ตอนที่ 74
**นับจากตอนนี้จะเรียก ซุน ว่า เหยาซาน เป็นการชั่วคราวนะครับ... เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการสับสนในความเข้าใจจึงขอชี้แจ้งไว้ ณ ตรงนี้**
เช้าวันรุ่งขึ้น...
สองชายหนุ่ม ก้าวเข้ามาในสำนักสายลมประจิมด้วยความตื่นเต้น... ถึงแม้ศิษย์สายนอก จะถูกจำกัดพื้นที่เข้าถึงได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของสำนักแต่ก็นับว่ากว้างขวางยิ่งใหญ่จนมิอาจเดินให้ทั่วพื้นที่ได้ในเวลาอันสั้น...
“ที่นี่ไม่เลวเลย... มีกระทั่งค่ายอาคมปกป้องสำนัก สมกับที่เป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ของดินแดนแห่งนี้”เฒ่าชีเปลือย แม้จะเอ่ยปากชมไปเช่นนั้น แต่ตนเองก็สามารถรอดผ่านม่านพลังเข้ามาได้โดยไม่ติดขัดอะไร...
หลังเข้ามาในสำนัก ก็มีศิษย์พี่ผู้หนึ่ง นาม ตงเหยียนคอยเป็นคนดูแลทั้งคู่ แนะนำระเบียบจากในตำรากฎระเบียบที่มอบให้อย่างละเอียดอีกครั้งทั้งยังรับหน้าที่ชี้แนะสถานที่ต่าง ๆ แต่ดูเหมือนว่า ตันเหมา จะสามารถอธิบายให้เหยาซาน ได้ดีกว่าศิษย์พี่ที่มาแนะนำเสียอีก!!
เพราะตัวของ ตันเหมา ศึกษาเรื่องราวภายในสำนักมาอย่างละเอียดลออ จนแทบไม่ต้องเปิดตำรากฎระเบียบใดๆ ดูเหมือนจะสร้างความขุ่นเคืองให้กับศิษย์พี่ผู้นี้อยู่ไม่น้อย แต่ทว่า...ข่าวเรื่องการทำลายศิลาทดสอบ ของ ตันเหมา ได้โด่งดังเข้าไปถึงหมู่ศิษย์สายนอกภายในสำนัก ตัวของตงเหยียน แม้จะมีสถานะเป็นศิษย์พี่ แต่ก็ไม่อาจทำลาย ศิลาทดสอบ เช่นนั้นได้ จึงเผยให้เห็นถึงสายตาที่หวาดกลัวต่อตันเหมา อยู่ไม่น้อย...
เรือนอาศัยของ ศิษย์สายนอก เป็นเพียงเรือนไม้มิต่างกระท่อม โดยสองชายหนุ่มถูกจัดให้พักในเรือนที่ว่างเว้นหลังเดียวกันแต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับผู้ฝึกยุทธสามารถอดหลับอดนอนได้หลายวันหรืออาจจะหลายเดือนขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งมักไม่นิยมเสียเวลาในการฝึกฝนไปกับการหลับนอน จึงไม่ค่อยจะมีผู้ใดกลับมายังเรือนอาศัยที่ซอมซ่อแห่งนี้นัก...
แต่ เหยาซาน นั่นแตกต่างออกไป เพราะจำต้องแบ่งเวลาเพื่อสั่งสมตบะเพิ่มพูนพลังวิญญาณการพักผ่อนก็มิต่างการบำเพ็ญสมาธิสั่งสมตบะที่มิอาจขาดได้ ถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อจำเป็นก็ตามทีจึงค่อนข้างจะใส่ใจกับความปลอดภัยของตนเองยามเข้าฌาน...
จวบจนกระทั่ง ตันเหมา และ เหยาซาน ถูกพามาพบสองผู้อาวุโส เพียงใช้สายตามองดูยังรู้ได้ว่าสองคนนี้มีสถานะเหนือกว่าเหล่าอาจารย์ผู้สอนที่ทำการทดสอบ... สายตาของสองผู้ชรา ดูจะให้ความสนใจกับเหยาซาน และ ตันเหมา อย่างมาก เนื่องด้วยมีไม่บ่อยครั้งนักที่จะปรากฏศิษย์สายนอกชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินตั้งแต่แรกเริ่ม...
ตงเหยียน ประสานมือให้กับสองผู้อาวุโส ก่อนจะหันมองยังสองศิษย์ใหม่...
“ทั้งสองท่านนั่นก็คือ ผู้อาวุโสเถิง จากแผนกวรยุทธดั้งเดิม และผู้อาวุโสจาง จากแผนกวรยุทธประยุกต์ ที่นี่พวกเจ้าต้องเลือกแผนกแล้วว่าจะเข้าสังกัดแผนกใด... ทว่าอย่าได้ตื่นตระหนกไปนัก หากพวกเจ้าเข้าไปในแผนกใดแล้วเห็นว่าตนไม่อาจรู้แจ้งแตกฉานได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะย้ายแผนกได้อย่างอิสระตราบที่ยังเป็นศิษย์สายนอกเพื่อตอบสนองต่อความเหมาะสมในช่วงแรกของการฝึกยุทธที่ยังไม่รู้พรสวรรค์ของตนเองแน่ชัด...
หากแต่เมื่อใดที่พวกเจ้าได้เข้าเป็นศิษย์สายในจะไม่มีโอกาสย้ายแผนกได้อีก ดังนั้นหากไม่อยากเสียเวลาในการฝึกฝนที่รู้ว่าตนเองไม่มีความชำนาญสมควรเลือกให้ดีตั้งแต่ตอนนี้...”
ตันเหมา หันมองมายัง เหยาซาน พลางกระซิบแผ่วเบา...
“ศิษย์น้อง ข้าคิดไว้ในใจแล้ว ว่าจะเลือกแผนกวรยุทธประยุกต์เพราะข้าไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝน อย่างน้อยแผนกวรยุทธประยุกต์ ก็มีแตกย่อยเป็นการฝึกฝนสายปรุงโอสถอยู่ด้วยข้าน่าจะเหมาะกับสิ่งนั้นมากกว่า...
ตัวเจ้ามีพรสวรรค์อยู่แล้ว แผนกวรยุทธดั้งเดิมโดยพื้นฐานจะแข็งแกร่งกว่า แผนกวรยุทธประยุกต์ ทั้งยังมีแบบแผนฝึกฝนได้ราบรื่นไม่ยุ่งยากน่าจะเหมาะสมกับเจ้ามากกว่า...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มตอบรับ...
“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจแน่ชัด... ในเมื่อช่วงที่เป็นศิษย์สายนอกสามารถย้ายแผนกได้อย่างอิสระเช่นนั้นข้าขอเลือก แผนกวรยุทธประยุกต์ เช่นเดียวกับท่านก่อนก็แล้วกัน...”
ทั้งสองจึงประสานมือสุภาพ ขอเข้าร่วมแผนกของผู้อาวุโสจาง...
ในตอนนั้นเอง ที่ผู้อาวุโสเถิง กระแอมขึ้นเบา ๆ
“หากพวกเจ้าเปลี่ยนใจ สามารถย้ายมาแผนกวรยุทธดั้งเดิมของข้าได้ทุกเมื่อ...ชื่อเสียงของสำนักสายลมประจิม ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นจากแผนกวรยุทธดั้งเดิมทั้งสิ้น...ผู้มีความสามารถไม่ควรก้าวเดินในเส้นทางที่คับแคบ...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสจาง พลันถลึงตาแข็งขัน...
“ตาแก่เถิง... อย่าให้มันมากไปนัก!! แผนกเจ้าก่อตั้งมาก่อนเท่านั้นแต่อีกไม่นานความเจิดจรัสของแผนกวรยุทธประยุกต์จะต้องบังเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลั่วชิงเหอ จากแผนกของข้า กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอัจฉริยะผู้เยาว์คนใหม่ของทวีปนี้...”
ผู้อาวุโสจาง หัวเราะ หึหึ ในลำคอ...
“ถึงตอนนั้นเราค่อยมาดูกัน... ว่า ลั่วชิงเหอ จะสามารถขึ้นมาเทียบชั้นเจี่ยโย่วเทียน ศิษย์อันภาคภูมิใจของแผนกวรยุทธดั้งเดิมได้หรือไม่...”
การเขม่นกันของสองผู้อาวุโสเถิง และ ผู้อาวุโสจาง เกือบจะเป็นเรื่องสามัญในสำนักสายลมประจิมแห่งนี้ไปแล้ว...แม้ว่าต่อหน้าทั้งคู่คล้ายไม่ถูกกันนัก แต่หากรู้จักทั้งสองคนนี้ดี จะทราบว่าทั้งคู่เป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้วทั้งลับหลังก็ยังมักจะชื่นชมอีกฝ่ายอย่างลับ ๆ ให้คนอื่นได้ฟังอยู่เสมอ
สองผู้ชรานี้ ถือเป็นสองยอดฝีมือที่เรียกได้ว่าเป็นหัวหอกแห่งสำนักสายลมประจิมเลยก็ว่าได้...ตำแหน่งของ ผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง เป็นรองเพียงแค่สามชนชั้นผู้นำของสำนัก...หากมิใช่เพราะวันนี้ศิษย์สายนอกสองคนที่เข้ามา มีความสามารถสูง ทั้งคู่ก็คงส่งตัวแทนอาจารย์ในแผนกมาเท่านั้น...
“ศิษย์พี่ตัน... เจี่ยโย่วเทียน กับ ลั่วชิงเหอ ที่สองผู้อาวุโสกล่าวถึงคือใครงั้นหรือ?!” เหยาซาน เอ่ยกระซิบถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เจี่ยโย่วเทียน จากแผนกวรยุทธดั้งเดิม ปัจจุบันเป็นศิษย์หลักอันดับ1 ของสำนักสายลมประจิม และยังมีตำแหน่งเป็น 1 ใน 7 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปพยัคฆ์ขาวอีกด้วยพลังฝีมือเรียกได้ว่าเหนือกว่าเหล่าอาจารย์ฝึกสอนเสียอีก...
ส่วน ลั่วชิงเหอ จากแผนกวรยุทธประยุกต์ เป็นศิษย์หลักอันดับ 2 ของสำนักที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมาถึงจะอายุน้อยกว่า เจี่ยโย่วเทียน แต่ความเก่งอาจก็เข้าขั้นอัจฉริยะร้อยปี มีความแตกฉานในปราณธาตุถึง3 รูปแบบ จนถูกตั้งความหวังว่าอีกไม่นานคงจะขึ้นมาเป็นศิษย์หลักอันดับ 1 แทนที่ เจี่ยโย่วเทียนได้...
อีก 4 เดือนข้างหน้าจะมีการประลองใหญ่ของเหล่าผู้เยาว์ ในพระราชวังไป๋หู่...ทั้งสองล้วนถูกทาบทามเป็นตัวแทนของสำนักไปแล้ว ทำให้ ลั่วชิงเหอ มีโอกาสขึ้นเป็นอัจฉริยะผู้เยาว์อีกคนของทวีปนี้ได้หากแสดงความสามารถเพียงพอออกมาในการประลอง...” ตันเหมา อธิบายราวกับอ่านลายฝ่ามือตนเองข้อมูลหนาแน่นไม่ติดขัด
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็พลันพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรนักในการที่จะปรากฏอัจฉริยะในสำนักใหญ่แห่งนี้หากไม่มีคงรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า... ทั้ง เหยาซาน ยังเคยเผชิญหน้ากับ 2อัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่าง เกาทงหลิน และ องค์รัชทายาท ลำดับที่ 9 มาก่อนหน้านี้แล้วถึงแม้พลังการต่อสู้ของตนในปัจจุบันจะยังด้อยกว่าแต่ก็ไม่ห่างชั้นถึงขั้นไร้โอกาสชนะ...
เหยาซาน และ ตันเหมา ติดตามผู้อาวุโสจางไปยังประตูขวา ซึ่งมาทราบภายหลังว่าทั้ง2 แผนกแบ่งอาณาเขตกันชัดเจน ขุนเขาลูกที่ 1 และ 2 เป็นของแผนกวรยุทธดั้งเดิมส่วนขุนเขาลูกที่ 3 และ 4 เป็นของแผนกวรยุทธประยุกต์ หากแต่บริเวณทะเลสาบรวมถึงชายฝั่งโดยรอบ ยังเป็นพื้นที่พิพาทไม่มีการแบ่งแผนกชัดเจน จนมักมีการปะทะอยู่บ่อยครั้งระหว่างหมู่ศิษย์
ศิษย์สายนอก จะได้รับอนุญาตให้อยู่เพียงแค่ช่วงตีนเขาจนไปถึงกลางขุนเขาเท่านั้น พื้นที่ในส่วนของยอดเขา ทั้ง 4 ขุนเขาถือว่าเป็นพื้นที่ของศิษย์สายใน นับเป็นการแบ่งแยกชนชั้นที่ชัดเจนส่วนทางด้านศิษย์หลักโดยมากจะอยู่เขตสำนักในเมืองหลวงหรือไม่ก็ออกไปทำภารกิจนอกสำนักเป็นหลัก แต่ก็ยังปรากฏแวะเวียนมาที่ 4 ขุนเขาอยู่เป็นนิจเพราะบรรยากาศทามกลางธรรมชาติ ย่อมเหมาะสำหรับฝึกฝนมากกว่าในเมืองหลวง…
ผู้อาวุโสจาง นำพาทั้งสองมายังตำหนักใหญ่ที่อยู่ระหว่างขุนเขาลูกที่3 และ 4
“พวกเจ้าต้องเลือกศึกษาปราณธาตุจากพรสวรรค์ เพื่อให้ง่ายต่อการรู้แจ้ง...ทว่าน้อยคนนักที่จะทราบว่าตนมีพรสวรรค์ทิศทางใด จึงจำเป็นต้องมี [ตำหนักชี้ทาง] เพื่อมิให้พวกเจ้าต้องเสียเวลาไปกับการแยกแยะ...จากนั้นพวกเจ้าจะต้องไปยัง หอธาตุ ประเภทนั้น ๆ อีกทอดหนึ่ง และเลือกหนึ่งเคล็ดวิชาสำหรับฝึกฝน...”
เหยาซาน และ ตันเหมา หันมองกันเล็กน้อย รู้สึกถึงความตื่นเต้น...
“ผู้อาวุโสจาง ไม่ทราบว่าที่นี่มี หอธาตุ อย่างครบถ้วนเลยงั้นหรือ?! ได้ยินว่าปราณธาตุนั้นมีหลายหลากมิต่างลายนิ้วมือ ทอดยาวเป็นเส้นทางนับสิบสายแตกแขนง...”เหยาซาน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ชายชราเผยรอยยิ้มขึ้น...
“แน่นอนว่าไม่... สำนักของเรามีหอธาตุเพียง 8 หอหลักเท่านั้น หออัคคีหอวารี หอปฐพี หอวายุ หออัสนี หอเหมันต์ หอโลหะ และ หอพฤกษา...หากปรากฏธาตุแปลกประหลาดขึ้นจาก 8 หอข้างต้น ก็อาจไม่มีหอธาตุเฉพาะเจาะจง แต่ยังสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญในสายปราณธาตุสัมพันธ์ช่วยชี้แนะได้
พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปนัก เนื่องด้วยผู้ฝึกยุทธกว่า 99 ใน 100 คนจะมี 8 ธาตุนี้ครอบคลุมเป็นหลัก มีน้อยยิ่งนักที่จะแตกแยกเป็นธาตุแปลกประหลาดไปจาก8 ธาตุนี้”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มรับ...
“เช่นนั้นแปลว่าหาก ตำหนักชี้ทาง บ่งชี้พรสวรรค์ส่วนใด...พวกเราก็จำต้องเลือกฝึกฝนตามการชี้นำงั้นหรือ?!”
ผู้อาวุโสจาง ส่ายศีรษะเบา ๆ
“ไม่จำเป็น... การชี้ทางเป็นเพียงการบ่งบอกเส้นทางที่เหมาะสมหากแต่สุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับผู้ฝึกฝน ข้าอยู่ที่นี่มานานเคยเห็นผู้ที่แตกฉานในปราณธาตุที่ตนเองไร้พรสวรรค์ก็มีไม่น้อยทุกอย่างล้วนอยู่ที่ความมุ่งมั่นในการฝึกฝน...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นพลันในฮึกเหิมขึ้น...
ด้านใน ตำหนักชี้ทาง มีอาจารย์ฝึกสอนผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าผลึกแก้วทรงกลม ที่เต็มไปด้วยอักขระหลากกำกับรายล้อม...สิ่งนั้นถูกเรียกว่า ผนึกชี้ทาง เมื่อส่งพลังลมปราณเข้าไป มันจะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนไปยังเส้นทางที่เหมาะสมบ่งบอกพรสวรรค์ของคนผู้นั้นว่าเป็นธาตุใด...
อาจารย์ผู้ที่เฝ้าผนึกชี้ทาง เมื่อพบเจอ ผู้อาวุโสจาง ก็พลันตกใจเล็กน้อยก่อนจะลุกยืนประสานมือสุภาพ...
“คารวะท่านผู้อาวุโส... ไม่คิดว่าผู้อาวุโส จะนำพาศิษย์ใหม่มาด้วยตนเองเช่นนี้...”
ผู้อาวุโสจางแย้มยิ้มชรา...
“ข้ากำลังว่าง ๆ อยู่พอดี ได้ยินว่าปรากฏศิษย์ใหม่มากพรสวรรค์สองคนจึงออกไปรับด้วยตนเอง ไม่ได้มีความหมายอันใดมากไปกว่านั้น... เชิญอาจารย์ถูทำหน้าที่ของท่านได้เลย ข้าอยากรู้เช่นกันว่าศิษย์ใหม่สองคนนี้จะมีพรสวรรค์ตามที่ล่ำลือหรือไม่...”
อาจารย์ถู ก้มคำนับคราหนึ่ง ก่อนจะเพ่งมองมายังสองศิษย์ ชี้ตรงมายังตันเหมา...
“เจ้า... มายืนตรงนี้”
ตันเหมา ดูจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เข้าไปยืนเบื้องหน้า ผนึกชี้ทาง...
“วางมือ และส่งพลังลมปราณเข้าไป... มากเท่าไหร่ยิ่งดีเพื่อที่จะได้ปรากฏชัดเจน...”
ตันเหมา พยักหน้าตอบรับ ถูมือไปบนอาภรณ์เช็ดเหงื่อที่อาบท่วมฝ่ามือก่อนจะค่อย ๆ ทาบมือแผ่วเบาไปบนผนึก รีดเค้นพลังลมปราณทั้งหมดลงไปใน ผนึกชี้ทางก่อเกิดเส้นลมปราณสายหนึ่งหมุนวนอยู่ภายในผนึก ทุกคนล้วนเพ่งมองจดจ่อ...
จวบจนกระทั่ง อักษรอักขระตัวหนึ่งเปล่งแสงอ่อน ๆ ออกมา...
“ปราณธาตุพฤกษา...”
ตันเหมา ถอนหายใจหนักหน่วง ลึก ๆ ก็ค่อนข้างเป็นที่พอใจ เพราะปราณธาตุที่เหมาะสมกับสายปรุงโอสถที่มันคาดหวังไว้นั้นเหมาะสมกับผู้ใช้ปราณธาตุไฟ และ ปราณธาตุพฤกษา มากที่สุด...
“ต่อไปก็ถึงตาเจ้าแล้ว...” อาจารย์ถู ชี้ตรงมายัง เหยาซาน
เด็กหนุ่ม ก้าวเดินเนืองช้าตรงมายัง ผนึกชี้ทาง...
.......................................................