Sir&Maid แจ๋วอารมณ์ร้ายกับคุณชายขี้วีน

    ตอนที่ 8

            คนสองวัยเดินหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานกับคำพูดที่ได้บอกกับคุณชายขี้วีน ขณะที่คุณชายก็ได้แต่เดินตามคนทั้งสองด้วยอาการเคืองๆ

             

             

            อาหารมื้อเช้าผ่านไปได้ด้วยดีกับความอร่อยในแต่ละจาน ทำให้พ่อบ้านหนุ่มรู้สึกเจริญอาหารอยู่เพียงคนเดียวในห้องครัว นับเป็๞ความโชคดีของเขาแท้ๆ ที่ได้ลิ้มรสชาติอาหารแสนอร่อยจากฝีมือการปรุงโดยแม่นมประจำบ้านคุณชายไมล์ แต่รสชาติอาหารที่เขาได้ลิ้มลองทำให้เขาคิดถึงฝีมือการปรุงอาหารจากคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตของเขา นั่นคือท่านแม่...

            "อร่อยไหมจ๊ะลูก แม่เห็นเราตั้งหน้าตั้งตากินนานแล้ว"

            "ฝีมือการทำอาหารของท่านแม่อร่อยไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ลูกดีใจเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็๞ลูกของท่านแม่" 

            เด็กน้อยหน้าตาใสซื่ออยู่ในชุดนอนกอดมารดาที่ยืนอยู่ด้านข้างเก้าอี้ทานอาหารอย่างน่ารัก นับเป็๲ภาพที่เกิดขึ้นเป็๲ประจำระหว่างบุคคลสองแม่ลูก

            "ถ้าแม่ทำอร่อยต้องกินเยอะๆ นะรู้ไหม จะได้โตเร็วๆ" 

            ผู้เป็๲มารดากล่าวกับบุตรชายด้วยความอ่อนโยนก่อน ยกมือขึ้นลูบศีรษะอย่างเอ็นดูในความน่ารัก

            "ครับท่านแม่ ลูกจะกินข้าวเยอะๆ จะได้โตเร็วๆ จะได้ดูแลท่านแม่ครับ"

            "เก่งมากลูก แม่ภูมิใจในตัวลูกนะจ๊ะ" 

            ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันอย่างมีความสุขนั้น มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร 

            "ท่านหญิงครับ ตอนนี้รถยนต์พร้อมแล้วครับ" 

            สองแม่ลูกหันไปมองทางต้นเสียง 

            "ขอบใจนะ เราเองก็พร้อมแล้ว"

            "ท่านแม่จะไปไหนหรอครับ"

            "แม่ต้องไปทำธุระที่ต่างประเทศน่ะลูกประมาณ 4-5 วันคงกลับ ลูกรอแม่อยู่ที่นี่นะ"

            "ครับท่านแม่ ท่านแม่ต้องกลับมาจริงๆ นะครับ" เด็กน้อยมีแววตาเป็๞กังวลอย่างเห็นได้ชัด 

            "ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะลูก ต้องกลับมาสิจ๊ะ แม่มีลูกอยู่คนเดียว จะไม่ให้แม่กลับมาหาลูก แล้วจะให้แม่ไปอยู่ที่ไหน หืม...คนเก่ง แม่ต้องไปแล้วนะ ลูกเองก็ขึ้นห้องนอน ก่อนนอนก็อย่าลืมแปรงฟันให้สะอาดรู้ไหมจ๊ะและต้องเป็๲เด็กดีไม่ดื้อไม่ซนนะจ๊ะ"

            "ครับ ลูกจะเป็๞เด็กดีไม่ดื้อไม่ซนตามที่ท่านแม่สั่ง"

            "ม่ะ มาให้แม่หอมแก้มหน่อยเร็ว" 

            เด็กน้อยลงจากเก้าอี้ วิ่งไปหาผู้เป็๞มารดาแล้วสวมกอดอย่างอบอุ่นก่อนแม่จะหอมที่แก้มของเด็กน้อยทีละข้างอย่างน่าเอ็นดู มารดาของปาร์วีนได้เดินจากไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน 

             

            เวลาผ่านไปเข้าสู่วันที่ 3 ที่ท่านแม่ไปทำธุระยังต่างประเทศ เด็กน้อยเฝ้ารอการกลับมาของมารดาอย่างใจจดจ่อที่หน้าประตูบ้านแบบทุกวัน จนกระทั่ง…

            "นี่มายืนเกะกะอะไรที่หน้าประตูมิทราบ ที่อื่นไม่มีวิ่งเล่นแล้วใช่ไหม แล้วเมื่อไหร่จะออกไปจากวังสักที ไหนๆ แม่ของแกก็ได้ตายไปแล้ว" 

            หญิงวัยกลางคนในชุดสีแดงเพลิง ทาปากแดงยืนเท้าสะเอวชี้หน้าด่าเด็กน้อยไร้เดียงสาอย่างจงใจ 

            "ผมยืนรอท่านแม่ครับ ทำไมท่านน้าต้องว่าผม ต้องว่าท่านแม่ด้วย ท่านแม่ของผมไปทำธุระต่างประเทศอีก 2 วันก็กลับ"

            "ฝันไปเถอะจ้ะ แม่ของแกเครื่องบินตกตายไป 2 วันที่แล้ว ไม่มีใครบอกแกหรอ"

            "ท่านแม่ผมไปทำธุระ ท่านแม่ไม่ได้ตายอีก 2 วันท่านแม่ก็กลับมา ท่านน้าอย่าพูดแบบนี้นะ" เด็กน้อยพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ตาเริ่มแดงคล้ายคนจะร้องไห้ 

            "หยุดนะคะท่านหญิง ท่านหญิงจะมาพูดแบบนี้กับท่านชายไม่ได้นะคะ หัดมีความเกรงใจบ้างไม่เห็นแก่ท่านชาย ก็เห็นแก่ผู้จากไปบ้างเถอะค่ะ หยุดทำร้ายจิตใจของท่านชายสักที" 

            หญิงชรากล่าวกับท่านหญิงของตนด้วยน้ำตานองหน้าในชุดสีดำ ทำให้หญิงวัยกลางคนในชุดสีแดงมีสีหน้าตื่นตระหนกและ๻๠ใ๽กับสิ่งที่ตนได้ยิน แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก เพราะด้วยความกลัวในน้ำเสียงทรงอำนาจของหญิงชรา 

            "แม่นม แม่นมกำลังพูดถึงอะไรเราไม่เข้าใจ ท่านแม่มาบอกว่าท่านแม่ไปทำธุระ" เด็กน้อยที่มีสีหน้าครุ่นคิดกับคำพูดของผู้ใหญ่ทั้งสอง 

            "ท่านชายคะมาหานมค่ะ" เด็กน้อยวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของแม่นม

            "ท่านชายคะ ฟังนมนะ ตอนนี้ท่านชายยังเด็กนักวันหนึ่งที่ท่านชายเจริญวัยกว่านี้ นมจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังนะคะ เชื่อนมนะ แต่ก่อนอื่นเดี๋ยวเราสองคนขึ้นไปเก็บของกันเถอะนะคะ"

            "เก็บทำไมล่ะครับแม่นม บอกเราเลยก็ได้ ผมโตแล้วพอจะรับรู้ทุกอย่างได้นะแม่นม" เด็กน้อยพูดอย่างมุ่งมั่นจนทำให้หญิงชราต้องหลั่งน้ำตามากขึ้นเป็๲ทวีคูณ

            "ท่านชายคะ ตอนนี้ท่านหญิงได้เสียชีวิตลงแล้วจากเหตุเครื่องบินตกเมื่อ 2 วันก่อนค่ะ"

            "แม่นม พูดอะไรเราไม่เชื่อ ท่านแม่บอกกับเราว่าจะกลับมาหาเรา"

            "ท่านชายนี่คือเ๹ื่๪๫จริงค่ะ ท่านหญิงเสียชีวิตแล้วจริงๆ ค่ะ" 

            สิ้นเสียงคำยืนยันจากหญิงชรา เด็กน้อยไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีปฏิกิริยาเสียใจแต่อย่างใด จนทำให้หญิงสูงวัยกว่าทั้งสองเกิดความสงสัย

            "หากสิ่งที่แม่นมเล่าเป็๞เ๹ื่๪๫จริงเราจะไม่เสียใจ เราจะไม่ร้องไห้ เพราะท่านแม่เคยสอนเราว่า 'ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีเกิด ก็ย่อมมีตายเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดา ไม่มีใครฝืนชะตาได้' เราต้องเข้มแข็ง ต้องอยู่ให้ได้ ถึงแม้เราจะไม่มีท่านแม่แล้ว แต่เราก็ยังมีแม่นมที่คอยมอบความรักและความหวังดีกับเรามาตลอด" 

            คำกล่าวของเด็กน้อยทำให้แม่นมและท่านน้าเกิดความแปลกใจกับเด็กน้อยวัยเพียง 7 ปี แต่กลับมีความเข้าใจในความรู้สึกของการสูญเสียได้เป็๲อย่างดี นับจากวันนั้นท่านชายต้องย้ายออกจากวังแห่งนั้นไปอยู่กับแม่นมที่บ้านเกิดทางภาคเหนือจนอายุได้ 15 ปี จึงขออนุญาตแม่นมลงมาทำงานเพื่อหารายได้ส่วนตัวที่กรุงเทพ๻ั้๹แ๻่นั้นมา ถ้าเมื่อไรอายุครบ 20 ปี เขาต้องกลับไปดำรงตำแหน่งท่านชาย ณ วังพงศ์เจริญทันทีตามพินัยกรรมที่มารดาระบุไว้