หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
เอลกำลังนั่งดื่มชาที่โต๊ะอาหารฝั่งนึงของห้องส่วนเคลฟีกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟา แถวชั้นหนังสือ
(เบื่อแหะ...) เอลแอบคิดในใจ
จนตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ออกไปไหนเพราะร่างกายที่ยังไม่แข็งแรง บวกกับเพิ่งจะกลับมาแท้ๆ เลยอยากจะใช้เวลาอยู่กับน้องสาวตัวเองนานๆหน่อยจนเรียกได้ว่าตลอด 1 อาทิตย์มานี้ เขากับเคลฟีแทบจะตัวติดกันเลยก็ว่าได้
(ดีใจก็ดีใจอยู่หรอกแต่ก็มีเื่ที่อยากทำเยอะเลยนี่สิ..)
(คงได้เวลาแล้วล่ะ อยู่ด้วยกันมาอาทิตย์นึงเต็มแถมร่างกายก็เริ่มหายดีแล้วด้วย..)
เอลวางถ้วยน้ำชาที่เคลฟีเตรียมมาให้ลงบนโต๊ะและมองไปที่เคลฟี
“มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ?”
เคลฟีพอเห็นว่าเอลมองมา เธอก็วางหนังสือ ลุกขึ้นมาทันที
(จะดูแลดีเกินไปแล้วว! แบบนี้ข้ายิ่งรู้สึกผิดพอดี)
“เคลฟีตอนนี้ร่างกายข้าดีขึ้นมากแล้ว ต้องขอบคุณเ้ามากจริงๆแล้วก็ข้ามีเื่จะพูดหน่อย”
“มีเื่อะไรหรอค่ะ?”
เคลฟีเอียงคอ
“ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้าจะออกไปเยี่ยมชมโลกภายนอก ตลอด 15ปี คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายเลยทีเดียว”
“รับทราบค่ะ เดียวหนูพาท่านพี่ไปเองตอนนี้เรามีเมืองมนุษย์ ที่อยู่ใต้อาณัติเรา เมืองใหญ่ 11 เมืองเมืองเล็ก 27 เมือง แล้วก็หมู่บ้านอีกจำนวนมาก เดียวหนูไปเอาแผนที่มาให้นะคะถ้าท่านพี่อยากจะไปที่ไหนก่อนบอกได้เลย”
“เอ่อ…คือว่า..”
เอลทำหน้าอ้ำอึ้ง
“ข้าอยากไปคนเดียวมากกว่าน่ะ”
“..”
พอได้ยินเอลพูดอย่างงั้น เคลฟีก็เงียบไปชั่วขณะไม่รู้ว่าทำไม เอลถึงไม่อยากไปกับเธอ เธอก้มลงมองพื้นพยายามหลบสายตาและกล่าวต่อ
“ถ้างั้น...เดียวข้าไปเตรียมปีศาจระดับสูงที่ไว้ใจได้ มาคอยคุ้มกันท่านพี่นะคะ”
“คือ…ข้า อยากลองแฝงตัวไปเมืองฝั่งมนุษย์หน่อยน่ะ..เพราะงั้นไม่ต้องให้ใครมาติดตามหรอก”
เคลฟีเบิกตากว้าง
“ไม่ได้นะคะ!ตอนนี้ฝั่งมนุษย์ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว สมาคมเวทมนตร์ให้นักเวทย์ที่มีความสามารถตรวจจับเวทย์มายา ประจำการอยู่ตามประตูเมืองและให้ประจำกองกำลังทหารอีกนอกเหนือจากนั้นตอนนี้พวกทหารรับจ้างส่วนใหญ่ยังมีความสามารถตรวจสอบเวทย์มายาด้วย หากท่านพี่จะแอบเข้าไปต้องเกิดการต่อสู้แน่ค่ะ!”
เอลพอได้เห็นอาการกังวัลใจของเคลฟีขนาดนี้ทำให้เขาแสดงสีหน้ารู้สึกผิดขึ้นมา แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว
“เข้าใจแล้วๆข้าไม่ไปเมืองฝั่งนั้นก็ได้.. แต่ข้าขอออกไปข้างนอกได้ไหม"
“ทำไมเหรอค่ะ มีอะไรให้หนูช่วยไหม”
“จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่…เบื่อๆน่ะ”
“ถ้าอย่างงั้นให้หนูไปด้วยเถอะค่ะ!ตอนนี้ท่านพี่ยังไม่แข็งแรง เื่ที่ท่านพี่กลับแล้ว หนูก็ยังไม่ได้ประกาศให้ทุกคนรู้ปีศาจรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านพี่ อาจเกิดการเข้าใจผิดและเกิดการต่อสู้ขึ้นกันได้นะคะ”
เคลฟีเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือมาจับมือของเขาไว้และแสดงสีหน้าวิงวอน
“อืมมมมม เอาแบบนี้ละเพื่อไม่ให้เ้ากังวล เรามาสู้กันดีกว่า ถ้าเ้าชนะ ข้าก็จะยอมทำตามที่บอกแต่ถ้าข้าชนะ ก็แสดงว่าเ้าไม่สามารถปกป้องข้าได้ แบบนี้เป็ไง”
“เอ่อ.. จะดีหรอค่ะ ร่างกายท่านพี่ยังไม่แข็งแรงเลย..”
“เอาเถอะน่าคงไม่ได้กลัวจะแพ้หรอกนะ”
เคลฟีทำสีหน้ากังวลแต่สุดท้ายเธอก็ยอมตกลง และทั้งคู่ก็บินออกไปทางระเบียงด้วยกัน
.
..
ที่ระเบียงชั้นที่17
ตอนนี้ทั้งคู่มายืนประจันหน้ากันอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร
“เอ่อ..ท่านพี่จะใช้อาวุธอะไรไหมค่ะ?” เคลฟีะโ
สมัยก่อนเอลจะมีไม้เท้าเวทมนตร์อยู่อันนึงโดยเขาจะใช้แต่เวทย์ที่ใช้เวลาร่ายสั้นๆและเข้าจู่โจมศัตรูในระยะประชิดผิดจากตัวเธอที่จะเน้นใช้เวทมนตร์ที่ใช้เวลาร่ายนานๆ คอยโจมตีจากแนวหลัง
“ไม่ต้องหรอก ไม่จำเป็” เอลกล่าว
“ถ้าไม่ไหวก็บอกได้เลยนะคะ ข้าจะพยายามออมมือไว้ให้ค่ะ ”
เอลพยักหน้า พร้อมกับเริ่มตั้งท่าโจมตีต้องขอบคุณการดูอย่างดีตลอดหนึ่งอาทิตย์ของเคลฟีทำให้ร่างกายของเขาเริ่มกลับมาปกติดีแล้ว สมัยก่อนเขาก็เคยสู้กับเคลฟีบ่อยๆเพื่อฝึกฝีมือกันแต่ก็เป็ฝ่ายที่ต้องออมมือให้ตลอด ผ่านมา 15 ปี แล้วน้องเขาจะแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน เื่นี้ทำให้เอลรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ข้าพร้อมแล้ว เข้ามาได้เลย!”
ทันทีที่เอลพูดจบ เคลฟีหลับตาลงบรรยากาศดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอร่ายเวทย์แรกออกมา
[หลับไหล!]
ความสามารถของสองพี่น้องจอมมารคือร่ายเวทย์กลุ่มจำพวกคำสาปโดยไม่ต้องแตะตัวเวทย์ที่ถูกยิงออกมา มันคือเวทย์ที่ทำให้อีกฝ่ายสลบไป
แต่เอลกับยืนอยู่อย่างนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุผลเป็เพราะเขาใช้เวทย์ป้องกันคำสาปไปแล้ว มันเป็เวทย์ที่ป้องกันพวกเวทย์คำสาปจากระยะไกลแลกกับการผลาญพลังเวทย์อย่างต่อเนื่องแต่การที่ต้องสู้กับพวกนักเวทย์ด้วยกันก็เป็เวทย์จำเป็อย่างมาก
เคลฟีไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเธอแค่ทดสอบดู เพื่อเอลจะลืมร่ายเวทย์ป้องกันขึ้นมา
เมื่อเวทย์คำสาปไม่ได้ผลก็ต้องหันไปโจมตีทางกายภาพแทน เธอร่ายเวทย์ต่อมาทันที
“ถ่วงน้ำหนัก”
“ต้านทานแรงโน้มถ่วง”
เวทย์สองชนิดหักล้างกัน เอลเริ่มมีสีหน้าเบื่อหน่ายเวทย์แต่ละเวทย์ที่เคลฟีใช้ เป็เวทย์พื้นฐานทั้งนั้น หรือก็คือเธอยังมัวแต่เกรงใจเขาอยู่
“ถ้ายังไม่เริ่มจริงจังงั้นข้าขอเริ่มก่อนเลยละกันนะ”
พูดจบ เอลชี้มือไปด้านหน้าและ
“ทัณฑ์์!”
้าของเคลฟีเกิดประกายสายฟ้าเล็กๆเธอรีบร่ายเวทย์บาเรียขึ้นมาทันที สายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงลงมาอย่างจังเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว ความรุนแรงของมันทำให้เธอต้องยืนร่ายบาเรียอย่างต่อเนื่อง
ในจังหวะที่รับมือกับสายฟ้า้ารู้ตัวอีกทีเอลก็พุ่งมาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
เอลยื่นสองมือมาด้านหน้าและ
“ะเิ!”
(ระยะนี้เลยเรอะ!)
เธอเบี่ยงสายไฟจาก้าไปทางเอลแทน ะโถอยหลังหลบเวทย์ะเิได้อย่างฉิวเฉียดพริบตานั้นก็รู้สึกถึง อะไรบางอย่างจากด้านข้าง ะุเวทย์กว่า 10 ลูกถูกยิงวิถีโค้งอ้อมมาทางซ้ายและขวา เธอกางบาเรียรับลูกะุจากทั้งสองฝั่ง
จังหวะนั้นเองมีแสงไฟสีแดงทะลุผ่านหมอกควันจากะเิก่อนหน้า กำลังพุ่งเข้ามา
(แย่ละ!)
"กำแพงน้ำแข็ง"
เธอใช้เวทย์เรียกกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมารับการโจมตีของไฟบอลที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียดเพิ่งจะร่ายเวทย์เสร็จไม่ทันไรก็มีกลุ่มไฟรูปร่างเหมือนหอกขนาดั์ปรากฏขึ้น้าและกำลังพุ่งมาทางเธอ
(มือไม่ตกเลยสินะคะท่านพี่!!)
เกิดเสียงะเิดังสนั่นตามด้วยแรงลมกระจายออกรอบด้าน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เวทมนตร์ของเอล แต่เป็ของเคลฟี
ปีกสีดำนั้นในที่สุดก็กางออก เธอลอยอยู่เหนือพื้นประมาณ10 เมตร สายตาที่เปลี่ยนไปทำให้เอลยิ้มเล็กๆในที่สุดเคลฟีก็เริ่มเอาจริงแล้ว!
“ดูท่าท่านพี่จะหายดีแล้วจริงๆสินะคะแต่แน่นอนว่าการไปเมืองมนุษย์คนเดียวข้าก็ยังไม่เห็นด้วย ตลอด 15 ปี ที่ผ่านมาข้าเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เดียวจะแสดงให้ท่านพี่ดูเองค่ะ!เอาจริงละนะคะ!”
พูดจบเคลฟีก็ร่ายเวทย์ทันที
“ปราสาทน้ำแข็ง!”
แค่เพียงเวลาเสี้ยววิเอลรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปแบบกระทันหันเขาไม่เคยได้ยินเวทย์ที่เคลฟีใช้มาก่อน แต่ก็พอััได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเอลรีบร่ายเวทย์ไฟล้อมรอบตัวเขาทันที
พริบตานั้นเอง พื้นที่ระเบียงทั้งหมดก็กลายเป็น้ำแข็งมีเพียงแค่รอบตัวเขาเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกแช่ไปด้วย หากเขาไม่ได้ร่ายเวทย์ไฟไว้ป่านนี้ก็คงขยับไม่ได้ไปแล้ว
(ใช้ได้นี่!)
“ไม่ยอมง่ายๆสินะคะ…ศูนย์สัมบูรณ์!”
เวทย์แรกที่เคลฟีร่ายออกมา เอลรู้สึกเพียงแค่อุณภูมิเปลี่ยนไปอย่างกระทันหันเลยสามารถป้องกันได้ทัน แต่ครั้งนี้ พริบตาที่เคลฟีพูดจบเส้นเืในร่างกายของเขาก็เหมือนกับถูกแช่แข็งขนาดมีเวทย์บาเรียป้องกันิัไว้แล้ว แต่ก็ยังต้านทานไม่ได้
ปราสาทน้ำแข็งแค่ทำให้อีกฝ่ายขยับไม่ได้เท่านั้นของจริงคือเวทย์นี้ต่างหาก! เวทย์ไฟป้องกันไม่ได้แน่!
(เวรละ! ต้องรีบออกจากตรงนี้!)
เอลใช้แรงที่เหลืออยู่ร่ายเวทย์ะเิตรงหน้าแม้จะแรงะเิจะโดนเขาเต็มๆ แต่ยังไงก็มีบาเรียรับไว้ สิ่งที่สำคัญคือหลบออกจากพื้นที่ของเวทย์เคลฟีให้ไวที่สุด
เวทย์ะเิทำงาน น้ำแข็งที่อยู่รอบๆตัวเอลแตกออกทำให้เอลกระเด็นถอยหลังออกมาหลายเมตรพื้นที่ที่ยืนอยู่ก่อนหน้านั้นกลายเป็น้ำแข็ง ถ้าเขาไม่หลบก็คงกลายเป็ก้อนน้ำแข็งไปแล้ว
(เกือบไปแล้ว น่ากลัวชิบ!)
“....พายุหิมะ”
เคลฟีร่ายเวทย์ต่อมาทันที
ปราสาทน้ำแข็งที่สร้างมาทั้งหมดก่อนหน้าแตกเป็เสี่ยงๆแต่เศษน้ำแข็งพวกนั้นไม่ได้ตกลงสู่พื้น มันลอยขึ้นมาและหมุนวนรอบๆราวกับพายุเฮอร์ริเคนที่เต็มไปด้วยหนามแหลม
แทบไม่มองไม่เห็นด้านหน้า ทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยน้ำแข็งและหมอกควันที่หมุนวนจำนวนมาก พริบตานั้นเองน้ำแข็งแหลมคมจำนวนหนึ่งพุ่งตรงมาที่เขาแต่ไม่ใช่แค่จากด้านหน้าเท่านั้น แต่เป็ทั่วสารทิศ
[ต้องอย่างงี้สิ!]
ในมือของเอลมี ก้อนสีดำเล็กๆขึ้นมา เขากำลังจะชูมือทั้งสองข้างไปทางเคลฟีแต่ในจังหวะนั้นเอง
ก่อนที่น้ำแข็งพวกนั้นกำลังจะถึงตัวเขามันก็หยุดอยู่กับที่กลางอากาศสะอย่างงั้น
“ข้ายอมแพ้แล้วค่ะ” เคลฟีกล่าว
พายุน้ำแข็งค่อยๆหยุดลงเศษน้ำแข็งทั้งหมดร่วงลงสู่พื้น เอลกำมือของเขาและก้อนสีดำนั้นก็หายไปด้วย
“หืม ไหงงั้นล่ะ น้องกำลังได้เปรียบเลยนี่..”
เคลฟีไม่ได้ตอบอะไร เธอค่อยๆบินลงมาทางเอล พอเข้ามาใกล้จนพอที่จะเห็นสีหน้า เอลก็ได้เข้าใจ
สมัยก่อนตอนสู้ด้วยกัน เคลฟีก็เคยมีสีหน้าแบบนี้เธอไม่ได้ชอบการต่อสู้เท่าไร แต่เพื่อจะได้แข็งแกร่งขึ้นเขาจึงต้องบังคับให้เธอสู้ด้วยตลอด ตอนนี้เองเธอก็อาจจะรู้สึกแบบนั้นทั้งๆที่เพิ่งเจอหน้ากันแต่ต้องมาสู้กันสะได้ เอลแสดงสีหน้ารู้สึกผิดขึ้นมา
“เป็ไรรึเปล่า ข้าขอโทษนะ”
เคลฟีส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ หนูแค่รู้สึกว่าต่อให้ใครชนะไปก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งเจ็บตัว ท่านพี่เองก็เพิ่งจะหายดีแท้ๆ”
“หืมเื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงหรอกข้าแข็งแกร่งจะตาย ไม่เป็ไรหรอก”
เคลฟีส่ายหน้าอีกครั้ง
“เื่นั้นข้าเข้าใจแล้วค่ะทั้งๆที่ท่านพี่ไม่ได้ใช้อาวุธยังไล่ต้อนข้าได้ ท่านพี่คงไม่ต้องให้ข้าปกป้องแล้วละค่ะ”
สีหน้าของเคลฟีเต็มด้วยความเศร้า เพราะนั่นก็จะเท่ากับเธอจะไม่ได้อยู่กับเอลสักพักแล้ว
เอลไม่ได้พูดอะไรเขาเดินเข้าไปใกล้และกอดเธอไว้
“ไม่ต้องห่วงนะข้าไม่เป็ไรหรอกแล้วก็ข้าไม่ได้จะหายไปไหนสะหน่อย สัญญาว่าจะกลับมาหาทุกวันเลย”
“จริงนะ?”
“สัญญาเลย”
พูดจบเอลก็เอามือลูบหัวเคลฟีอย่างอ่อนโยน
“อึ้ม”
จังหวะนั้นเองก็มีเสียงของลมที่พุ่งเข้ามาเอลและเคลฟีหันไปมองตามทิศทางของเสียงพร้อมกัน
สิ่งที่พุ่งเข้ามาคือ “ทากูส” เขาใช้เวทย์บินกำลังลอยอยู่ด้านนอกระเบียง
“อ่ะ... ขออภัยเป็อย่างสูงครับพอดีข้าได้ยินเสียงดัง เลยมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น…”
ทั้งเคลฟีและเอลค่อยๆผละออกจากกันต่างก้มหน้าอย่างเขินๆ ทั้งคู่มักวางบทสุขุมและเหี้ยมโหดอยู่ตลอด พอถูก
ทากูสมาเห็นเข้าก็รู้สึกอายๆอยู่เหมือนกัน
(โชคดีที่ข้าใส่หน้ากากนะ) ทากูสแอบยิ้มเล็กๆ
“อะฮึ้มพอดีพวกข้ามาลองฝีมือกันน่ะ ไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง”
“ครับผมๆ ขออภัยที่รบกวนครับ ถ้างั้นข้าขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบทากูสก็บินหายลงไปอย่างรวดเร็ว
พอเห็นว่าทากูสบินหายไปแล้ว ทั้งคู่ก็หันมามองหน้ากันและหัวเราะเบาๆ