9
คัมภีร์ยาพิษสกุลเนี่ย
เยวี่ยอู๋ฮวนยืนอยู่ในหอคัมภีร์ของหุบเขาเ้าโอสถ มองตำราลับการบำเพ็ญเซียนอันล้ำค่ามากมายรอบตัวพลันรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้ามาสูู่เาที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ
ซ่งชิงสือและร่างเดิมเป็พวกไม่สนใจเื่หยุมหยิมในชีวิตกอปรกับหอคัมภีร์เป็สถานที่หวงห้ามจึงไม่มีเด็กรับใช้เข้ามาทำความสะอาดด้วยเหตุนี้หนังสือและของใช้มากมายด้านในจึงวางไว้ระเกะระกะไปคนละทิศละทางและมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ตำแหน่งของหนังสือ หลังจากพาเยวี่ยอู๋ฮวนเข้ามาด้านในแล้วซ่งชิงสือจึงสั่งให้อีกฝ่ายไปทำความสะอาดโต๊ะ ส่วนตัวเองเดินไปหาหนังสือที่้า
เยวี่ยอู๋ฮวนพยายามเลี่ยงไม่มองหนังสือเ่าั้เขาเลื่อนสายตามองไปยังเตียงหลัวฮั่น[1]ซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง กลางเตียงมีโต๊ะเล็กวางอยู่พร้อมหนังสือนับร้อยนอกจากนี้ยังมีพู่กัน หมึกแห้งกรัง และกระดาษเซวียนจื่อ[2]ที่มีร่องรอยการขีดเขียนอีกกองใหญ่คล้ายกับว่านี่เป็สถานที่สำหรับพักผ่อนและอ่านหนังสือของนายท่าน
เขาเดินเข้าไปใกล้เก็บหนังสือไปวางไว้ด้านข้างทีละเล่มอย่างยอมรับชะตากรรม ก่อนที่จะเห็น‘คัมภีร์ยาพิษสกุลเนี่ย’ เล่มเก่ากรุซุกซ่อนอยู่ในกองหนังสือเยวี่ยอู๋ฮวนลมหายใจสะดุดไปวูบหนึ่งเขารู้ว่าสกุลเนี่ยนั้นหมายถึงปรมาจารย์ยาพิษเนี่ยเจวี๋ย ผู้ซึ่งเข่นฆ่าผู้คนเป็ผักปลาและสร้างความหวาดผวาให้แก่สำนักฝ่ายธรรมะเมื่อหลายพันปีก่อนเห็นทีว่าคัมภีร์เล่มนี้คงบันทึกสูตรการปรุงยาพิษชนิดต่าง ๆของปรมาจารย์ยาพิษเอาไว้
เยวี่ยอู๋ฮวนลอบมองซ่งชิงสือที่ไม่ได้หันมาสนใจทางนี้แล้วแอบเปิดหนังสือดูพลันรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสูตรยาพิษอบอวลพันคราซึ่งเป็สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เนี่ยเจวี๋ยในแรกเริ่มพิษอบอวลพันคราไร้สีไร้กลิ่น สามารถปลิดชีพผู้ฝึกตนที่พลังต่ำกว่าขั้นหยวนอิง...
วิธีสังหารโดยไม่ต้องพึ่งพลังบำเพ็ญเพียรเช่นนี้เป็สิ่งที่เขาเพียรพยายามค้นหาที่เคหาสน์หงส์ทองคำแต่ไม่เคยพบ
เยวี่ยอู๋ฮวนเปิดหนังสืออ่านด้วยความรวดเร็วพยายามจดจำสูตรยาพิษให้เข้าหัว
อบอวลพันครา เครื่องหอมกลืนิญญา ยาหุ่นเชิด...
พิษทุกชนิดก็เปรียบเสมือนใบมีดอันแหลมคม
จิตสังหารที่เคยซุกซ่อนเอาไว้แปรเปลี่ยนเป็กระแสน้ำเชี่ยวกรากสั่นคลอนความคิดหนทางการใช้พิษฉายวาบอยู่ภายในหัวนับไม่ถ้วน
ไม่มีใครรู้ว่าจิตใจของเขาถูกขัดเกลาอยู่ในขุมนรกจนกลายเป็มารร้ายมานานแล้วเฝ้าหวังจะได้เห็นหุบเขาซากศพทะเลโลหิตสิ่งที่เยวี่ยอู๋ฮวนอยากทำลายไม่ได้มีเพียงตัวเอง แต่ยังรวมไปถึงโลกอันโสมมนี้ด้วย
“ตำราเล่มนี้ไม่เหมาะกับเ้า”เสียงของซ่งชิงสือดังขึ้นจากด้านหลัง
เยวี่ยอู๋ฮวนค่อย ๆปิดคัมภีร์ก่อนวางมันกลับลงไปบนกองเช่นเดิมหลังจากนั้นจึงหันหลังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นความนอบน้อมปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง พลางเอ่ยข้อแก้ตัวที่เตรียมไว้นานแล้ว“มันเก่ามากแล้ว ตอนข้าเก็บกวาดจึงไม่ทันระวังเผลอทำบางหน้าหลุดออกมา นายท่านโปรดอภัย”
ซ่งชิงสือวางกองหนังสือในอ้อมแขนลงหยิบคัมภีร์ยาพิษขึ้นมาพลิกดูสองสามหน้า และพบว่ามีบางหน้าหายไปจริง ๆ
เยวี่ยอู๋ฮวนก้มหน้ามองพื้น เหงื่อผุดซึมบนฝ่ามือในใจมีแต่ความกังวล
“พื้นฐานของเ้ายังอ่อนนักเร็วเกินไปสำหรับการศึกษาตำราเล่มนี้”ซ่งชิงสือไม่ได้รับรู้ความคิดของเยวี่ยอู๋ฮวนเลยสักนิดไม่นานก็มองข้ามเื่นี้ไปแล้วเอ่ยแนะนำ “ยาพิษและโอสถเป็ศาสตร์แขนงเดียวกันเ้าต้องเริ่มจำยาแต่ละชนิดให้ได้เสียก่อน เช่น เมล็ดหญ้า์และเมล็ดกล้วยไม้นกนางแอ่นภายนอกมีรูปทรงคล้ายกัน ทว่าพิษกลับแตกต่างกันมาก หากใช้ผิดอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ดังนั้นเ้าควรศึกษาตำราโอสถพื้นฐานเสียก่อน จำแนกยาแต่ละชนิดให้ได้ทำความเข้าใจในเื่ยา ตามด้วยศึกษาการหลอมยา สุดท้ายค่อยศึกษาคัมภีร์ยาพิษ”
เยวี่ยอู๋ฮวนเงยหน้าขึ้นทันที เอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ“ข้าศึกษาคัมภีร์ยาพิษได้หรือขอรับ?”
“เหตุใดจะไม่ได้เล่า?”ซ่งชิงสือไม่เข้าใจ เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนยัด ‘คัมภีร์ยาพิษสกุลเนี่ย’ใส่มือเยวี่ยอู๋ฮวนพร้อมปลอบประโลมว่า“ข้าคิดว่าเ้าควรเพิ่มความมั่นใจในตนเองสักหน่อย เนื้อหาในคัมภีร์ยาพิษมิได้ยากด้วยสติปัญญาระดับเ้าสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วแน่นอน เพียงแต่ตอนปรุงยาเ้าต้องระวังเป็พิเศษยาหลายชนิดในคัมภีร์ไม่อาจโดนิัได้นอกจากนี้บางชนิดยังสามารถแพร่พิษไปในอากาศ...หากมีตรงไหนที่เ้าไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้ทุกเมื่อ”
ปัญหามันอยู่ที่ความไม่มั่นใจในตัวเองหรือ?
เยวี่ยอู๋ฮวนถูกขนมยัดไส้[3]หล่นทับจนได้แต่ยืนเซ่อ พูดอะไรไม่ออกอยู่นานสองนาน
ซ่งชิงสือยังคงโยนขนมยัดไส้ใส่ศีรษะเขาต่ออย่างไม่รู้เื่รู้ราว“หากเ้าสนใจเื่พิษเ้าควรศึกษาการใช้พิษในอาวุธลับและค่ายกลเอาไว้ด้วยเป็การดีที่สุดมันจะช่วยให้เ้าใช้พิษง่ายขึ้นเดี๋ยว่ค่ำข้าจะหาตำราที่เกี่ยวกับเื่นี้มาให้เ้าเพิ่ม นอกจากนี้เ้ายังสามารถเข้าไปใช้ห้องทดลองของข้าได้...”
เยวี่ยอู๋ฮวนทนต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยขัดบุคคลที่กำลังกระตือรือร้นตรงหน้า“ท่านไม่คิดหรือว่าข้าจะเอาไปใช้ทำอันใด?”
“ข้ารู้” ความพึงพอใจปรากฏในแววตาของซ่งชิงสือเขากลุ้มอกกลุ้มใจมานานแล้วที่นายเอกจิตใจดีเกินไปจนง่ายต่อการถูกรังแกราวกับดอกไม้งามที่ไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะป้องกันตัวได้แต่ปล่อยให้ผู้คนเด็ดดึงตามอำเภอใจและเขายังกังวลอีกว่าหลังจากทำภารกิจเสร็จสิ้น อาจารย์ระบบจะพาเขาออกไปจากโลกแห่งนี้ทำให้เยวี่ยอู๋ฮวนไร้ผู้ใดปกป้องคุ้มครองและตกลงไปสู่ขุมนรกอีกครั้งเขากล่าวอย่างจริงจัง “อู๋ฮวน เ้ามิต้องกลัว ความงดงามหาใช่ความผิดของเ้าเป็ความผิดของเดรัจฉานพวกนั้นต่างหาก อาวุธวิเศษ ยาพิษอาวุธลับ...หากพิภพเซียนคือโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดเช่นนั้นเ้าจำต้องมีวิธีปกป้องตัวเองเพื่อไม่ให้ผู้ใดมาข่มเหงรังแกได้อีก”
“ผิดหรือที่มิอยากถูกย่ำยี?”
“ผิดหรือที่มิอยากถูกรังแก?”
“ผิดหรือที่มิอยากทำเื่ที่ไม่ชอบ?”
สายลมบางเบาพัดโชยอากาศบริสุทธิ์เข้ามาทางบานหน้าต่างจนกลิ่นยาจาง ๆ สั่นคลอนจิตใจ
เยวี่ยอู๋ฮวนนิ่งฟังคำพูดที่ไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยกับเขามาก่อนอย่างตกตะลึงทุก ๆ คำช่างเลื่อนลอยดุจห้วงฝัน
“ต่อแต่นี้ไป โลกใบนี้จะไม่อาจทำร้ายเ้าได้อีก”
การเรียนรู้จำเป็ต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเดินหน้าไปพร้อมกัน
ซ่งชิงสือชอบเรียนรู้จากเพื่อนโดยเฉพาะเพื่อนฉลาดที่ตามกันทันอาจารย์ที่ปรึกษาของเขามีชื่อเสียงระดับสากลในวงการแพทย์นานาชาติรุ่นพี่ทุกคนล้วนแล้วเป็ยอดอัจฉริยะเขาคิดถึง่เวลาแห่งความสุขยามได้เรียนและทำการทดลองร่วมกับทุกคนมากจริง ๆ
เยวี่ยอู๋ฮวนมีสติปัญญาเป็เลิศมิหนำซ้ำยังใฝ่รู้ใฝ่เรียนหากชีวิตคนเราได้เพื่อนเรียนเช่นนี้แล้วยังจะ้าอะไรอีก?
นักเรียนดีเด่นซ่งมีความสุขมากเขาช่วยจัดเก็บหนังสือที่ไม่ได้ใช้บนเตียงหลัวฮั่นปัดกวาดโต๊ะจนสะอาดก่อนใช้พลังชำระอีกหลายครั้งแล้วถึงนำชาวิเศษและขนมหลายชนิดขึ้นโต๊ะ จุดกำยานกระตุ้นสมาธิหลังจากนั้นจึงดึงเยวี่ยอู๋ฮวนให้นั่งลงคนละฝั่งแล้วเริ่มอ่านหนังสือ
เยวี่ยอู๋ฮวนจิตใจว้าวุ่น เขาลอบมองจากหางตาอยู่พักใหญ่พบว่าคนข้าง ๆ กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่มีความคิดอื่นเขาจึงเริ่มเบาใจและเริ่มอ่านหนังสือเงียบ ๆ
ไม่รู้ว่าก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์ั้แ่เมื่อไหร่ฝนตกกระทบชายคาเป็จังหวะ สายลมพัดพาความเย็นชื้นเข้ามาทางบานหน้าต่างไอเย็นโชยมาถึงบัณฑิตทั้งสองภายในห้องเยวี่ยอู๋ฮวนััถึงความเย็นนั้นได้อย่างว่องไวจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนเพื่อเปิดมุกราตรี แล้วค่อย ๆ เลื่อนม่านหน้าต่างเข้าหากันเมื่อหันหน้ากลับมาอีกทีก็ยังเห็นซ่งชิงสืออ่านหนังสือด้วยใจจดจ่ออยู่เช่นเดิมคล้ายไม่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบกาย
เยวี่ยอู๋ฮวนก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวช้อนดวงตางดงามขึ้นมองด้วยความระแวดระวังนี่เป็ครั้งแรกที่เขาอยากมองใครคนหนึ่งให้ถี่ถ้วนในใจของเขาพรรณนาถึงคนผู้นี้ว่าช่างคล้ายกับหยกขาวหุ้มอาภรณ์สีหิมะเส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์ แม้รูปโฉมดูดีแต่กลับไม่โดดเด่นกระนั้นอีกฝ่ายกลับมีดวงตาใสกระจ่างมากกว่าผู้ใดบนโลกหล้า ไร้เดียงสา ปราศจากมลทินราวกับผลึกแก้วที่เผลอร่วงหล่นลงมายังโลกอันแสนวุ่นวายแต่หาได้แปดเปื้อนเื่โลกีย์
เยวี่ยอู๋ฮวนหยุดมองอยู่นานสองนานอีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าขึ้นมา
คล้ายกับว่า...นอกจากห้องที่เต็มไปด้วยคัมภีร์แห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปอยู่ในสายตาหรือจิตใจของอีกฝ่ายได้
เยวี่ยอู๋ฮวนพลันคิดว่าช่างน่าขันนักหากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าปรมาจารย์แห่งหุบเขาเ้าโอสถผู้มีนิสัยวิตถารและคุณชายอู๋ฮวนผู้มีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ในหอคัมภีร์ด้วยกันเช่นนี้แต่พวกเขาสองคนกลับไม่ได้ทำสิ่งใดนอกเหนือไปจากการอ่านหนังสือเงียบ ๆ ทั้งวันกล่าวไปย่อมรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อกันกระมัง?
คนเราจำต้องมีความลุ่มหลงเสียก่อนจึงจะสามารถทำการใดสำเร็จ
ยิ่งลุ่มหลงก็ยิ่งบริสุทธิ์จนแปรเปลี่ยนเป็ความตั้งใจจริง
ผู้ใดจะคิดว่าปรมาจารย์แห่งหุบเขาเ้าโอสถเป็คนบ้าตำราทุกความเหี้ยมโหดล้วนมีสาเหตุมาจากความลุ่มหลงคลั่งไคล้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเมื่อสลัดเปลือกนอกที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับตำราทิ้งไปภายในก็มีเพียงหัวใจแสนเรียบง่ายดวงหนึ่งเท่านั้น...
เยวี่ยอู๋ฮวนก้มหน้าลงต่ำ ลอบยิ้มอยู่พักใหญ่ก่อนที่รอยยิ้มจะแปรเปลี่ยนเป็ความเ็ป เขาระลึกถึงคราแรกที่เจอกันระลึกถึงเส้นผมที่ต้องปลายนิ้ว และััร้อนผ่าวยามตนไล้นิ้วมือผ่านปรางแก้มหากรู้ว่าจะมีวันนี้ เขาคงทำตัวให้ดูดีกว่าเดิมแม้จะถูกลงโทษ จะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เห็นความน่าอับอายนั้นเป็อันขาด
ท้องฟ้ามืดแล้ว ฝนหยุดตก ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าหมู่แมลงส่งเสียงขับขานมาจากในกอหญ้า
ภายในหอคัมภีร์ราวกับถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกจึงไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่มีเสียงดังโวยวาย ไร้สิ่งใดรบกวนมีเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสือเบา ๆ และกลิ่นยาหอมเย็นลอยอบอวล
เยวี่ยอู๋ฮวนอ่านหนังสือด้วยความสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน...
หาก่เวลานี้ดำเนินไปชั่วนิรันดร์ มันจะดีสักเพียงใด?
ทันใดนั้น ซ่งชิงสือวางหนังสือลงหยิบพู่กันและกระดาษมาขีด ๆ เขียน ๆ
เยวี่ยอู๋ฮวนหันไปมอง พบว่าอีกฝ่ายเขียนอย่างรวดเร็วลายมือฉวัดเฉวียนจนแทบอ่านไม่ออก รู้เพียงแค่น่าจะเป็ชื่อยา
หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็หยุดเขียน ก่อนตกอยู่ในภวังค์มือซ้ายไม่ระวังเผลอไปโดนรอยหมึกที่ยังไม่แห้งดีจนเปรอะเปื้อนเป็วงใหญ่มิหนำซ้ำยังยกมือนั้นขึ้นเท้าคาง เป็เหตุให้เกิดรอยดำเลอะใบหน้า
เยวี่ยอู๋ฮวนจ้องรอยดำนั้นเขม็ง รู้สึกขัดหูขัดตานัก
เขาอดทนอดกลั้นแต่สุดท้ายก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอย่างอดไม่ไหวก่อนที่จะเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายด้วยความทะนุถนอมกำจัดร่องรอยที่บังอาจมาแปดเปื้อนความบริสุทธิ์
ในที่สุดซ่งชิงสือก็ได้สติหันหน้ามองอีกทีพลันเห็นว่าท้องฟ้ามืดสนิทแล้วเขามองรอยดำบนผ้าเช็ดหน้าในมือของเยวี่ยอู๋ฮวนก่อนตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งจะทำเื่โง่ ๆ ลงไป จึงเอ่ยด้วยความกระดาก“ยามข้าจดจ่อสมาธิกับการอ่านตำราทีไรก็มักจะหลงลืมเวลาทุกที เ้าหิวแล้วหรือไม่?คราวหน้าเ้าเรียกข้าได้นะ”
เยวี่ยอู๋ฮวนส่ายศีรษะยิ้ม ๆ “ข้าเองก็เช่นกันขอรับมิรู้ตัวเลยว่ายามนี้มืดค่ำเสียแล้ว”
“ข้าให้เ้า” ซ่งชิงสือยกขนมบนโต๊ะทั้งหมดให้อีกฝ่าย“ข้าอิ่มทิพย์ ไม่รู้สึกหิว”
เยวี่ยอู๋ฮวนไม่ปฏิเสธ หยิบขนมดอกบัวขึ้นมาชิ้นหนึ่งครุ่นคิดหาหัวข้อสนทนา “นายท่านขอรับ ท่านมุ่งมั่นถึงเพียงนี้กำลังศึกษาสูตรปรุงยาสำคัญอันใดหรือ?”
ซ่งชิงสือจัดกระดาษที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะให้เป็ระเบียบพลางเอ่ยตอบว่า “ยากำเนิดหกชีพจรน่ะ”
มือซึ่งถือขนมดอกบัวของเยวี่ยอู๋ฮวนชะงักมองซ่งชิงสืออย่างตกตะลึง
“อีกเดี๋ยวเ้าจำเป็จะต้องใช้”ซ่งชิงสือเกาศีรษะอย่างท้อแท้ พยายามหาคำมาอธิบาย“ยาชนิดนี้จะช่วยเปิดลมปราณของเ้าที่ถูกปิดกั้น แต่ข้าลองดูแล้วพบว่ามันเจ็บมากเ้าคงทนไม่ไหว ข้าจึงต้องหาวิธีช่วยบรรเทาความเ็ปยามนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าควรชะลอฤทธิ์ยา หรือทำให้เส้นประสาทรับรู้ความเจ็บชาดีคาดว่าคงต้องทดลองอีกหลายครั้ง...”
หากเปิดลมปราณได้เช่นนั้นก็มีหวังในการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง...
เหตุใดจึงต้องทำเื่เหล่านี้เพื่อเขา?
“นายท่าน” เยวี่ยอู๋ฮวนได้ยินเสียงสั่นเครือของตัวเอง“ข้าไม่กลัวเจ็บ...”
“ไม่มีผู้ใดไม่กลัวเจ็บด้วยเหตุนี้การแพทย์ถึงค้นหาวิธีบรรเทาความเ็ปให้แก่ผู้ป่วยอย่างไรเล่าความเ็ปรุนแรงอาจทำให้เ้าหมดสติได้เชียวนะ”ซ่งชิงสือก้มลงมองกระดาษในมืออีกครั้ง เอ่ยเล่าเื่ราวทั่วไป“ข้าไม่อยากให้เ้าต้องทนเจ็บ”
เหตุใดจึงมิยอมให้เขาเจ็บ?
เหตุใดจึงดีกับเขาถึงเพียงนี้?
เป็เพราะเหตุใด?
เยวี่ยอู๋ฮวนอยากรู้คำตอบเหล่านี้แทบบ้า
ท้ายที่สุด เขาก็ถามคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจมานานแสนนาน
ซ่งชิงสือไม่รู้ว่านิยายแนวระบบต้องห้ามบอกความลับกับตัวเอกและยิ่งไม่รู้จักว่าอะไรคือ OOC เขาเพียงแค่คิดว่าสภาพจิตใจของเยวี่ยอู๋ฮวนในตอนนี้ไม่พร้อมที่จะรับรู้ความจริงอันลวงโลกเ่าั้และเขาไม่ชอบโกหก ดังนั้นเมื่อนิ่งคิดอยู่นานสองนานนานจนกระทั่งเยวี่ยอู๋ฮวนคิดว่าตนคงไม่ได้คำตอบแล้วซ่งชิงสือถึงเอ่ยตอบอย่างขัดเขิน
เขานึกไปถึงวันนั้น วันที่เขาได้ชีวิตใหม่มองเห็นแสงอาทิตย์อันงดงามสาดส่องชะล้างเมฆครึ้มในใจ
ความใจดีเล็ก ๆที่ทำให้เขาเลิกกลัวโลกใบใหม่อันไม่คุ้นเคย
“เ้าเคยอวยพรว่าคืนนี้ขอให้ข้าโชคดีชีวิตนี้ข้าจึงอยากให้เ้าโชคดีเหมือนกับข้า”
[1]เป็เครื่องเรือนสมัยโบราณของจีนใช้สำหรับนั่งรับแขกหรือนอนเล่น ลักษณะคล้ายตั่งขนาดใหญ่
[2]กระดาษสำหรับเขียนอักษรพู่กันจีน
[3]ขนมยัดไส้ มาจากสำนวนขนมยัดไส้หล่นลงมาจากฟ้าหมายถึง ได้สิ่งที่อยากได้โดยไม่ต้องออกแรง