ตอนที่ 148 ปราณราชันขั้นปลาย
ตอนนี้บริเวณโดยรอบของเจ้าสำนักกับเต้าซื่อกำลังมืดลงเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแท้ๆ
"เกิดอะไรขึ้นกัน"
เจ้าสำนักอินทรีเริ่มระมัดระวังขึ้นมา เมื่อตนเองไม่เคยพบเจอบรรยากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้นอกเสียจากเป็นฝีมืออีกฝ่ายเท่านั้น
เฟี้ยว เฟี้ยว
จู่ๆก็มีบางอย่างจู่โจมใส่เจ้าสำนักที่ตรงในความมืดโดยไม่สามารถมองเห็นการโจมตีอีกฝ่ายสักนิด
"เข้าใจละ"
เจ้าสำนักที่คิดว่าอีกฝ่ายคงใช้ความมืดช่วยบดบังการโจมตีทำให้คู่ต่อสู้ที่ตกในความมืดไม่สามารถมองเห็นการโจมตีจนยากรับมือได้
เปรี้ยง ฉั่วะ
แต่เจ้าสำนักอินทรีที่ไม่ได้เพิ่งสายตาในการมองเห็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นยังมีความสามารถอย่างอื่นที่ใช้อย่างอื่นสัมผัสการโจมตีได้
วู้ม
ตอนนี้สายลมจำนวนมากล้อมรอบตัวเจ้าสำนักในพริบตา
ทำให้ความมืดไร้ผลแล้วเมื่อใดที่สายลมของตนสัมผัสถูกพัดก็สามารถรับมือหรือแม้กระทั่งวิธีตอบโต้กลับไปได้ด้วย
ฉั่ว เฟี้ยว
"อ๊าก"
เจ้าสำนักอินทรี ที่คาดไม่ถึงว่าตนเองใช้สายลมล้อมรอบตัวเองเอาไว้เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่อาจสัมผัสกับพัดหมากล้อมของศัตรูได้ก่อนจะโดนเล่นงานอีก
"เป็นไปไม่ได้ที่สายลมของข้าไม่อาจสัมผัสพัดหมากล้อมได้ก่อนที่จะถูกศัตรูโจมตีเช่นนี้"
เจ้าสำนักไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ไงกัน
"คิดว่าข้าจะมองไม่เห็นจุดบอดรึไง"
เต้าซื่อยังคงให้พัดหมากล้อมจู่โจมใส่ศัตรูได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้สัมผัสถูกสายลมของคู่ต่อสู้ก่อนเลยสักครั้งในตอนนี้
"เจ้ามองเห็น ตาสายลม สินะ"
เจ้าสำนักอินทรีที่เริ่มเข้าใจบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อลมย่อมต้องมีตาสายลมหรือเรียกว่าจุดปลอดภัยในสายลมรวมอยู่ด้วย ซึ่งจุดปลอดภัยสายลมจะไม่ได้รับผลกระทบจากสายลมสักนิด
ช่างเป็นความสามารถการมองเห็นวิเคราะห์ได้เยี่ยมนัก"
่เจ้าสำนักที่เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายจู่โจมใส่ตนเองได้ยังไงกัน
"อย่าคิดว่าข้าจะมีความสามารถเช่นนี้ละ"
เจ้าสำนักอินทรีที่เห็นอีกฝ่ายใช้แสงกับความมืดได้ จึงเดาได้ว่าคู่ต่อสู้ย่อมใช้ปราณจิตธาตุแสงกับความมืดได้แน่
แต่ตนเองก็ไม่มีความสามารถธาตุเดียวเช่นกัน
เฟี้ยว เฟี้ยว
ตู้ม
จู่ๆก็มีบางอย่างเล่นงานเต้าซื่อทำให้ต้องรีบใช้พัดมาป้องกัน
ครืน
ฉั่วะ ฉั่วะ
จากนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวของผืนดินจนพื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ปรากฏบางอย่างพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเล่นงานใส่เต้าซื่อที่ยืนอยู่ต้องเคลื่อนไหวหลบหลีกทันที
ในขณะที่เต้าซื่อกำลังหลบการโจมตีที่พุ่งมาจากดิน ก็มีคลื่นความร้อนพุ่งตรงมาด้านหน้าจนต้องรีบหมุนพัดหมากล้อมด้วยความเร็วสูง เพื่อตั้งรับขึ้นมา
คลื่นความร้อนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณโดยรอบ แต่แล้วกับมีบางสิ่งจากท้องฟ้าพุ่งลงมาใส่เต้าซื่อที่สนใจรับมือการโจมตีด้านหน้าอยู่ต้องแหงนหน้าขึ้นมอง
ซู่ม
สายน้ำที่ไหลบ่าจากท้องฟ้าลงมาใส่เต้าซื่อดูเหมือนกับท้องฟ้ารั่วขึ้นมาโดยไม่สาเหตุ
จนตอนนี้ความมืดที่เคยปกคลุมบริเวณรอบตัวเต้าซื่อกับเจ้าสำนักอินทรีได้หายไปเรียบร้อย
"ปราณจิตขั้น 5 ธาตุลม ดิน ไฟ น้ำ เชียวรึ"
เต้าซื่อที่วิเคราะห์ความสามารถออกพริบตา หลังจากเจอการจู่โจมซัดใส่อย่างต่อเนื่องเมื่อสักครู่จนแทบไม่มีเวลาหายใจกันเลย
"สมกับที่เจ้าสามารถใช้ปราณจิตขั้น 5 ได้สองธาตุ รู้สึกตัวไหวดี"
เจ้าสำนักอินทรีที่คิดเอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องวิเคราะห์ความสามารถตนเองออกมาได้พริบตาแน่เมื่อตนเองใช้กระหน่ำจู่โจมใส่ศัตรูติดต่อกันไปแล้ว
เต้าซื่อ ที่มีปราณจิตขั้น 5 ธาตุแสง กับ ความมืด ย่อมต้องเสียเปรียบเจ้าสำนักที่ใช้ปราณจิตขั้น5 ออกมาได้ทีเดียว 4 ธาตุอย่างช่ำชอง เรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่แตกต่างกันเลยทีเดียว
เต้าซื่อ ที่ต้องใช้พัดหมากล้อมรับมือการโจมตีแบบโหมกระหน่ำติดต่อกันจนตนเองไม่สามารถตอบโต้กลับได้เลย
ซึ่งการโจมตีของเจ้าสำนักอินทรีที่นอกจากจะโจมตีอย่างรุนแรง หนักหน่วง ต่อเนื่องแล้วยังปิดผนึการโจมตีศัตรูที่ต้องคอยแต่ตั้งรับ ป้องกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้นอีกด้วย
"แบบนี้สินะ ที่เรียกว่า การตั้งรับที่ดีที่สุด คือ การโจมตีที่ไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายโต้กลับขึ้นมาได้"
เต้าซื่อ ที่เห็นประสบการณ์อันเหลือล้นของเจ้าสำนักอินทรีที่บอกได้เลยว่าอีกฝ่ายต้องเคยเป็น สุดยอดฝีมือแห่งยุคช่วงเวลานึงแน่
"แต่เจ้ามันแก่แล้ว ถึงเวลาต้องลงโรงเสียที"
เต้าซื่อ ที่ปลดปล่อยปราณราชันขั้นปลายออกมาอย่างรุนแรงเพื่อเตรียมทุ่มพลังเต็มที่ในการโค่นล้มศัตรูตรงหน้าแล้ว
"ปราณราชันขั้นปลาย"
"อายุเท่านี้สามารถบรรลุปราณระดับนี้ได้แล้ว"
เจ้าสำนักที่สัมผัสปราณอันมหาศาลที่ปล่อยออกมาจากตัวอีกฝ่ายได้ชัดเจน
ซึ่งเป็นปราณที่เหนือกว่า หยางเจี่ยงที่เคยเป็นคู่ปรับของเจ้าสำนักอินทรีมาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ต้องชื่นชมกับความพยายามของอีกฝ่ายอย่างมาก
"ในที่สุดก็เจอคู่ต่อสู้ที่ทำให้ข้าใช้ปราณได้เต็มที่เสียที"
เจ้าสำนักอินทรี ที่แม้จะมองหยางเจี่ยง หรือ เจ้าสำนักมังกรสุริยัน เป็นคู่แข่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าหยางเจี่ยง ได้รับบาดเจ็บภายในจากการต่อสู้กับ คางหมิงในอดีตมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ปราณไม่อาจจะเพิ่มขึ้นไปมากกว่าเดิมได้อีกต่อไป
หลังจากที่สำนักนอกรีตถูกโค่นล้มลงไปด้วยการร่วมมือจากสำนักรวมตัวกันในเวลาไม่นาน
ทำให้พรรคมารฟ้าที่นำโดยคางหมิงที่มาจากทวีปอื่น ฉวยโอกาสรุกรานเข้ามาในช่วงเวลาหลังจากนั้น
เป็นเหตุให้ หยางเจี่ยงที่มีพลังแกร่งในตอนนั้น แล้วยังมีสภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมมากที่สุดในเวลานั้นออกไปรับมือกับพรรคมารฟ้าที่มาจากทวีปอื่นด้วยตัวคนเดียว
ซึ่งความจริงของเรื่องนี้มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้มาก่อน
ืทำให้เจ้าสำนักอินทรีที่มีปราณฟ้าในตอนนั้นซึ่งอ่อนแอกว่า หยางเจี่ยง สมเพชกับตัวเองขึ้นมาอย่างมาก จนพยายามบ่มเพาะปราณฝึกฝนฝีมืออย่างเต็มที่เพื่อจะได้มีพลังเหนือกว่าหยางเจี่ยงที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดจอมยุทธ ในตอนนั้น