Pioneer Era

    ตอนที่ 141 วันที่ 31 เอนมูว์ทัวร์ [บทที่ 14 จุดจบของการบุกเบิก]

    [บทที่ 14 จุดจบของการบุกเบิก]

    ตอนที่ 141 วันที่ 31 เอนมูว์ทัวร์



    ณ รุ่งสางของวันที่ 31 เอนมูว์ทัวร์

    ***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]

    “... ผ่านมาหนึ่งคืนแล้วหรือ”

    ผมพูดกับตัวเองจากที่นั่งซึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุดของค่ายทหาร

    สถานการณ์ปัจจุบัน คือกำลังนั่งเฝ้าดูกองกำลังจำนวนหลายล้านคนด้วยความปวดหัว

    กองทหารเดินเท้ากำลังเริ่มทยอยมาถึงแนวหน้าของสนามรบ และเริ่มถางป่าตั้งค่ายกันอย่างไม่คิดหยุดพัก

    เสียงตัดไม้ เสียงตีอาวุธ เสียงกระทบของชุดเกราะกับอาวุธดังอื้ออึงไปทั่วตลอดเวลาตั้งแต่ยามราตรีจนถึงพระอรุณเบิกฟ้า



    พื้นที่โล่งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเต็นท์ผ้าใบสีเขียวสลับขาวได้ถูกเนรมิตขึ้นมาภายในชั่วข้ามคืน

    รั้วไม้ถูกตั้งสูงล้อมปิดค่ายเป็นจำนวนหลายสิบชั้น มีหอคอยเฝ้าระวังสูงสิบเมตรผุดขึ้นทุกระยะที่ดวงตามองเห็น

    หลังแนวรั้วไม้ที่แข็งแกร่ง คือเครื่องยิงหินกับบาลิสต้าขนาดใหญ่อันแข็งแกร่งที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

    ถัดมาคือกรงขังของอสรพิษสงครามจำนวนมากที่หิวโหย และพร้อมที่จะแยกเขี้ยวเข้าใส่ทุกชีวิตอย่างบ้าคลั่ง

    กลิ่นไม้ กลิ่นโลหะ กลิ่นไหม้ กลิ่นสาบร่างกายของนักรบที่ไม่ผ่านการอาบน้ำ ใช่... มันคือ [กลิ่นของสนามรบ]



    ท่ามกลางค่ายทหารที่น่าเกรงขามนี้ มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ปรากฏอย่างโดดเด่นอยู่ ณ ใจกลาง

    มันคือแท่นหินที่ถูกก่อตัวขึ้นสูงมากกว่ายี่สิบเมตรในรูปทรงของพีระมิด พร้อมกับตั้งเสาโอเบลิสก์เอาไว้ที่สี่มุมของฐาน

    เสาโอเบลิสแต่ละต้นถูกสลักด้วยภาพวาดของอาหารอันอุดมสมบูรณ์ ภาพของทหารถืออาวุธที่เกรียงไกร และภาพของหอคอยเทพเจ้าโนอาร์ ณ บนยอดสุดของเสาเหล่านั้น

    ที่ปลายของฐานทั้งสี่มุม คือบันไดหินที่ทอดตัวสูงขึ้นไปราวกับจะไปให้ถึงสรวงสวรรค์

    ข้างบนนั้นมีอะไรอยู่กันหรือ?

    เหตุใดถึงต้องสร้างสิ่งที่คล้ายกับแท่นบูชาของเทพเจ้าขึ้น ณ ใจกลางสนามรบด้วย?



    สิ่งที่อยู่ข้างบนยอดสุดของพีระมิดนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากที่พำนักของเทพเจ้า

    มันเป็นบ้านหินที่ถูกก่อขึ้นด้วยนายช่างชั้นนำของเผ่า ถูกแกะสลักลวยลายอย่างวิจิตรปราณีตด้วยฝีมือของศิลปินอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์สัตว์

    เครื่องเรือนจำนวนมากถูกนำมาถวายจัดวาง บัลลังก์ไม้หุ้มทองคำถูกตั้งบนพรมทอมือสีแดง พร้อมกับเหล่าสาวใช้ที่มากด้วยรูปโฉมอีกเป็นจำนวนมากยืนคอยรับใช้อยู่ทุกมุมของที่พำนักแห่งนี้

    และผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำไม้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวผมเอง

    [ไพไรต์] บุรุษผู้ถูกเลือกโดยเทพเจ้าโนอาร์

    ที่นั่งข้างบัลลังก์ฝั่งขวาคือเก้าอี้ของราชินี สตรีผู้ถูกเลือกโดยบุรุษผู้ถูกเลือก [โทแพซ]

    ส่วนที่นั่งฝั่งซ้ายคือเก้าอี้ของราชินีอีกคน ร่างอวตารของเทพเจ้า [โนอาร์]



    “... โทแพช”

    ผมหันไปมองโทแพซที่กำลังนอนหลับอย่างไร้เดียงสาอยู่บนเก้าอี้ไม้หุ้มทองคำ

    สาเหตุที่กลายสภาพมาเป็นเช่นนี้ มันเป็นเพราะผมเล่นใหญ่จนเกินเหตุมากไปหน่อยจากสงครามเมื่อวาน

    เพราะมัน เลยทำให้ทุกคนมองผมเป็นเสมือนกับเทพเจ้าที่ไม่ต่างจากโนอาร์ไปแล้ว

    พอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็สร้างบัลลังก์นี้ขึ้นมาเพื่อให้พวกผมได้ใช้ แถมยังมาถือวิสาสะตั้งให้ [โทแพซ] กับ [โนอาร์] กลายเป็นภรรยาของผมไปซะอย่างงั้น

    สรุปง่าย ๆ คือแม้แต่โทแพซเองก็ถูกมองว่าเป้นเทพเจ้าไปแล้วอีกคนเช่นกัน

    จริงอยู่ว่าผมรักยัยนี่ แต่เล่นยัดเยียดตำแหน่งมาให้ในเวลาสงครามแบบนี้มันใช่เรอะ?

    แถมเธอยังแขนขาขาดเพราะฝีมือไอพวกบ้ากลุ่มนักรบขาวอยู่เลยนะ! ไม่รอให้เรื่องจบก่อน แล้วพายัยนี่เข้ารับรักษาตัว จึงค่อยจัดพิธีเป็นเรื่องเป็นราวทีหลังจะดีกว่าหรือเปล่า?



    อีกอย่าง ถ้ามีเวลาว่างมาสร้างสถานที่ใหญ่โตถึงขนาดนี้ สู้เอาเวลากับทรัพยากรณ์กลับไปบูรณะเมืองหลวงยังจะดีกว่าเสียอีก

    แล้วถามจริงเถอะ กับไอสถานที่กว่าจะปีนขึ้นมาเพื่อประชุมก็เหนื่อยหอบหายใจ แถมยังตั้งซะโดดเด่นราวกับจะท้าทายว่า “มาโจมตีใส่ชั้นซะสิ” แบบนี้ มันถือว่าถูกหลักของการสร้างค่ายทหารแล้วหรือยังไงกันฟะ?

    รู้ทั้งรู้ว่าศัตรูมีอาวุธยิงไกลที่สามารถบดขยี้ได้แม้แต่ภูเขา ก็ยังจะดันทุรังสร้างของแบบนี้ขึ้นมากันอีก!



    “โนอาร์...”

    ผมหันไปมองร่างของโนอาร์ที่กำลังนอนหลับอย่างไร้เดียงสาอยู่ทางฝั่งซ้าย

    หูกับหางที่ราวกับเป็นลูกแมวน้อยแสนบอบบาง ทำให้ผมรู้สึกอยากปกป้องเธอตราบเท่าชีวิตของตัวเองจะหาไม่

    ตอนนี้คนที่ทราบความจริงเกี่ยวกับเรื่องของโนอาร์ในเผ่าของเรานั้น มีเพียงแค่กลุ่มของผมเท่านั้น

    แต่คนที่เชื่อจริงจังว่าโนอาร์ไม่ใช่เทพเจ้า ดูท่าจะมีแค่ผมกับยัยโทแพชเพียงสองคนเท่านั้น

    เจ้าซุนไกท์กับวานาดิไนต์ สองคนนั้นดูแล้วยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่



    “ปวดหัววุ้ย…”

    เพราะแบบนี้เลยนอนไม่หลับมาทั้งคืน

    ผมได้กลายเป็นผู้นำอย่างที่ต้องการ ทุกคนรับรู้ว่าโนอาร์คือเทพเจ้า ที่เหลือก็มีเพียงแค่ยุติสงครามด้วยการนำทัพของผมเท่านั้น

    นำทัพสู่สงครามล้มมวยที่มีพวกผมเป็นผู้ชนะ

    ทั้งที่คิดว่าง่าย แต่จนป่านนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับมาจากพวกแฟตเลย

    แผนการล้มเหลวไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?



    “หรือว่าจะออกไปบอกทุกคนว่าโนอาร์ไม่ปรารถนาสงครามดี? ”

    อันนี้คือแผนสำรองที่คิดเอาไว้ ถ้าหากว่าสุดท้ายพวกแฟตยึดอำนาจพลาดขึ้นมาจริง ๆ

    แต่… ความแค้นของผู้คนมันมากเกินกว่าที่จะไปหยุดมันได้แล้วนี่สิ

    เสมือนหนึ่งเอาเปลือกไข่ไปหุ้มระเบิดเอาไว้นั่นละ

    ถึงจะรู้แล้วว่ามันมีกลุ่มคนที่เริ่มหัวเย็น และสูญเสียเจตจำนงที่จะทำสงครามปะปนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ผมไม่อยากให้เกิดกรณีแบบกลุ่มนักรบสีขาวขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน



    “ฝ่ายที่ไม่อยากทำสงคราม กับฝ่ายที่ยังเต็มไปด้วยความแค้นอย่างงั้นหรือ… ”

    เมื่อวานนี้ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง กลุ่มสิบผู้อาวุโสก็เรียกประชุมด่วนพร้อมกับยกให้ผมขึ้นมาเป็นผู้นำในทันที

    จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมรู้มาจากทั้งฝั่งของแฟต จากของลิลลี่ และจากเหล่าผู้กล้าที่เรียกมาคุยเรียงตัว ทำให้ผมพอจะแยกออกได้แล้วว่าใครที่ยังฝักใฝ่สงคราม และใครที่ไม่อยากทำสงครามอีกต่อไป



    ผู้กล้าเผ่าม้า [ซันสโตน] ได้รวบรวมกลุ่มคนที่ไม่อยากสู้มาจำนวนหนึ่ง และพร้อมที่จะหนีออกจากสนามรบได้ทุกเวลาด้วยการไปอยู่ในแนวหลัง



    ผู้กล้าเผ่าเสือ [อความารีน] แม่ของยัยโทแพซ เธอคนนี้อยู่กลุ่มที่อยากจะต่อสู้เพื่อแก้แค้นให้กับโนอาร์ที่ถูกทำลาย กับลูกน้องของเธอที่เสียชีวิตไป แต่พอได้เจอหน้าโทแพซ ได้เห็นว่าเทพเจ้าโนอาร์ยังมีชีวิต ท่าทีของเธอก็อ่อนลงไปเยอะพอสมควร

    แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ดังนั้นผมเลยสั่งให้เธอไปอยู่แนวหลังพร้อมกับซันสโตนไปซะ



    ผู้กล้าเผ่าหนู [อเมทิสต์] เจ้านี่เป็นพวกนกสองหัวที่ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจดีหรือไม่

    เขาเป็นคนที่หาอาวุธของเผ่าอสูรกายมาให้ทุกคนได้ใช้งานด้วยการติดต่อค้าขายกับเผ่าอสูรกาย

    แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นคนที่ยินยอมให้เผ่าอสูรกายเข้ามารุกรานที่ดินของพวกเรา ด้วยการซื้อขายกรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีมันเป็นตัวกลางเช่นกัน

    มันคือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะก็ตาม

    ดังนั้นผมเลยสั่งให้มันไปอยู่แนวหลัง ให้ผู้กล้าซันสโตนคอยจับตาดูเอาไว้



    [รูบี้] [สโมกกี้ควอร์ต] [ออโทเครส] ถึงสามคนนี้เป็นยอมก้มหัวมารับใช้ผมแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้

    เพราะว่าผมไม่รู้จักพวกเขาเลย…

    แต่ถ้าดูจากนิสัย คิดว่าคงมีแค่ผู้กล้าเผ่ากอลลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต] คนเดียว ที่น่าจะยังเคียดแค้นเผ่าอสูรกาย

    เพราะว่าเผ่าอสูรกายคือผู้ที่ตัดแขนขวาของเขาทิ้งไปนั่นเอง

    แต่จะไล่ให้ผู้กล้าทุกคนไปแนวหลังหมดไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความกังขาขึ้นมาอยู่ในใจ

    ผมเลยสั่งให้พวกเขาสามคนไปอยู่ในแนวหน้าในฐานะ [ไพ่ตาย]

    สรุปคือถึงจะอยู่แนวหน้า แต่ถ้าไม่สั่งให้เคลื่อนทัพ พวกเขาก็ไม่สามารถออกไปทำสงครามได้อยู่ดี



    ส่วนกลุ่มสิบผู้อาวุโสนั้น ได้กลายเป็นร่างอวตารของความแค้นไปแล้ว

    อะไรที่ทำให้กลุ่มคนซึ่งพยายามเลี่ยงสงครามมาตลอด ได้กลายร่างเป็นกลุ่มก้อนของความเคียดแค้นกันได้นะ?

    ความสูญเสียที่ยากเกินจะทนไหว หรือว่าเป้นเพราะความเจ็บแค้นที่ถูกกดเอาไว้ได้ระเบิดปะทุออกมาในคร่าเดียว?

    หรือจะเป็นเพราะไม่อาจทนเห็นคนหนุ่มต้องจากไปก่อนตัวเองได้อีกต่อไป?

    ผมไม่รู้หรอก

    แถมพวกเขายังเสนอชื่อตัวเองเป็นผู้นำทัพในแนวหน้าสุดของการปะทะกับศัตรูอีก

    เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงกับกลุ่มผู้อาวุโส เลยทำให้ปวดหัวมาถึงตอนนี้



    “... หรือว่าเราควร---”

    “นายท่านค่ะ รีบเตรียมพร้อมรบด่วนค่ะ! ”

    “เหวอ!? ตื่นตั้งแต่เมื่อไหรเนี่ยโนอาร์? ”

    โนอาร์พูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกพร้อมกับใช้หัวถูกไปมากับแฝงคอสิงโตของผม

    แฝงคอของผมไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าของเธอนะ!

    ว่าแต่กลิ่นกายของโนอาร์ช่างหอมดีแท้~

    “ไม่มีเวลาอธิบายแล้วค่ะ รีบเตรียมพร้อมรบเดียวนี้เลยค่ะ! ”

    “อะ… อืม! ตื่นเร็วโทแพซ! ”

    “ค่า~ กินไม่ไหวแย้วค่า~ งึมงำ~ งึมงำ~”

    ยัยนี่…



    “ตื่น! ”

    “แง้ว!?! มาทุบหัวสาวน้อยกันแบบนี้ได้ยังไงไพไรต์! ”

    “เรื่องฉุกเฉิน! ตอนนี้สงครามเริ่มแล้ว! เดียวจะพาเธอไปให้พวกซุนไกท์ดูแล เข้าใจนะ! ”

    “... ค่ะ! ”

    เธอแสดงสีหน้าเศร้าหมองออกมาชั่วขณะ ก่อนจะตอบรับราวกับว่าตัดใจจากบางสิ่งไปได้

    ทำไมถึงทำสีหน้าแบบนั้นกันละ…



    “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ยอมตายหรอก จะกลับมาหาเธอแน่ ๆ คอยดูสิ! ”

    “พูดแบบนี้มันปักธงตายให้ฉันนะคะไพไรต์… แต่… ยังไงก็ต้องกลับมาหาฉันให้ได้นะคะ! ”

    เธอดูร่าเริงขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้ว

    ดีจัง

    “ (แล้วก็ขอโทษด้วยที่ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลยในเวลาแบบนี้…) ”

    “เมื่อกี้นี้เธอพูดว่าอะไรนะ? ”

    “ปะ--- เปล่า! รีบไปเถอะ เดียวฉันตะโกนเรียกซุนไกท์เอง”

    “ได้ งั้นไปก่อนละนะโทแพซ! ”



    ***



    สิ่งแรกที่เห็นทันทีที่วิ่งออกมาข้างนอก คือของเมืองลอยฟ้าของศัตรูที่กำลังบินมาอยู่เหนือค่ายของพวกเรา

    ความยิ่งใหญ่ของมันนั้น ทำให้บดบังแสงยามรุ่งอรุณจนพื้นที่แห่งนี้เสมือนดำรงอยู่ในช่วงยามราตรี

    เมืองลอยฟ้าของศัตรูมีด้วยกันห้าเมืองใหญ่ กับอีกสิบเมืองรองที่ดูคล้ายกับฐานทัพขนาดเล็ก

    แต่นี่ถึงกับยอมใช้เมืองที่ใหญ่ที่สุดบุกเข้ามาก่อน… นี่คิดที่จะทุ่มกำลังเผด็จศึกฝั่งนี้เลยหรือยังไงกัน?

    “... โนอาร์ พอจะทำอะไรได้หรือเปล่า? ”

    “ถ้าทุ่มการโจมตีใส่ เกรงว่าด้วยอาวุธที่มีตอนนี้ อาจจะยังไม่พอเจาะบาเรียเข้าไปได้ และด้วยตำแหน่งของศัตรู เกรงว่าถ้าหากเราโจมตีด้วยอาวุธพิสัยไกลที่รุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะย้อนกลับมาทำร้ายฝ่ายเราเสียเองค่ะ”



    โดนเล่นงานเข้าให้จนได้…

    เป็นที่รู้แน่นอนแล้วว่าพวกแฟตทำไม่สำเร็จ

    ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะถูกฆ่าในข้อหาก่อกบฏไปแล้วด้วย

    เพราะถ้าแฟตยึดอำนาจได้สำเร็จ ตอนนี้คงมีการติดต่อกลับมา และพร้อมที่จะทำสงครามล้มมวยกันไปแล้ว

    แต่ศัตรูของเรากลับเลือกที่จะเดินเครื่องชน ใช้ประโยชน์จากฐานลอยฟ้าของตัวเอง มาบินเหนือกองทัพของเรา เสมือนหนึ่งใช้พวกเราเป็นตัวประกันเสียเอง



    “...โนอาร์ แบบนี้คงเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบไม่พ้นแล้วสินะ? ”

    “ใช่ค่ะนายท่านไพไรต์ จากการวิเคราะห์ของฉัน หนทางเดียวที่จะให้ทุกคนในเผ่ามีอัตรารอดชีวิตสูงที่สุด คือการให้ทุกคนติดอาวุธของฉัน แล้วบุกทะลวงฝ่าเข้าไปในเมืองศัตรูเพื่อทำสงครามเต็มรูปแบบค่ะ”

    “หาวิธีเจาะม่านนั้นได้แล้วเรอะ? ”

    “หลังจากวิเคราะห์ความเป็นไปได้มาทั้งคืน พบว่าสามารถทำได้แล้วค่ะ แต่มีเงือนไขที่ซับซ้อนจนไม่สามารถใช้อาวุธหนักโจมตีโดยตรงได้ค่ะ”

    “...”

    ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

    “กรุณาขอคำสั่งอนุญาตให้กระจายอาวุธด้วยค่ะนายท่านไพไรต์”

    สงครามกับเผ่าอสูรกายคือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้จริง ๆ นะ



    ลาก่อนพรุน

    ลาก่อนแฟต

    ลาก่อนเพื่อนพ้องจากเผ่าอสูรกาย

    ผมจะไม่มีวันลืมพวกนายเลย

    ว่าพวกนายคือสหายรักที่แท้จริงของผม

    ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้พวกเราได้เกิดมาอยู่ด้วยกันบนโลกที่ไร้ซึ่งสงครามด้วยเถิด

    “... จัดการเลยโนอาร์”

    สงครามยกที่สองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    ผมจะทำให้มันเป็นบทสรุปของสงคราม



    ***ในเวลาเดียวกัน

    “นี่แฟต ดูเหมือนว่าไพไรต์จะเคลื่อนไหวตามที่เธอต้องการเลยละ”

    “เป็นไปตามแผนจนน่ากลัวว่าจะล้มเหลวเลยค่ะ”

    “แต่แบบนี้ไพไรต์จะไม่โกรธพวกเราทีหลังหรอกนะดอง? ”

    “ไม่หรอก ไม่มีทางค่ะ”

    เสียงของสหายรักที่ไพไรต์คิดว่าตายไปแล้วนั้น กำลังดังขึ้นมาจากมุมหนึ่งของโรงเรียนไพโอเนียร์ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

    “ก็แค่… อาจจะทำให้คุณไพไรต์ [ควันออกหูเล็กน้อย] ค่ะ แล้วก็อาจจะทำให้ท่านแม่สุดรัก [อ้าปากค้าง] อยู่หน้าจอรายงานข่าวจากที่ไหนสักที่ในเมืองนี้เท่านั้นเองค่ะ หุ หุ หุ”

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน