(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 138 สิ่งมีชีวิตระดับดาวฤกษ์

            เมื่ออาซาเลียตรวจสอบข้อมูลที่ลึกซึ้งในฐานของเธอ ในที่สุดเด็กสาวก็ได้พบข้อมูลที่ถูกเก็บซ่อนไว้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับนี้


            ความเงียบที่ปกคลุมห้องประชุมยิ่งทวีคูณขึ้น ข้อมูลที่ค้นพบมีความน่ากลัวและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ทุกคนในสมาพันธ์จะคาดคิดได้


            ภาพโฮโลแกรมสามมิติถูกฉายขึ้นกลางห้อง เห็นเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬนั้นอย่างชัดเจน


            ขนาดมหึมาของมันสูงถึง 100 เมตรและเขาที่อยู่บนศีรษะเผยให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน


            อาซาเลียไม่รอช้ารีบรายงานด้วยน้ำเสียงที่เงียบขรึมแต่หนักแน่น


            [สิ่งมีชีวิตที่เราเห็นนี้คือเผ่าพันธุ์ที่หายากและเป็นที่เล่าขานในตำนานของจักรวาล มันมีชื่อเรียกว่า ‘อสูรกลืนกินดวงดาว’ หรือที่บางเผ่าพันธุ์ขนานนามพวกเขาว่า ‘ดราโกเนีย’ มันถูกเรียกว่า ‘ผู้ทำลายล้างดวงดาว’ เนื่องจากพลังอันมหาศาลที่สามารถกลืนกินและทำลายทุกสรรพสิ่ง รวมถึงดวงดาวได้ เผ่าพันธุ์นี้มีอยู่น้อยมากในจักรวาล แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัว มันนำมาซึ่งการทำลายล้างที่ไม่อาจทัดทานได้]


            ขณะที่ข้อมูลถูกถ่ายทอด ทุกคนในห้องประชุมต่างจ้องมองไปที่ภาพจำลองสามมิติของดราโกเนีย สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและเงียบงัน ข้อมูลที่ปรากฏออกมาแสดงถึงขนาดและระดับการเติบโตของสิ่งมีชีวิตนี้ พลังของมันถูกคำนวณโดยตรงจากขนาดของร่างกาย


            [ปัจจุบันสิ่งมีชีวิตที่เราเผชิญหน้าอยู่นั้นมีความสูงประมาณ 100 เมตร ซึ่งหมายความว่ามันอยู่ในวัยเจริญเติบโต


            [และนี่คือร่างวิวัฒนาการระดับที่ 2 จากทั้งหมด 5 ระดับ ตัวอ่อนของมันจะเริ่มต้นจากลักษณะเหมือนไข่ เมื่อกำเนิดออกมาแล้วจะวิวัฒนาการไปยังระดับขั้นเติบโตทันที ซึ่งตัวของมันยังสามารถพัฒนาและขยายร่างกายได้อีกหลายเท่าจากที่เป็นอยู่]


            ภาพโฮโลแกรมแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของร่างกายขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำทมิฬและเขาเดี่ยวที่งอกขึ้นจากศีรษะของมัน


            [การที่ดราโกเนียตนนี้มีเขาเดียว นั้นเป็นการบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ในสายเลือดของเผ่าพันธุ์อสูรกลืนกินดวงดาว]


            [สายเลือดบริสุทธิ์นี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากและถือเป็นจุดสูงสุดในเผ่าพันธุ์ของมัน แม้แต่ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ก็ยิ่งกว่าทรงอำนาจ มันมีศักยภาพและพรสวรรค์ที่อยู่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆไปทั้งหมด และมีพลังที่สิ่งมีชีวิตใดในจักรวาลก็ไม่อาจจะเทียบเคียงได้]


            เสียงของอาซาเลียดังชัดเจนในห้องประชุม คำพูดของเธอสะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่สมาพันธ์โลกกำลังเผชิญหน้า


            “นี่มันเรื่องจริงเรอะ—?!!”


            ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ถูกเปิดเผยออกมา หลี่จิ้ง ซวนหยวน หยางจินเหินต่างเฝ้ามองกันด้วยสีหน้าตกตะลึง


            “ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์”


            ทันย่าพึมพำเบาๆ แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งความสงสัยและการยอมรับถึงความแข็งแกร่งที่เหนือธรรมดาของสิ่งมีชีวิตนี้


            ขณะที่โรซาเลียเพ่งมองภาพจำลองด้วยแววตาเคร่งขรึม เธอรู้ดีว่าสิ่งมีชีวิตนี้เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะมองข้ามได้


            ไม่นาน หลังจากที่อาซาเลียทำการคำนวณความเร็วและพลังอันแข็งแกร่งของดราโกเนีย


            เธอก็สรุปข้อมูลที่น่าตกตะลึงออกมา น้ำเสียงของเธอที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น


            [จากการคำนวณค่าดัชนีพลังงานและการประเมินศักยภาพในปัจจุบัน ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ตัวนี้มีพลังอยู่ในขั้นดาวฤกษ์ระดับ 1 ดาว ซึ่งหมายความว่ามันได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตระดับดาวเคราะห์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่งที่ไร้ขีดจำกัด]


            เมื่ออาซาเลียเอ่ยจบ คำประกาศนั้นได้สร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงไปทั่วห้องประชุม


            “ระ..ระดับดาวฤกษ์ยังงั้นเรอะ จะบอกว่าดราโกเนียตนนี้มีพลังอยู่ในระดับดาวฤกษ์จริงๆ?”


            “เป็นไปไม่ได้! แม้แต่ท่านซวนหยวนกับท่านหยางจินเหินก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านระดับนี้ได้เลย แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง?”


            “หมดหวัง! หมดหวังแล้วละ ไม่มีใครในโลกแห่งนี้ที่ต่อกรกับมันได้หรอก พวกเราจะต้องถูกมันสังหารจนหมดสิ้นแน่นอน!”


            เสียงอุทานและความตื่นตระหนกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความช็อก เมื่อรับรู้ถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้


            ความเงียบที่ตามมาหลังจากประกาศของอาซาเลียหนักหน่วง ทุกคนในห้องประชุมต่างตกตะลึงกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ ร่างกายของดราโกเนียที่เพิ่งเกิดขึ้นมานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดธรรมดา มันก้าวไปสู่ระดับที่เกินกว่าขอบเขตของมนุษย์และเผ่าพันธุ์ใดๆบนดาวเคราะห์—มันคือสิ่งมีชีวิตระดับดาวฤกษ์ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากมันมีความสามารถที่จะทำลายล้างทั้งโลกได้


            “นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง!”


            หยางจินเหินที่ยืนอยู่ในห้องประชุม พอได้ยินข้อมูลนี้ถึงกับอุทานออกมาดังลั่นด้วยความตกใจ


            “เพิ่งเกิดแต่มีพลังระดับดาวฤกษ์แล้วอย่างนั้นเหรอ!?”


            คำพูดของหยางจินเหินก้องกังวานไปทั่วห้องประชุม สะท้อนถึงความตกใจและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และแววตาเต็มไปด้วยความกังวล เพราะสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเกิดนี้กลับมีพลังมหาศาลเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆที่พวกเขาเคยเผชิญหน้า


            หลี่จิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆได้เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาเขามองไปยังภาพโฮโลแกรมของดราโกเนียด้วยความเคร่งเครียด


            “ถ้านี่คือพลังของมันเมื่อเพิ่งเกิด… แล้วเมื่อมันเติบโตเต็มที่ เราจะรับมือกับมันได้อย่างไร?”


            คำถามของหลี่จิ้งกระตุ้นให้ทุกคนในห้องเริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา


            ความสามารถของสิ่งมีชีวิตที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่กลับมีพลังทำลายล้างในระดับดาวฤกษ์นั้นเหนือกว่าที่พวกเขาจะคาดการณ์ได้


            ซวนหยวนแม้จะนิ่งเฉยและไม่แสดงออกมากนัก แต่ใบหน้าของเขาก็ฉายแวววิตกกังวล ดวงตาของเขาจับจ้องที่ภาพโฮโลแกรมของดราโกเนีย ขณะที่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามและการประเมิน พวกเขาทั้งหมดจะสามารถต่อกรกับสิ่งมีชีวิตนี้ได้อย่างไร


            [ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วละนะ เผ่าพันธุ์อสูรกลืนกินดวงดาวถึงจะพัฒนาช้า แต่ศักยภาพของพวกมันนั้นยิ่งใหญ่]


            ทันย่าเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลเช่นกัน แม้ว่าเขาจะมีพลังของเบฮีมอท แต่พลังของดราโกเนียในตอนนี้เกินกว่าที่เขาจะประเมินได้ ถึงชายหนุ่มจะไม่ได้แสดงความกังวลออกมาอย่างชัดเจน แต่ในใจของเขาก็รู้สึกถึงภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่เกินคาดเดา


            ในที่สุด การประชุมครั้งใหญ่ของสมาพันธ์โลกก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและความตึงเครียดที่สัมผัสได้ชัดเจน หัวข้อที่ทุกคนเคยให้ความสำคัญอย่าง เบฮีมอท—ผู้ที่ถูกจับตาเป็นภัยคุกคามในระดับสูงได้ถูกวางไว้ด้านหลัง


            พวกเขาต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬที่ถูกเรียกว่า ดราโกเนีย ได้กลายมาเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดในขณะนี้


            ภาพโฮโลแกรมของดราโกนิก้าที่ยังคงหมุนรอบตัวเองอยู่กลางห้องประชุม บ่งบอกถึงพลังที่ไม่อาจประเมินได้ของมัน


            แต่ละคนที่เข้าร่วมประชุมรู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่เคยเจอมาก่อน ข้อมูลเกี่ยวกับพลังระดับดาวฤกษ์ของมันทำให้หลายคนรู้สึกหายใจไม่ออก


            แม้จะเป็นเพียงการจำลอง แต่ความน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้กลับทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงัด


            ในตอนนั้นหลี่จิ้งได้ลุกขึ้นก่อนใคร เขามองรอบห้องด้วยสายตาจริงจังและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


            “เบฮีมอทต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพราะดราโกเนียสีดำที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก”


            “พลังของมันเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ หากมันตัดสินใจลงมือทำลายล้าง จะไม่มีที่แห่งไหนในโลกที่ปกป้องพวกเราได้เลย”



            ..

            วันนี้แถมให้อีก 2 ตอน 555+


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน