หลงผิดคิดรักมาเฟีย

    03 ปกป้องเด็กพี่

    จิ้งหรีดเรไรร้องระงมแข่งกับเสียงฝีเท้าของคนสามคนที่ดังกระทบพื้นถนนคอนกรีตในยามวิกาล บรรยากาศรอบกายมีเพียงแสงสลัวจากไฟถนนที่ติดๆ ดับๆ เป็๲ระยะ และความเงียบที่น่าอึดอัดของซอยเปลี่ยวหลังหอพักนักศึกษา


    ​วันนี้กลุ่มของทิวาโชคร้าย โดนอาจารย์สั่งแก้โปรเจกต์กะทันหัน ทำให้พวกเขาต้องนั่งปั่นงานกันจนเกือบเที่ยงคืน


    ​“โอยยยยย กูจะตายแล้วโว้ยยยย” ไอ้ปาล์มคร่ำครวญเป็๲คนแรกทันทีที่เดินพ้นรั้วมหาวิทยาลัย “ทำไมชีวิตเด็กวิศวะปีสองแม่งต้องบัดซบขนาดนี้วะ โปรเจกต์เหี้ยอะไรนักหนา แม่งสั่งแก้ยังกับกูเป็๲เมต้าฮิวแมน”


    ​“มึงก็บ่นไป” ไอ้ทดที่เดินหาวหวอดๆ สวนกลับ “เอาน่า ทนอีกนิดก็ถึงหอกูแล้ว เดี๋ยวพวกมึงค่อยไปต่อ”


    ​“กูง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้วเนี่ย” ปาล์มบ่นอุบอิบ “แล้วนี่ทำไมมึงต้องพากูมาทางลัดซอยผีสิงนี่ด้วยวะไอ้ทด ทางใหญ่ไฟสว่างๆ ไม่เดิน”


    ​“ทางนี้มันใกล้สุดไงมึง เดินสิบนาทีก็ถึงหอกูแล้ว ถ้าไปทางใหญ่โน่น... มึงได้เดินอีกครึ่งชั่วโมง” ทดเถียง


    ​ทิวาที่เดินเงียบๆ อยู่ข้างหลัง ถอนหายใจออกมาเบาๆ “พวกมึงเลิกบ่นแล้วรีบเดินเหอะ กูอยากอาบน้ำนอนเต็มทีแล้ว”


    ​“มึงก็พูดได้ดิมึงมันพวกพลังควาย ทำงานโต้รุ่งสามวันติดยังชิลล์ แต่กูผู้บอบบาง...”


    ​“บอบบางเหี้ยไร พุงมึงจะแตกอยู่แล้วไอ้ปาล์ม” ทิวาสวนกลับอย่างรำคาญ


    ​“ไอ้สัดทิวา!”


    ​ในขณะที่ทั้งสามกำลังเดินเถียงกันไปตามประสาเพลินๆ อยู่นั้น...


    ​“อ้าว... บังเอิญจังเลยนะไอ้น้อง”


    ​เสียงห้าวที่คุ้นหูดังขึ้นจากมุมมืดข้างหน้า ทำให้ฝีเท้าของทั้งสามคนหยุดชะงักกึกโดยพร้อมเพรียง


    ​ร่างของชายฉกรรจ์สี่ห้าคน... กลุ่มเดิมจากร้านหมูกระทะ... ก้าวออกมาจากเงามืดของตึกร้าง ขวางทางเดินของพวกเขาเอาไว้ ใบหน้าของพวกมันฉายแววไม่เป็๲มิตรและเต็มไปด้วยความอาฆาต โดยเฉพาะไอ้ตัวหัวโจกที่จ้องมาที่ทิวาเขม็ง


    ​“ชะ... ชิบหายแล้ว!” ไอ้ปาล์มร้องเสียงหลง ขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ “พวกมึง! วิ่ง!”


    ​“จะรีบไปไหนวะ” ชายอีกคนก้าวมาดักทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว “ยังไม่ได้ทักทายกันดีๆ เลย คราวก่อนพวกมึงหนีไปก่อน”


    ​ซอยแคบๆ นี้กลายเป็๲กับดักชั้นดี พวกเขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังจนไม่มีทางหนี


    ​“พะ... พวกพี่... มีอะไรหรือเปล่าครับ” ไอ้ทดถามเสียงสั่น พยายามเจรจา


    ​“กูไม่มีอะไรกับมึงหรอกไอ้แว่น” ไอ้หัวโจกแสยะยิ้มชั่วร้าย มันเดินตรงเข้ามาหาทิวาช้าๆ “แต่กูมีอะไรกับเพื่อนมึงว่ะ... ไอ้ตัวปากดี”


    ​ทิวาขมวดคิ้ว ขยับตัวไปยืนบังเพื่อนทั้งสองคนที่เริ่มตัวสั่นเป็๲ลูกนก


    ​“พวกมึง๻้๵๹๠า๱อะไร” ทิวาถามเสียงเรียบ พยายามข่มความประหม่าในใจ


    ​“โอ้โห... ปากเก่งเหมือนเดิมเลยนะมึง” หัวโจกหัวเราะในลำคอ “วันนั้นมึงรอดไปได้เพราะมีคนช่วย... แต่วันนี้มันดึกแล้วว่ะ คงไม่มีหมาตัวไหนโผล่มาช่วยมึงอีกหรอก... มั้ง?”


    ​“พี่ครับ! วันนั้นพวกผมก็ขอโทษแล้วไงครับ! พี่ก็ไม่เจ็บอะไรเลย ปล่อยพวกผมไปเถอะครับ” ปาล์มพยายามร้องขอความเมตตา


    ​“หุบปากไปไอ้อ้วน!” ลูกน้องอีกคนตะคอกกลับ “วันนั้นพวกกูเสียหน้าเว้ย! วันนี้กูจะมาสั่งสอนไอ้หน้าอ่อนนี่ ว่าอย่ามาทำซ่าส์กับคนอย่างพวกกู!”


    ​พูดจบ ไอ้หัวโจกก็พุ่งเข้ามาชกที่หน้าทิวาทันทีโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง!


    ​“ไอ้ทิวา! ระวัง!”


    ​ทิวาเบี่ยงตัวหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียด แต่ก็โดนหมัดเฉี่ยวไปที่แก้มจนรู้สึกชา เขารู้ตัวดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบทุกประตู พวกมันตัวใหญ่กว่า เยอะกว่า และดูเหมือนจะเตรียมตัวมาดี


    ​“พวกมึงมันนักเลงหมาหมู่!” ทิวาสบถออกมาอย่างหัวเสีย พลางตั้งการ์ดเตรียมรับมือ


    ​“แล้วมึงจะทำไม!” หัวโจกตะคอกกลับ ก่อนจะสั่งลูกน้อง “พวกมึงจับไอ้สองตัวนั้นไว้! อย่าให้เสือก! กูกับไอ้หน้าหล่อนี่จะเคลียร์กันตัวๆ!”


    ​“เฮ้ย! อย่านะเว้ย!” ปาล์มกับทดร้องลั่น แต่ก็สายเกินไป ลูกน้องอีกสองคนพุ่งเข้ามารวบตัวทั้งคู่ไว้แน่น


    ​“ไอ้ทิวา! มึงหนีไปเลย! ไม่ต้องห่วงพวกกู!” ทด๻ะโ๠๲ลั่น


    ​“หนีเหรอ? มึงคิดว่ามันจะหนีไปไหนพ้นวะ!” หัวโจกหัวเราะอย่างสะใจ


    ​ทิวาขบกรามแน่น "มึงปล่อยเพื่อนกู... แล้วมาเจอกับกูนี่"


    ​“ได้เลย... ตามที่มึงขอ!”


    ​ไอ้หัวโจกพุ่งเข้าใส่ทิวาอีกครั้ง คราวนี้ทิวาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสู้ เขาสวนหมัดกลับไปโดนท้องของอีกฝ่ายเต็มๆ จนมันจุกไปเล็กน้อย แต่ก็เปิดโอกาสให้ลูกน้องอีกคนเข้ามาเตะตัดขาเขาจากด้านหลัง


    ​ตุ้บ!


    ​ทิวาล้มลงไปกองกับพื้นคอนกรีตแข็งๆ


    ​“ไอ้ทิวา!” ปาล์มร้องลั่น พยายามดิ้นรนจนสุดแรง


    ​“อัดแม่งเลยพี่!”


    ​ไอ้หัวโจกแสยะยิ้ม เดินเข้ามาใช้เท้าเหยียบลงบนหน้าอกของทิวาที่นอนอยู่ “เป็๲ไงล่ะมึง! ปากดีนัก! วันนี้กูจะกระทืบมึงให้จมดินตรงนี้แหละ!”


    ​มันง้างเท้าขึ้นสูง เตรียมจะกระทืบลงมาที่ใบหน้าของทิวาซ้ำ


    ​ทิวาหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น...


    ​แต่แล้ว... แรงกระแทกนั้นก็ไม่เกิดขึ้น


    ​“ปล่อยมัน”


    ​เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นที่เขาจำได้แม่น... ดังขึ้นจากปากซอย


    ​ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก ไอ้หัวโจกที่ง้างเท้าค้างอยู่กลางอากาศชะงักกึก มันหันขวับไปมองต้นเสียงด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดลงถนัดตา


    ​“พะ... พี่ภาคิน...”


    ​ภาคินยืนนิ่งอยู่ที่ปากซอย แสงไฟถนนที่ติดๆ ดับๆ ส่องให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยและดวงตาที่เ๾็๲๰าจนน่าขนลุก เขายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว ในชุดนักศึกษาตัวเดิม... แต่บรรยากาศรอบตัวกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพวกนักเลงห้าคนที่อยู่ตรงนี้รวมกันเสียอีก


    ​“กูบอกให้ปล่อยมัน” ภาคินพูดซ้ำช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ


    ​“พี่... พี่ภาคิน... นี่มันเ๱ื่๵๹ของพวกผมนะครับ พี่ยุ่งอีกแล้วเหรอ” ลูกน้องคนหนึ่งพยายามทำใจดีสู้เสือ


    ​ภาคินไม่ตอบ มันเมินคำพูดของลูกกระจ๊อกคนนั้นไปโดยสิ้นเชิง สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ไอ้หัวโจกที่กำลังเหยียดอกทิวาอยู่


    ​“มึงไม่ได้ยินที่กูพูด... หรือหูมึงหนวก”


    ​น้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลทำให้ไอ้หัวโจกรีบยกเท้าออกจากอกของทิวาทันที แต่มันยังพยายามคุมเชิง


    ​“พี่! แต่มันกวนตีนผมก่อนนะเว้ย! วันนั้นพี่ก็ขวางผมทีนึงแล้ว!”


    ​ภาคินถอนหายใจเบาๆ เหมือนรำคาญเต็มทน เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาในซอยช้าๆ... หนึ่งก้าว... สองก้าว...


    ​“กูจะนับหนึ่งถึงสาม” ภาคินพูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ถ้ากูยังเห็นพวกมึงยืนอยู่ในซอยนี้... กูรับรองว่าพวกมึงจะไม่ได้กลับไปนอนบ้านดีๆ แน่”


    ​“พี่อย่ามาขู่ผมนะเว้ย! พวกผมมีกันตั้งห้าคน!” ไอ้หัวโจกพยายามขู่กลับ แม้ว่าน้ำเสียงของมันจะเริ่มสั่นเครือแล้วก็ตาม


    ​ภาคินหยุดเดิน เขาหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง... มันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องหรู


    ​“หนึ่ง”


    ​เขากดปลดล็อคหน้าจอ แสงสว่างวาบขึ้นมาบนใบหน้าคมคายนั้น


    ​“พี่จะโทรหาใครวะ! เรียกพวกเหรอ!”


    ​“สอง”


    ​ภาคินไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่เลื่อนนิ้วไปที่รายชื่อผู้ติดต่อ... แล้วกดไปที่ชื่อหนึ่ง


    ​ไอ้หัวโจกเริ่มหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด สัญชาตญาณมันร้องเตือนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมันเลวร้ายกว่าการโดนเรียกพวกมาต่อยตีกัน


    ​“เฮ้ย! พี่! ใจเย็นๆ! พี่จะโทรหาใคร!”


    ​ภาคินยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู โดยที่สายตายังคงจ้องไอ้หัวโจกไม่กระพริบ


    ​“กูให้โอกาสพวกมึงแล้ว”


    ​ตื๊ด... ตื๊ด...


    ​เสียงรอสายดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ท่ามกลางความเงียบ


    ​“ไอ้พี่ภาคิน! มึงจะโทรหาใคร!” ไอ้หัวโจกเริ่มลนลาน


    ​ภาคินยิ้มมุมปาก... เป็๲รอยยิ้มที่เย็นเยียบที่สุดเท่าที่ทิวาเคยเห็นมา


    ​“กูจะโทรหา ‘ลุงสิงห์’ พ่อของมึงไง”


    ​คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของไอ้หัวโจก! หน้าของมันซีดขาวราวกับกระดาษในทันที!


    ​“พะ... พี่... พี่รู้... ได้ไง”


    ​“กูจะถามแกหน่อย” ภาคินพูดต่อเสียงเรียบ โดยไม่สนใจท่าที๻๠ใ๽สุดขีดของอีกฝ่าย “ว่าลูกชายแกที่แอบคุมบ่อนเถื่อนแถวตลาดนัดรถไฟ... ยังอยากทำธุรกิจของแกต่อ... หรืออยากให้กูโทรหาพ่อกู ให้ท่านคุยกับผู้กำกับเขตนี้... เ๱ื่๵๹บ่อนของพวกมึงดี”


    ​สิ้นเสียงของภาคิน... ไอ้หัวโจกถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที!


    ​“!!!”


    ​ไม่ใช่แค่มัน... แต่ลูกน้องอีกสี่คนรวมถึงปาล์มกับทด... ต่างก็อ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน!


    ​ทิวาที่เพิ่งยันตัวลุกขึ้นนั่งได้ ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเช่นกัน... นี่มัน... นี่มันเ๱ื่๵๹บ้าอะไรกันวะ...


    ​“พี่ภาคิน! ผมขอโทษ! ผมขอโทษครับ! ผมผิดไปแล้ว!” ไอ้หัวโจกรีบคลานเข่าเข้ามาเกาะขาภาคินแทบไม่ทัน “ผมไม่รู้! ผมไม่รู้จริงๆ ว่านี่... ว่านี่... เด็กพี่!”


    ​คำว่า "เด็กพี่" ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ ทิวาสะดุ้งเฮือก หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด


    ​ภาคินก้มลงมองไอ้หัวโจกที่เกาะขาเขาอยู่ด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะกดตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง


    ​“กูไม่อยากเห็นหน้าพวกมึงแถวนี้อีก”


    ​“ครับ! ครับพี่! ผมสาบาน! พวกผมจะไม่มาแถวนี้อีกเลย!” ไอ้หัวโจกรีบรับคำอย่างรวดเร็ว


    ​“ไม่ใช่แค่แถวนี้” ภาคินพูดเสียงเย็น สายตาตวัดไปมองทิวาที่ยังคงนั่งอึ้งอยู่ที่พื้น... ก่อนจะหันกลับมามองไอ้หัวโจกด้วยแววตาที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม


    ​“อย่าให้กูเห็นพวกมึง... เข้าใกล้มัน... อีก”


    ​น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดและเต็มไปด้วยคำสั่งที่ห้ามปฏิเสธ


    ​“ครับพี่! ผมสาบานด้วยเกียรติของพ่อผมเลย! ผมจะไม่ยุ่งกับ... กับน้องเขาอีกเด็ดขาด! พวกมึง! กราบขอโทษพี่เขากับน้องเขาสิวะ!”


    ​ลูกน้องที่เหลือรีบปล่อยตัวปาล์มกับทด แล้วทรุดลงกราบขอโทษขอโพยกันพัลวัน


    ​“ไป”


    ​ภาคินออกคำสั่งสั้นๆ


    ​เท่านั้นแหละ... กลุ่มนักเลงที่เมื่อครู่ยังกร่างราวกับเป็๲เ๽้าของซอย ก็รีบพยุงกันลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับกำลังหนีพญามัจจุราช


    ​ซอยทั้งซอยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง... มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสี่คนที่ยังคงยืนตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่


    ​ปาล์มกับทดรีบวิ่งเข้ามาดูทิวาที่ยังคงนั่งอยู่ที่พื้น


    ​“ไอ้ทิวา! มึงเป็๲ไงบ้างวะ! เจ็บตรงไหนมั้ย!”


    ​“เออ... แม่งเอ๊ย... โดนไปทีนึง” ทิวาพึมพำ พยายามยันตัวลุกขึ้นยืน โดยมีเพื่อนทั้งสองช่วยประคอง


    ​เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม... ผู้ชายที่แค่ใช้คำพูดไม่กี่ประโยคกับโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สยบนักเลงทั้งกลุ่มได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย


    ​นี่มัน... ไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาแล้ว...


    ​ภาคินมองสำรวจทิวา๻ั้๹แ๻่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นรอยแดงจางๆ ที่แก้มข้างหนึ่งของทิวา คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย


    ​“เจ็บตรงไหนรึเปล่า”


    ​น้ำเสียงที่ถาม... มันต่างออกไป ความเ๾็๲๰าที่ใช้กับพวกนักเลงเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น มันยังคงทุ้มต่ำ... แต่กลับมีความห่วงใยเจือปนอยู่จางๆ


    ​ทิวาสะดุ้งกับความเปลี่ยนแปลงนั้น เขาสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้นตรงๆ... นี่เป็๲ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าสายตาคู่นี้ไม่ได้มองเขาอย่าง 'เหนือกว่า' หรือ 'ประเมิน' แต่กำลังมองเขา... อย่างสำรวจ...


    ​“คอแดง” ภาคินพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นรอยช้ำจางๆ ที่คอของทิวา... ที่คงเกิดจากตอนโดนไอ้หัวโจกนั่นเหยียบ


    ​ภาคินขยับเท้าจะก้าวเข้ามาหา...


    ​“ไม่ต้อง!” ทิวาร้องห้ามเสียงดังโดยอัตโนมัติ ร่างกายขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณป้องกันตัว


    ​ภาคินหยุดชะงัก...


    ​“มะ... ไม่เป็๲ไร” ทิวาพูดเสียงแ๶่๥ลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดนิ่ง “แค่... ถลอกนิดหน่อย”


    ​ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ ทิวากลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามออกไป “คุณ... คุณรู้ได้ไงว่าพวกมันจะมาดักพวกผมที่นี่”


    ​ภาคินละสายตาไปทางอื่นชั่วครู่ เหมือนกำลังหาคำตอบ “บังเอิญเดินผ่านมา”


    ​คำตอบเดิม...


    ​“บังเอิญ?” ทิวาขมวดคิ้ว “นี่มันซอยตันหลังหอไอ้ทดเกือบเที่ยงคืนนะ ใครเขาจะ ‘บังเอิญ’ เดินผ่านมาเวลานี้!”


    ​“นั่นสิครับ... หรือว่า... พี่แอบตามพวกเรามาเหรอครับ” ปาล์มถามขึ้นอย่างสงสัย


    ​ภาคินไม่ตอบคำถามนั้น เขายังคงไม่หันกลับมาสบตาทิวาตรงๆ “พวกนายจะกลับหอ”


    ​มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็๲คำพูดลอยๆ


    ​“ไปสิ”


    ​“เอ่อ... ครับๆ! ขอบคุณมากนะครับพี่ภาคิน! พี่นี่มันฮีโร่ของพวกผมรอบสองแล้ว!” ทดรีบยกมือไหว้ขอบคุณเป็๲การใหญ่


    ​ภาคินไม่ได้รับไหว้... สายตาของเขากลับมาหยุดอยู่ที่ทิวาอีกครั้ง...


    ​ทิวาเม้มปากแน่น ความรู้สึกในอกตอนนี้มันตีกันไปหมด ทั้งสับสน... ๻๠ใ๽... หวาดระแวง... และ...


    ​...และไอ้ความรู้สึกแปลกๆ ที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้...


    ​“...ขอบคุณ”


    ​ในที่สุดเขาก็พูดมันออกมา... เสียงแหบพร่าเล็กน้อย แต่ครั้งนี้... มันคือคำขอบคุณที่ออกมาจากใจจริงๆ


    ​แต่เขาก็ยังคงคาใจ...


    ​“แต่เ๱ื่๵๹ ‘เด็กพี่’ ที่ไอ้เวรนั่นมันพูด... มันหมายความว่ายังไง”


    ​ภาคินนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “มันปากพล่อย”


    ​“...” ทิวาไม่เชื่อ แต่ก็ไม่รู้จะซักไซ้อะไรต่อ


    ​“กลับได้แล้ว ดึกแล้ว” ภาคินตัดบท


    ​เขามองหน้าทิวา ปาล์ม และทด สลับกัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด


    ​“เดี๋ยวกูเดินไปส่ง”


    ​“ไม่ต้อง!” ทิวาสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณ “พวกผมกลับกันเองได้! ไม่รบกวนคุณ!”


    ​“ให้พี่เขาไปส่งเถอะมึง!” ปาล์มรีบดึงแขนเพื่อนกระตุกเบาๆ “กูยังกลัวไม่หายเลย เมื่อกี้มึงยังเกือบโดนกระทืบคาตีนมันอยู่เลยนะเว้ย!”


    ​ภาคินปรายตามองทิวาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก


    ​“ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย”


    ​ประโยคนี้... ไม่ได้พูดกับปาล์ม แต่พูดกับทิวา...


    ​พูดจบ... ร่างสูงของภาคินก็หันหลังแล้วเริ่มก้าวเดินออกไปจากซอยทันที เขาเดินนำหน้าไปช้าๆ โดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำว่าทั้งสามคนจะเดินตามมาหรือไม่... ราวกับมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาต้องเดินตาม


    ​ปาล์มกับทดหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปพยักเพยิดกับทิวา


    ​“ไปเหอะมึง... กูไม่อยากเสี่ยงเจอพวกเหี้ยนั่นอีกแล้ว... กูขาสั่นไปหมดแล้ว” ปาล์มพูดเสียงอ่อย


    ​ทิวากัดฟันแน่น... เขาเกลียดความรู้สึกนี้... เกลียดที่ตัวเองดูอ่อนแอ... เกลียดที่ต้องให้คนอื่นมาปกป้อง...


    ​แต่เขาก็ต้องยอมรับความจริงว่า... ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่โผล่มา... ป่านนี้เขาคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้ว


    ​เขามองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าไปอย่างมั่นคงภายใต้แสงไฟสลัว... แผ่นหลังที่ดูนิ่งสงบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจมืดที่เขาเพิ่งได้๼ั๬๶ั๼...


    ​ทิวาเกลียดไอ้บ้านี่... เกลียดสายตา... เกลียดท่าทาง...


    ​แต่... ทำไมวะ...


    ​ทำไมการเดินตามหลังผู้ชายคนนี้... มันถึงทำให้หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อครู่... กลับมาช้าลง... และรู้สึก...


    ​...ปลอดภัย...


    ​เป็๲ความรู้สึกที่ประหลาด... น่าอึดอัด... และไม่คุ้นเคยอย่างที่สุด... และทิวาก็เกลียดตัวเองเหลือเกิน ที่เขาไม่ได้เกลียดความรู้สึกนี้... มากเท่าที่เขาควรจะเป็๲