ตอนที่53 ความลับหินปริศนา
เมื่อการต่อสู้กับแฮ็กเกอร์ไอดีดับเบิลยูดอตเจเอชจบสิ้นแล้ว
ซูเวยต้องการเปิดดูโฟลเดอร์ที่มีขีดเดียวเป็นสัญลักษณ์เหมือนสัญลักษณ์ของโกดังเอกะที่ตนเคยพบเห็นมาก่อนแต่ทว่าโฟลเดอร์เป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคยซูเวยเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าภาษาแปลกตานั้นเป็นภาษาใดปรากฏว่าเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศ MY นั่นเอง
ทำให้เธอต้องเริ่มต้นเรียนรู้ภาษานี้ใหม่เนื่องจากภาษาต่างประเทศที่ตนเคยเรียนรู้มายังไม่มีภาษาของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้แต่อย่างใดครั้นสืบค้นข้อมูลเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองเหมือนภาษาต่างประเทศที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่ามีเอกสารบนอินเทอร์เน็ตน้อยมาก เนื่องจากไม่ใช่ภาษาทางการหรือภาษากลางของประเทศดังกล่าว
“เอาไงดี?ทำยังไงฉันถึงจะเรียนรู้ภาษาพวกนี้ได้?”ซูเวยพูดกับตัวเองด้วยความกลัดกลุ้มใจ เธอไม่คิดว่าตนเองจะพบหนทางอับจนเช่นนี้ได้ทันใดนั้นซูเวยนึกถึงหย่านอ่องผู้จัดการโกดังเอกะที่เขาจะต้องสามารถช่วยเหลือเธอได้อย่างแน่นอน ทำให้ซูเวยตัดสินใจโทรศัพท์หาเขาโดยตรงเพราะเธอจดจำเบอร์โทรจากเอกสารการโอนเงินที่เคยเห็นมาก่อน
“สวัสดีครับผมกำลังพูดกับใครอยู่?หากต้องการติดต่อซื้อหินหยกกรุณาแจ้งรายชื่อพร้อมเบอร์โทรติดต่อกลับด้วยครับ?” ชั่วครู่หนึ่งมีเสียงตอบรับจากพนักงานชายคนหนึ่ง ซึ่งซูเวยมั่นใจว่าไม่ใช่หย่านอ่องแน่นอนแต่คงเป็นพนักงานของกลุ่มเอกะ
เธอตัดสินใจพูดบอกข้อมูลเบื้องต้นของตนเองเพื่อให้เขาโอนสายตนเองไปให้หย่านอ่องโดยตรงว่า“สวัสดีค่ะ หนูชื่อซูเวยที่ชนะพนันหินกับคุณหย่านอ่องเมื่อวันก่อนหนูมีเรื่องอยากพูดคุยกับเขาสักหน่อย คุณช่วยโอนสายให้หนูได้ไหมคะ?”
“ชนะพนันหินอะไรหรือครับ?”น้ำเสียงงุนงงดังมาจากปลายสายทำให้ซูเวยอึ้งเล็กน้อยเพราะคิดไม่ถึงว่าพนักงานจะไม่รู้เรื่องพนันหินที่สำคัญเช่นนี้
ซูเวยจึงถามถึงสถานที่ปลายทางที่รับสายอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่า“เอ๊ะ! ที่นั่นไม่ใช่โกดังเอกะหรือคะ?หนูจำได้ว่าเป็นเบอร์โทรของโกดังเอกะนี่นา”
คราวนี้ปลายสายนิ่งเงียบไปสักพักก่อนมีชายอีกคนมารับสายและพูดกับซูเวยอย่างสุภาพว่า “รอสักครู่นะครับผู้จัดการจะโทรกลับหาคุณเอง เบอร์นี้ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ค่ะหนูมีเรื่องด่วนต้องการพูดกับเขา ให้เขาโทรกลับหาหนูเร็วๆด้วยนะคะ”ซูเวยพูดขอร้องกับชายทางปลายสายด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนน่าสงสาร
แต่ทว่าเสียงที่ตอบรับกลับมายังคงราบเรียบเหมือนเดิมว่า“ครับ งั้นผมวางสายแล้วนะครับ”
เมื่อซูเวยวางสายแล้วเธอหงุดหงิดที่พบว่าไม่สามารถติดต่อหย่านอ่องได้ในทันทีซึ่งทำให้ตนเองไม่สามารถคลี่คลายโฟลเดอร์ลับดังกล่าวได้เธอจึงใช้เทคนิคที่ตนเคยใช้แก้รหัสบนดาวเอเอสไปพลางก่อนขณะที่รอสายตอบกลับจากหย่านอ่อง
ในที่สุดเธอพบเงื่อนงำหนึ่งที่น่าแปลกใจเป็นวิธีการเข้ารหัสแบบดั้งเดิมที่เธอเคยอ่านเจอในบันทึกเผ่าโบราณบนดาวเอเอสเป็นทักษะของกลุ่มอินคาที่อธิบายถึงทักษะการเข้ารหัสเอกสารสำคัญด้วยวิธีการที่เรียกว่า“ย้อนกลับ”
นั่นหมายความว่าซูเวยจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองนั้นให้ได้ก่อนถึงจะรู้ว่าอักษรแต่ละตัวหมายความว่าอย่างไร จากนั้นค่อยจัดเรียงใหม่กลายเป็นรหัสที่ถูกปลดล็อกได้ไม่สามารถใช้ตรรกะทั่วไปเพื่อถอดรหัสได้เลยแม้แต่น้อย
“ทักษะย้อนกลับยากจริงๆดูเหมือนง่าย แต่กลับกลายเป็นว่ามันยาก แม้แต่ฉันยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยทีเดียวคนคิดค้นทักษะนี้ได้ช่างเก่งกาจจริงๆ” ซูเวยพูดชื่นชมคนคิดค้นวิธีการเข้ารหัสนี้ตามจริงเพราะขนาดที่เธอเชี่ยวชาญด้านนี้มากพอสมควรยังต้องใช้เวลานานกว่าจะค้นพบความลับการเข้ารหัสประเภทนี้
..........
ทางด้านหย่านอ่องหลังจากเขาพบซูเวย เด็กหญิงตัวน้อยที่ชนะพนันหินปริศนาแล้ว รุ่งเช้าวันต่อมาเขารีบเดินทางกลับฐานหลักของกลุ่มเอกะทันทีเพื่อแจ้งข่าวสำคัญกับหัวหน้ากลุ่ม
ครั้นเดินทางถึงฐานที่ตั้งของกลุ่มเอกะแล้วเขาเข้าพบหัวหน้ากลุ่มเอกะ นั่นคือ เอกะแปด ชายชราท่าทางสุขุมเพื่อพูดรายงานผลการพนันหินและทักษะของซูเวยด้วยภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อยว่า“หัวหน้าครับ ผมพบคนที่สามารถระบุชนิดหินหยกปริศนาก้อนนั้นได้แล้วครับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยชื่อซูเวย อายุแค่สิบขวบเธอสามารถบอกชนิดและลักษณะของหินหยกปริศนาได้อย่างแม่นยำจนน่าแปลกใจครับซึ่งหินหยกปริศนาภายในเป็นเนื้อแก้วกับเนื้อน้ำแข็งที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนมีสีใส แต่คล้ายกับมีพลังลึกลับบางอย่างอยู่ใจกลางหินนั้นครับ”
“หินหยกแก้วกับน้ำแข็งที่เป็นสีใสใจกลางมีพลังลึกลับงั้นหรือ?” เอกะแปดทวนคำพูดของหย่านอ่องด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เขากำลังนึกถึงคำพูดของอาจารย์และบรรพบุรุษตนเองที่สืบต่อเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการกำจัดองค์กรชั่วร้ายที่มุ่งหวังทำร้ายผู้คนและยึดครองโลกใบนี้
มีเพียงพลังจากเทพธิดาแห่งตำนานที่ส่งต่อไว้เพื่อช่วยปกป้องโลกใบนี้นั่นคือหินซ่อมฟ้าที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่ก้อน แต่จะต้องเป็นก้อนที่มีเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเทพธิดาหนี่วาทิ้งไว้รวมทั้งหินก้อนนั้นจะต้องสามารถผสานกับผู้แข็งแกร่งตามตำนานจึงจะสามารถสร้างเกราะป้องกันภัยให้กับโลกใบนี้ได้โลกที่เต็มไปด้วยลูกหลานของเทพธิดาที่พระนางเคยปั้นดินด้วยมือตนเองแล้วกลายร่างเป็นมนุษย์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเทพธิดาหนี่วาที่ผู้คนล้วนสรรเสริญว่าเป็นมารดาแห่งมนุษยชาติ
“เช่นนั้นให้คอยช่วยเหลือเด็กคนนั้นอย่างใกล้ชิดเธออาจเป็นคนในตำนานที่สามารถผสานพลังกับหินปริศนาก้อนนั้นได้ พวกเราจะได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบมาจากบรรพบุรุษได้”เอกะตัดสินใจให้ความเชื่อมั่นซูเวยพลางบอกให้หย่านอ่องทำหน้าที่คอยช่วยเหลือซูเวยเพราะถ้าเธอคือคนในตำนานจริงย่อมช่วยทำให้ภารกิจของกลุ่มผู้ปกป้องโลกสัมฤทธิผลโดยเร็ว
“รับทราบครับ”หย่านอ่อนพูดตอบรับอย่างยินดี จากนั้นเขารายงานทักษะการพนันของซูเวยรวมทั้งการชนะพนันของซูเวยกับหวางเจี้ยนหัวให้หัวหน้ากลุ่มฟังอย่างละเอียดโดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในโกดังประกอบคำอธิบายของเขา
“หัวหน้าครับเงินรางวัลที่ให้ซูเวยมากขนาดนั้น จะให้เธอเอาไปทำอะไรหรือครับ?”หย่านอ่องถามหัวหน้ากลุ่มเมื่อการนำเสนอจบสิ้นแล้วเขาสงสัยเรื่องที่หัวหน้าตั้งเงินรางวัลไว้สูงมากโดยไม่มีเหตุผลใดรับรองเรื่องนี้ได้ตามความคิดของเขา
“คนเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาได้ต้องใช้เวลา อาจต้องใช้ยาหรือสมบัติพิเศษเพื่อสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง บางทีเงินแค่นั้นอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป”เอกะแปด ตอบผู้ช่วยมือซ้ายตามจริงนั่นเป็นเพราะว่าการฝึกฝนบางอย่างจำเป็นต้องใช้สมุนไพรสวรรค์หรือสมบัติเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งให้ได้ตามตำนานดังนั้นเขาเชื่อมั่นว่าสักวันซูเวยจะรู้เหตุผลและสามารถใช้เงินได้อย่างสบายใจ
เมื่อเอกะแปดมองเห็นภาพเคลื่อนไหวที่แสดงพฤติกรรมทั้งหลายของซูเวยขณะเลือกหินหยกแล้วเขาครุ่นคิดด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นที่อยากจะเห็นซูเวยเป็นคนในตำนานอย่างแท้จริง“ท่าทางการเลือกหินหยกของซูเวยไม่ใช่พรสวรรค์อย่างแน่นอน แต่เป็นทักษะของผู้ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์หวังว่าเธอจะเป็นคนที่แข็งแกร่งคนนั้น”
เมื่อหย่านอ่องรายงานข้อมูลกับหัวหน้ากลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาเดินทางออกจากฐานหลัก ครั้นกลับมาถึงที่พักตนเองที่อยู่นอกเขตฐานหลักแล้ว มีลูกน้องที่อยู่ประจำบ้านพักแห่งนี้ถือโทรศัพท์มาหาเขาด้วยท่าทางร้อนรน
“ผู้จัดการครับมีสายจากเด็กคนหนึ่ง เธอบอกว่าชื่อซูเวย มีเรื่องด่วนต้องการติดต่อผู้จัดการครับ” ลูกน้องเตรียมยื่นโทรศัพท์ให้กับเขาหากเขาพยักหน้าอนุญาต
หย่านอ่องชะงักแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบตกลงกับลูกน้องซึ่งคนของเขากดหมายเลขโทรของซูเวยก่อนยื่นให้หย่านอ่องเมื่อกดเบอร์โทรติดแล้ว
..........
ทางด้านซูเวยที่กำลังทำแบบทดสอบทักษะคอมพิวเตอร์รอโทรศัพท์จากหย่านอ่องเธอไม่สามารถเข้าไปอ่านตำราแพทย์เทวดาในคฤหาสน์ขาวโดยที่ยังมีความกังวลแบบนี้ได้รวมถึงไม่สามารถรวบรวมสมาธิเพื่อเขียนอักษรหรือวาดภาพโบราณได้แม้แต่น้อยดังนั้นจึงเลือกทำแบบทดสอบรอสายจากหย่านอ่อง
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงเกือบพักทานอาหารกลางวันทันใดนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อซูเวยเหลือบมองและเห็นว่าเป็นเบอร์โทรที่เธอโทรหาหย่านอ่องซูเวยหยิบโทรศัพท์กดรับอย่างรวดเร็วพลางพูดขึ้นโดยตรงว่า
“คุณหย่านอ่องไหมคะ?หนูมีเรื่องอยากให้คุณช่วยค่ะ” ซูเวยรีบพูดถามด้วยความใจร้อนที่อยากจะได้ข้อมูลที่ตนต้องการ
“ใช่ครับคุณหนูซูเวยมีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ?”หย่านอ่องถามซูเวยอย่างสุภาพ เนื่องจากเขารับรู้แล้วว่าสถานะของซูเวยสูงมากสำหรับกลุ่มเอกะดังนั้นเขาจึงแสดงความสุภาพกับเธอในทันที
“โอ๊ะ!เรียกแค่ชื่อหนูก็พอแล้วค่ะ หนูอยากได้ตำราเรียนรู้ภาษาชนกลุ่มน้อยหนึ่งของทางประเทศMY คุณพอจะหาเอกสารส่งมาให้หนูทางอีเมลได้ไหมคะ?” ซูเวยรีบพูดแย้งขึ้นด้วยความตกใจเธอไม่คิดว่าเขาจะแสดงความสุภาพมากเกินไปจนทำให้เธอรู้สึกเขินอายและกังวลจึงบอกให้เขาขานชื่อตนเองโดยตรงดีกว่าพร้อมกับบอกเหตุผลความต้องการกับเขาในทันที
“ภาษาอะไรหรือครับที่นี่มีชนกลุ่มน้อยอยู่เยอะมาก” หย่านอ่องถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับซูเวยด้วยความสงสัย
“อ๋อ!ภาษาคาซินค่ะ คุณพอจะหาให้หนูได้ไหมคะ?” ซูเวยมองเห็นความหวังเธอจึงบอกเขาอย่างกระตือรือร้น
หย่านอ่องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่ซูเวยสนใจที่จะเรียนรู้ภาษาถิ่นชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นผู้คนบางส่วนของกลุ่มเอกะ แต่เขายึดมั่นการทำหน้าที่ตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่มเขาจึงพูดตอบรับอย่างสบายใจว่า
“ได้ครับผมขออีเมลซูเวยด้วยครับ” หย่านอ่องขออีเมลเพื่อจัดส่งเอกสารกลับไปให้เธอเขาแค่แปลกใจที่เห็นว่าเธอสนใจแต่ไม่ได้สงสัยว่าเธอจะเรียนรู้ภาษาคาซินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใดเขาจึงไม่ได้ซักถามอะไรเธออีกเพราะคิดว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง
“อีเมลของหนูคือ......”ซูเวยบอกหย่านอ่องด้วยน้ำเสียงพึงพอใจเธอมีความสุขที่ตนเองมีโอกาสที่จะถอดรหัสโฟลเดอร์ลับนั้นได้เสียทีโดยที่ซูเวยไม่รู้เลยว่าโฟลเดอร์นั้นถูกเก็บไว้เหมือนโฟลเดอร์ที่คล้ายไม่มีคนสนใจมานานแล้วแต่ทว่าทุกคนที่เข้าไปดูต่างพบแค่โฟลเดอร์ว่างเปล่า ไม่มีข้อมูลอะไรเลยแม้แต่น้อยยกเว้นแฮ็กเกอร์ทักษะสูงเท่านั้นถึงจะพบว่ามีการเข้ารหัสไว้อยู่
หลังจากที่ซูเวยพูดคุยและรอให้อีเมลตนเองมีเอกสารเข้ามาปรากฏว่าเธอเหลือบมองเห็นเวลา 12.30 น. พอดี ทำให้ปล่อยวางเรื่องนี้ไปก่อน โดยเธอรีบลุกขึ้นไปเปิดและล็อกประตูห้องเพื่อไปทานอาหารกลางวันเธอเกรงว่าถาดอาหารจะเหลือแต่เศษอาหารอีกเหมือนเดิมซึ่งทำให้ตนเองต้องออกไปหาอาหารในป่าทานประทังความหิว
“ตายละ!ฉันทำงานเพลินจนเลยเวลาทานอาหารอีกแล้ว จะมีอาหารเหลือไว้รอฉันไหมละทีนี้?” ซูเวยรีบวิ่งลงบันไดพลางพูดบ่นให้ตัวเองด้วยความหงุดหงิดเธอไม่สนใจสายตาของนักเรียนทั้งหลายที่จับจ้องตนเองอย่างสนใจ
“ดูสิ!ซูเวยเพิ่งจะถูกปล่อยตัวมาทานอาหารหรือยังไง? วิ่งแน่บเชียว”
“สมน้ำหน้า!คงถูกลงโทษหนักเลยสินะ”
“เอ๊!นั่นซูเวยไม่ใช่หรือ?เธอยังไม่ทานข้าวหรือยังไงถึงได้วิ่งไปทางโรงอาหารแบบนั้น?”
“ขอให้นังเด็กกำพร้าไม่ได้ทานอาหารแบบคราวก่อนฉันจะได้มีความสุข”
“ซูเวยคงได้ทานอาหารอยู่หรอกแม่ครัวคนใหม่เขาให้อาหารแต่ละคนยุติธรรมกว่าคนเก่ามากนัก”
“นั่นสิ!ฉันว่าแม่ครัวคนใหม่ทำอาหารอร่อยกว่าคนเก่าเยอะเลย”
ซูเวยไม่ได้สนใจเสียงพูดคุยของนักเรียนที่ต่างพากันชี้นิ้วตรงเข้ามาหาตนเองตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกหิวข้าวมากแล้วเพราะเลยเวลาทานอาหารมาหลายนาทีครั้นเธอวิ่งมาถึงโรงอาหาร พลันมองเห็นแม่ครัวคนใหม่ซึ่งเป็นหญิงร่างผอมบางที่เคยเป็นผู้ช่วยแม่ครัวคนเก่ากำลังยืนเมียงมองซ้ายขวาและยืนเฝ้าถาดอาหารใบเดียวด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
“นี่เป็นถาดอาหารของหนูใช่ไหมคะ?”ซูเวยวิ่งไปหยุดยืนอยู่หน้าแม่ครัวใหม่ด้วยความแปลกใจ
“ใช่ค่ะนี่เหลือแค่ถาดอาหารของหนูซูเวยคนเดียว คนอื่นทานไปหมดแล้ว”แม่ครัวยิ้มกว้างพลางตอบซูเวยตามจริง
ซูเวยเหลือบมองเห็นถาดอาหารที่มีเนื้อหมูเนื้อไก่และผักเต็มถาด รวมทั้งข้าวสวยร้อนๆที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นเหนือถาดทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจจึงเอ่ยชมแม่ครัวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณนะคะหนูคงทานอิ่มแน่ๆค่ะ”
แม่ครัวฟางยิ้มตอบรับคำชมของซูเวยพลางบอกซูเวยอย่างใจดีว่า“หากหนูทานไม่อิ่มก็มาขอเพิ่มได้นะคะ ยังเหลือไก่ราดซอสอยู่อีกนิดหน่อยค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะแค่นี้หนูก็อิ่มแล้ว” ซูเวยส่ายหน้าปฏิเสธพลางบอกปริมาณที่ตนเองทานได้ตามจริงจากนั้นเธอยกถาดอาหารไปทานที่โต๊ะทานข้าวอย่างรวดเร็วขณะที่ซูเวยเงยหน้าพร้อมกับเคี้ยวข้าวช้าๆอยู่พลันมองไกลออกไปยังพื้นที่ด้านข้างโรงยิมที่มีพื้นที่โล่งไว้ให้นักเรียนนั่งผ่อนคลายเธอมองเห็นสืออู๋เจ๋อทำท่านั่งม้าอยู่อย่างจริงจังทำให้ซูเวยลอบพยักหน้าชื่นชมกับความตั้งใจของเขา
เมื่อซูเวยทานอิ่มแล้วเธอรีบนำถาดไปเก็บยังโต๊ะวางถาดอาหารซึ่งเธอยังสังเกตเห็นแม่ครัวฟางทำความสะอาดโรงอาหารอยู่อย่างขะมักเขม้นไม่มีแอบหลบไปพักก่อนเวลาเหมือนแม่ครัวเจี่ยทำให้ซูเวยพยักหน้าอย่างพอใจในความขยันของแม่ครัวคนนี้ที่สำคัญคือรสชาติอาหารอร่อยกว่าเดิมมากนักส่งผลให้ซูเวยอารมณ์ดีและมีความพร้อมกลับไปลุยงานถอดรหัสของตนเองต่อไป