เมื่อคำพูดอันเปี่ยมด้วยอำนาจและความมั่นใจของอินทรีปีกทองคำดังขึ้นกลางลานสอบ
ผู้คนที่ยังมีความลังเลคลางแคลงในใจเกี่ยวกับความสามารถอันไม่สมเหตุผลของหลัวหยาง ราวกับถูกตีแสกหน้าจนความสงสัยทั้งหมดมลายหายเป็นฝุ่นละอองภายในชั่วพริบตา สายตานับร้อยคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความงุนงงและเย้ยหยัน
บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสายตาที่เบิกโพลง เต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนเคารพนับถือ
มีหลายร้อยคนที่มีร่องรอยของความอิจฉาอันเดือดดาล บ้างก็อดรนทนไม่ไหวจนต้องกัดฟันกรอด เพราะไม่สามารถยอมรับได้ว่ามีใครบางคนที่อายุอานามดูอ่อนเยาว์ กลับทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงลงได้ในฉับพลัน
ขณะเดียวกันก็มีศิษย์ใหม่จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมีท่าทีโน้มเอียง
อยากจะผูกสัมพันธ์กับชายหนุ่มผู้แสนลึกลับผู้นี้ในฐานะพี่น้องสหายหรือในฐานะสหายรู้ใจ
แต่ก่อนที่ใครจะได้เคลื่อนไหวทำสิ่งใด ตัวของหวังฉีก็ก้าวออกมาพร้อมกับใช้ฝ่ามือปัดเบาๆ เสาศักดิ์สิทธิ์ที่แตกร้าวจนแทบจะกลายเป็นเศษซากก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวแล้วหลอมรวมกลับเข้าสู่แหวนมิติอย่างเงียบงัน
จากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและมั่นคง
“เอาละ.. ในเมื่อพวกเจ้าทั้งหลายเข้าใจกันทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลานำพาเด็กน้อยเหล่านี้ไปลงทะเบียนเป็นศิษย์ของนิกายเทียนหมิงอย่างเป็นทางการเถอะ ส่วนเรื่องที่จะรับพวกเขาเป็นศิษย์ของตน หรือต้องการใครมาเป็นลูกศิษย์ พวกเจ้าก็จัดการกันไปตามสะดวกเถอะ”
“ส่วนตัวของหลัวหยาง.. ข้าจะนำเขาไปเป็นลูกศิษย์ของข้าเอง”
ประโยคที่กล่าวออกมานั้นไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่การเสนอแนะ และย่อมไม่ใช่คำร้องขอหรือลังเล
หากเป็นประกาศิตจากผู้ที่ถืออำนาจภายในนิกายเทียนหมิงในระดับสูงสุด
ทันใดนั้นเสียงอุทานของเหล่าผู้อาวุโสที่ยืนอยู่โดยรอบก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“นะ.. นี่ท่านหวังฉีนั่นหน้าด้านเกินไปหรือไม่!”
“ท่านใช้อำนาจในฐานะผู้อาวุโสข่มเหงพวกเราชัดๆ!”
“พวกเราขอคัดค้าน!”
น้ำเสียงอื้ออึงของเหล่าผู้อาวุโสสะท้อนอยู่กลางลานสอบประหนึ่งสภาประท้วง
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างยกแขนขึ้นโบกสะบัดด้วยความไม่พอใจ ราวกับจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตน
ทว่าเมื่อทุกเสียงเริ่มดังขึ้นพร้อมกัน ตัวของหวังฉีก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตวาดเสียงดัง
“หุบปากไปเลยพวกเจ้า! ไม่รู้ล่ะ คนอื่นๆข้าไม่สน แต่ข้าต้องการตัวของหลัวหยางเท่านั้น!”
น้ำเสียงของเขาแน่วแน่และแฝงด้วยพลังเจตจำนงที่หนักแน่น
“เพราะเชื่อว่าเมื่อชายหนุ่มผู้นี้อยู่ภายใต้การดูแลของข้า เขาจะต้องเปล่งประกายยิ่งกว่าใครๆในนิกายแน่นอน”
“รอดูได้เลยเถอะ หนึ่งเดือนหลังจากนี้ในการแข่งขันศิษย์สายนอกเพื่อเฟ้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เขาจะติดอันดับต้นๆของนิกายเลยละ!”
คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของชายชรา ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่ตั้งท่าคัดค้านต้องชะงักฝีปาก
ขณะเดียวกัน หลงเซียวเหยา เซี่ยงจิ้งเฉิน หลิงเทียนจวิน และเหล่าศิษย์ใหม่อีกหลายคนต่างก็เผยสีหน้าหม่นหมองออกมา
แม้จะไม่กล่าวอะไร แต่ในใจของพวกเขาแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉา บางคนขบกรามแน่น บางคนกำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามหลังมือ เพราะแต่ละคนต่างก็เข้าใจดี ว่าการได้รับการอุปถัมภ์จากผู้อาวุโสระดับสูงเช่นหวังฉี
ย่อมเปรียบเสมือนมีปีกแห่งพญามังกรสวมใส่อยู่บนแผ่นหลัง มันคือใบเบิกทางที่จะทำให้ก้าวหน้าได้อย่างไร้อุปสรรค
“ท่านพูดอะไรออกมาน่ะ”
ขณะที่ชายชราคนหนึ่งกำลังยืนโต้เถียงกับเหล่าผู้อาวุโสในนามของความมุ่งมั่น
หลัวหยางผู้เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดกลับแสดงเพียงความอึ้งงัน ชายหนุ่มยืนสงบนิ่งอยู่กลางลานท่ามกลางบรรยากาศวุ่นวาย แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่แน่ใจ จับจ้องไปยังความเอาแต่ใจของชายชราผู้นั้นโดยไร้คำพูด
ตัวของเขารู้ดีว่าการที่ใครสักคนจะรับตนเป็นศิษย์ไม่ใช่เรื่องเล็ก และยิ่งกับบุคคลที่เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิง มันยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ใครจะกล้าปฏิเสธอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ทว่าหลัวหยางก็มิใช่คนที่จะเลือกเดินตามใครเพียงเพราะคำพูดอันหวานหูหรือชื่อเสียงที่เลื่องลือ
เขาหัวเราะแห้งๆในลำคออย่างอดกลั้นมิได้ ก่อนจะเอ่ยในใจกับตัวตนที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
“เอายังไงดีท่านอาจารย์ระบบ.. ตาแก่คนนี้มีคุณสมบัติในการสั่งสอนข้าหรือไม่?”
ทันทีที่ความคิดนั้นกระทบลงกับจิตสำนึก ภายในหัวของเขาก็ปรากฏเสียงตอบรับอันคุ้นเคย
【ไม่มีปัญหาเจ้าศิษย์บ้า ชายชราคนนี้ถึงจะไม่มีคุณสมบัติในการสั่งสอนเจ้าได้โดยตรง ทว่าเขาก็เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเทียนหมิง ย่อมต้องมีทรัพยากรและใบเบิกทางให้กับเจ้าได้อย่างมากมาย】
【แถมพวกเราไม่จำเป็นต้องสนใจการสั่งสอนของเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าตอนนี้ตัวของเจ้าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรเสียมากกว่าอีก หากได้ชายชราหวังฉีผู้นี้มาสนับสนุน การฝึกฝนของเจ้าจะรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดแน่นอน】
เสียงของระบบฟังดูขี้เล่นปนถากถางเล็กน้อยตามนิสัยของมัน
และเมื่อฟังจบ หลัวหยางก็พยักหน้าเล็กน้อยกับตัวเอง ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
เขาเคลื่อนกายอย่างมั่นคงและยกมือขึ้นแสดงความเคารพเต็มพิธีต่อชายชราผู้ที่กำลังเถียงกับผู้อาวุโสนับสิบคนอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด.. ข้าหลัวหยางขอเป็นศิษย์ของท่าน ได้โปรดสั่งสอนข้าด้วยขอรับ!”
คำพูดของเขาดังชัดเจนและหนักแน่นจนทุกคนรอบข้างถึงกับชะงัก
แม้แต่เสียงของการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างเหล่าผู้อาวุโสก็ต้องหยุดลงทันใด
ดวงตาของทุกคู่หันมาจับจ้องไปยังใบหน้าของหลัวหยางที่สงบนิ่ง ขณะที่หวังฉีผู้เป็นเจ้าของคำขอร้องนั้นก็แทบจะกระโดดด้วยความดีใจ
เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะปลีกตัวออกและพุ่งเข้ามาหาหลัวหยางด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้ม
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เห็นไหมล่ะว่าหลัวหยางเลือกข้า!”
เขาตะโกนออกมาด้วยเสียงหัวเราะสะใจประหนึ่งได้รับชัยชนะในสงครามที่เดิมพันด้วยเกียรติยศ
“พวกแกไปเลือกศิษย์คนอื่นๆไปเถอะ อย่าได้มาแย่งกับข้าอีก!”
“ส่วนเหยินเฟย.. หลงเซียวเหยา.. เซี่ยงจิ้งเฉินและหลิงเทียนจวิน!”
“แน่นอนว่าข้าหวังฉีจะแนะนำพวกเจ้าให้กับท่านบรรพชนทั้งสามคน!”
“ถ้าท่านผู้นั้นถูกใจในศักยภาพและพรสวรรค์ของพวกเจ้าแล้วล่ะก็.. อนาคตของพวกเจ้าคงจะไร้ขีดจำกัดเป็นแน่!”
สิ่งที่เรียกว่าท่านบรรพชนของนิกายเทียนหมิงนั้น หาใช่ใครทั่วไปไม่ แต่คือผู้ที่ยืนอยู่เหนือระดับจำแลงเทพญาณ ผู้ซึ่งสามารถปั้นศิษย์ธรรมดาให้กลายเป็นอัจฉริยะ ผู้ที่อาจทำให้ขยะกลายเป็นยอดฝีมือที่เขย่าโลกได้ด้วยปลายนิ้ว
“ขอรับ/เจ้าคะ”
เมื่อทั้งสี่คนได้ยินคำมั่นของชายชรา แววตาของพวกเขาทั้งหมดก็สว่างวาบ
สีหน้าที่เคยสงบนิ่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นทันที