ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 83 วางแผนและเตรียมความพร้อม

    “บรรพจารย์มอบให้ผม?”

            ผมอึ้งไปครู่หนึ่งตั้งแต่เมื่อไรกันที่บรรพจารย์มอบแส้ให้ผม

            ด้วยความสงสัยผมเดินเข้าไปใกล้

            แต่เมื่อมองดูชัดๆก็พบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่โซ่เหล็กสีขาว แต่มันคือกระดูกสีขาวที่เชื่อมต่อกันเป็นท่อนๆ

            หากพูดให้ถูกมันคือกระดูกของงูที่ถูกเจียเป็นสามเหลี่ยมในแต่ละข้อ

            อาจารย์ได้นำมันมาร้อยเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแส้กระดูกสีขาว

            ผมนึกถึงซากงูที่หายไปจากแท่นบูชาก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ ท่านเอากระดูกงูตัวนั้นมาทำเป็นแส้นี้หรือครับ”

            อาจารย์พยักหน้า “ใช่ นายเห็นมันเป็นสิ่งแรกแสดงว่ามีวาสนากับมัน สิ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้ได้ก็คือกระดูกงูนี่แหละ แส้กระดูกงูนี้เข้าคู่กับกระบี่กระดูกปลาในมือนายพอดีถือเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบ ลองสะบัดมันดูสิ”

            อาจารย์พูดจบก็ส่งแส้กระดูกงูให้ผม

            ผมหยิบมันขึ้นมากระดูกกระทบกันเกิดเสียง “กรอบแกรบ” ดังกังวาน

            แส้ยาวกว่าสองเมตรเมื่อสะบัดไปมา ช่างดูแปลกตาและน่าเกรงขาม

            ที่ปลายแส้ยังมีอักขระจารึกไว้คล้ายกับที่สลักบนกระบี่กระดูกปลา

            ผมลองแกว่งมันเบาๆ

            “เพียะ!”

            เสียงแส้กระแทกอากาศดังก้องรุนแรงยิ่งกว่าที่ผมคาดคิด

            อาจารย์พยักหน้า “ดูดีใช้ได้ คืนนี้นายเอาแส้กระดูกงูติดตัวไปด้วย ขึ้นรถเมื่อไหร่ถ้าใครไม่ยอมเชื่อฟัง ก็ฟาดไปสักป๊าบ ทำยังไงก็ได้ให้มาถึงท่าเรือที่เหลือฉันเป็นคนจัดการเอง แบบนี้จะได้ช่วยฟื้นฟูปราณต้นกำเนิดที่นายสูญเสียไปจากการเขียนยันต์เมื่อคืนด้วย”

            เวลาสามวันได้ผ่านไปแล้วคืนนี้คือเวลาที่ต้องจัดการกับรถบัสสาย ‘330’

            ผมพยักหน้ารับทันที “ไม่มีปัญหาครับอาจารย์แต่ผมขึ้นไปแล้วต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหม ท่านยังไม่ได้บอกผมเลย”

            อาจารย์เคยบอกว่าจะส่งรายละเอียดให้ทางแชตแต่สุดท้ายเขาก็เอาแต่ตกปลา

            วันต่อมาก็ไปศาลหลักเมืองร้างแล้วเมื่อคืนยังมัวแต่สอนผมหายใจกับเขียนยันต์

            เรื่องนี้เลยถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ

            เมื่อได้ฟังคำถามของผมอาจารย์พยักหน้าแล้วชี้ไปที่อาหารเช้าบนโต๊ะ เป็นเชิงบอกให้ผมกินก่อน

            จากนั้นเขาจุดบุหรี่สูบไปพลาง มองผมกินไปพลาง แล้วค่อยๆ พูดว่า “รถบัสสาย ‘330’ นั้นมีคนเสียชีวิตทั้งหมดสิบสองคน ตอนที่รถจมอยู่ในน้ำ พวกเขาแช่อยู่หลายวันจนเกิดแรงอาฆาตสั่งสม บวกกับที่อ่างเก็บน้ำนั้นมีฮวงจุ้ยที่แย่ ทำให้พลังงานยิ่งรุนแรงขนาดฉันจะจัดการดวงวิญญาณเหล่านั้นโดยตรงยังลำบาก เลยต้องใช้รูปปั้นหินสิบสองตัวสะกดไว้เบื้องล่าง”

            อาจารย์พ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วพูดต่อ “ตอนนี้ผ่านไปสิบสองปีแล้ว พลังอาฆาตของพวกมันก็น่าจะลดลงไปมาก แต่ปัญหาคือ พวกมันยังไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว เลยยังคงวิ่งรถวนเวียนไปตามเส้นทางเดิมซ้ำๆ บางครั้งก็ดึงพวกโชคร้ายลงไปด้วย”

            อาจารย์สูบบุหรี่อีกฟอดก่อนพูดต่อ “คืนนี้หลังนายขึ้นรถไปก็ทำตามที่ฉันบอกทำยังไงก็ได้ให้คนขับพาไปยังท่าเรือ ถ้าทำได้เรื่องที่เหลือฉันจัดการเอง”

            ผมพยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังถามเพิ่ม “อาจารย์ ถ้าพวกมันไม่ยอมทำตาม ผมต้องใช้กำลังหรือเปล่า”

            อาจารย์ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “แน่นอนพวกนี้เป็นวิญญาณอาฆาต แม้ผ่านไปสิบสองปี พลังอาฆาตลดลงไปมากแต่พวกมันก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองตายแล้ว เพราะงั้นนายต้องทำให้พวกมันจำให้ได้ว่าพวกมันตายไปแล้ว 

            “ถ้าพวกมันต่อต้านนายก็ลองพูดเกลี้ยกล่อมดู แต่ถ้าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ ก็ใช้กระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูสั่งสอนพวกมันเสียหน่อย แน่นอนว่าอาจมีบางตนที่ถูกพลังอาฆาตครอบงำดวงตามันจะเป็นสีขาวขุ่น แต่ผ่านมาสิบสองปีแล้วพลังของมันน่าจะอ่อนลงมาก หากเจอก็ใช้ยันต์ที่นายเขียนเมื่อคืนนั่นแหละ จำไว้นะ ถ้าเจอพวกมัน อย่าพูดพร่ำให้มากความ ฆ่าได้ก็ฆ่าเลย”

            ผมพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามเพิ่ม “อาจารย์ แล้วการใช้ยันต์ต้องท่องคาถาอะไรไหมครับ ท่านยังไม่ได้สอนเลย”

            อาจารย์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

            “ยันต์สะกดวิญญาณธรรมดาพวกนี้ไม่ต้องมีคาถาหรอก แค่ทำตามที่ฉันสอนแล้วลงมือให้เร็ว จบงานให้ไวเป็นพอ การปราบวิญญาณน่ะพูดง่ายๆ คือใครโหดกว่า คนนั้นชนะ ถ้าจัดการไม่ได้ก็แปลว่ายังดุไม่พอ”

            ผมฟังแล้วก็เข้าใจนี่มันก็แค่ใช้ความรุนแรงเข้าสู้

            “เข้าใจแล้วอาจารย์งั้นวันนี้ผมจะเตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้ลุยเลย”

            อาจารย์พยักหน้าก่อนจะอธิบายอีกครั้งเกี่ยวกับวิธีขึ้นและลงจากรถบัสในคืนนี้

            ก่อนจะกำชับว่าถ้าทุกอย่างผิดพลาดไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริงๆ ให้ใช้ยันต์ทำลายหน้าต่างรถ แล้วกระโดดออกมาให้เร็วที่สุด

            ท้ายที่สุดก่อนผมจะออกไปเตรียมตัวอาจารย์พูดขึ้นด้วยเสียงจริงจัง “เสี่ยวเจียง รถบัสสาย ‘330’ วิ่งมาสิบสองปีเต็ม คืนนี้เป็นครั้งแรกที่นายต้องจัดการเรื่องโลกวิญญาณ จะส่งพวกมันไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายแล้ว”

            ผมตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่น “อาจารย์วางใจเถอะผมจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”

            เรื่องส่งดวงวิญญาณบนรถบัสไปเกิดใหม่เป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสั่งสมบุญกุศลเพื่อสะกดข่มดวงชะตาของผมเอง

            ถ้าทำสำเร็จด้วยดวงชะตาพิเศษของผม ปราณต้นกำเนิดจะได้รับการฟื้นฟู

            อาจารย์ได้ยินคำตอบของผมก็พยักหน้า “อืม” หนึ่งครั้ง ก่อนจะบอกว่าเขาจะไปคอยที่ท่าเรือ

            ผมกินอาหารเช้าให้เรียบร้อยแล้วตอนเย็นค่อยไปทำตามแผนที่อาจารย์วางไว้

            จากนั้นอาจารย์ก็เก็บอุปกรณ์ตกปลาและออกไปที่ท่าเรือเพื่อหาปลา

            ก่อนไปเขาบอกให้ผมเตรียมตัวเองให้พร้อม และช่วยดูแลร้านแทนเขา เมื่อถึงเวลาออกเดินทางแค่ส่งข้อความไปบอกเขาก็พอ

            หลังจากอาจารย์ออกไปแล้วร้านขายอุปกรณ์ตกปลาก็เหลือแค่ผมคนเดียว

            ผมหาแผ่นกระดาษสีเหลืองมาสองสามแผ่นแล้วลองพับให้เป็นรูปรถบัส แม้ฝีมือจะไม่ดีนักแต่มองดูแล้วมันก็ดูคล้ายรถบัสอยู่พอสมควร

            ผมเขียนหมายเลขทะเบียน‘JK7231’ ลงไปบนตัวรถ

            จากนั้นบนกระดาษอีกแผ่นหนึ่งผมเขียนวันเดือนปีเกิดของตัวเองลงไป เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะสามารถขึ้นรถได้ตรงเวลา

            จากนั้นผมก็ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในร้าน

            ระหว่างนั้นมีลูกค้าบางคนเข้ามาซื้ออุปกรณ์ตกปลาผมจึงได้ลองเป็นพนักงานขายของอยู่ครู่หนึ่ง

            เมื่อถึงช่วงเย็นผมปิดร้านและออกเดินทาง

            ก่อนจะไปยังจุดขึ้นรถผมโทรหาพี่เฉา เพราะผมรับปากไว้ว่าจะช่วยให้เขาได้พบภรรยาและลูกที่จากไปในรอบสิบสองปี

            สายถูกรับอย่างรวดเร็ว

            พี่เฉาพูดด้วยเสียงสั่นเครือแสดงความตื่นเต้นสุดขีด เขาบอกว่าเตรียมตัวพร้อมแล้ว และถามว่าจะให้ไปพบที่ไหน

            ผมจึงบอกเขาว่าคืนนี้ให้ไปคอยที่ท่าเรืออวี๋จุ่ย

            พี่เฉาพยักหน้ารับและกล่าวขอบคุณผมซ้ำๆ

            หลังจากวางสายผมก็ขึ้นรถกลับไปที่มหาวิทยาลัย

            ระหว่างทางผมเปิดแผนที่ ตรวจสอบเส้นทางของรถบัสสาย ‘330’อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจุดที่ผมต้องขึ้นรถคือที่ไหนและเมื่อขึ้นไปแล้วควรจะทำอะไรต่อ

            เมื่อถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงหกโมงเย็นพอดี

            ผมไม่ได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยทันทีแต่เดินไปหาลุงอวี๋ก่อน

            ลุงอวี๋เคยบอกให้ผมมารับ‘อาหารคนตาย’จากเขาในช่วงบ่ายของวันนี้เพื่อใช้ป้องกันตัว

            ผมเห็นแผงขายหมึกย่างของลุงอวี๋จากไกลๆ

            วันนี้ดูเหมือนเขาจะขายดีมีลูกค้าเข้าแถวยืนรอหลายคน

            “ลุงอวี๋”ผมเดินเข้าไปใกล้พร้อมเรียกชื่อเขา

            ลุงอวี๋กำลังยุ่งอยู่กับลูกค้าแต่เมื่อเห็นผมมา เขาก็หยุดมือทันที

            “เสี่ยวเจียงรอสักครู่” พูดจบเขาก็ก้มตัวลงไปค้นบางอย่างจากกล่องใต้รถสามล้อ

            ไม่นานเขาหยิบถุงผ้าหนึ่งใบขึ้นมาแล้วยื่นให้ผม “เสี่ยวเจียง ในนี้มีพริกป่น แต่มันไม่ใช่พริกป่นธรรมดา เอาไว้ใช้ป้องกันตัวเวลาคับขันให้โยนใส่ตาเป้าหมาย”

            เพราะมีลูกค้าอยู่รอบๆลุงอวี๋จึงไม่พูดอะไรชัดเจนนัก แต่ผมเข้าใจได้ในทันที

            ผมพยักหน้ารับถุงผ้ามาเก็บไว้อย่างดี

            “ขอบคุณลุงอวี๋งั้นผมกลับไปที่มหาวิทยาลัยก่อนนะ”

            ลุงอวี๋พยักหน้าพร้อมเตือนผมอีกครั้ง “คืนนี้ระวังตัวด้วย อย่าประมาท”

            “ไม่ต้องห่วงลุงอวี๋”ผมตอบรับ ก่อนเดินออกจากแผงหมึกย่าง

            ระหว่างทางผมเปิดถุงดูข้างใน

            แม้ว่ามันจะถูกเรียกว่าพริกป่นแต่กลับไม่มีกลิ่นเผ็ดฉุนเลยสักนิด

            เนื้อสัมผัสของมันเหมือนเถ้าพริกแถมยังมีเม็ดทรายและเศษพืชปะปนอยู่

            แต่ผมรู้ดีว่าลุงอวี๋ไม่เคยทำอะไรเล่นๆ

            เขาเชี่ยวชาญเรื่องอาหารสำหรับโลกวิญญาณ

            สิ่งที่เขาให้มานั้นต้องมีประโยชน์แน่นอน

            เมื่อกลับมาถึงหอพักผมเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมาะสมสำหรับคืนนี้

            จากนั้นก็นั่งลงวางแผนและทบทวนแผนการสำหรับภารกิจคืนนี้อย่างละเอียด

            ก่อนจะงีบพักเติมพลังเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการหลังไฟดับ...


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน