เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 เดิมพัน

          ปัง!!

          เกิดเสียงดังขึ้นเมื่อร่าง                                                ของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางร่วงหล่นลงพื้นทั้งยังทำให้คนของตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินที่อยู่ด้านหลังล้มระเนระนาดไปตามๆกัน

          ผู้คนทั้งหลายต่างก็มองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงเพราะถึงอย่างไรหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางผู้นี้ก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญตนในขั้นฝึกกายาระดับแปดทว่ากลับถูกเตะจนลอยกระเด็นออกมาในทันทีที่พุ่งเข้าไปจู่โจมเมิ่งฝานแล้วเช่นนี้อีกฝ่ายจะมีพลังที่น่าตื่นตระหนกเพียงใดกัน?

          ชั่วพริบตาสายตาทุกคู่ก็มองไปยังเมิ่งฝานทันทีภายในดวงตานั้นแฝงไปด้วยความตกตะลึงและยำเกรงหมู่บ้านอูเจิ้นมีผู้ฝึกตนอายุน้อยที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน

          “เป็นไปได้อย่างไร!”

          ขณะนี้สีหน้าของซีเหมินหานย่ำแย่เป็นอย่างยิ่งเขารู้ถึงความแข็งแกร่งของหนุ่มน้อยแห่งตระกูลตงฟางผู้นั้นดีเพราะในตระกูลตงฟางอันกว้างใหญ่คนผู้นี้จัดว่ามีฝีมือในสามอันดับแรกเลยก็ว่าได้ทว่ายามนี้กลับถูกเมิ่งฝานจู่โจมเพียงกระบวนท่าเดียวก็กระเด็นออกมาเสียแล้ว

          ซีเหมินหานกัดฟันแน่น จากนั้นก็ตะโกนออกมาเสียงดัง“พวกเรามีคนมากกว่าทุกคนบุกเข้าไปพร้อมกันแล้วจัดการพวกนั้นเสีย!”

          เมื่อเสียงนั้นจบลงเด็กหนุ่มของตระกูลซีเหมินและตระกูลตงฟางก็วิ่งเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกันทางฝั่งของเหลยหู่และคนอื่นที่อยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานก็มิได้แสดงความอ่อนแอออกมาแต่อย่างใดพวกเขาก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าวทำให้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

          หากอิงตามพลังของทั้งสองตระกูลก็พบว่าจำนวนคนของซีเหมินหานและพวกมีมากกว่าเมิ่งฝานและคนจากอูเจิ้นแต่ถึงกระนั้นคนของตระกูลซีเหมินและตระกูลตงฟางทั้งหลายต่างก็ไม่มีผู้ใดที่รู้สึกมั่นใจเลยสักคนเพราะถึงอย่างไรเมิ่งฝานที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันก็ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันไม่น้อย

          ตงฟางเฉินที่ยืนอยู่ข้างกายของซีเหมินหานพลันแววตาวาวโรจน์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ดูท่าเจ้าคงจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่อูเจิ้นซ่อนเอาไว้สินะหึหึ...นับว่าไม่เลว อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือความเร็วก็ล้วนแต่ใช้ได้ทั้งสิ้นแต่ถึงกระนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอย่างข้า เจ้ามันก็แค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น!”

          เมื่อพูดจบตงฟางเฉินก็ผายมือขึ้นพร้อมมีพลังปราณสีน้ำเงินปรากฏขึ้นประจักษ์แก่สายตาของผู้คนทั้งหลายสีหน้าของผู้คนที่รายล้อมเหล่านั้นเปลี่ยนไปในทันใด

          เพราะพลังปราณสีน้ำเงินที่ประจักษ์แก่สายตาของพวกเขานั้นคือพลังปราณแห่งวรยุทธ์ระดับสูงที่ตระกูลตงฟางถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นพลังเหมันต์เยือกแข็ง ความเย็นอันถือว่าเป็นพลังธาตุหยินเมื่อใดที่ปลดปล่อยออกมาก็สามารถแช่แข็งมนุษย์ได้ทั้งคน!

          เวลานี้ตงฟางเฉินชี้นิ้วออกมาในอากาศพลังปราณสีน้ำเงินนั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นลิ่มน้ำแข็งแล้วพุ่งตรงเข้าใส่เมิ่งฝานราวกับลูกศร

          เสียงทะลวงอากาศดังขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาของเมิ่งฝานที่วาวโรจน์เขายกมือขึ้นเพื่อบดบังใบหน้าของตนเองก่อนลูกศรน้ำแข็งนั้นจะแตกสลายไปแต่ถึงกระนั้นมันก็ได้ทิ้งรอยเลือดเอาไว้บนฝ่ามือของเมิ่งฝาน

           “หึ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเจ้ามีนามว่าเมิ่งฝานสินะ ความสามารถของเจ้ามันยังไม่พอ...กลับไปบำเพ็ญตนอีกสักหน่อยเถอะ!”

          ตงฟางเฉินที่ยืนอยู่กับที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์สำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดทั้งยังฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุน้ำแข็งอย่างเขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะหยิ่งทะนงในความสามารถของตนเองท่ามกลางผู้คนเหล่านี้อยู่แล้ว

          เมิ่งฝานเช็ดเลือดของตนเองก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเจ้าคิดว่าตนเองเก่งกาจเป็นอย่างมาก เช่นนั้นกล้าที่จะเดิมพันกับข้าหรือไม่?”

          เมื่อเขาพูดจบตงฟางเฉินก็มองมาด้วยสายตาที่เยือกเย็นทันที ก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วถามว่า  “เจ้าจะเดิมพันสิ่งใด?”

          เมิ่งฝานยักไหล่เอ่ยพลางยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย“หากจะลงมือยามนี้พวกเจ้าก็คงไม่ได้เปรียบในด้านใดอีกประเดี๋ยวหากองครักษ์ของเมืองเหยียนเฉิงมาถึงแล้วถูกโบยคนละห้าสิบทีก็คงจะไม่ดีเท่าใดแต่ว่า...อีกสามวันการประลองก็จะเริ่มขึ้นแล้วในเมื่อเจ้าอยากลองเดิมพันกับข้าก็ต้องเดิมพันในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสียหน่อยหากอยู่ในสนามประลองแห่งการไล่ล่า ใครได้จิตอสูรมากกว่าถือว่าเป็นผู้ชนะนอกจากนั้น...ผู้แพ้ต้องจ่ายหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำ!”

          หนึ่งหมื่นเหรียญทองคำ!

          เพียงชั่วพริบตาผู้คนทั้งหลายต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงเพราะจำนวนเงินที่มากมายนี้ต่อให้เป็นทางฝั่งของห้าผู้มีอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ก็ยังนับว่าเป็นจำนวนที่มิใช่น้อยๆพวกเขานึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะเดิมพันด้วยเงินที่มากมายถึงเพียงนี้

          แค่ก!

          ตงฟางเฉินกำหมัดแน่นมองเมิ่งฝานด้วยแววตาเยือกเย็นแล้วถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เจ้ามีเงินมากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

           “ข้ามี!”

          ว่าแล้วกู่ซินเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานก็นำกล่องที่สวยงามใบหนึ่งออกมาเมื่อนางเปิดฝาขึ้นมาพลันมีแสงสว่างเปล่งประกาย “พืชวิเศษระดับสามหลิงเจินเฉ่ามีพลังธาตุหยางที่แข็งแกร่ง เจ้าเองก็คงจะรู้จักมันใช่หรือไม่มูลค่าของมันแค่หนึ่งหมื่นเหรียญทองคำนั้นหาใช่ปัญหาใดไม่!”

          เมื่อน้ำเสียงราวขลุ่ยสวรรค์ของกู่ซินเอ๋อร์จบลงกู่ฉิงที่อยู่ข้างกายนางก็คว้าแขนเรียวนั้นเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “อย่านะ นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อมอบให้เจ้านำไปฝึกฝนวิชายุทธ์นั้นอีกอย่าง...ตงฟางเฉินผู้นี้มีพลังที่แข็งแกร่ง แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาชนะเขาได้หรือไม่เจ้าอย่าได้วู่วาม!”

          ทว่ากู่ซินเอ๋อร์กลับยกยิ้มอย่างไม่ใส่ใจความงามของนางในเวลานี้ทำให้ความงามของสตรีที่อยู่รอบๆ กายหม่นหมองลงไป นางเอ่ยเสียงเรียบ“ข้าเชื่อพี่เมิ่งฝาน ฉะนั้นข้าจะนำมันเป็นของเดิมพัน!”

          “เจ้า!”

          กู่ฉิงกัดฟันแน่นแต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของกู่ซินเอ๋อร์นางจึงทำได้เพียงกระทืบเท้าทั้งสองด้วยความโกรธแต่จนปัญญา

          ตงฟางเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า“หึ เจ้าช่างหลบอยู่หลังสตรีได้เก่งจริงเชียวแต่ในเมื่อเจ้ายอมเดิมพัน คุณหนูกู่ซินเอ๋อร์ข้าจะบอกให้แล้วกันว่าเจ้าเดิมพันผิดคนแล้วล่ะข้าตงฟางเฉินจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะแน่นอนแล้วพบกันใหม่ในอีกสามวันข้างหน้า!”

          เมื่อพูดจบตงฟางเฉินก็ยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณคนของตระกูลตงฟางจึงเดินตามเขาออกไป แม้ว่าซีเหมินหานที่อยู่ข้างกายจะไม่อยากยอมให้เรื่องจบไปเช่นนี้แต่เขาก็รู้ดีว่าหากกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็จะทำให้องครักษ์เมืองเหยียนเฉิงแห่กันมาที่นี่

          โดยปกติแล้วหากเป็นการต่อสู้ของเหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายนั้นห้าผู้มีอิทธิพลใหญ่ก็จะไม่ยื่นมือข้องเกี่ยวแต่การต่อสู้กันก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นเช่นนี้ย่อมเป็นข้อยกเว้น เกรงว่าอาจต้องถูกผู้นำหมู่บ้านของทั้งสองฝ่ายตำหนิด้วยฉะนั้นแล้วเขาจำต้องจากไปอย่างแค้นเคือง

          ทว่าเมื่อตงฟางเฉินหันหลังไปครู่หนึ่งก็หยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองเมิ่งฝานก่อนจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างมีเลศนัยพลางเอ่ยอย่างใจเย็น“เจ้าหนู เจ้าตายแน่ข้าจะต้องฆ่าเจ้าในการประลองครั้งนี้แน่นอนเพราะสำหรับข้าแล้วนั้น...มันง่ายดุจพลิกฝ่ามือ!”

          นี่เป็นเสียงที่เยือกเย็นอย่างไม่อาจอธิบายได้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการที่เขาก้าวหน้าขึ้นมาจนถึงขั้นนี้จะต้องมิได้มาจากสิ่งที่ดีงามเป็นแน่เมื่อถูกข่มขู่เช่นนี้แม้แต่สีหน้าของกู่ฉิงก็ยังเปลี่ยนไปทว่าสีหน้าของเมิ่งฝานกลับหาได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งยังเอ่ยเสียงเรียบว่า

          “แล้วข้าจะรอ!”

          ท่าทีที่ราบเรียบนี้เองที่ทำให้ตงฟางเฉินกัดฟันแน่นด้วยความโกรธสุดท้ายก็ทำได้เพียงจากไปอย่างไม่สบอารมณ์

          เมื่อเห็นว่าตงฟางเฉินและพวกจากไปได้ไม่นานเหล่าผู้เยาว์หนุ่มสาวของหมู่บ้านอูเจิ้นต่างก็ส่งเสียงแสดงความชอบใจดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณครั้งนี้แม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่สุดท้ายแล้วชัยชนะก็ยังคงเป็นของพวกเขาอยู่ดี

          โดยเฉพาะการเตะในครั้งนั้นของเมิ่งฝานนับเป็นการเตะที่น่าตกตะลึงและทำให้ความรู้สึกที่โดนรังแกก่อนหน้านี้หายไปจนหมด

          เวลานี้เหล่าผู้เยาว์หนุ่มสาวของอูเจิ้นต่างก็มองไปยังเมิ่งฝานด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความเคารพทั้งสิ้นรวมถึงเหลยหู่และพี่น้องที่กำลังยกยิ้มอย่างเก้อเขินในยามนี้ด้วยเช่นกัน

          แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็หาได้สนใจไม่เขาเพียงยกยิ้มขึ้นอย่างราบเรียบก่อนจะหันไปหากู่ซินเอ๋อร์แล้วเอ่ยเสียงเบา “ขอบใจเจ้ามาก!”

          กู่ซินเอ๋อร์ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเบาเช่นกัน“ข้าควรจะขอบคุณพี่เมิ่งฝานมากกว่า หากไม่ได้ท่าน ข้าคงถูกคนพวกนั้นรังแก!”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่ฉิงก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า“แต่เพราะความบ้าบิ่นของใครบางคน จึงทำให้กำลังจะเสียพืชวิเศษระดับสามต้นหนึ่งไป!”

          “อย่างไรมันก็ดีกว่าคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะทำตัวบ้าบิ่น!”คำพูดของเมิ่งฝานทำให้สีหน้าของกู่ฉิงแสดงความเยือกเย็นในทันใด นางทำเหมือนจะยกเท้าขึ้นถีบอีกฝ่ายแต่เมิ่งฝานก็หลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว

          เมิ่งฝานมองไปยังกู่ซินเอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง“ไม่ต้องห่วงข้าไม่ทำให้เจ้าต้องเสียพืชวิเศษระดับสามต้นนั้นไปแน่นอน อีกอย่างคือเมื่ออยู่ในการประลองข้าจะต้องจัดการเจ้าสองคนนั้นให้เหมือนหมูตัวหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์อีกด้วย!”

          เมิ่งฝานเอ่ยพร้อมความเยือกเย็นที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

          แม้ว่าเขาจะเก็บซ่อนความชอบที่มีต่อกู่ซินเอ๋อร์ไว้เป็นความลับอยู่ในหัวใจมาโดยตลอดทั้งยังเอาแต่หลบหน้าอีกฝ่ายด้วย ทว่าเมื่อมีผู้ใดมารังแกนางก็เท่ากับทำลายขีดจำกัดความอดทนของเขาไปด้วยฉะนั้นแล้วเขาจึงแสดงสีหน้าเยือกเย็นออกมาอย่างไม่ปิดบัง!

          แม้ว่าการที่เมิ่งฝานปรากฏตัวทั้งยังทำให้เกิดเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นในหอมหาสมบัติจะจบลงไปแล้วแต่ผู้ชมอีกมากมายยังไม่สาแก่ใจ ทว่าพวกเขาก็รู้ว่าในอีกสามวันข้างหน้าจะต้องเป็นการประลองที่ยิ่งใหญ่ดุเดือดยิ่งกว่าจึงไม่ได้รีบร้อนใดๆ

          ส่วนเมิ่งฝานและคนอื่นๆ ก็เดินซื้อของอยู่ในหอมหาสมบัติก่อนจะกลับไปยังลานสวรรค์ประทานแห่งเมืองเหยียนเฉิงจากนั้นเมิ่งฝานก็บำเพ็ญตนอยู่ในห้องที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างเงียบงันและหาได้ใจร้อนไปทำสิ่งอื่นใดไม่

          ยามนี้บรรดาคนของผู้มีอิทธิพลทั้งห้ารอบเมืองเหยียนเฉิงต่างก็มากันครบแล้วนอกเหนือจากเดิมก็ยังมีอีกสองตระกูลใหญ่อย่างหมู่บ้านตระกูลเถิง ส่วนอีกตระกูลนามว่าหอกระบี่

          ประมุขของทั้งสองตระกูลและกู่หยวนต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลวนับว่าเป็นเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้ที่เกิดขึ้นจากลำต้นเดียวกัน ทางฝั่งของบรรดาผู้เยาว์รุ่นใหม่ก็มักไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้งมิฉะนั้นแล้วในช่วงหลายปีมานี้คงจะถูกเหยียนหยางเจ้าเมืองเหยียนเฉิงครอบงำเพราะมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินไปแล้ว

          ยิ่งการประลองล่าสัตว์ใกล้เข้ามาเท่าใดจำนวนคนในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บรรยากาศภายในเมืองก็คึกคักอย่างไม่อาจหาที่เปรียบปานทว่าเมิ่งฝานกลับเก็บตัวบำเพ็ญตนอยู่ภายในห้องอย่างเงียบงัน เพราะถึงอย่างไรเงินเดิมพันถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำก็หาใช่น้อยๆไม่

          ภายในห้องที่เงียบงัน มีเมิ่งฝานเพียงผู้เดียว

          เมื่อได้ทำสัญญากับตงฟางเฉินไว้แล้วเมิ่งฝานก็หาได้มีเวลาออกไปเดินเล่นแต่อย่างใดขณะที่บำเพ็ญตนเขาก็ใช้ลิ่มเจาะกระดูกกระตุ้นการพัฒนาของกระดูกและเส้นเอ็นภายในร่างกายไปด้วย

          เมื่อวันที่สามมาถึงและในยามราตรีที่แสงจันทร์สาดส่องลงมานั้นร่างกายของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านและรู้สึกว่าพลังปราณภายในร่างกายเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

          ความรู้สึกนี้เห็นได้ชัดว่ามันคือ..เค้าลางแห่งการบรรลุ!

          เมิ่งฝานอยู่ในจุดที่ใกล้บรรลุระดับพลังตั้งแต่อยู่ในเขาเยียนหลางแล้วทว่ากลับไม่อาจหาโอกาสได้ แม้ว่าโอกาสที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการบรรลุแต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกร้องได้

          ขณะนี้พลังปราณภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่านชั่วพริบตาต่อมาเขาก็ตวาดออกมาเสียงต่ำพร้อมกับที่กล้ามเนื้อในร่างกายที่หดเกร็งจนเกิดเสียงคล้ายไฟแตกเป็นเพราะกระดูกภายในร่างกายกำลังปล่อยพลังออกมานั่นเอง

          ฝึกกายาระดับเก้า!

          เมื่อลืมตาขึ้นมาเมิ่งฝานจึงตรวจสอบร่างกายของตนเองอย่างละเอียดเขาไม่อาจเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ได้อีกต่อไป นึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะบรรลุระดับพลังจนก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าซึ่งเป็นระดับเดียวกับตงฟางเฉินในยามนี้

          เส้นแขนงปราณขยายตัวผิวหนังแข็งกว่าเดิม ยามนี้ร่างกายของเมิ่งฝานแข็งแกร่งทนทานยิ่งกว่าหินธรรมดาขึ้นมาเล็กน้อยแล้วเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณของตนเองที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเด็กหนุ่มก็หัวเราะออกมาเสียงเบา ดูท่าตงฟางเฉินจะโชคร้ายเสียแล้ว

          การที่เมิ่งฝานกล้าท้าประลองกับตงฟางเฉินก็เพราะเขาได้เตรียมตัวและมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะเอาชนะได้แม้ว่าตนเองจะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดแต่วรยุทธ์สายธารหลั่งสมุทรก็นับว่าเป็นท่าไม้ตายอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เมิ่งฝานสามารถต่อกรกับผู้บำเพ็ญตนที่มีระดับพลังเหนือตนเองได้

          และยามนี้เขานึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อได้ลิ่มเจาะกระดูกมาช่วยกระตุ้นร่างกายจะทำให้พลังปราณภายในร่างกายระเบิดออกมาจนเลื่อนขึ้นไปยังขั้นฝึกกายาระดับเก้าแน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเมิ่งฝานพัฒนาขึ้นอีกระดับ ทั้งยังมีโอกาสชนะมากขึ้นอย่างน้อยสามส่วน

          ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเมิ่งฝานกระตุกยิ้มน่าหลงใหลขึ้นที่มุมปาก แล้วเจ้าของกลิ่นอายเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาอย่างเมิ่งฝานก็พึมพำออกมาเสียงเบา“ตงฟางเฉิน ข้าจะรอเจ้า...นำเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำนั้นมามอบให้ข้าด้วยตนเอง!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน