หลังครึ่งบ่าย ราวๆบ่ายสาม
ผมที่ทดสอบเสร็จเข้าไปทักทายแองจี้
สอบถามเธอถึงผลการทดสอบ พูดคุยไถ่ถามเรื่อยเปื่อย และพากันไปหาเหล่าแม่ของพวกเรา
ตามกำหนดการของวันปฐมนิเทศนี้
เมื่อทดสอบครบถ้วนหมดแล้ว สามารถให้เหล่าเด็กๆกลับบ้านได้ เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนวันแรกในพรุ่งนี้
พวกเราที่หมดธุระแล้วจึงกำลังพากันกลับบ้าน
“ตายจริง ในเมืองหลวงหารถม้าโดยสารลำบากซะด้วย ถ้าไม่จองไว้ก่อนดูท่าจะต้องรอคิวกันนานเลย”
คุณแม่แมรี่แอนของผมพูดออกมา
ในเมืองหลวงไม่เหมือนเมืองโคเวอร์
เพราะประชากรมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้
จำนวนรถม้าที่มี ไม่เพียงพอต่อประชากรของเหล่านักเรียนและผู้ปกครองที่มาในวันนี้
บริการอาจไม่รวดเร็วทันใจ เพราะต้องรอคิวกันอีกนานเลย คาดว่าอาจต้องรอกันเป็ชั่วโมง
ผมเลยว่าจะเสนอไอเดียชวนแม่ไปหาของว่างทานกันในโรงอาหาร ไม่ก็เดินชมเมืองเล่น รอให้คนเข้าคิวน้อยกว่านี้
แต่คุณเจราลดีนก็เอ่ยปากว่า
“ถ้าแบบนั้น กลับกับพวกเราก็ได้นี่ บ้านเรามีรถม้าส่วนตัว ยังไงก็อยู่ย่านเดียวกันอยู่แล้ว”
ย่านเดียวกัน
คุณเจราลดีนหมายถึง ย่านชุมชนในเมืองหลวงนี้
ในเมืองหลวง จะแบ่งเป็ 4 ย่าน หรือ 4 เขต
โดยมีแม่น้ำ วอลด์เดปท์ ที่ไหลมาจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ตัดผ่านกึ่งกลางของเมือง ทำให้แบ่งออกเป็ เมืองครึ่งซ้ายกับเมืองครึ่งขวา
ในแต่ละครึ่งก็ยังแบ่งออกเป็ ซีกบน และซีกล่าง
ทำให้เกิดเป็ 4 ซีก หรือ 4 ย่าน
ฝั่งบนของเมือง หรือฝั่งทางทิศเหนือ จะอยู่ติดกับผืนป่า
ฝั่งเหนือซีกขวา เป็ย่านของขุนนาง ย่านที่พวกผมอาศัย
ฝั่งนี้จะพิเศษตรงที่ อยู่ใกล้กับปราสาทขององค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิ
ปราสาทจะตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง
พวกขุนนางที่ได้อยู่ใกล้กับจักรพรรดิ ก็เหมือนกับได้รับเกียรติให้ใกล้ชิดกับพระองค์ มันมีแิประมาณนั้น
ส่วนทางฝั่งเหนือซีกซ้าย เป็ย่านยากจนเหนือย่านสลัม
ลงมาฝั่งใต้ซีกซ้าย เป็ย่านโรงงาน หรือย่านอุตสาหกรรม
และฝั่งใต้ซีกขวา ที่เรากำลังอยู่นี้ เป็ย่านตัวเมือง หรือย่านที่อยู่อาศัยของชาวเมืองทั่วไป
ฝั่งนี้จะเต็มไปด้วยตลาดร้านค้า บ้านเรือน อาคารก่อสร้างที่สำคัญของเมืองหลวงอย่างโรงเรียน และโบสถ์
“แหม ถ้าเป็อย่างนั้น ขอรบกวนหน่อยนะจ้ะ” คุณแม่ตอบรับด้วยความยินดี
ดูท่าจะอดกินขนมกับจิบน้ำชาแล้วสิ เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน
ในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น
“จะกลับกันแล้วเหรอครับ”
มีเสียงของคนๆหนึ่ง เอ่ยทักถามพวกเรามาจากด้านหลัง
เป็น้ำเสียงที่นุ่มลึกของผู้ชาย ให้ภาพลักษณ์ของสุภาพบุรุษที่อ่อนโยน และเป็เสียงที่เคยได้ยินมาก่อน
ผมสีดำ เซ็ทลู่ไปด้านหลัง มีผมหงอกแซมอยู่ด้านข้าง ใส่เครื่องแบบทักซิโด้แบบมีหาง สวมหมวกผู้ดีทรงสูง ภาพลักษณ์โดยรวมที่คล้ายเ้าบ่าวในงานวิวาห์แบบนี้
ผู้อำนวยการโรงเรียน วิซเคาท์ ซานโดร นั่นเอง
“ท่านผู้อำนวยการ!” คุณเจราลดีนใกล่าวออกมา
ผู้อำนวยการตอบรับด้วยการหยิบหมวก แล้วโค้งหัวให้กับคำพูดนั้นแทนการทักทาย คิดว่าถ้ามีไม้เท้าด้วยน่าจะเหมาะยิ่งกว่านี้
“เรียกชื่อผมก็ได้ครับ ท่านเลดี้เจราลดีน” ผู้อำนวยการคลี่ยิ้มจนเห็นลักยิ้ม แก้มยกขึ้นจนตาหยีลง ปรากฏรอยตีนกา ยิ้มแบบจริงใจ
“อะค่ะ ท่านลอร์ดซานโดร มีธุระอะไรกับพวกดิฉันเหรอคะ”
คุณเจราลดีนคงใและสับสน ที่อยู่ๆท่านลอร์ดซานโดรเข้ามาทักทายพวกเราด้วยตัวเอง ทั้งที่ปกติไม่ใช่เื่ที่คนเป็ผู้อำนวยการจะทำ...เว้นซะแต่
“ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรหรอกครับ วางใจได้ แค่อยากมาทักทายเท่านั้นเอง”
“ทักทายเหรอคะ” คุณแม่แมรี่แอนของผมถาม
“หรือควรเรียกว่า ทำความรู้จักจะดีกว่า กับพวกเค้าสองคน”
ผู้อำนวยการก้มหน้ามาหาผมกับแองจี้
“ได้ยินมาแล้วนะ หนูแองเจลิน่า มีระดับพลังเวทที่ผีเสื้อมาเกีย 6 ตัวสินะ แถมยังมีทาเลนท์ ‘เนตริญญา’ อีก แล้วก็หนูโยฮัน นอกจากจะทำลายสถิติผีเสื้อ 5 ตัวเหมือนหนูแองจี้ไม่พอ ยังเป็สถิติใหม่ที่มีผีเสื้อมากสุดในประวัติศาสตร์ถึง 10 ตัวเลย ยังไม่นับรวมกับทาเลนท์ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ สุดยอดการเรียนรู้ของเธออีกนะ”
ผู้อำนวยการกล่าวชื่นชม
“เอ๊ะ แองจี้ 6 ตัวเลยเหรอ!”
“โยฮัน ลูกมีถึง 10 ตัวเลยเหรอ!”
เหล่าคุณแม่ต่างร้องใ
อาจจะสงสัยว่าพวกผมไม่ได้บอกคุณแม่ไปหรอกเหรอ
กับแองจี้คงแค่คิดไม่ถึง ไม่ก็คิดว่าไม่สำคัญ แต่กับผมเพราะรู้ว่าจะตื่นใกัน จึงเลือกที่จะไม่บอกออกไป...ยังไงก็ไม่สำคัญแล้วล่ะนะ
[สรุปก็คือ อยากมาตีสนิทเอาไว้ เพื่อผลประโยชน์และก็ชื่อเสียงในอนาคตสินะ]
“ทุกท่านกำลังรอรถม้าโดยสารกันอยู่เหรอ” ผู้อำนวยการหันไปถามคุณแม่ทั้งสอง
“ค่ะ แต่ดิฉันกำลังจะโดยสารไปกับรถม้าของเจราลดีน เพราะคิดว่าอาจต้องรอรถม้านานเลย” คุณแม่แมรี่แอนตอบ
“ฟังเหมือนกำลังเดือดร้อนอยู่ ท่านเลดี้เจราลดีนเรียกรถม้ามารึยังครับ”
“อ่อ ยังเลยค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ให้ทางกระผมอาสานำรถม้าไปส่งพวกคุณจะเป็การดีไหมครับ”
“เอ๋!? แบบนั้นจะเป็การรบกวนเกินไปแล้วค่ะ”
“จริงด้วยค่ะ”
“หามิได้ เมื่อมีคนกำลังเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกัน นั่นเป็หนึ่งในวิสัยทัศน์ของโรงเรียนผมครับ”
ผู้อำนวยการคลี่ยิ้มจนเห็นลักยิ้ม ตาหยีลง เห็นรอยตีนกา ยิ้มแบบจริงใจ
“แหม งั้นเหรอคะ”
“ถ้าเช่นนั้น ก็ขอรบกวนด้วยค่ะ”
พวกคุณแม่ปลื้มใจให้กับคำพูดและรอยยิ้มของผู้อำนวยการ และยอมรับข้อเสนอของเ้าตัว
[สร้างบุญคุณไว้ เพื่อรอให้ตอบแทนกลับ โดยอ้างว่าเป็การอนุเคราะห์ เป็เทคนิคที่ผู้นำองค์กรหรือผู้บริหารระดับสูงชอบใช้กัน...ไม่เลวเลยนี่]
ผมคิดแบบนั้นในใจ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยให้กับความคิดของผู้อำนวยการ
“ถ้าอย่างนั้น-”
“ถอยไปครับ!!”
ไม่ทันที่ผู้อำนวยการจะพูดจบ ก็มีเสียงผู้ชายะโขึ้น
พวกเราหันไปหาต้นเสียง
ปลายสายตาของพวกเรามีภาพชายร่างอ้วน ไว้หนวด สวมหมวกทรงสูง ถือแส้ ทำหน้าตาดุร้ายจ้องมายังทิศทางที่พวกผมยืนอยู่
แต่ชายอ้วนคนนี้ไม่ได้เพ่งความสนใจมาที่พวกเรา หากแต่เป็ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่วิ่งมาทิศทางนี้ต่างหาก
เด็กสาวอายุประมาณ 6 ขวบ ผมสีดำ หยิก ผิวสีเข้ม ร่างผอมโซ เนื้อตัวมอมแมม สวมใส่เพียงเสื้อตัวใหญ่เพียงตัวเดียวที่ลากยาวมาถึงต้นขา เสื้อตัวนั้นดูเก่าและขาดวิ่น และที่คอของเด็กคนนี้มีปลอกคอโลหะสวมอยู่
“หลีกทางไปครับ!!”
“อันตรายครับ!!”
เ้าของเสียงะโนี้เป็ของทหารยามสองคน ที่น่าจะเป็ยามรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน แต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ดูดีกว่าทหารยามทั่วไปอีก
เด็กสาวพยายามวิ่งมาทางนี้ แต่เหมือนจะสะดุดกับแผ่นหิน จนหกล้มลงไป
เธอหันไปมอง 3 คนที่ไล่ตามตัวเองมา ชายร่างอ้วน กับสองยามโรงเรียน
“ช่วยด้วยค่ะ”
เธอร้องขอคนรอบข้าง ผู้ปกครองและนักเรียนที่มุงดูอยู่
และพวกเค้าก็ตอบสนองด้วย
“อี๋ สกปรก” “ขยะแขยง” “พวกชั้นต่ำนี่” “ทาสนี่นา” “แม่ขาหนูกลัว” “ทนมองไม่ได้จริงๆ” “พ่อครับ ตัวอะไรน่ะ” “มันหลุดเข้ามาได้ไง” “ใครก็ได้รีบมาจับมันไปที”
เพียงบ่นคำเหล่านี้ออกมา ร่างกายยืนนิ่งเฉย และมองไปยังเด็กคนนี้ด้วยสีหน้าและแววตาขยะแขยงไม่ต่างจากมองสิ่งปฏิกูล ไม่ก็สุนัขจรจัด...ไม่ได้มองเธอคนนี้เป็ดั่งมนุษย์คนหนึ่งเลย
เธอยังไม่ยอมถอดใจ
หันมาหาพวกเรา ยื่นมือชื้มาทางนี้
“ช่วยหนูด้วยค่ะ”
ใบหน้าเธอคิ้วเลิกขึ้น ลู่ดึงเข้าหากัน ตาหยีลง เปลือกตา้าหลุบลง
สีหน้าแห่งความหวาดกลัวปนความเศร้า
และคนที่มีปฏิกิริยากับท่าทางของเธอคือผู้อำนวยการ
เค้าที่หันหน้าไปหาเด็กสาว
เอาตัวเข้ามาบังพวกเรา กางมือออก เป็ท่าทางปกป้องพวกเรา
...จากเด็กสาวคนนี้
เด็กสาวตาเบิกโพลง ลมหายใจชะงักไปชั่วครู่ เธอนิ่งค้างให้กับภาพที่เห็น
เพียะ!!
เสียงแส้ฟาดเข้าที่ด้านหลังของเธอ
กรี๊ด!!
เด็กสาวกรีดร้องออกมา
ชายร่างอ้วนเข้ามาอยู่ในระยะจับกุมเด็กสาว
ทหารยามสองคนรีบพุ่งเข้ามาหมายจะจับตัวเธอ
เด็กสาวหันไป ด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
เธอสร้างเข็มน้ำจำนวนหนึ่งขึ้นบนอากาศ
พวกมันพุ่งตรงเข้าไปหาชายทั้งสาม
นี่คงเป็ทาเลนท์ไม่ก็สกิลของเธอ
แต่น่าเสียดายที่อานุภาพยังไม่รุนแรง มันได้แค่แผลระดับแมวข่วนเท่านั้น แถมยังควบคุมไม่ดี มีเข็มน้ำลูกหลงพุ่งไปทางกลุ่มคนที่มุงดูด้วย โชคดีที่ไม่โดนใคร
ผู้อำนวยการที่เห็นภาพนั้นคิดว่าปล่อยไว้ไม่ได้
“ริป ฟรีดอม”
เค้าเอ่ยใช้สกิลออกมา
ทันใดนั้นพื้นข้างใต้เด็กสาว ก็กลายสภาพเป็ลวดหนามโลหะ พุ่งขึ้นไปมัด คอ แขนและขาทั้งสองข้างของเธอ แล้วกระชากร่างของเธอให้กางแขนขาติดกับพื้น
เด็กสาวพยายามขัดขืน
แต่มันกลับทำให้ลวดหนามยิ่งมัดแน่นขึ้น หนามแหลมแทงลึกเข้าไปในิั
ยิ่งต่อต้าน ยิ่งเ็ป
เธอแผดเสียงด้วยความเ็ป เืไหลย้อยออกมาตามลวดที่พันอยู่บนร่าง เฉกเช่นเดียวกับน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาของเธอ แววตานั้นสะท้อนภาพแห่งความสิ้นหวังออกมา เธอหมดสิ้นหนทางหนีแล้ว
[เนี่ยเหรอ สกิลของผู้อำนวยการซานโดร สกิลประเภทพันธนาการสินะ ‘ฉีกกระชากเสรี’ เหรอ เป็ชื่อที่โหดร้ายเข้ากับสกิลดีจริงๆ]
เหล่าสามชายที่ตั้งตัวได้ เห็นภาพที่สาวน้อยจนมุมก็ได้โอกาส
พุ่งเข้ามาซ้ำเติม รุมกระทืบเด็กสาวตัวเล็กๆคนนี้เพื่อระบายอารมณ์แค้น
โดยเฉพาะชายร่างอ้วน ใช้แส้ในมือเฆี่ยนร่างเธอเต็มแรง
ไม่สนว่าเธอจะกรีดร้องดังแค่ไหน
ไม่สนว่าเธอจะหลั่งน้ำตามากแค่ไหน
ไม่สนว่าเืจะไหลซิปออกมามากแค่ไหน
ไม่สนว่าเสื้อผ้าเธอจะฉีกขาด จนเผยให้เห็นาแ และเรือนร่างเปลือยเปล่าใต้เสื้อตัวเดียวนั่นแค่ไหน
ชายคนนี้ก็ยังเฆี่ยนต่อไปจนกว่าจะสาแก่ใจ
เหล่าบรรดาผู้คนที่มุงดูภาพนี้ต่างแสดงสีหน้าออกมา
คิ้วเลิกขึ้น ตาเบิกกว้าง เหยียดริมฝีปากไปด้านหลัง คางหลุบลงเข้าหาคอ บางคนก็หลับตา บางคนก็หันไปทางอื่น นี่คือสีหน้าหวาดกลัวที่คนส่วนใหญ่แสดงกัน
ย่นจมูก ยกแก้มกับริมฝีปากบนขึ้น นี่คือสีหน้าขยะแขยง พวกขุนนางกับทหารสองคนทำหน้านี้
คิ้วทั้งสองตกลง ยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น นี่คือสีหน้าดูถูกแฝงความโกรธเกรี้ยว ชายร่างอ้วนทำสีหน้านี้
สามสีหน้านี้ คือสีหน้าที่เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้า สีหน้าอารมณ์ด้านลบ
แต่มีอยู่เพียงผู้เดียว (ไม่นับรวมผมที่นิ่งเฉย) ที่แสดงสีหน้าไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์
...การระบายอารมณ์เสร็จสิ้น
ชายร่างอ้วนเหนื่อยหอบ
เด็กสาวไม่เหลือเสียงให้แผดอีก
เค้าเก็บแส้ แล้วเดินมาหาผู้อำนวยการเพื่อกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณมากนะครับ ที่ให้ความร่วมมือ”
“ไม่เป็ไร ดูแลทาสให้ดีกว่านี้หน่อยนะครับ ไว้ผมจะรายงานเื่นี้กับกองอัศวินภายหลัง”
“เอ๊ะ!? ไม่ต้องให้เป็เื่ใหญ่ขนาดนั้นก็ได้นี่ครับ”
“ปล่อยให้ทาสชาวเรเดียหลุดเข้ามาในโรงเรียนผม และอาละวาดจนเห็นภาพอุจาดตาแบบนี้ ยังไม่ใหญ่อีกเหรอ”
“อึ๋ย คะครับ”
[อย่างที่คิด เป็ทาสจริงด้วย ว่าแต่ชาว ‘เรเดีย’ เหรอ รู้สึกจะเป็ชื่อประเทศหนึ่งสินะ ชาวประเทศนี้มีผิวสีเข้มกันเหรอ สีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อคโกแลตนี้]
“รีบพาตัวไปซะ”
ผู้อำนวยการสั่งชายร่างอ้วนที่คงจะเป็พ่อค้าทาส แล้วสะบัดมือปลดพันธนาการของ สกิล ‘ริป ฟรีดอม’ ออก เหล่าลวดหนามสลายกลายเป็ผงเหล็ก
พ่อค้าทาสเดินเข้าไป ใส่กุญแจมือ คล้องโซ่ที่ปลอกคอ แล้วฉุดกระชากให้เธอยืน บังคับลากตัวเธอออกไป
ใบหน้าเกรอะกรังด้วยน้ำตา
เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอยู่แล้วในตอนแรก ในตอนนี้ฉีกกระจุยจนแทบไม่เป็เสื้อผ้าอีก
เนื้อตัวเธอเปรอะเปื้อนด้วยคราบเืที่ไหลออกมาจากาแที่เหวอะหวะ
เด็กสาวทาสที่ไร้แรง ไร้ความหวัง ถูกพากลับไปยังที่ๆตนจากมา
...คุณอาจไม่สบอารมณ์ และรู้สึกขัดใจ ว่าทำไมผมถึงไม่ช่วยเด็กคนนั้น
มี 2 เหตุผล
ข้อแรก ทาสในความหมายของจักรวรรดิหมายถึงตัวตนนอกกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็ประชาชน ไม่นับเป็มนุษย์ ใกล้เคียงกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือวายร้ายเลยด้วยซ้ำ การยื่นมือเข้าไปช่วยทาส ก็ไม่ต่างจากให้ความช่วยเหลือผู้ร้ายนั่นแหละ มีแต่จะพาปัญหาเข้ามาให้ตัวเอง
และข้อสอง คุณคิดว่าผมเป็ใครเหรอ ‘คนดี’? ‘วีรบุรุษ’? ผมไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ อย่างน้อยก็ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็คนเ่าั้เลย อันที่จริงผมไม่มีแม้แต่ ‘ความเห็นใจ’ ของมนุษย์เลยด้วยซ้ำ ไม่มีมาั้แ่แรกเกิดแล้ว เพราะนั่นคือตัวผม...ไซโคพาธ อาชญากรที่ไร้ความสงสาร ตัวผมขับเคลื่อนด้วยเหตุผล และเหตุผลแค่ข้อแรกก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมไม่เข้าไปช่วยเธอ
ตุณอาจจะรังเกียจผม อาจจะก่นด่าผม แต่อยากให้คุณจำไว้ ไม่ว่าจะโลกไหน ‘การแบ่งแยกชนชั้น’ ล้วนมีอยู่แล้วในสังคมมนุษย์ คุณคงไม่พอใจ แต่คุณเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ มันเป็ธรรมชาติของผู้คน มีมาทุกยุคสมัย ผมไม่เคยคิดว่า ‘การแบ่งแยกชนชั้น’ นี้มันผิดเลยด้วยซ้ำ เพราะมนุษย์เป็ผู้รังสรรค์มันขึ้นมากันเอง มนุษย์จะสร้างสิ่งที่ผิดขึ้นมาได้ยังไงล่ะ จริงไหม (รึเปล่านะ?)
คุณอาจประณามผม แต่สิ่งที่คุณทำก็ไม่ต่างจากที่เด็กคนนี้โดนหรอกนะ คุณประณามตัวผมให้ตกต่ำลง สบประมาทตัวผมให้ต่ำกว่าตัวคุณ การประณามนั้นเนื้อแท้ของมันคือการทำให้ผู้อื่นต่ำต้อยกว่า และการทำให้ผู้อื่นต่ำกว่าคือหลักการของการแบ่งแยก เป็ต้นกำเนิดของการแบ่งแยกชนชั้นทั้งมวล แล้วมันจะต่างอะไรกับการที่สังคมทำกับเด็กคนนี้กันล่ะ ต่างอะไรกับที่พ่อค้าทาสแสดงต่อเด็กคนนี้กัน
...แต่ก็นะ เผื่ออาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นหน่อย คือผมเองก็ไม่ชอบหรอก การแบ่งแยกแบบนี้ ระบบทาสนี้ อย่างน้อยผมก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เหมือนกัน กับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าที่เพิ่งผ่านไป คิดว่าเป็การกระทำที่ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมซะจริงๆ อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติเด็กสาวคนนั้น ให้เกียรติสายตาผู้คนรอบข้างเสียหน่อยก็ยังดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอบๆนี้ยังมีเด็กอายุ 6 ขวบ ยืนมองอยู่เลย ควรคิดถึงสิ่งที่เด็กเหล่านี้จะซึมซับเข้าไปหน่อยนะ
ถึงผมจะไร้ความเมตตา แต่ก็ไม่ได้ไร้อารยธรรม ผมเป็สุภาพบุรุษที่ยึดถือในหลักการของความงามและความศักดิ์สิทธิ์ทางใจ (ไม่ได้หมายถึงในเชิงศาสนาหรอกนะ แต่ถ้ามีโอกาสจะอธิบายให้ฟัง) แม้จะบกพร่องในความเป็มนุษย์แต่ก็ไม่ได้รังเกียจมนุษย์หรอกนะครับ สบายใจได้ แม้ผมจะเป็อาชญากร จบชีวิตผู้คนมาก็มาก แต่ก็กล้าพูดได้เต็มปากว่า การฆ่าแต่ละครั้งไม่เคยฆ่าเพราะความสนุกเลย ยังมีอีกหลายเื่ที่เราต้องค่อยๆทำความรู้จักกันไป
ผู้อำนวยการซานโดรเดินตรงไปหายามโรงเรียนทั้งสอง
สองยามรีบตอบสนองด้วยการทำความเคารพ
“ฉันจ้างพวกแกให้มารักษาความปลอดภัย แล้วทำงานกันยังไง ปล่อยให้ไอ้ทาสชั้นต่ำตัวแค่นั้นหลุดเข้ามาในโรงเรียนของชั้นได้”
ผู้อำนวยการชี้หน้าด่าทั้งสอง ด้วยใบหน้าที่โกรธเกรี้ยว น้ำเสียงดุดันน่ากลัว
ภาพลักษณ์ผู้อำนวยการที่แสนอ่อนโยนปลิวหายไปทันที
“ดีนะที่ฉันอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเด็กกับผู้ปกครองาเ็กันไปแล้ว”
“แต่ท่านครับ พวกเราพยายามตามจับกันแล้ว แต่สกิลของเ้านั่น มันทำให้พวกเราลื่นล้มตามจับกันยาก-”
ผู้อำนวยการยกมือห้าม เป็เชิงว่าให้หยุดพูด
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวอีก พรุ่งนี้พวกนายไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
““ครับ?””
“ฉันไล่ออกไง ไม่เข้าใจเหรอ ไสหัวไปซะ”
ผู้อำนวยการผู้เด็ดขาดกล่าวเช่นนั้นใส่ยามทั้งสอง แล้วเดินจากมา มาหาพวกผม
“ขอโทษที่ต้องทำให้ตกอยู่ในอันตรายนะครับ เป็ความผิดของทางผมเอง”
ผู้อำนวยการโค้งหัวให้กับพวกเรา
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
“พวกเราไม่เป็อะไรเลย”
พวกคุณแม่ตอบด้วยท่าทางเกรงใจ
“เื่รถม้าคงต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมมีเื่ที่ต้องไปสะสางอีกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ไว้มีโอกาสจะชดเชยให้ในครั้งหน้าครับ”
ผู้อำนวยการพูดแบบนั้น
“เอ๋ ไม่ต้องใส่ใจขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”
“พวกเราไม่ติดใจอะไรหรอก”
พวกคุณแม่บอกปัดเป็เชิงเกรงใจ
ผู้อำนวยการไม่นำพาต่อท่าทีของพวกแม่ ดูท่าไม่ว่ายังไงก็คงจะทำตามที่พูดอยู่ดี
จากนั้นหันหลังไปหาผู้ปกครองท่านอื่นๆ กำลังจะเดินจากไป
“ผู้อำนวยการครับ” ผมกล่าวเรียก
เค้าหันมาหา
ผมยื่นมือขวาออกไป
“ขอบคุณมากนะครับ เพียงเท่านี้ผมก็วางใจ ร่ำเรียนในโรงเรียนได้แล้วครับ”
ผมยิ้มจริงใจ พูดออกไป
ผู้อำนวยการยื่นมือมาจับ ยิ้มจนเห็นลักยิ้ม ตาหยีจนเห็นตีนกา ใช่ ยิ้มแบบจริงใจ เหมือนเดิมทุกครั้ง สมบูรณ์แบบเป๊ะราวกับใส่หน้ากาก
เมื่อตัวเค้าเข้ามาใกล้ผมเพื่อจับมือ ก็ได้กลิ่นคอโลญจน์ที่ใส่
กลิ่นคล้ายการบูรผสมยูคาลิปตัสแบบนี้...ใบของต้นเมอร์เทิล ได้กลิ่นมะนาวกับโหระพาอีก ผสานกันทำให้หอมสดชื่นดี แต่ก็เข้มขึ้นด้วยพิมเสน มีกลิ่นสาปสัตว์ปนมาด้วย กลิ่นแบบนี้ใช้ตัวบีเวอร์เป็เบสโน๊ตสินะ
โดยรวมแล้ว น้ำหอมนี้ให้ภาพของ บุรุษผู้แข็งแกร่งแห่งกรีก ที่เหยียบย่ำลงไปในสมรภูมิ เด็ดเดี่ยว หาญกล้า และทรงพละกำลัง
กลิ่นของจอมเผด็จการ ผู้มีอำนาจ
เป็กลิ่นที่ช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเ้าตัวจริงๆ ทั้งท่าทางและชุดที่ใส่ มันทำให้ดูเป็ชายที่สุภาพ เป็มิตร และอ่อนโยนมากกว่า
ไหนจะใบหน้าที่ยิ้มได้สมบูรณ์แบบนี้อีก ยิ้มแบบเดิมให้กับทุกคน ทุกสถานการณ์ เหมือนใส่หน้ากาก...
[หึหึ ที่เค้าเรียก “ปีศาจย่อมเห็นปีศาจด้วยกัน” สินะ]
“ผู้อำนวยการครับ ขอถามคำถามเล่นๆได้ไหมครับ”
“อะไรเหรอ”
“สมมติผู้อำนวยการแหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้วเห็นเมฆลอยเต็มไปหมด คิดว่าสภาพอากาศจะเป็ยังไงต่อครับ”
“คำถามอะไรเนี่ย”
“คิดว่าจะเอาไปเป็หัวข้อในการวาดรูปเล่นน่ะครับ ไม่ต้องคิดให้ลึกซึ้ง”
“อือ...ฟ้าแล่บ ฟ้าผ่า ประมาณนั้นมั้ง”
“ขอบคุณมากครับ”
หลังผู้อำนวยการเดินจากไป
ทั้งน้ำหอมที่แสดงความเป็ตัวเองที่แท้จริงนั่น ทั้งหน้ากากรอยยิ้มจริงใจนั่น ทั้งคำตอบสำหรับคำถามจิตวิทยานี่ (เมฆคือตัวแทนรสนิยมของคนๆนั้น ถ้าตอบฝนตกก็มีแนวโน้มเป็มาโซคิสม์ ถ้าตอบแจ่มใสก็เป็ปกติ)
อีกทั้งใบหน้าของผู้อำนวยการตอนเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป
่ที่พ่อค้าทาสฟาดแส้ใส่เด็กสาว หรือแม้แต่ตอนที่เด็กสาวกรีดร้องทรมานและเืไหล คนอื่นๆมีแต่สีหน้าด้านลบ แต่ผู้อำนวยการคนนี้เพียงมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นด้วยท่าทางนิ่งเฉย ไม่ใช่แค่นั้น รูม่านตายังขยายออก เบิกตาโต หายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย เืลมสูบฉีด นี่เป็สัญญาณของความเร้าใจ รู้สึกตื่นเต้น คึกคัก เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี เป็ใบหน้าของอารมณ์ด้านบวก
และคำตอบสำหรับเบาะแสทั้งหมด
ผมใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ ในขณะที่เค้ากำลังเดินไป
ทำให้รู้ว่า
ผู้อำนวยการเป็พวก ซาดิสม์
ชอบเสพสุขกับการบังคับทรมานผู้อื่น มีความสุขยามเห็นคนอื่นเ็ป
[ชายคนนี้มีงานอดิเรกลับคือ ชอบลักพาตัวคนจน คนไร้บ้าน หรือซื้อทาสมาทรมานเล่น พันธนาการด้วยสกิล แล้วใช้แส้อันโปรดของตัวเอง เฆี่ยนตีเหยื่อที่เป็ของเล่นของตน...แถมเหยื่อที่ใช้พวกนี้มัน ยังหน้าตาคุ้นมาก...งั้นเหรอ ดูเหมือนพ่อซาดิสม์คนนี้อยากเพิ่มความท้าทายให้ตนเองสินะ]
!?
ผมรู้สึกถึงแขนเสื้อของตัวเองที่รัดแน่นขึ้น
แองจี้กำลังกำแขนเสื้อของผมไว้แน่น
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าดูหม่นหมอง
“เป็อะไรเหรอ” ผมถาม
“เด็กคนนั้น ทำให้ฉันนึกถึง มาร์ธาน่ะ”
“จะว่าไป ถ้าไม่นับเื่สีผิวกับพลังที่ใช้ ก็คล้ายกันจริงๆ”
“เธอจะเป็ยังไงบ้างนะ”
“นั่นสินะ...ถ้ากลับไปแล้ว คงต้องไปหาตัวกันซักหน่อย”
ผมยิ้มตอบและจับมือที่กำแน่นนั่น ให้คลายกังวล
เหมือนเธอจะรู้สึกตัวหลังผมจับมือเธอ และมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะดึงมือกลับไป
“ถ้าแบบนั้น ก็ตามเดิม เธอติดรถไปกับพวกเรานะ”
คุณเจราลดีนบอกพวกเราหลังจากเดินไปใช้เวทเรียกรถม้าประจำครอบครัวมา มันมีลักษณะเหมือนนกนางแอ่นเรืองแสง ที่บินไปหารถม้าเพื่อเป็สัญญาณให้ออกมารับ
“นั่นสินะ ขอบใจมากจ้ะ” คุณแม่บอก
“นายหญิงคะ!!”
เสียงที่คุ้นเคยะโเรียก
เสียงของเฟรอร์ เมดสาวผู้เพียงพร้อมประจำครอบครัวเรา
ผมและแม่หันไปทางต้นเสียงนั้น
เฟรอร์กำลังนั่งอยู่ข้างสารถีรถม้า หันหน้ามาเรียกคุณแม่
เธอเช่ารถม้าโดยสารมารับพวกเรา
แถมมาได้ถูกจังหวะอีกแล้ว
“ดูเหมือนเมดของพวกเราจะมารับแล้ว ถ้าแบบนั้นเอาเป็ติดรถทางเราไปดีกว่าไหม”คุณแม่ถาม
“เสียดายจัง แต่ไม่เป็ไรจ้ะ ทางนี้เรียกรถม้าไปแล้ว” คุณเจราลดีนบอกปฏิเสธ
พวกเราจึงกล่าวล่ำรากัน
ผมโบกมือลาแองจี้ เธอโบกมือลาเก้ๆกังๆ
พวกเราขึ้นมานั่งในตู้โดยสาร
แล้วรถม้าก็เคลื่อนตัว
ผมสงสัยถึงมื้อเย็นวันนี้ จึงเปิดช่องหน้าต่างสำหรับสื่อสารกับคนขับออก แล้วยื่นหน้าถามเฟรอร์
“นี่เฟรอร์ มื้อเย็นวันนี้อะไรเหรอ”
“เนื้อกับมันฝรั่งอบ เครื่องเคียงคือแครอทและถั่วลันเตา ราดด้วยน้ำเกรวี่ค่ะ”
“หืม เนื้ออะไรเหรอ”
“เนื้อวัวค่ะ”
“ดีเลย...คราวหน้าขอเนื้อแกะนะ”
“...ก็ได้ค่ะ” แม้เธอจะเว้น่ก่อนตอบ แต่ก็รับปากแต่โดยดี
รถม้าของพวกเราแล่นไปตามท้องถนนพื้นหิน ผ่านบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่รอบข้างถนนนี้ มุ่งไปทางทิศเหนือ ไปยังย่านขุนนางที่ทาวน์เฮาส์ของพวกเราตั้งอยู่
และการเข้าเรียนในโรงเรียนประถมของผม
วันปฐมนิเทศก็จบลงเช่นนี้
...แถมให้เล็กน้อย การจัดบ้านที่เหลือ มีเพียงให้พวกเราเอาเครื่องชามและชุดน้ำชาที่เฟรอร์ถูกสั่งไม่ให้แตะต้อง เอาขึ้นไปจัดเรียงในตู้กระจกเท่านั้น...อย่างที่คิดไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงสินะ