ทว่า เมื่อ อี้เฉิน คิดถึงคำพูดของหญิงสาวนามว่า อี้ฟางหรง เอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มันก็ทำให้อี้เฉิน รู้สึกประหลาดใจ ไม่รู้หญิงผู้นั้น ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เพียงแค่เอ่ยนามของนาง ความขัดแย้งทุกๆ อย่างจะถูกแก้ไข ได้อย่างไรเล่า เขาไม่ค่อยเชื่อถือมันสักเท่าใดนัก
เมื่ออี้เฉิน อ่านตำราที่เขาต้องรู้เบื้องต้นของดินแดนแห่งนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น เขาจึงคิดจะไปเยือนยัง หุบเขาเทพบรรพกาล หมายมั่นเข้าไป แสวงโชคภายในมิติ หุบเหวสวรรค์ คิดตามหา เมล็ดบัวแห่งการหวนคืน รักษาจุดตันเถียนที่เสียหายของเขา
"นี่ก็ใกล้แล้วสินะที่ มิติ หุบเหวสวรรค์ ใกล้จะเปิดขึ้น สงสัยข้าต้องไปเยือนยังสถานที่แห่งนั้นสักหน่อย"
อี้เฉินไม่รอช้าเดินปรี่เข้าไปภายในส่วนลึกของหอสมุดโลกในทันที แววตานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง หวังว่าจะเจอ เมล็ดบัวแห่งการหวนคืน ไม่เช่นนั้น ปราณโลหิตภายในทะเลความรู้ที่เขาสะสมมา อย่างยากลำบาก คงเหือดแห้งจนเขาใช้ จนหมดแน่
"เจ้าหยุดเดียวนี้ สถานที่แห่งนี้ห้ามคนนอกเข้า"ชายหนุ่มกล่าวเสียงแข็งออกมา ครั้นเห็นอี้เฉินจะเข้ามาด้านในส่วนลึกของหอสมุดโลก ไม่มี แม้แต่ป้ายยืนยันตน ห้อย ไว้ที่เอว พวกเขาจึงปรายตามองมาด้วยความเย้ยหยัน
อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยเมื่อมีคน ยืนขวางทางเดินตัวเขา ก่อนอี้เฉินจะนำป้ายหยก ที่อี้ฟางหรง มอบให้มา ยื่นให้ชายหนุ่มตรงหน้าดู
ชายหนุ่มที่เห็นป้ายหยกของอี้เฉิน เต็มสองตา เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก จ้องมองชายหนุ่ม อัปลักษณ์ ที่อยู่ตรงหน้าขึ้น ลง อยู่หลายครา ท่าทางเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อย กลายเป็นคนนอบน้อมในฉับพลัน เปิดปากพูดออกมาด้วยความยากลำบาก หนังตากระตุกน้อยๆ ขึ้นมา ถี่ยิบ
"เชิญท่านเข้าไปใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้าย ได้ตามสะดวก"ฉับพลันที่ชายหนุ่มเอ่ยคำพูดออกมาด้วยความยากลำบากเสร็จสิ้น เขากับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขาก็ต่างมองอี้เฉินอย่างไม่วางตา ประหนึ่ง ไม่อยากเชื่อสายตาครั้นเมื่อเห็นป้ายหยกแผ่นนั้น ว่าผู้ครอบครองจะเป็นชายหนุ่มอัปลักษณ์ผู้นี้
อี้เฉินที่ได้ยิน น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่จำยอม เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะยกมือเกาหัว น้อยๆ ด้วยความงงงวย ก่อนจะนำพาร่างกายเข้าไปภายในค่ายกลเคลื่อนย้าย
...ยังดีที่ หอสมุดโลกแห่งนี้มีกระจายไปทั่ว ดินแดนรอบนอก การเดินทางต่อจากนี้คงจะไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับเขา
ฉับพลันที่อี้เฉินตั้งจุดหมายปลายทางที่เขาจะไปได้ วงแหวนภายในห้องโถงใหญ่ก็พลันสว่างวาบขึ้นมา ก่อนส่งกายาอี้เฉินหายออกไปอย่างฉับพลัน ระหว่างที่อยู่ภายในแสงสีทองเดินทางด้วยความเร็วสูง อี้เฉินมึนหัวเป็นอย่างมาก กายาสั่นเทิ้มออกมาน้อยๆ ไม่คิดค่ายกลเคลื่อนย้ายของดินแดนแห่งนี้ จะส่งการเดินทาง ออกไปได้รวดเดียวถึงจุดหมายเช่นนี้ ในการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย เพียงครั้งเดียว
ครั้นเมื่อมาถึง หอสมุดโลกของดินแดนเทพได้ เข่าข้างหนึ่งของอี้เฉินถึงกับทรุดลงกับพื้นเบื้องล่างในทันใด ไม่คิดการเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย หลายสิบวินาทีจะทำให้ กายารับภาระหนักถึงเพียงนี้ ทว่าริมฝีปากน้อยๆ ก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เมื่อมองเห็นสถานที่ ที่แปลกตาออกไป
เหมือนว่าหอสมุดแห่งนี้จะดูครึกครื้น เต็มไปด้วยผู้คนเข้ามาอ่านตำราศึกษา แม้แต่เหล่าจอมยุทธ ระดับยอดยุทธ์ยังมีให้เห็นประปราย อี้เฉินไม่รอช้าเดินปรี่ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันที
ทว่าสายตาของหลายคน ต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ ราวกับเจอสิ่งแปลกใหม่ มันก็ทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่น ไม่สบอารมณ์ กับพวกอนุชนเผ่าเทพนัก ไม่คิดกลุ่มคนพวกนี้จะชอบเย้ยหยันผู้คนด้วยสายตา
ชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ดูแลหอสมุดโลก เขาส่งคำพูดเข้ามาภายในโสตประสาท อี้เฉินในทันที กล่าวคำพูดให้กำลังใจตัวของชายหนุ่มอัปลักษณ์ "เจ้าอย่าได้ใส่ใจ กลุ่มคนเผ่าเทพเดิมที พวกเขาเย่อหยิ่ง และจองหองเหนือผู้ใด พวกเขามองว่า ตนเองมีสายเลือดสูงส่ง ยืนคนละระดับ กับกลุ่มคนทั่วไปนับแสน จึงไม่ปรายตามองผู้คนระดับล่าง มองดูถูกดูแคลน ทุกผู้คนเป็นเรื่องธรรมดา"
อี้เฉินที่ได้ยินเขาจ้องมองไปที่ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาว ที่เอวห้อยป้ายหยก ยืนคุ้มกัน หอสมุดในทันที ก่อนก้มหัวให้ชายหนุ่มเล็กน้อยด้วยความนอบน้อม "ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยชี้แนะ"
ชายหนุ่มผู้ดูแล เพียงส่งรอยยิ้มให้อี้เฉินเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยพูดคำใดโต้ตอบ กับอี้เฉินอีกต่อไป เขาเองก็ถูกกลุ่มคนพวกนี้ดูถูก ดูแคลนไม่ต่างจากชายหนุ่ม ครั้นเห็นคนที่ถูกกระทำเช่นเดียวกัน จึงอยากส่งกำลังใจให้ก็เท่านั้น โลกแห่งการฝึกยุทธ์มันไม่ได้ง่ายดายโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ที่คอยค้ำจุน อุปถัมภ์อย่างดี ยากที่จะเฉิดฉาย จนเปล่งประกายท่ามกลางหมู่ดาว
****
อี้เฉินครั้นเห็นสภาพโดยรอบของหุบเขาสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับเป็นแผ่นดินใหญ่ ลอยเหนือท้องฟ้า ประหนึ่งเป็นดินแดนสุขาวดี ที่สงบสุขสวยงาม ทว่า เมื่อมองลงไปด้านใต้ แผ่นดินกว้างใหญ่ ให้ความรู้สึกที่น่าหวาดกลัว กายาเย็นเยือก หนาวสั่น เมื่อมองเห็นหุบเหวเบื้องล่าง ดำมืดมิด มองไม่เห็นแสงส่องผ่านลงไป ส่งกลิ่นเก่าแก่โบราณน่าคร้ามเกรงออกมา
สัตว์อสูรที่ผุดพลายขึ้นมาเหนือหุบเหวดำมืด เองก็มีปรากฏกาย ออกมา อวดโฉมความน่าหวาดกลัว เนืองๆ อยู่ไม่ขาด มองเห็นหลัง ไหวๆ ขนาดใหญ่โตของมัน ใครที่จ้องมองลงไป ดูชม ต่างนำพาให้กายาสั่นเทิ้ม
ฝูงชนเองก็มีอยู่ด้วยกันไม่น้อย ยืนตามจุดต่างๆ ของเมืองหุบเขาสวรรค์ พูดคุยกันเสียงดังเอ็ดตะโร สำนักน้อยใหญ่เองก็ทยอยเดินทาง กันมายังสถานที่แห่งนี้ จนศาลารับแขกเต็มไปด้วยผู้คน คับคั่ง
ทว่าเมื่ออี้เฉินมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นอากาศท่ามกลางท้องฟ้า จู่ๆ สั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะเปิดแยกออกมาเป็นมิติที่แตกร้าว แหวกอากาศจนเป็นช่องกว้างใหญ่ เขาถึงกับเบิกตาออกกว้าง "นั้นมันไม่ใช้ขั้นพลังเทพสวรรค์แล้ว" ฉับพลันที่เห็นกลุ่มคนออกมาจาก รอยแตกร้าวเหล่านั้น มันก็ทำให้อี้เฉิน หางตามีน้ำตาไหลซึมนิดๆ
ขณะที่เห็น หญิงสาวที่มีใบหน้างามเพริศพริ้ง ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่ในสายตา นางช่าง คลับคล้ายคลับคลา ราวกับเป็นตัวของเยว่ฉาน ภาพเก่าๆ ที่พวกเขาเคยได้อยู่ร่วมกัน มันก็ผุดพลายขึ้นมา นำพาให้หัวใจของอี้เฉิน สั่นไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาที่เหลือข้างเดียวของอี้เฉิน แดงระเรื่อขึ้นมา มีน้ำตาไหลซึม ด้วยความคะนึงหา อยากเข้าไปจับไปกอดก็ไม่อาจทำได้ ทำได้เพียงจ้องไปที่ตัวนางอย่างไม่วางตา แต่รู้ดีนางผู้นี้ไม่ใช่เยว่ฉานที่เขารู้จัก แต่อย่างไรก็อยากพบเจอตัวนางสักครา
เยว่ชิงเซียน เมื่อสัมผัสได้ว่า กระดูกสร้อยคอที่นางสวมใส่มาเป็นระยะเวลา1ปีกว่าๆ จู่ๆ สั่นไหวน้อยๆ ขึ้นมา มันทำให้นางตกตะลึงอยู่ไม่น้อย มันไม่มีปฏิกิริยามานาน ตั้งแต่ที่นางได้มันมาจากชายผู้หนึ่ง แต่ในยามนี้มันกลับตอบสนอง นางกวาดสายตา มองลงไปเบื้องล่างในทันที แต่ก็ต้องถอนหายใจออกมายาวครั้นเห็น หมู่ชนมีอยู่ด้วยกันไม่น้อย การที่จะหาใครสักคน คงจะเป็นเรื่องยาก
"พวกเจ้าดูนั้นเร็ว นั้นมัน สตรี ศักดิ์สิทธิ์ เยว่ชิงเซียน สมแล้วที่ถูกเรียกว่านางฟ้า เยว่ชิงเซียน งดงาม สมคำร่ำลือจริงๆ"
อี้เฉินที่ได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกัน เขายกยิ้มเล็กน้อยในทันที "เจ้ามีนามว่า เยว่ชิงเซียน สินะ หวังว่าข้ากับเจ้า เราจะพูดคุยกันได้ด้วยดี" อี้เฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ครั้นเห็นใบหน้าที่เย็นชาของนาง เต็มไปด้วยความดื้อรั้น มันก็ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจไม่น้อย
ฉับพลัน อากาศด้านบนท้องฟ้าก็บิดเบี้ยวออกมาอีกครา แต่คราวนี้ มันมีอยู่ด้วยกันหลายตำแหน่ง ก่อนอากาศที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น จะแตกร้าวออกมาก้อง แหวกออกเป็นมิติกว้าง มองเห็นร่างเงากลุ่มคนภายในนั้นหลายสิบคน ปรากฏออกมาสู่สายตาผู้คนเบื้องล่าง
ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างต่างเบิกตาออกกว้าง จ้องมองภาพเบื้องบนอย่างไม่วางตา แม้แต่อี้เฉินที่สัมผัสได้ถึงปราณพลังที่หนาแน่นรอบทิศ เขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
"ดูนั้นเร็ว นั้นมันผู้นำราชวงศ์ ชิง ไม่ใช่หรือ เหตุใดเขาถึงมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวของเขาเองเล่า"ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความตกใจ
"ตรงนั้นเองก็ราชวงศ์ซือไม่ใช่หรือ แถมผู้นำยังมาด้วยตนเองอีกด้วย พวกเขามาทำอะไรกันแน่ หรือว่าพวกเขามาประชุมหาลือกันไม่คิดคนระดับสูงของ ทั้งสองราชวงศ์จะมาเยือนยังสถานที่แห่งนี้ ...เจ้าสำนัก5ดาวที่อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์เองก็มากันไม่น้อย คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ"ชายหนุ่มคนหนึ่ง กล่าวออกมาด้วยความกังวลใจ ปราณพลังโดยรอบหนักอึ้งอย่างเฉียบพลัน
"องค์ชายใหญ่ซือจงเทียน แห่งราชวงศ์ ซือก็มา เกรงว่ามิติหุบเหวสวรรค์ได้กลายเป็นสงครามใหญ่กระมัง องค์ชายชิงไป๋ยี่ ราชวงศ์ชิง ก็มาเช่นกันสงสัยพวกเขาคงจะคิดช่วงชิงว่าผู้ใดจะเป็นอันดับหนึ่ง ของเหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่เป็นแน่แท้"
"ข้าเองก็เห็นด้วย ต่อให้มีองค์ชายองค์อื่นๆ มาก็ตาม ข้าว่าต้องเป็นพวกเขาสองคนที่ปะทะกันอย่างแน่นอน เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า ซือจงเทียน ผู้ยืนเหนือ ชิงไป๋ยี่ ไม่นานพวกเราคงได้รู้ว่า ใครจะเป็นอันดับหนึ่งที่แท้จริง"ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น