คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 48 :บนเส้นทางธรรมดา

    ตอนที่ 48:บนเส้นทางธรรมดา

     

    “ใครกันทำไมผู้ชมถึงได้ดูตื่นเต้นขนาดนั้น ? ”เฉินอี้เจี๋ยมองไปที่อู๋อิงด้วยความประหลาดใจ

     

    อู๋อิงยักไหล่และพูดขึ้น “ไม่ต้องมามองฉันฉันเองก็ไม่รู้ว่าใครเหมือนกัน”

     

            “บางทีอาจจะเป็นคนดังก็ได้”หลิวเยว่ดันแว่นที่สันจมูกขึ้นมาและพูดขึ้น “รอจนกว่าเขาจะร้องกันดีกว่า”

     

            “ฉันอยากเห็นเหมือนกันว่าคนลึกลับคนนี้จะมีพรสวรรค์และความสามารถขนาดไหนเขาจะเป็นตัวปลอมรึเปล่า”ยู่เฉิงหมิงพูดขึ้นพร้อมสายตาที่สะท้อนความเจ้าเล่ห์ออกมา

     

            หลิวจือเซียไม่รู้เลยว่าเมนเทอร์คิดอะไรกันอยู่เขาเดินขึ้นไปที่กลางเวทีและยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เขาโค้งให้กับผู้ชมก่อนจะมองไปข้างหน้าและพบกับเมนเทอร์ที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่

     

    แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าของเมนเทอร์ทั้งสี่คนแต่หลิวจือเซียก็เคยเห็นหน้าตาของพวกนี้มาบ้างแล้ว

     

    เมื่อเขายกมือขึ้นตอนนั้นเสียงปรบมือและโห่ร้องของผู้ชมก็เงียบลงไปในทันที

     

    จากนั้นหลิวจือเซียก็พยักหน้าให้กับนักดนตรีที่รออยู่ข้าง ๆ

     

    เมื่อเสียงเพลงเริ่มต้นขึ้น ทำนองของดนตรีก็ทำให้เสียงเริ่มเงียบลงผู้ชมทุกคนต่างก็ตั้งใจฟัง

     

    “ลังเลไม่รู้จะไปทางไหนดี อยู่ที่ถนน

     

    ยังอยากจะเดินต่อไปไหม

     

            ความภาคภูมิใจมันหายไปแล้ว

             

            นั่นแหละตัวของฉันล่ะ…”

     

            นี่คือเพลง ‘บนเส้นทางธรรมดา’เพลงโปรดในชีวิตก่อนของหลิวจือเซีย

             

            เพลงนี้ไม่ได้ใช้เสียงสูงแต่เสียงของหลิวจือเซียนั้นไพเราะเป็นอย่างมากเมื่อรวมกับเนื้อเพลงแล้วแม้ว่าดนตรีและเนื้อร้องจะธรรมดาแต่ก็สามารถดึงดูดผู้ฟังได้จำนวนมาก

     

            ทั้งเดือดดาล ร้อนรน

             

            เธออยากไปไหน

             

            มันเหมือนปริศนาที่เราต้องค้นหา

             

              มันเงียบงัน

     

            เธอกำลังฟังเรื่องราวอยู่ใช่ไหม…”

             

            เนื้อเพลงทำให้เพลงนี้ดูทั้งอบอุ่นและเศร้าสร้อย

             

            ผู้ชมต่างพากันจมลงไปในบทเพลงจิตใจพวกเขาความเยือกเย็นที่คาดไม่ถึงปรากฏขึ้นมา พวกเขาพากันนึกถึงอดีตความล้มเหลว ความสำเร็จ และความยากลำบาก… ความรู้สึกทุกอย่างที่พวกเขาพบมาประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ ที่ทำให้พวกเขาเป็นพวกเขาในวันนี้

             

            พวกเขาฟัง คิด และนึกถึงอดีตพยายามหาคำตอบในบทเพลงของหลิวจือเซีย

             

            “ฉันเคยก้าวข้ามภูเขากับทะเลมาแล้ว

             

    พบเจอผู้คนมามากมาย

     

    สิ่งที่ฉันเคยมีมาทั้งหมด

     

    แวบเดียวมันค่อย ๆ จางหายไปเหมือนควันไฟ

     

    ฉันเคยทั้งสิ้นหวัง หมดหนทาง สูญเสียไปทุกอย่าง

     

    จึงพบว่า มันคือเรื่องธรรมดา …”

     

    เสียงเพลงยังดังต่อไปผู้ชมในห้องส่งต่างก็พากันจิตใจหวั่นไหวไปตาม

     

            ปีนขึ้นภูเขามองชมวิวไปด้านล่าง พบว่าความสูงนั้นไม่ใช่คำตอบว่ายน้ำในท้องทะเลสัมผัสทะเลสีครามรู้สึกว่ารสเค็มในน้ำทะเลก็ยังไม่ใช่คำตอบกลับมาที่ป่าแต่ก็ยังไม่พบกับคำตอบ มันทำให้สับสนยิ่งขึ้นไปอีก

     

            ความเรียบง่ายและโศกเศร้า รวมถึงการกระตุ้นต่าง ๆ นี่มันเพลงแบบไหนกัน?

             

    “นี่… เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาเองงั้นหรือ ?ฉันนึกชื่อเพลงมันไม่ออกเลย ! ”

     

    “ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน แต่เพลงนี้มันดีจริง ๆ ! ”

     

    “เพลงที่แต่งใหม่งั้นหรือ ? เสียงฟังดูคุ้น ๆ ด้วย”

     

    “หลิวจือเซีย ต้องเป็นหลิวจือเซียแน่ ๆ ฉันบอกนายก่อนว่าฉันไม่ให้พวกนายแย่งเขาไปได้หรอก! ”

     

    เมนเทอร์ทั้งสี่พากันดื่มด่ำไปกับบทเพลงของหลิวจือเซียพวกเขาพากันถกเถียงถึงเนื้อเพลงและเสียงดนตรี

     

    เนื้อเพลงที่ราบเรียบแต่กลับดูโศกเศร้าอารมณ์ของเพลงถูกสื่อออกมาได้อย่างสมบูรณ์โดยหลิวจือเซีย

     

            “ฉันเคยจมอยู่ในความมืดมัว

             

            ไม่ว่าจะต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ก็พ่ายแพ้กับมัน

             

    ฉันก็อยากเหมือนทุกคน และอยากเหมือนดอกไม้ต้นไม้ที่อยู่ในป่า

     

    ถึงแม้จะหมดหวัง ในใจก็ยังหวัง

     

    เป็นธรรมดาที่ต้องมีทั้งร้องไห้และหัวเราะ…”

             

            เสียงเพลงและท่วงทำนองที่ไพเราะทำให้ผู้คนถึงกับเกือบจะลืมหายใจ

             

            พวกเขาแทบจะไม่ขยับตัวพวกเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมามัดร่างกายของพวกเขาเอาไว้ราวกับถูกพันธนาการเอาไว้ในบทเพลง

             

            พวกเขาได้แต่คิดหาคำตอบของบทเพลงนี้

             

            ...........................

             

            ที่ห้องพักหลังเวที หลางเวิ่นซิงมองไปที่จอทีวีและพูดขึ้นมา“เสี่ยวหลิว เป็นยังไงบ้าง น้องจือเซียร้องเพลงเป็นยังไงบ้าง ? ”หลางเวิ่นซิงนั่งไขว่ห้างที่โซฟาก็เผยรอยยิ้มออกมา

             

            หลิวต้าฉวนนั่งอยู่ข้าง ๆ หลางเวิ่นซิงต้องออกปากชมออกมา“เพลงของคุณหลิวนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ !แม้แต่แชมป์ซีซั่นที่แล้วก็ไม่ได้มีพรสวรรค์เท่ากับคุณหลิวเลย”

             

            “ถูกต้องแล้ว ! ” หลางเวิ่นซิงพูดต่อ“แต่หลิวเยว่กับคนอื่นทำบ้าอะไรกันอยู่ ? ทำไมพวกเขายังไม่หันกลับมาอีก ? ”

     

            “คุณหลาง ไม่ต้องกังวลไป พวกเขาน่าจะยังตกตะลึงกันอยู่”หลิวต้าฉวนอธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม “ด้วยเพลงนี้ ถ้าไม่ผ่านรอบคัดเลือกล่ะก็ผมคิดว่าผู้ชมคงด่ารายการเรากันทั้งวันทั้งคืนแน่”

             

            อย่างที่หลิวต้าฉวนบอกมาผู้ชมในห้องส่งต่างก็พากันเริ่มสงสัยขึ้นมา

             

            “นี่มันบ้าอะไรกัน ? เมนเทอร์ทำอะไรกันอยู่ เพลงเพราะแบบนี้แต่ทำไมพวกเขายังไม่หันกลับไปอีก ? ”

             

            “ใช่ เพลงนี้จะไม่มีใครหันกลับไปเลยรึไง ?ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะเข้าไปด่ารายการนี้แน่ ! ”

             

            “เมนเทอร์เป็นบ้าอะไรกัน ?ถ้าแม้แต่เขายังไม่ผ่านรอบบลายด์ออดิชั่น แล้วใครจะผ่านได้ ? ”

             

            เมื่อเห็นผู้ชมเริ่มบ่นออกมาหลิวจือเซียก็ไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย พลังของเพลงนี้ไม่ได้หมดแค่นั้นเขายังร้องต่อให้จบเพลง

             

            “ฉันเคยจมอยู่ในความมืดมัว ไม่ว่าจะต่อสู้ดิ้นรนอย่างไรก็พ่ายแพ้กับมัน ฉันก็อยากเหมือนทุกคน และอยากเหมือนดอกไม้ต้นไม้ที่อยู่ในป่าถึงแม้จะหมดหวัง ในใจก็ยังหวัง...”

             

            ตอนที่เพลงจบลง ผู้ฟังถึงได้กระจ่างพวกเขาเลิกดิ้นรนที่จะหาคำตอบ พวกเขาเริ่มปล่อยวางมันไม่เหลือความสับสนใจใจพวกเขาอีก

             

            กลับเป็นว่าความธรรมดานี่แหละคือคำตอบของชีวิต

             

    “หันสิ ! ”

     

    “หัน ! ”

     

    ตอนที่จบเพลงนั้น ผู้ชมทุกคนในห้องส่งต่างก็พากันตื่นเต้นพวกเขาพากันลุกขึ้นจากเก้าอี้และตะโกนออกมา

     

    “ปัง ปัง ปัง ปัง ! ”

     

            เมนเทอร์ทั้งสี่ไม่อาจจะทนได้ไหว พวกเขากดปุ่มแทบจะพร้อมกันจากนั้นเก้าอี้ทั้งสี่ก็หันหน้ากลับมาที่หน้าเวที

     

            “ฮ่าฮ่า สุดท้ายทั้ง 4 คนนี้ก็หันสักที”หลางเวิ่นซิงในห้องพักถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและยิ้มออกมา “ทำฉันกังวลแทบตาย”

     

            ในบรรดาเมนเทอร์ทั้ง 4 คนนั้นหลิวเยว่และยู่เฉิงหมิงเป็นคนของเขาส่วนอู๋อิงและเฉินอี้เจี๋ยนั้นแม้ว่าจะอยู่ค่ายอื่นแต่ก็อยู่ในสังกัดของเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนต์

     

    หากนับกันจริง ๆ แล้วหลางเวิ่นซิงเป็นหัวหน้าของพวกเขาดังนั้นทั้งห้าคนจึงถือว่ารู้จักกัน

     

    “หันกลับมาแล้ว ! ”

     

    ผู้ชมตื่นเต้นไปตาม ๆ กันพร้อมเสียงปรบมือที่ดังสนั่นถึงกับมีผู้หญิงตะโกนขึ้นมาว่า

     

     “จือเซียฉันอยากแต่งงานกับคุณ ! ”

     

    “จือเซีย ยินดีที่ได้พบคุณ ! ”

     

    “หลิวจือเซีย นายจะแต่งงานกับฉันมั้ย ? ”

     

    ท่าทีของผู้ชมนั้นเกินกว่าที่เมนเทอร์ทั้งสี่คาดเอาไว้ฉากนี้ทำให้พวกเขาประหลาดใจมาก

     

    “เป็นยังไง ฉันบอกแล้วว่าเป็นหลิวจือเซีย ! ”อู๋อิงดีใจจนแทบจะลุกขึ้นเต้น

     

    “ฉันชอบเพลงของเขา ! ” เฉินอี้เจี๋ยพูดขึ้นด้วยตาที่เป็นประกาย

     

    อู๋อิงมองไปที่หลิวจือเซียที่ยืนอยู่บนเทวีแล้วยื่นมืออกมา“มาสิ มาอยู่กับฉันสิ”

     

    หลิวจือเซียยิ้มออกมาแต่ไม่ได้ตอบอะไร

     

    แม้ว่าทั้งสี่คนจะรู้จักหลิวจือเซียแต่พวกเขาก็ยังต้องทำตามขั้นตอนของรายการ

     

    ยู่เฉิงหมิงตัดหน้าอู๋อิงและพูดขึ้นว่า “งั้นแนะนำตัวเองหน่อย”

     

            หลิวจือเซียที่ยิ้มออกมาอยู่ตลอดก็ได้ตอบกลับ“สวัสดีเมนเทอร์ทั้งสี่คน ผม หลิวจือเซีย จบจากสาขาการแสดง”

     

    “หลิวจือเซีย ! ”

     

    “หลิวจือเซียจริง ๆ ! ”

     

    แค่ได้ยินคำแนะนำตัวของหลิวจือเซีย ผู้ชมก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง

     

            “หลิวจือเซีย ฉันรู้จักนาย นายค่อนข้างดังทีเดียว”เฉินอี้เจี๋ยยิ้มออกมาและพูดขึ้น “เอาจริง ๆ แล้วตอนที่นายร้องเพลงเมื่อครู่นี้นายทำฉันขนลุกเลย มันช่าง...”

     

    “ยี่เจีย นายพูดเรื่องน่าขนลุกแบบนั้นออกมาได้ยังไง ? ”  ยู่เฉิงหมิงขัดเฉินอี้เจี๋ย

     

            “มันมาจากใจ ! ” เฉินอี้เจี๋ยเอามือกุมอกและพูดขึ้นมา“นายดูผู้ชมในห้องส่งสิ นายจะรู้เองว่าเพลงของจือเซียน่ะดีแค่ไหน...”

             

            “เดี๋ยวนะ พวกนายสองคนคิดใช้โอกาสนี้ตีสนิทจือเซียหรือไง ? ”อู๋อิงรีบขัดทั้งสองคน “เมื่อพวกนายบอกว่ารู้สึกแบบนั้นแล้วทำไมไม่หันมาตั้งแต่แรก ? ”

             

    “เราไม่อยากกวนการร้องเพลงของน้องจือเซีย”ยู่เฉิงหมิงและเฉินอี้เจี๋ยพูดขึ้น

     

    “งั้นก็ไม่ต้องไปกวนอะไรเขาอีก”หลิวเยว่ที่ไม่ได้พูดมาโดยตลอดก็ขัดขึ้นมา

     

    อู๋อิงเองก็พูดขึ้นเช่นกัน “ผมเองก็คิดแบบเดียวกัน”

     

    “แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่มีทางพลาดคนดี ๆ แบบนี้ไปหรอก”ยู่เฉิงหมิงพูดขึ้น

     

    เฉินอี้เจี๋ยเองก็รีบพูดขึ้น “จริง ๆ แล้วสำหรับฉันนายได้ 100คะแนนเต็ม”

     

    “ขอบคุณครับ ! ” หลิวจือเซียโค้งรับคำขอบคุณ

     

            “จือเซีย ฉันไม่คิดว่านายจะหลงเชื่อคำพูดของเขาง่าย ๆ ”หลิวเยว่พูดขึ้น “ฉันอยากจะถามนายอีกว่า นี่เป็นเพลงที่นายแต่งขึ้นมาเองรึเปล่า ?เพลงนี้ชื่ออะไรงั้นหรือ ? ”

             

            “เป็นเพลงที่ผมแต่งขึ้นเอง” หลิวจือเซียพยักหน้าตอบรับ“ชื่อของมันคือ ‘บนเส้นทางธรรมดา’”

             

            “จือเซีย นายรู้ไหมในซีซั่นแรกฉันมีนักร้องสองคนที่ใช้เพลงที่แต่งเองในทีม ! ”หลิวเยว่ขยับแว่นขึ้นและพูดขึ้นมาบอกเป้าหมายที่แท้จริง “มาอยู่ในทีมฉันสิฉันจะพานายคว้าแชมป์เอง ! ”

             

            “พี่เยว่ พี่นี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ ! ” ยู่เฉิงหมิงตะโกนออกมา“จือเซีย ทุกคนรู้จักผมในนามเจ้าชายนักแต่งเพลง มาเข้าทีมผมสิ คุณจะไม่ผิดหวังแน่! ”

             

            “จือเซีย แชมป์ซีซั่นทีแล้วอยู่ทีมผม ! ”อู๋อิงเองก็เผยเขี้ยวเล็บออกมา

             

            “ปีนี้ฉันมีคอนเสิร์ต 33 แห่งในประเทศ มาเข้าทีมฉันฉันจะพานายไปเล่นคอนเสิร์ตด้วย ! ” เฉินอี้เจี๋ยเหมือนจะเทหมดหน้าตัก

             

            เมนเทอร์ทั้งสี่พากันนำเสนอข้อดีของตนทำให้ผู้ชมในห้องส่งพากันหัวเราะออกมา

             

            “เอาล่ะเลิกเถียงกันได้แล้ว เมื่อเราทั้งสี่คนหันกลับมางั้นคงต้องให้จือเซียเป็นฝ่ายเลือกแล้ว” หลิวเยว่เห็นว่าอาจจะเกิดการทะเลาะกันขึ้นจึงโยนสิทธิ์ในการเลือกให้กับหลิวจือเซีย

     


     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน