขาจากด้านหลัง
ตุ้บ!
ทิวาล้มลงไปกองกับพื้นคอนกรีตแข็งๆ
“ไอ้ทิวา!” ปาล์มร้องลั่น พยายามดิ้นรนจนสุดแรง
“อัดแม่งเลยพี่!”
ไอ้หัวโจกแสยะยิ้ม เดินเข้ามาใช้เท้าเหยียบลงบนหน้าอกของทิวาที่นอนอยู่ “เป็ไงล่ะมึง! ปากดีนัก! วันนี้กูจะกระทืบมึงให้จมดินตรงนี้แหละ!”
มันง้างเท้าขึ้นสูง เตรียมจะกระทืบลงมาที่ใบหน้าของทิวาซ้ำ
ทิวาหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น...
แต่แล้ว... แรงกระแทกนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
“ปล่อยมัน”
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นที่เขาจำได้แม่น... ดังขึ้นจากปากซอย
ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก ไอ้หัวโจกที่ง้างเท้าค้างอยู่กลางอากาศชะงักกึก มันหันขวับไปมองต้นเสียงด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดลงถนัดตา
“พะ... พี่ภาคิน...”
ภาคินยืนนิ่งอยู่ที่ปากซอย แสงไฟถนนที่ติดๆ ดับๆ ส่องให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยและดวงตาที่เ็าจนน่าขนลุก เขายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว ในชุดนักศึกษาตัวเดิม... แต่บรรยากาศรอบตัวกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพวกนักเลงห้าคนที่อยู่ตรงนี้รวมกันเสียอีก
“กูบอกให้ปล่อยมัน” ภาคินพูดซ้ำช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ
“พี่... พี่ภาคิน... นี่มันเื่ของพวกผมนะครับ พี่ยุ่งอีกแล้วเหรอ” ลูกน้องคนหนึ่งพยายามทำใจดีสู้เสือ
ภาคินไม่ตอบ มันเมินคำพูดของลูกกระจ๊อกคนนั้นไปโดยสิ้นเชิง สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ไอ้หัวโจกที่กำลังเหยียดอกทิวาอยู่
“มึงไม่ได้ยินที่กูพูด... หรือหูมึงหนวก”
น้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลทำให้ไอ้หัวโจกรีบยกเท้าออกจากอกของทิวาทันที แต่มันยังพยายามคุมเชิง
“พี่! แต่มันกวนตีนผมก่อนนะเว้ย! วันนั้นพี่ก็ขวางผมทีนึงแล้ว!”
ภาคินถอนหายใจเบาๆ เหมือนรำคาญเต็มทน เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาในซอยช้าๆ... หนึ่งก้าว... สองก้าว...
“กูจะนับหนึ่งถึงสาม” ภาคินพูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ถ้ากูยังเห็นพวกมึงยืนอยู่ในซอยนี้... กูรับรองว่าพวกมึงจะไม่ได้กลับไปนอนบ้านดีๆ แน่”
“พี่อย่ามาขู่ผมนะเว้ย! พวกผมมีกันตั้งห้าคน!” ไอ้หัวโจกพยายามขู่กลับ แม้ว่าน้ำเสียงของมันจะเริ่มสั่นเครือแล้วก็ตาม
ภาคินหยุดเดิน เขาหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง... มันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องหรู
“หนึ่ง”
เขากดปลดล็อคหน้าจอ แสงสว่างวาบขึ้นมาบนใบหน้าคมคายนั้น
“พี่จะโทรหาใครวะ! เรียกพวกเหรอ!”
“สอง”
ภาคินไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่เลื่อนนิ้วไปที่รายชื่อผู้ติดต่อ... แล้วกดไปที่ชื่อหนึ่ง
ไอ้หัวโจกเริ่มหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด สัญชาตญาณมันร้องเตือนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันเลวร้ายกว่าการโดนเรียกพวกมาต่อยตีกัน
“เฮ้ย! พี่! ใจเย็นๆ! พี่จะโทรหาใคร!”
ภาคินยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู โดยที่สายตายังคงจ้องไอ้หัวโจกไม่กระพริบ
“กูให้โอกาสพวกมึงแล้ว”
ตื๊ด... ตื๊ด...
เสียงรอสายดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ท่ามกลางความเงียบ
“ไอ้พี่ภาคิน! มึงจะโทรหาใคร!” ไอ้หัวโจกเริ่มลนลาน
ภาคินยิ้มมุมปาก... เป็รอยยิ้มที่เย็นเยียบที่สุดเท่าที่ทิวาเคยเห็นมา
“กูจะโทรหา ‘ลุงสิงห์’ พ่อของมึงไง”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของไอ้หัวโจก! หน้าของมันซีดขาวราวกับกระดาษในทันที!
“พะ... พี่... พี่รู้... ได้ไง”
“กูจะถามแกหน่อย” ภาคินพูดต่อเสียงเรียบ โดยไม่สนใจท่าทีใสุดขีดของอีกฝ่าย “ว่าลูกชายแกที่แอบคุมบ่อนเถื่อนแถวตลาดนัดรถไฟ... ยังอยากทำธุรกิจของแกต่อ... หรืออยากให้กูโทรหาพ่อกู ให้ท่านคุยกับผู้กำกับเขตนี้... เื่บ่อนของพวกมึงดี”
สิ้นเสียงของภาคิน... ไอ้หัวโจกถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที!
“!!!”
ไม่ใช่แค่มัน... แต่ลูกน้องอีกสี่คนรวมถึงปาล์มกับทด... ต่างก็อ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน!
ทิวาที่เพิ่งยันตัวลุกขึ้นนั่งได้ ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเช่นกัน... นี่มัน... นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ...
“พี่ภาคิน! ผมขอโทษ! ผมขอโทษครับ! ผมผิดไปแล้ว!” ไอ้หัวโจกรีบคลานเข่าเข้ามาเกาะขาภาคินแทบไม่ทัน “ผมไม่รู้! ผมไม่รู้จริงๆ ว่านี่... ว่านี่... เด็กพี่!”
คำว่า "เด็กพี่" ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ ทิวาสะดุ้งเฮือก หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด
ภาคินก้มลงมองไอ้หัวโจกที่เกาะขาเขาอยู่ด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะกดตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง
“กูไม่อยากเห็นหน้าพวกมึงแถวนี้อีก”
“ครับ! ครับพี่! ผมสาบาน! พวกผมจะไม่มาแถวนี้อีกเลย!” ไอ้หัวโจกรีบรับคำอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่แค่แถวนี้” ภาคินพูดเสียงเย็น สายตาตวัดไปมองทิวาที่ยังคงนั่งอึ้งอยู่ที่พื้น... ก่อนจะหันกลับมามองไอ้หัวโจกด้วยแววตาที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“อย่าให้กูเห็นพวกมึง... เข้าใกล้มัน... อีก”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดและเต็มไปด้วยคำสั่งที่ห้ามปฏิเสธ
“ครับพี่! ผมสาบานด้วยเกียรติของพ่อผมเลย! ผมจะไม่ยุ่งกับ... กับน้องเขาอีกเด็ดขาด! พวกมึง! กราบขอโทษพี่เขากับน้องเขาสิวะ!”
ลูกน้องที่เหลือรีบปล่อยตัวปาล์มกับทด แล้วทรุดลงกราบขอโทษขอโพยกันพัลวัน
“ไป”
ภาคินออกคำสั่งสั้นๆ
เท่านั้นแหละ... กลุ่มนักเลงที่เมื่อครู่ยังกร่างราวกับเป็เ้าของซอย ก็รีบพยุงกันลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับกำลังหนีพญามัจจุราช
ซอยทั้งซอยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง... มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสี่คนที่ยังคงยืนตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่
ปาล์มกับทดรีบวิ่งเข้ามาดูทิวาที่ยังคงนั่งอยู่ที่พื้น
“ไอ้ทิวา! มึงเป็ไงบ้างวะ! เจ็บตรงไหนมั้ย!”
“เออ... แม่งเอ๊ย... โดนไปทีนึง” ทิวาพึมพำ พยายามยันตัวลุกขึ้นยืน โดยมีเพื่อนทั้งสองช่วยประคอง
เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม... ผู้ชายที่แค่ใช้คำพูดไม่กี่ประโยคกับโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สยบนักเลงทั้งกลุ่มได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
นี่มัน... ไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาแล้ว...
ภาคินมองสำรวจทิวาั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นรอยแดงจางๆ ที่แก้มข้างหนึ่งของทิวา คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
น้ำเสียงที่ถาม... มันต่างออกไป ความเ็าที่ใช้กับพวกนักเลงเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น มันยังคงทุ้มต่ำ... แต่กลับมีความห่วงใยเจือปนอยู่จางๆ
ทิวาสะดุ้งกับความเปลี่ยนแปลงนั้น เขาสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้นตรงๆ... นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าสายตาคู่นี้ไม่ได้มองเขาอย่าง 'เหนือกว่า' หรือ 'ประเมิน' แต่กำลังมองเขา... อย่างสำรวจ...
“คอแดง” ภาคินพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นรอยช้ำจางๆ ที่คอของทิวา... ที่คงเกิดจากตอนโดนไอ้หัวโจกนั่นเหยียบ
ภาคินขยับเท้าจะก้าวเข้ามาหา...
“ไม่ต้อง!” ทิวาร้องห้ามเสียงดังโดยอัตโนมัติ ร่างกายขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณป้องกันตัว
ภาคินหยุดชะงัก...
“มะ... ไม่เป็ไร” ทิวาพูดเสียงแ่ลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดนิ่ง “แค่... ถลอกนิดหน่อย”
ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ ทิวากลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามออกไป “คุณ... คุณรู้ได้ไงว่าพวกมันจะมาดักพวกผมที่นี่”
ภาคินละสายตาไปทางอื่นชั่วครู่ เหมือนกำลังหาคำตอบ “บังเอิญเดินผ่านมา”
คำตอบเดิม...
“บังเอิญ?” ทิวาขมวดคิ้ว “นี่มันซอยตันหลังหอไอ้ทดเกือบเที่ยงคืนนะ ใครเขาจะ ‘บังเอิญ’ เดินผ่านมาเวลานี้!”
“นั่นสิครับ... หรือว่า... พี่แอบตามพวกเรามาเหรอครับ” ปาล์มถามขึ้นอย่างสงสัย
ภาคินไม่ตอบคำถามนั้น เขายังคงไม่หันกลับมาสบตาทิวาตรงๆ “พวกนายจะกลับหอ”
มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็คำพูดลอยๆ
“ไปสิ”
“เอ่อ... ครับๆ! ขอบคุณมากนะครับพี่ภาคิน! พี่นี่มันฮีโร่ของพวกผมรอบสองแล้ว!” ทดรีบยกมือไหว้ขอบคุณเป็การใหญ่
ภาคินไม่ได้รับไหว้... สายตาของเขากลับมาหยุดอยู่ที่ทิวาอีกครั้ง...
ทิวาเม้มปากแน่น ความรู้สึกในอกตอนนี้มันตีกันไปหมด ทั้งสับสน... ใ... หวาดระแวง... และ...
...และไอ้ความรู้สึกแปลกๆ ที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้...
“...ขอบคุณ”
ในที่สุดเขาก็พูดมันออกมา... เสียงแหบพร่าเล็กน้อย แต่ครั้งนี้... มันคือคำขอบคุณที่ออกมาจากใจจริงๆ
แต่เขาก็ยังคงคาใจ...
“แต่เื่ ‘เด็กพี่’ ที่ไอ้เวรนั่นมันพูด... มันหมายความว่ายังไง”
ภาคินนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “มันปากพล่อย”
“...” ทิวาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่รู้จะซักไซ้อะไรต่อ
“กลับได้แล้ว ดึกแล้ว” ภาคินตัดบท
เขามองหน้าทิวา ปาล์ม และทด สลับกัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เดี๋ยวกูเดินไปส่ง”
“ไม่ต้อง!” ทิวาสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณ “พวกผมกลับกันเองได้! ไม่รบกวนคุณ!”
“ให้พี่เขาไปส่งเถอะมึง!” ปาล์มรีบดึงแขนเพื่อนกระตุกเบาๆ “กูยังกลัวไม่หายเลย เมื่อกี้มึงยังเกือบโดนกระทืบคาตีนมันอยู่เลยนะเว้ย!”
ภาคินปรายตามองทิวาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย”
ประโยคนี้... ไม่ได้พูดกับปาล์ม แต่พูดกับทิวา...
พูดจบ... ร่างสูงของภาคินก็หันหลังแล้วเริ่มก้าวเดินออกไปจากซอยทันที เขาเดินนำหน้าไปช้าๆ โดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำว่าทั้งสามคนจะเดินตามมาหรือไม่... ราวกับมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาต้องเดินตาม
ปาล์มกับทดหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปพยักเพยิดกับทิวา
“ไปเหอะมึง... กูไม่อยากเสี่ยงเจอพวกเหี้ยนั่นอีกแล้ว... กูขาสั่นไปหมดแล้ว” ปาล์มพูดเสียงอ่อย
ทิวากัดฟันแน่น... เขาเกลียดความรู้สึกนี้... เกลียดที่ตัวเองดูอ่อนแอ... เกลียดที่ต้องให้คนอื่นมาปกป้อง...
แต่เขาก็ต้องยอมรับความจริงว่า... ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่โผล่มา... ป่านนี้เขาคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้ว
เขามองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าไปอย่างมั่นคงภายใต้แสงไฟสลัว... แผ่นหลังที่ดูนิ่งสงบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจมืดที่เขาเพิ่งได้ัั...
ทิวาเกลียดไอ้บ้านี่... เกลียดสายตา... เกลียดท่าทาง...
แต่... ทำไมวะ...
ทำไมการเดินตามหลังผู้ชายคนนี้... มันถึงทำให้หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อครู่... กลับมาช้าลง... และรู้สึก...
...ปลอดภัย...
เป็ความรู้สึกที่ประหลาด... น่าอึดอัด... และไม่คุ้นเคยอย่างที่สุด... และทิวาก็เกลียดตัวเองเหลือเกิน ที่เขาไม่ได้เกลียดความรู้สึกนี้... มากเท่าที่เขาควรจะเป็