Leveling Up in the World of Immortals ( Remake )

    ตอนที่ 37 แสดงความแข็งแกร่ง ( Remake )

            ขณะที่ ซูเหอ หยิบเอามีดสั้นออกมาเล่มหนึ่งนั้น ในที่ๆไม่มีใครมองเห็น มีชายชราหนึ่งคนกับชายวัยกลางคนสองคนที่กำลังมองดูการทะเลาะวิวาทนี้อยู่ตั้งแต่ต้น จริงๆต้องบอกว่าตั้งแต่เริ่มการทดสอบจัดอันดับ โดยชายชราคือลู่หยาง ส่วนชายวัยกลางคนทั้งสอง คนหนึ่งคือผู้อาวุโสคุมการทดสอบกับผู้อาวุโสฝ่ายใน ชิงเหมา

            “ แม้ว่าหวังเฟยหลงจะทำได้ดี ถึงขั้นต่อกรกับผู้ฝึกระดับหลอมรวมระยะต้นได้ แต่หากถึงขั้นที่ใช้อาวุธเช่นนี้ มันจะไม่รุนแรงเกินไปหรือขอรับ ไปห้ามปรามเลยไหมขอรับ? ท่านผู้นำ!! ”

            “ รอดูไปก่อน เราไม่ควรปกป้องเขามากเกินไป ต้องให้เขาได้เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตัวเองบ้าง แต่หากเห็นว่่ามันเริ่มเกินเลยเมื่อไหร่ก็เข้าไปหยุดซะ ”

            “ เข้าใจแล้วขอรับ!! ”

            นอกจากทั้งสามคนนี้แล้ว เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆต่างก็มาดูการทดสอบจัดอันดับของศิษย์นอกเช่นกัน ไม่ว่าจะทั้งผู้อาวุโสฝ่ายในและฝ่ายนอก พวกเขาแค่ไม่แสดงตัวตนเท่านั้น และที่พวกเขามาดูก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหวังเฟยหลงนั่นเอง มีทั้งมาดูเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าหวังเฟยหลงแข็งแกร่งแค่ไหน หรือบางกลุ่มอาจจะมาดูด้วยจุดประสงค์อื่น 

            นอกจากกลุ่มสามคนของลู่หยางแล้ว ยังมีชายวัยกลางคนอีกสองคนที่ยื่นมองดูการต่อสู้อยู่เช่นกัน สีหน้าพวกเขาดูไม่ค่อยจะพอใจสักเท่าไหร่ 

            “ เราจะทำอย่างไรกับหวังเฟยหลงดี มันทำลายแผนการของเราไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังปล่อยมันไว้เช่นนี้มันจะต้องทำลายแผนการทั้งหมดของเราเป็นแน่!! ”

            “ ตอนนี้ตาแก่นั้นคงจะระวังและคอยปกป้องลูกศิษย์ของมันอยู่ เราต้องรอให้ถึงเวลาเสียก่อน …แต่ทั้งพวกเราและตาแก่นั้นก็เข้าไปยุ่งเรื่องของรุ่นเยาว์ตรงๆไม่ได้ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่? ”

            “ …อ่า!! ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง ”

            “ จัดการเงียบๆละ อย่าให้เหลือหลักฐานอะไรสาวมาถึงเราได้ และไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำอะไรจนทำให้ตาแก่นั้นไหวตัวทันเพราะเรายังมีโอกาสจัดการมันอีก ”

            กลับมาที่หวังเฟยหลง ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับซูเหอที่โกรธจนถึงกับหยิบอาวุธออกมา หวังเฟยหลงไม่มีทางเลือก เขาเรียกดาบกับโล่ออกมาเช่นกัน นอกจากนี้เขายังโคจรปราณทั้งหมดเพื่อเพื่อพลังให้สูงที่สุด ตอนนี้เขาจะไม่สามารถประมาทได้ ดูจากสายตาของซูเหอแล้วเขาไม่ตายก็บาดเจ็บหนักแน่นอน ถึงซูเหอจะถูกลงโทษที่หลังแต่ถ้าเขาบาดเจ็บตอนนี้จะทำให้การเลื่อนระดับของเขาช้าลงจากแผนที่วางเอาไว้ 

            ผู้คนรอบๆเมื่อเห็นว่าจู่ๆโล่ก็โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้ พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่าแหวนที่อยู่ในนิ้วของหวังเฟยหลงต้องเป็นแหวนมิติแน่นอน แต่เท่าที่พวกเขารู้คือ ตระกูลหวังไม่ได้ความสามารถมากพอที่จะครอบครองแหวนมิติทำให้พวกเขาอกไม่ได้ที่จะสงสัย!!

            “ มีของดีนี้เอง แม้พยายามปกปิดเอาไว้ก็เถอะ!! ไม่แปลกใจเลยทำไมเจ้าถึงได้มีความกล้าที่จะอวดดีเช่นนี้!! ”

            “ เจ้าเป็นฝ่ายนำอาวุธออกมาก่อน เจ้ามั่นใจว่าจะรับผลที่ตามมาได้หรือ!? ”

            “ แล้วอย่างไร!! ถึงข้าจะโดนทำโทษ แต่ถ้าข้าแย่งชิงทั้งวรยุทธ์และแหวนมิติของเจ้ามาได้มันก็จะเป็นของข้า  สถาบันจะไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้แน่นอน!! ”

            “ งั้นมาดูกันว่าเจ้ามีความสามารถมากพอที่จะแย่งชิงของของข้าหรือเปล่า!? ”

            “ อย่าคิดว่าโล่ง่อยๆของเจ้ามันจะช่วยเจ้าป้องกันดาบสั้นของข้าได้ละ ”

            มันเป็นจริงอย่างที่ซูเหอพูด ไม่เช่นนั้นเขาไม่กล้าที่จะทำเรื่องเช่นนี้หรอก สถาบันจะลงโทษที่เขาใช้อาวุธ แต่จะไม่ทำอะไรกับของที่ถูกชิงไป เพราะถือว่าเป็นการแข่งขันกันอย่างหนึ่ง เจ้าตัวจำเป็นต้องปกป้องของของตัวเองด้วยความสามารถตัวเอง

            ซูเหอโคจรปราณที่จุดตันเถียนกระจายไปทั่วร่างกายตามเส้นทางการโคจรทำให้ความแข็งแกร่ง พลัง และความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาพุ่งเข้าใส่หวังเฟยหลงด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน ไปโผล่ข้างหลังของหวังเฟยหลงพร้อมกับฟันมีดไปยังแผ่นหลังของหวังเฟยหลง

            ถึงแม้ว่าหวังเฟยหลงจะคาดเดาการเคลื่อนไหวของซูเหอไว้แล้วก็ตามแต่มันก็ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วมากอยู่ดี รีบหันหลังไปยกโล่ขึ้นมาป้องกันตำแหน่งที่คิดว่าซูเหอจะฟันไว้ตั้งแต่ที่เห็นซูเหอหายไป โชคดีที่ครั้งนี้เขาคาดเดาได้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกซูเหอฟันไปแล้วแน่นอน 

            ด้วยความเร็วที่มากเกินไปของซูเหอ แม้จะเห็นโล่ของหวังเฟยหลงแต่ก็ไม่อาจหยุดได้ทันแล้ว ดาบให้ดาบสั้นของเขาไปปะทะเข้ากับโล่ของหวังเฟยหลงอย่างรุนแรงทำให้เกิดเสียงเหล็กปะทะกันอย่างดัง หลังจากดาบกับโล่ปะทะกันเขารีบเคลื่อนไหวอีกครั้งทันที เขาก้าวหลบไปข้างหลังและเคลื่อนไหวไปรอบๆด้วยความเร็วที่หวังเฟยหลงยากจะตามทัน 

            หวังเฟยหลงพยายามมองตามการเคลื่อนไหวของซูเหอแต่มันยากมากที่จะตามการเคลื่อนไหวของซูเหอได้ทัน และทันใดนั้นเองซูเหอก็โผล่มาที่ด้านข้างเขาและฟันเข้าใส่สีข้างของหวังเฟยหลง แต่หวังเฟยหลงที่รู้ตัวในเสี้ยววินั้นก็รีบเคลื่อนไหวเพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บหนักโดยการเอี้ยวตัวหลบ แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นได้ ทำให้ถูกฟันจนเป็นบาดแผลและเสื้อผ้าขาด แม้จะไม่ใช่บาดแผลที่ใหญ่มากก็ตาม

            “ เร็วดีนี้!! ยังสามารถเลี่ยงบาดแผลใหญ่ได้อีก แต่ครั้งต่อไปเจ้าจะสามารถเลี่ยงได้หรือเปล่านะ?? เพราะฉนั้นส่งของทั้งหมดมาซะ!! ”

            “ ฟันข้าได้ครั้งเดียวอย่ารีบดีใจเกินไป!! ”

            เมื่อหวังเฟยหลงไม่ยอมแต่โดยดี ซูเหอจึงเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาเคลื่อนไหวอีกเช่นเดิม เคลื่อนไหวอยู่พักหนึ่งและไปโผล่ด้านข้างบ้าง ด้านหลังของหวังเฟยหลงบ้าง แล้วโจมตีเข้าไปทีเผลอ แม้ว่าจะสร้างบาดแผลแต่ต้องบอกว่าหวังเฟยหลงสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ดีมาก เพราะหวังเฟยหลงสามารถเลี่ยงการบาดเจ็บหนักโดยถูกฟันเพียงบาดแผลเล็กๆเท่านั้น 

            ยิ่งการต่อสู้ดำเนินไปนานเท่าไหร่ สีหน้าของซูเหอก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น อย่างแรกคือตอนนี้เป็นเวลานานแล้วที่มีการปะทะกันด้วยอาวุธโดยปกติต้องมีผู้อาวุโสเข้ามาห้ามแล้ว เรื่องที่สองทำให้ซูเหอเป็นกังวลอย่างมาก นั่นคือหวังเฟยหลง 

            เพราะยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ หวังเฟยหลงยิ่งจับทางได้ หลบได้มากขึ้น บาดแผลที่สร้างได้ก็เริ่มเล็กลงเรื่อยๆ ราวกับหวังเฟยหลงสามารถมองเห็นอนาคตและหลบการโจมตีของเขาได้ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปหวังเฟยหลงจะต้องสามารถคาดเดาและหลบการโจมตีทีเผลอของเขาได้อย่างแน่นอน ตอนนี้เขารู้สึกร้อนรนจนอยากจบการต่อสู้โดยเร็ว

            และเหมือนหวังเฟยหลงจะรอจังหวะนี้อยู่ ด้วยความร้อนรนของซูเหอ ทำให้เขารีบเคลื่อนไหวเกินไปและประมาทเกินไป ครั้งนี้ซูเหอโผลมาที่ด้านข้างของหวังเฟยหลง เขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ หวังเฟยหลงใช้สกิล ความบ้าคลั่งของทรราชเพื่อยกระดับสเตตัสของตัวเองทั้งหมด ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะไม่สามารถจัดการซูเหอได้ หลังจากใช้สกิลแล้วหวังเฟยหลงรู้สึกได้ว่ามีพลังมากมายกำลังไหลไปทั่วร่างกาย เขายกโล่ขึ้นและกระแทกไปเพื่อปะทะกับซูเหอ 

            จากแรงกระแทกทำให้ซูเหอเสียหลักเซไปข้างหลัง หวังเฟยหลงไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าไปประชิดตัวพร้อมกับเตะต่อยอย่างต่อเนื่อง และยังใช้โล่กระแทกซ้ำไปอีก เหตุผลที่ไม่ใช้ดาบเพราะเขาไม่อยากจะถูกทำโทษให้เสียเวลา ถึงเขาจะไม่ใช่คนเริ่ม แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหรือเปล่า ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแน่นอน 

            ระหว่างที่หวังเฟยหลงกำลังจัดการกับซูเหออยู่นั้นทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง พวกเขาไม่คิดเลยว่าหวังเฟยหลงจะสามารถเอาชนะซูเหอได้ และยังไม่อยากจะเชื่อด้วยว่าตอนนี้ซูเหอจะพลาดท่าโดนซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวทั้งๆที่ตอนแรกไล่ต้อนหวังเฟยหลงอย่าเอาเป็นเอาตาย 

            “ เขายังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก? ไม่คิดเลยว่าจะแอบเก็บซ่อนพลังเอาไว้เช่นนี้ ”

            “ ไม่น่าเชื่อเลยว่าหวังเฟยหลงจะสามารถเอาชนะได้จริงๆ ”

            “ ท่านผู้นำ ท่านได้ลูกศิษย์ที่ดีแล้วขอรับ!! ”

            “ อืม!! เกินความคาดหมายของข้าไปมากจริงๆนั่นแหละ!! ชิงเหมา เจ้าต้องคอยปกป้องเขาให้ดี อย่าให้อ้ายอีตัวใดวางแผนทำร้ายหวังเฟยหลงได้เด็ดขาด ”ลู่หยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง!! ก่อนจะมองไปยังที่ๆหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่เหล่าผู้อาวุโสฝ่ายในมองดูการต่อสู้ของหวังเฟยหลงอยู่เงียบๆ 

            หลังจากที่รู้ผลแพ้ชนะแล้ว เหล่าผู้อาวุโสทุกคนก็แยกย้ายกันไปอย่างเงียบๆ รวมถึงลู่หยางที่เห็นคนอื่นไปแล้วเขาจึงกลับไปด้วยเช่นกัน และตอนนี้หวังเฟยหลงกำลังซ้อมอัดซูเหออย่างบ้าคลั่งโดยไม่หยุดพัก ทั้งหมัดทั้งขา ทั้งโล่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป 5 นาที เขาจึงหยุดการลงมือไว้เท่านี้

            หวังเฟยหลงก็จัดการซูเหอจนไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาอีก และตัวเขาเองก็รู้สึกอ่อนแรงอย่างมากจากผลกระทบของสกิล ความบ้าคลั่งของทรราช แต่เขายังจำเป็นต้องยืดยัดไม่แสดงความอ่อนแอออกมา เขามองไปรอบๆและด้วยด้วยสายตาเย็นชาไปที่ห้าอันดับแรกคนอื่นๆ 

            ภาพตรงหน้าทำให้ใครที่เห็นก็ตกใจ รวมถึงห้าอันดับแรกคนอื่นๆด้วย พวกเขามองหน้ากันอย่างจริงจัง พวกเขาไม่คิดว่าหวังเฟยหลงจะแข็งแกร่งขนาดนี้ เหตุผลที่พวกเขายืนดูอยู่เฉยๆ อย่างแรกคืออยากเห็นความแข็งแกร่งของหวังเฟยหลงทั้งหมด และอย่างที่สองคือจะมีเหล่าผู้อาวุโสเข้ามาช่วยหวังเฟยหลงหรือไม่ เพราะอย่างไรหวังเฟยหลงก็ถือเป็นศิษย์ของท่านผู้นำสถาบันไปแล้ว ถึงลู่หยางจะไม่เข้ามายุ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อาวุโสคนอื่นๆจะไม่เข้ามายุ่ง เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับหวังเฟยหลง พวกเขาคงไม่ลังเลแน่นอน

            ตอนนี้หวังเฟยหลงค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างมาก พวกเขาในตอนนี้อาจจะไม่สามารถเอาชนะได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่าหวังเฟยหลงซ่อนไพ่อะไรเอาไว้อีกบ้าง พวกเขาจำเป็นต้องกลับไปวางแผน หลังจากการซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวเสร็จไปแล้วทุกๆคนที่ยืนดูอยู่รอบๆก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง พี่น้องตระกูลฉู่ก็เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับกล่าวชมเรื่องความแข็งแกร่งของหวังเฟยหลง หวังเฟยหลงทำเพียงยิ้มเท่านั้น 

            หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ผู้อาวุโสที่คุมการทดสอบก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับคนที่เดินตามหลังอีกสองคนจากนั้เขาก็สั่งให้อีกสองคนพาตัวซูเหอไปขังไปในห้องสำนึกผิดเป็นเวลา 7 วัน ห้องนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคุกสักเท่าไหร่ แค่มันอยู่ในสภาพที่ดี แต่จะออกไปไหนไม่ได้ จะมีคนคอยนำอาหารไปให้เมื่อทุกเวลา เหล่าศิษย์ที่ยังไม่ทันจากไปไหนเห็นว่าซูเหอโดนขังพวกเขาก็คิดว่าหวังเฟยหลงต้องโดนด้วยแน่ แต่ผิดคาดเพราะพวกเขานำตัวซูเหอไปแค่คนเดียวเท่านั้น ไม่ได้ตามหวังเฟยหลงไป มันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหวังเฟยหลงมีผู้อาวุโสคอยให้ท้ายอยู่

            หวังเฟยหลงเดินทางกลับไปห้องตัวเอง ซึ่งเป็นห้องใหม่ของเขา เขาล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนแรง จากนั้นเขาก็คิดเรื่องราวเกี่ยวกับวันนี้ ต้องบอกว่าโชคดีที่หลายๆอย่างทำให้เขาได้เปรียบ หากเป็นการประลองจริงๆ เขาคงไม่สามารถเอาชนะได้เช่นนี้ 

            “ มันเป็นการต่อสู้ที่นานเหมือนกันนะ แต่ทำไมถึงไม่มีผู้อาวุโสคนไหน!! ชั่งเถอะคิดไปก็เท่านั้น ไม่โดนทำโทษก็ดีแล้ว!! ”

            วันต่อมา หวังเฟยหลงยังคงใช้เวลาในการฝึกฝนตามเคย แต่สิ่งที่ต่างจากเมื่อวานที่เพิ่งจะมีเรื่องไปคือข่าวลือเรื่องของหวังเฟยหลงที่มีผู้อาวุโสคอยหนุนหลัง และเรื่องความแข็งแกร่งที่เกินเลยของหวังเฟยหลง ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหวังเฟยหลง และเหล่าหญิงสาวที่อยู่ในสถาบันต่างก็เริ่มส่งสายตาเย้ายวนมาให้หวังเฟยหลงทุกครั้งที่พบเห็น ทำให้ฉู่หัวป้ารู้สึกอดไม่ได้ที่จะอิจฉา

            “ หวังเฟยหลง ข้าละอิจฉาเจ้าจริงๆที่มีแต่สาวๆรุมร้อมเช่นนี้!! ”

            “ มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีขนาดนั้น!! ”

            “ เอาเถอะ!! …แต่ข้าไม่คิดเลยนะว่าผู้อาวุโสคุมการทดสอบคนนั้นจะให้ท้ายเจ้าด้วย!! ”

            “ จะเป็นเรื่องจริงหรือ!? ไม่ใช่ผู้อาวุโสแค่นึกสนุกอยากจะดูการต่อสู้ ทำให้เขาเห็นเรื่องราวตั้งแต่ต้น และข้าก็ไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อนด้วย อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยสักหน่อย แค่ซ้อมอัดเจ้าซูเหอนั้นเฉยๆ ”

            “ ภาพที่ข้าเห็นเมื่อวานมันค่อนข้างสยองอยู่นะ เจ้าอย่าได้พูดเรื่องนี้ด้วยหน้านิ่งๆได้หรือไม่!? ”

            ก็ถูกอย่างที่ฉู่หัวป้าพูด เพราะเมื่อวานเขาราวกับคนบ้ากระซ้อมอัดซูเหอโดยไม่พัก มันค่อนข้างหน้ากลัวจริงๆ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่ได้บ้าหรือถูกครอบงำโดยสกิลของเขาหรอก เขาแค่ต้องรีบทำให้ซูเหอไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ไม่เช่นนั้นอีก 5 นาทีต่อมาความลับเรื่องผลกระทบของสกิลจะถูกเปิดเผยและเขาจะถูกซูเหอจัดการเสียก่อน!! และที่สำคัญคือการแสดงออกว่าตัวเขาแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ถูกเอาเปรียบและจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบหรือรังแกกันได้ง่ายๆด้วย หากเขาไม่แสดงออกเช่นนี้คงมีเรื่องน่าปวดหัวตามมาอีกตั้งเท่าไหร่ ขนาดซูเหอยังรู้แล้วคนอื่นจะไม่รู้ได้อย่างไร

            “ จริงสิ!! หวังเฟยหลง ข้าไม่คิดว่าพวกห้าอันดับแรกจะยอมแพ้เรื่องของเจ้าง่ายๆหรอกนะ!! เจ้าต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่!? ”