เกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้!

    บทที่ 26 กระชับความสัมพันธ์แบบเพื่อนๆ…!?

    บทที่ 26 กระชับความสัมพันธ์แบบเพื่อนๆ…!?


    “ฮุกเกอร์ ฝากดูไปเปอร์ที!”

    “ได้จ้าเบลก้า~”


    เด็กสาวยิ้มกว้างผมสั้นฟูทรงสุดแปลกคล้ายหูสัตว์บนหัวทำจากผมสีบรอนด์ของเธอเองกับท่าทางสุดร่าเริงไม่สนบรรยากาศหรือฮุกเกอร์ เธอเดินตรงไปดูไปเปอร์ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น


    “ไม่เป็นไรใช่ไหมไปเปอร์ บาดเจ็บตรงไหนมั้ยเอ่ย?”

    “ฮุกเกอร์? ไม่จ้ะ ฉันไม่เป็นไร”

    ไปเปอร์โบกมือบอกไม่เป็นไร เธอกำลังงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมเองก็ไม่ต่าง ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆถึงได้โดนต่อยหน้าซะเต็มแรงแบบนี้


    “นึกไม่ถึงเลยว่าแค่กลับวันแรกเอาทันทีเลย!”

    “ดีนะที่พวกเราเลยเข้าช่วยได้ทันนะเนี่ย—! นี้ถ้าพวกเราไม่มาไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นนะเนี่ย—!”

    “…เกือบไป”


    เสียงของเด็กหนุ่มอีกสามคนที่โผล่มาพร้อมสองสาวพวกเขากำลังมองมาที่ผม

    คนตรงกลางเป็นเด็กหนุ่มตัวใหญ่มาดนักเลงผมตั้งสีแดงน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเขายังคงมองหน้าหาเรื่องผมไม่ยอมหยุด ส่วนคนทางขวาเป็นเด็กหนุ่มหน้าหล่อร่างสูงเหมือนนักกีฬาผมปัดข้างสีส้มกำลังยิ้มสนุกมาทางผมเหมือนมีเรื่องสนุกให้แก้เบื่อ ส่วนคนซ้ายตัวเล็กร่างบางผมเกือบปิดตาสีดำเห็นไปหน้าไม่ชัดดูต่างจากสองคนในกลุ่มกำลังจ้องผมเงียบๆเหมือนเฝ่าระวัง

    ถ้าจำไม่ผิดพวกเขาทั้งสามหัวโจกประจำห้องเรียนเจอครั้งแรกในห้องก็รู้ได้เลย ครั้งแรกที่เจอกันไปในห้องเรียนก็เล่นมองหน้าหาเรื่องกันเต็มที่เหมือนตอนนี้ไม่มีผิด


    “เอาไงเบลก้าให้ช่วยมั้ยล่ะ อีกฝ่ายเป็นขุนนางตกกระป๋องเลยน่ะ?”


    เด็กหนุ่มผมแดงที่เป็นหัวโจกถามเด็กสาวพร้อมถากถางผมไปในตัว เด็กสาวผมเทาเบลก้าปฏิเสธไม่สนใจคำพูดของเขาก่อนเดินตรงมาหาผมที่ยังนอนบนพื้นอยู่


    “ไม่จำเป็น แค่ฉันคนเดียวก็พอ!”


    เด็กหนุ่มผมแดงได้ยินอย่างนั้นทำเสียงเหมือนเสียดายแต่สายตามองมานี้เหมือนกำลังจะมีโชว์อะไรสนุกๆให้เขาดู

    ถึงจะไม่รู้โดนต่อยเพราะอะไรก็ตาม จากที่โดนหมัดเหมือนกี้นี้ไปบอกได้เลยว่าเธอโกรธจริงๆและคงไม่จบที่หมัดเดียวด้วย แม้รู้ว่าต้องรีบลุกขึ้นมาตั้งหลักแต่ร่างกายไม่ทำตาม หัวที่ยังมึนอยู่เลยจากหมัดเมื่อกี้นี้เลยขยับตามที่ใจนักไม่ได้

    แย่ละสิ! ถ้าไม่รีบตั้งหลักหรือทำอะไรละก่อน…

    ไม่ทันจะยืนตั้งหลักหรือทำอะไรก็โดนอีกฝ่ายกระชากคอเสื้อขึ้นมาจ้องหน้า

    ไม่พูดพร่ำทำเพลงเธอง้างหมัดพร้อมจะต่อยซ้ำได้ทุกเมื่อ แววตาดูน่ากลัวเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธที่ฟุ้งออกมาเหมือนบอกไปให้รู้ว่า ‘ไม่มีทางให้อภัยในสิ่งที่ผมทำไม่ว่าจะพูดยังไงก็ตาม’ ผมรู้สึกอย่างนั้น


    “เดี๋ยว…ใจเย็นก่อน…”

    “ไม่มีต้องพูดทั้งนั้นและ!”


    ยังไม่ทันได้พูดจบก็โดนเบลก้าตัดบทก่อน


    “ฉันเคยบอกไว้แล้วใช่ไหมเอมเบรส ถ้าแกริอาจทำอะไรไปเปอร์อีกแล้วละก็…ฉันไม่ทางยกโทษให้แน่! และอย่างที่เคยพูดไปนั่นแหละ ฉันเองเนี่ยแหละจะจัดการแก…”

    “เดี๋ยวก่อนเบลก้า เอมเบรสยังไม่ได้ทำอะไรเลย!”

    ““!!?””


    เสียงห้ามไม่คาดคิดของไปเปอร์ช่วยหยุดหมัดของเบลก้าที่กำลังจะต่อยหน้าผมไว้ได้ทัน

    ผมและทุกคนในที่นี้ต่างประหลาดใจหันไปมองเด็กสาวหูแมวสีดำหรือไปเปอร์กำลังยื่นมือเข้ามาช่วยผมพยายามห้ามไม่ให้เบลก้าทำร้ายผม


    “เดี๋ยวก่อนนะเบลก้า ใจเย็นๆก่อนนะเอมเบรสเขายังไม่ได้ฉันทำอะไรเลย”

    “ไม่ต้องพยายามช่วยเขาเลยไปเปอร์ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นฉันอยู่นี้แล้วฮุกเกอร์เองก็อยู่ด้วยเพราะงั้นพูดมาได้เลยไม่ต้องกลัวไปฉันจะเป็นคนจัดการให้เอง!”

    “ใช่แล้วๆพวกเราก็อยู่ด้วย แค่บอกพวกเรามาก็พอเดี๋ยวจะช่วยกระทืบให้!”


    แม้ไปเปอร์จะบอกความจริงไปก็ไม่มีใครเชื่อที่เธอพูด คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่มีใครคิดจะเชื่อที่เธอพูดอยู่แล้วเพราะทุกคนต่างคิดว่าที่เธอพูดงั้นเพราะโดนผมข่มขู่มานั้นเอง

    มันไม่ใช่ความคิดลอยๆอะไรเอมเบรสเคยทำอย่างนั้นจริงผมพูดเองได้เลย ตอนดูอนิเมะก็เคยเห็นเอมเบรสขู่คนอื่นให้ทำสิ่งที่ต้องการอยู่เป็นประจำ เรียกได้ว่าเป็นบทนำก่อนสร้างเรื่องให้พวกพระเอกจัดการแก้ไข

    เบลก้าถึงได้พูดอย่างนั้นออกมาเพราะเธอเป็นห่วงไปเปอร์จริงๆเด็กสาวที่ชื่อฮุกเกอร์ก็เช่นกันผมเข้าใจได้ แต่ไอ้แก้งนักเลงสามคนนั้นอีกเรื่องหนึ่งแค่มองหน้าก็รู้ได้เลยว่าพวกมันต้องการหาเรื่องผมเท่านั้นโดยใช้ไปเปอร์เป็นข้ออ้าง


    “ไม่ใช่นะ! เอมเบรสเขาไม่ได้ทำอะไรฉันจริงๆ ดูสิฉันยังสบายดีไม่ได้เป็นอะไรเลย”


    ว่าแล้วไปเปอร์หมุนรอบตัวเองโชว์ให้ดูเป็นหลักฐานว่าไม่ได้โดนทำอะไรจริงๆอย่างที่เจ้าตัวพูด

    เบลก้าที่มองไปเปอร์ด้วยสายตาแล้วไม่มีบาดแผลอะไรแต่ก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไรหันไปหาฮุกเกอร์ที่ดูแลไปเปอร์ในตอนแรก ฮุกเกอร์พยักหน้าช่วยยืนยันให้ว่าที่ไปเปอร์พูดเป็นเรื่องจริง 

    เบลก้าที่เห็นอย่างนั้นก็มีสีหน้าอ่อนลงก่อนจะลดหมัดที่จะต่อยผมลง


    “ไปเปอร์ เอมเบรสไม่ได้ทำอะไรเธอจริงๆเหรอ!?”


    เบลก้าถามไปเปอร์อีกครั้งให้มั่นใจแม้จะถามไปแล้วก็ตาม

    สีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรไปเปอร์เลยเธอปักใจเชื่อมั่นใจเต็มที่ว่าผมต้องทำอะไรไปเปอร์แน่ๆ และคำตอบของไปเปอร์ก็ยังคงยืนยันคำเดิม


    “ใช้จ้ะเบลก้า เอมเบรสเขาไม่ได้ทำอะไรฉันเลย”

    “…งั้นเหรอ”


    เบลก้าหยุดกระชากคอเสื้อเหมือนหมดกำลังใจที่จะต่อยผมแล้ว ค่อยยังชั่วดูเหมือนผมจะรอดแล้ว…


    “เดี๋ยวก่อน—สิ!”


    …เหมือนจะไม่จบง่ายแฮะ 

    เด็กหนุ่มนักกีฬาผมสีส้มเหมือนไม่ยอมพร้อมมีเรื่องจะแย้งสงสัย


    “แล้วที่พวกเราเห็นละ พวกเราเห็นว่าเอมเบรสมันนั่งหลบซ่อนตัวในสวนเธอจะว่ายังไงอะ เห็นเขานั่งจ้องเธออยู่พักใหญ่เลยด้วยนะรู้ตัวมั้ยไปเปอร์!?”


    ซวยละ มีคนเห็นผมแอบดูไปเปอร์ด้วยเหรอ!?

    มัวแต่มองไปเปอร์เพราะกลัวหนีเลยไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนจ้องผมอีกที

    แย่ละ เบลก้าที่ได้ยินอย่างนั้นหันกลับมามองผมสายตาน่ากลัวอีกครั้ง


     “นั้นสิ พวกเราสามคนเห็นฮุกเกอร์เองก็เป็นพยานได้อยู่ด้วยตอนที่เห็นเข้าพอดี พวกเรารู้ได้เลยว่าแกต้องทำเรื่องอะไรไม่ดีแน่เอมเบรส!”


    ไอ้หัวโจกนี้รีบพูดเชียวว่าผมเป็นตัวร้าย……ถึงจะเป็นตัวร้ายจริงๆก็เถอะ

    ดูเหมือนนักเลงทั้งสามกับฮุกเกอร์จะเห็นผมที่หลบซ่อนในสวนมะเขือเทศเข้าพอดี เลยเป็นหลักฐานสำคัญมันตัวผมที่ดิ้นไม่หลุดซะแล้วไม่ว่ามองยังไงก็ไม่ต่างจากโรคจิตชัดๆ ดวงไม่ดีจริงๆผมเนี่ย!


    “เอ๊ะ…คือแบบว่า…”


    แม้ไปเปอร์ที่พยายามช่วยผมอยู่ในตอนแรก ไม่รู้ทำไมถึงหันมามองผมเหมือนขอความช่วยเหลือเพราะพูดยังไงกับทุกคนดีเลย 

    ซะงั้น! ไหนคนที่จะช่วยถึงมาขอความช่วยเหลือเองละครับไปเปอร์? ……ช่วยไม่ได้แฮะ


    “ถ้าเรื่องนั้นฉันขอเป็นคนอธิบายละกัน แต่ก่อนอื่นช่วยปล่อยคอเสื้อฉันก่อนได้ไหมเบลก้า?”


    ถึงไม่ได้กระชากคอเสื้อแต่เบลก้ายังจับคอเสื้อผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

    แม้เจ้าตัวไม่อยากแต่ก็ยอมปล่อยคอเสื้อผมให้แล้วยืนรอคำอธิบายจากผมพร้อมคนอื่นๆ ผมทำการจัดการชุดที่เปียกให้ดูเรียบร้อยหน่อยแม้มันจะดูไม่มีประโยชน์เลยก็ตามก่อนเริ่มอธิบาย


    “ก่อนจะอธิบายขอเล่าหน่อยละกัน เมื่อเช้านี้ระหว่างที่ฉันกำลังขี่จักรยานมากับฮันนาทางประตูหลังอย่างรีบเพราะสายแล้ว ระหว่างที่กำลังปั่นผ่านป่าอยู่ดีๆไปเปอร์โผล่ออกจากในป่ามาตัดหน้ารถจักรยานพอดีเลยเกือบชนกันแต่โชคดีไม่มีใครเป็นอะไร 

    แล้วที่นี่เลยอยากจะขอโทษไปเปอร์ที่เกือบชนแต่เหมือนเธอจะรีบอยู่หรือยังไงเลยรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันยังไม่ได้ขอโทษด้วยซ้ำ แล้วทีนี่ระหว่างเดินเล่นไปเรื่อยอยู่บังเอิญเจอไปเปอร์ในสวนเข้าพอดีเลยจะถือโอกาสเข้าไปขอโทษเรื่องเมื่อเช้านี้ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรหรือไม่ทำอะไรอย่างที่พูดด้วย”


    ผมอธิบายเรื่องทั้งหมดแม้มันดูยาวไปหน่อยก็เถอะ แต่อย่างนี้จะได้เข้าใจกัน


    “ไปเปอร์ใช้ทางลัดมาโรงเรียนอีกแล้วเหรอ?”

    “ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอไปเปอร์ว่าทางในป่ามันอันตรายอย่ามาทางนั้นน่ะ!”

    “มาทางอื่นดีนะกว่าไปเปอร์ ทางในป่าเป็นเนินสูงไหนจะพวกก้อนหินกับต้นไม้อีกถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่เอาน้า~”

    “อือ…ขอโทษ”


    ดูเหมือนไปเปอร์ชอบใช้ทางนั้นมาประจำสินะทั้งคู่เลยรู้ดีเลยโดนเบลก้ากับฮุกเกอร์อบรมไปชุดหนึ่ง อันนี้ผมเห็นด้วยนะมาทางอื่นเถอะทางมันอันตรายจริงๆ

     จะว่าไปแล้ว…พอมองทั้งสามคุยกันแล้วให้อารมณ์เหมือนพี่น้องกันเลย เบลก้าเป็นพี่สาวคนโตกับฮุกเกอร์ที่เป็นพี่สาวคนรองกำลังดุไปเปอร์ที่เป็นน้องเล็กสุดอย่างไรอย่างนั้น เห็นแล้วทำเอาอมยิ้มเลยแฮะ


    “งั้นแสดงว่าเอมเบรสไม่ได้ทำอะไรสินะ”

    “ใช่แล้วละ”

    “……”

    ฮุกเกอร์ที่ฟังคำอธิบายดูเหมือนจะเชื่อที่ผมเล่าไปเปอร์ก็ยังช่วยพยักหน้ายืนยันซ้ำเรื่อยๆ แม้เบลก้าจะยังไม่เชื่อใจผมเท่าไรแต่ก็ไม่ได้คิดพูดอะไรต่อ เรื่องน่าจะจบ…


    “เดี๋ยวก่อนสิ!”


    …ไม่เป็นงั้นแฮะ ดูเหมือนหัวโจกผมแดงยังไม่จบกับผมง่ายๆ


    “แล้วที่เห็นแกนั่งจ้องไปเปอร์ในสวนนั้นคืออะไร!?”

    “ก็แค่เห็นว่ายังรดน้ำอยู่เลย ไม่อยากเข้าไปขัดก็แค่นั้น”

    “เลยขนาดยอมนั่งรอตากแดดรอตั้งนานหลายนาทีอะนะ!?”

    “ใช่!”


    ผมตอบไปหน้านิ่งมั่นใจเหมือนที่ตอบไปเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ใครๆทำกัน ทำเอาหน้าหัวโจกผมแดงไปต่อไม่ถูกเลย

    อย่างที่คิดพวกนี้คงแค่เห็นผมนั่งมองไปเปอร์หลายนาทีแล้วเลยรีบวิ่งมาทันทีเพราะคิดว่ามีเรื่องเกิดอะไรขึ้นกับไปเปอร์แน่ๆ โดยไม่รู้ว่าที่จริงแล้วผมนั่งรอเกือบชั่วโมงกว่าไม่งั้นคงโดนเอามาข้ออ้างจนเถียงไม่ออกไปเรียบร้อยแล้วบ่านี้


     “แล้วน้ำที่อยู่บนพื้นนี้ละมันอะไรกัน แกสาดใส่ไปเปอร์ใช่ไหมสารภาพมา!”

    “ดูหน่อยว่าใครเปียก ฉันแค่ไปชนถังน้ำที่ว่าอยู่ชั้นบนเข้าเลยหล่นมาราดตัวเองจนเปียกทั้งตัวเนี่ย”


    ผมที่ชุดเปียกปอนกับไปเปอร์ที่ชุดแห้งสนิทดูยังไงก็คงไม่ได้สาดใส่ไปเปอร์หรอก ใครๆก็คงคิดงั้น


    “ไม่มีทาง! ใครมันจะไปวางถังน้ำไว้ข้างบนนั้น”

    “แล้วไง จะบอกว่าราดน้ำตัวเหรอ?”

    “นั้นมัน…ก็…”


    ออกัสถึงกับชะงักเถียงไม่ออก

    ครับๆใช่แล้วผมราดใส่ตัวเองจริงละคร้าบ แต่คงไม่มีใครเขาคิดจะมาราดน้ำใส่ตัวหรอกในที่แบบนี้นอกจากผมแล้วขนาดไปเปอร์เห็นผมราดตัวเองต่อหน้ายังไม่เชื่อเลย ยังไงคงไม่มีใครคิดว่าไปเปอร์จะทำแน่ๆเพราะงั้นคงมีแต่ต้องเชื่อที่ผมบอกละนะ


    “…พอได้แล้วละ”

    “นั้นสิ ออกัสอย่างที่รูมมันบอกพอแค่นี้เถอะ”


    เพื่อนทั้งสองของหัวโจกหรือออกัสเห็นว่าควรหยุดแค่นี้ได้แล้ว แต่เจ้าตัวยังคงไม่ยอมแพ้แม้เพื่อนจะเตือน


    “อย่ามาห้ามสิเลียฟ นายด้วยรูมเห็นๆอยู่ว่ามันมีอะไรแน่ๆ ไม่งั้นเจ้าขุนนางตกกระป๋องนี้จะยอมนั่งตากแดดไปเปอร์เข้ามาห้องเก็บของในที่แบบนี้หรอก!”


    ถึงดูรูปการณ์แล้วมันจะดูไม่ดีจริงๆนั้นและ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรจริงๆนะ


    “แล้วก่อนที่พวกเราจะเข้ามาฉันเห็นแกพุ่งเข้าไปจับไหลไปเปอร์เขย่าอย่างแรงแสดงว่าตอนนั้นต้องมีอะไรแน่!”

    “อันนี้ฉันก็เห็นน้า~ เบลก้าเลยพุ่งเข้ามาต่อยเธอเต็มแรง”

    “……”


    ฮุกเกอร์ว่างั้นพร้อมไปมองเบลก้าที่ไม่พูดอะไรจ้องมาน่ากลัวรอคำตอบจากผมพร้อมคนอื่น


    “ลื่นน่ะ”

    “ลื่น?”

    “ใช่ พื้นมันเปียกเลยลื่นไปข้างหน้าจนไปจับไหลไปเปอร์เกาะไม่ให้ลื่นล้ม”


    ก็พยายามแถแบบดูไม่มีเหตุผลไป 

    ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีจะบอกเรื่อง‘เนตรดาราวรรณะ’ของไปเปอร์ก็ไม่ได้ด้วยสิเลยพยายามแถๆไป แล้วจากที่ดูแล้วคิดว่าคงไม่มีใครเชื่ออันสุดท้ายที่ผมพูดเลย… เพราะงั้น…


    “เอาละ ในเมื่อถามฉันมาเยอะแล้วขอถามกลับบ้าง!”


    เพราะงั้นก่อนที่พวกเขาจะถามอะไรต่อต้องชิงลงมือถามก่อน


    “ออกัสสินะฉันขอถามหน่อย ทำไมจงใจถามว่าร้ายฉันถึงขนาดนี่!”


    ผมถามเสียงดังพร้อมหันไปหาเจ้าตัวที่ถามว่าร้ายผมไม่หยุดในตอนแรก


    “พูดงี้หมายความว่ายังไง?”


    ออกัสไม่เข้าใจคำถามที่ผมถาม พอดูคนอื่นก็เหมือนจะไม่เข้าใจผมถามสักเท่าไรเลยต้องขยายความ


    “ก็หมายถึง ทำไมนายถามฉันเปรียบเสมือนฉันเป็นคนร้ายที่จะต้องทำเรื่องไม่ดีกับไปเปอร์แน่ๆขนาดนั้นแม้จะไม่ได้ลงมืออะไรตาม นายถามฉันเหมือนจ้องจับผิดตลอดเวลาอย่างกับมั่นใจแน่ๆว่าฉันต้องทำเรื่องอะไรสักอย่าง อย่างกับตำรวจสอบสวนผู้ร้ายแบบนี้ จากที่นายถามแล้วคงมีหลักฐานหรืออะไรสักอย่างยืนยันในสิ่งที่นายคิด เพราะฉะนั้น…”

    ผมเน้นเสียงหนักขึ้น


    “อะไรทำให้นายมั่นใจอย่างนั้น!”

    “……”


    ออกัสที่ได้ยินคำถามผมไปก็เงียบไปไม่พูดอะไรเลย

    พอมองเพื่อนอีกสองคนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ยอมบอก พอสังเกตดีๆเหมือนเบลก้ากับฮุกเกอร์เหมือนจะรู้เพราะอะไร…ไม่สิ ไปเปอร์เองก็เหมือนจะรู้เรื่องนี้ด้วย?

    เดี๋ยวก่อนน่ะ นี่มันยังไงกัน!?

    จากที่ดูเมื่อกี้เหมือนทุกคนจะรู้เหตุผลอยู่แล้วอะไรทำให้สงสัยผมได้ มีแต่ตัวผมเองที่ไม่รู้ว่าทำอะไรทำให้ทุกคนสงสัยตัวผมคิดว่าผมจะทำเรื่องไม่ดีไป


    “นายท่านค่ะ!”

    “เอมเบรสนายอยู่นี้เอง!”

    “หาตัวต้องนานกว่าจะเจอ!”


    ฮันนา แบนเนอร์และชาร์ลวิ่งเข้ามาในห้องเก็บของ ทั้งสามคนต่างหอบแฮ่กๆหมดแรงกันหมดคงวิ่งตามหาผมไปทั่วโรงเรียนแน่ ไม่ทันพักหายใจฮันนารีบเดินมาหาผม


    “นายท่าน…ค่ะ…”

    “ยังไงใจเย็นก่อนนะฮันนาพักแป๊บนึกหนึ่งก่อนเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังก็ได้ แบนเนอร์ ชาร์ล พวกนายโอเคใช่ไหม!?”

    “ไม่เป็นไร…พวกเราโอเค…”

    “แค่พวกเราพยายาม…วิ่งตามให้ทัน…เมดของนาย…วิ่งเร็วชะมัด”


    แบนเนอร์ไม่เป็นไรแต่เหมือนชาร์ลจะหมดแรงจริงๆถึงไปพิงกำแพงแบบนั้น

    จากท่าทางฮันนาและทั้งสองที่มาหาผมรีบร้อนขนาดนี้ต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ


    “ฮันนาเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงรีบขนาดนี้!?”

    “แย่แล้วค่ะนายท่าน คือว่า…”


    ‘สา~ยันสวัสดิ์ค่า~’


    ก่อนที่ฮันนาจะได้เล่าอะไรก็มีเสียงลำโพงตามสายดังขึ้นไปทั่วโรงเรียนซะก่อน


    ‘ยินดีต้อนสู่รายการวิทยุชมรมนิตยสารและวารสารดำเนินรายการโดย ดิฉันเอง เจโจน ค่า~’


    รายการวิทยุของชมรมนิตยสารและวารสารที่เห็นได้ในอนิเมะบ่อยๆเวลาพวกพระเอกชนะตัวร้ายอะไรสักตัวหรือทำอะไรสักอย่างก็จะมีฉากออกมาบอกถึงความดีที่พวกพระเอกไปทำไว้ให้ผู้คนและคนดูรับรู้ ซึ่งคนดูชอบผมก็ด้วยที่มาคนบอกเรื่องดีๆพระเอกทำไว้ช่วยคนไว้จนได้รับความชื่นชม

    แต่ไม่รู้ทำไมคนอื่นถึงดูมีเคร่งเครียดกันแปลก…รู้สึกถึงลางไม่ดีแล้วสิ


    ‘วันนี้เจโจนเองก็ยังอยู่กับข่าวลือข่าวใหญ่ข่าวโตเช่นเคยกับเอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม ลูกดยุกตกกระป๋องนั้นค่าท่านผู้ฟังที่รักทั้งหลาย’


    ชื่อผมพร้อมสมญานามประจำตัวสุดเกลียดออกจากลำโพงดังไปทั่วโรงเรียน นี้เล่นประกาศออกมาได้อย่างนี้ไม่กลัวเลยเหรอ!? …เพราะอย่างนี้เองพวกรุ่นพี่ในสวนกับคนอื่นๆในโรงเรียนถึงไม่กลัวเอมเบรสเหมือนแต่ก่อน 

    ก็เล่นทำได้ขนาดนี้ใครจะไปกลัวผมได้อีกละ หมดกันว่าตัวร้ายประจำเรื่อง 

    ว่าแล้วนักข่าวเจโจนก็ดำเนินรายการโดยมีผมตัวหลักที่เคยทำเรื่องอะไรไว้ในอดีตต่อไปจนขี้เกียจฟัง ก็คงเหมือนทุกครั้งที่เคยได้ยิน…


    ‘และล่าสุดนี่เอมเบรสได้ไปทำร้ายรุ่นพี่ 3 คนห้อง 2–D เข้าซึ่งเป็นรุ่นพี่ของตนเอง’ 


    หือ?


    ‘แถมยังเป็นรุ่นพี่ที่เคยสนิทอยู่กลุ่มเดียวกันมาก่อนด้วยนะคะทุกท่าน! ตามคำบอกเล่าหนึ่งในรุ่นพี่ที่บาดเจ็บหนักที่มือ บอกว่า ‘เอมเบรสได้ใช้อำนาจในฐานะลูกดยุกมาข่มขู่พวกเขาสามคน ด้วยพวกเราเป็นเพียงขุนนางระดับล่างไม่อาจทำอะไรได้ ทำได้เพียงขอร้องให้ปล่อยพวกเราไปแต่เขาก็ไม่เห็นใจทำร้ายพวกเราที่ไม่อาจตอบโต้ได้ ซ้ำร้ายยังเอาก้อนอิฐทุบอย่างไม่หยุดจนมือได้รับบาดแผลจนต้องเข้าโรงพยาบาล’ นั้นคือคำบอกเล่าจากรุ่นพี่ที่โดนทำร้ายค่ะ นับว่าเป็นการกระทำที่ต่ำช้ามากค่ะ แต่ในฐานะนักข่าวที่ต้องเป็นกลางคงออกความเห็นไม่ได้อยู่ที่ผู้ฟังทุกท่านจะพิจารณาแล้วค่ะ!’


    ผู้ประกาศข่าวก็ยังคงดำเดินรายการใส่อารมณ์ต่อไป


    ‘แถมยังมีข่าวอีกว่าเอมเบรสได้ไปสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทกันในร้านอาหารใหญ่ร้านหนึ่งในเมืองจนทำให้บริษัทส่งของสองบริษัทเกิดปะทะกันโดยมีเขายืนดูอยู่ในเหตุการณ์ คาดว่าเอมเบรสเป็นตัวต้นเหตุในเรื่องครั้งซึ่งทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นในเวลาไล่เลียกัน นับว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายมากค่ะ แต่ในฐานะนักข่าวที่ต้องเป็นกลางคงออกความเห็นไม่ได้อยู่ที่ผู้ฟังทุกท่านจะพิจารณาแล้วค่ะ!’


    หลังจบเรื่องของผมแล้วผู้ประกาศข่าวก็ดำเนินรายการไปยังหัวข้อถัดไปโดยที่ปล่อยให้ผมยืนเอ๋อที่พึ่งฟังข่าวตัวเองไปพักใหญ่


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้! ที่คุณอ่าน