เมื่ออาซาเลียตรวจสอบข้อมูลที่ลึกซึ้งในฐานของเธอ ในที่สุดเด็กสาวก็ได้พบข้อมูลที่ถูกเก็บซ่อนไว้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับนี้
ความเงียบที่ปกคลุมห้องประชุมยิ่งทวีคูณขึ้น ข้อมูลที่ค้นพบมีความน่ากลัวและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ทุกคนในสมาพันธ์จะคาดคิดได้
ภาพโฮโลแกรมสามมิติถูกฉายขึ้นกลางห้อง เห็นเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬนั้นอย่างชัดเจน
ขนาดมหึมาของมันสูงถึง 100 เมตรและเขาที่อยู่บนศีรษะเผยให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน
อาซาเลียไม่รอช้ารีบรายงานด้วยน้ำเสียงที่เงียบขรึมแต่หนักแน่น
[สิ่งมีชีวิตที่เราเห็นนี้คือเผ่าพันธุ์ที่หายากและเป็นที่เล่าขานในตำนานของจักรวาล มันมีชื่อเรียกว่า ‘อสูรกลืนกินดวงดาว’ หรือที่บางเผ่าพันธุ์ขนานนามพวกเขาว่า ‘ดราโกเนีย’ มันถูกเรียกว่า ‘ผู้ทำลายล้างดวงดาว’ เนื่องจากพลังอันมหาศาลที่สามารถกลืนกินและทำลายทุกสรรพสิ่ง รวมถึงดวงดาวได้ เผ่าพันธุ์นี้มีอยู่น้อยมากในจักรวาล แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัว มันนำมาซึ่งการทำลายล้างที่ไม่อาจทัดทานได้]
ขณะที่ข้อมูลถูกถ่ายทอด ทุกคนในห้องประชุมต่างจ้องมองไปที่ภาพจำลองสามมิติของดราโกเนีย สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและเงียบงัน ข้อมูลที่ปรากฏออกมาแสดงถึงขนาดและระดับการเติบโตของสิ่งมีชีวิตนี้ พลังของมันถูกคำนวณโดยตรงจากขนาดของร่างกาย
[ปัจจุบันสิ่งมีชีวิตที่เราเผชิญหน้าอยู่นั้นมีความสูงประมาณ 100 เมตร ซึ่งหมายความว่ามันอยู่ในวัยเจริญเติบโต
[และนี่คือร่างวิวัฒนาการระดับที่ 2 จากทั้งหมด 5 ระดับ ตัวอ่อนของมันจะเริ่มต้นจากลักษณะเหมือนไข่ เมื่อกำเนิดออกมาแล้วจะวิวัฒนาการไปยังระดับขั้นเติบโตทันที ซึ่งตัวของมันยังสามารถพัฒนาและขยายร่างกายได้อีกหลายเท่าจากที่เป็นอยู่]
ภาพโฮโลแกรมแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของร่างกายขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำทมิฬและเขาเดี่ยวที่งอกขึ้นจากศีรษะของมัน
[การที่ดราโกเนียตนนี้มีเขาเดียว นั้นเป็นการบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ในสายเลือดของเผ่าพันธุ์อสูรกลืนกินดวงดาว]
[สายเลือดบริสุทธิ์นี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากและถือเป็นจุดสูงสุดในเผ่าพันธุ์ของมัน แม้แต่ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ก็ยิ่งกว่าทรงอำนาจ มันมีศักยภาพและพรสวรรค์ที่อยู่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆไปทั้งหมด และมีพลังที่สิ่งมีชีวิตใดในจักรวาลก็ไม่อาจจะเทียบเคียงได้]
เสียงของอาซาเลียดังชัดเจนในห้องประชุม คำพูดของเธอสะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่สมาพันธ์โลกกำลังเผชิญหน้า
“นี่มันเรื่องจริงเรอะ—?!!”
ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ถูกเปิดเผยออกมา หลี่จิ้ง ซวนหยวน หยางจินเหินต่างเฝ้ามองกันด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์”
ทันย่าพึมพำเบาๆ แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งความสงสัยและการยอมรับถึงความแข็งแกร่งที่เหนือธรรมดาของสิ่งมีชีวิตนี้
ขณะที่โรซาเลียเพ่งมองภาพจำลองด้วยแววตาเคร่งขรึม เธอรู้ดีว่าสิ่งมีชีวิตนี้เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะมองข้ามได้
ไม่นาน หลังจากที่อาซาเลียทำการคำนวณความเร็วและพลังอันแข็งแกร่งของดราโกเนีย
เธอก็สรุปข้อมูลที่น่าตกตะลึงออกมา น้ำเสียงของเธอที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น
[จากการคำนวณค่าดัชนีพลังงานและการประเมินศักยภาพในปัจจุบัน ดราโกเนียสายเลือดบริสุทธิ์ตัวนี้มีพลังอยู่ในขั้นดาวฤกษ์ระดับ 1 ดาว ซึ่งหมายความว่ามันได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตระดับดาวเคราะห์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่งที่ไร้ขีดจำกัด]
เมื่ออาซาเลียเอ่ยจบ คำประกาศนั้นได้สร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงไปทั่วห้องประชุม
“ระ..ระดับดาวฤกษ์ยังงั้นเรอะ จะบอกว่าดราโกเนียตนนี้มีพลังอยู่ในระดับดาวฤกษ์จริงๆ?”
“เป็นไปไม่ได้! แม้แต่ท่านซวนหยวนกับท่านหยางจินเหินก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านระดับนี้ได้เลย แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง?”
“หมดหวัง! หมดหวังแล้วละ ไม่มีใครในโลกแห่งนี้ที่ต่อกรกับมันได้หรอก พวกเราจะต้องถูกมันสังหารจนหมดสิ้นแน่นอน!”
เสียงอุทานและความตื่นตระหนกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความช็อก เมื่อรับรู้ถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้
ความเงียบที่ตามมาหลังจากประกาศของอาซาเลียหนักหน่วง ทุกคนในห้องประชุมต่างตกตะลึงกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ ร่างกายของดราโกเนียที่เพิ่งเกิดขึ้นมานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดธรรมดา มันก้าวไปสู่ระดับที่เกินกว่าขอบเขตของมนุษย์และเผ่าพันธุ์ใดๆบนดาวเคราะห์—มันคือสิ่งมีชีวิตระดับดาวฤกษ์ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากมันมีความสามารถที่จะทำลายล้างทั้งโลกได้
“นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง!”
หยางจินเหินที่ยืนอยู่ในห้องประชุม พอได้ยินข้อมูลนี้ถึงกับอุทานออกมาดังลั่นด้วยความตกใจ
“เพิ่งเกิดแต่มีพลังระดับดาวฤกษ์แล้วอย่างนั้นเหรอ!?”
คำพูดของหยางจินเหินก้องกังวานไปทั่วห้องประชุม สะท้อนถึงความตกใจและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และแววตาเต็มไปด้วยความกังวล เพราะสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเกิดนี้กลับมีพลังมหาศาลเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆที่พวกเขาเคยเผชิญหน้า
หลี่จิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆได้เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาเขามองไปยังภาพโฮโลแกรมของดราโกเนียด้วยความเคร่งเครียด
“ถ้านี่คือพลังของมันเมื่อเพิ่งเกิด… แล้วเมื่อมันเติบโตเต็มที่ เราจะรับมือกับมันได้อย่างไร?”
คำถามของหลี่จิ้งกระตุ้นให้ทุกคนในห้องเริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา
ความสามารถของสิ่งมีชีวิตที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่กลับมีพลังทำลายล้างในระดับดาวฤกษ์นั้นเหนือกว่าที่พวกเขาจะคาดการณ์ได้
ซวนหยวนแม้จะนิ่งเฉยและไม่แสดงออกมากนัก แต่ใบหน้าของเขาก็ฉายแวววิตกกังวล ดวงตาของเขาจับจ้องที่ภาพโฮโลแกรมของดราโกเนีย ขณะที่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามและการประเมิน พวกเขาทั้งหมดจะสามารถต่อกรกับสิ่งมีชีวิตนี้ได้อย่างไร
[ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วละนะ เผ่าพันธุ์อสูรกลืนกินดวงดาวถึงจะพัฒนาช้า แต่ศักยภาพของพวกมันนั้นยิ่งใหญ่]
ทันย่าเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลเช่นกัน แม้ว่าเขาจะมีพลังของเบฮีมอท แต่พลังของดราโกเนียในตอนนี้เกินกว่าที่เขาจะประเมินได้ ถึงชายหนุ่มจะไม่ได้แสดงความกังวลออกมาอย่างชัดเจน แต่ในใจของเขาก็รู้สึกถึงภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่เกินคาดเดา
ในที่สุด การประชุมครั้งใหญ่ของสมาพันธ์โลกก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและความตึงเครียดที่สัมผัสได้ชัดเจน หัวข้อที่ทุกคนเคยให้ความสำคัญอย่าง เบฮีมอท—ผู้ที่ถูกจับตาเป็นภัยคุกคามในระดับสูงได้ถูกวางไว้ด้านหลัง
พวกเขาต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น สิ่งมีชีวิตสีดำทมิฬที่ถูกเรียกว่า ดราโกเนีย ได้กลายมาเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดในขณะนี้
ภาพโฮโลแกรมของดราโกนิก้าที่ยังคงหมุนรอบตัวเองอยู่กลางห้องประชุม บ่งบอกถึงพลังที่ไม่อาจประเมินได้ของมัน
แต่ละคนที่เข้าร่วมประชุมรู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่เคยเจอมาก่อน ข้อมูลเกี่ยวกับพลังระดับดาวฤกษ์ของมันทำให้หลายคนรู้สึกหายใจไม่ออก
แม้จะเป็นเพียงการจำลอง แต่ความน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้กลับทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงัด
ในตอนนั้นหลี่จิ้งได้ลุกขึ้นก่อนใคร เขามองรอบห้องด้วยสายตาจริงจังและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เบฮีมอทต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพราะดราโกเนียสีดำที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก”
“พลังของมันเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ หากมันตัดสินใจลงมือทำลายล้าง จะไม่มีที่แห่งไหนในโลกที่ปกป้องพวกเราได้เลย”
..
วันนี้แถมให้อีก 2 ตอน 555+