ทันทีที่เห็นว่าเป็นลูกสาว ท่าทีของจินเซียวหรานก็พลิกกลับตาลปัตรราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ อารมณ์ขุ่นมัว เฉยชา และออกจะรำคาญใจในคราแรก มลายหายไปจนสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ ความปีติยินดี และความซาบซึ้งใจอย่างล้นพ้น
“ขอบคุณสวรรค์! ขอบคุณที่ประทานลูกสาวสุดที่รักมาให้จินผู้นี้!” สองมือของจินเซียวหรานที่โอบอุ้มทารกน้อยสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เรื่องน่ายินดีถึงเพียงนี้จะเกิดขึ้นกับตนเองจริง ๆ
“ลูกสาวของพ่อ เป็นพ่อที่ไม่ดีเอง เมื่อครู่นี้พ่อไม่น่าตีเจ้าเลย พ่อผิดไปแล้ว” จินเซียวหรานเอาแต่พร่ำขอโทษทารกน้อยในอ้อมอก เขาอุ้มลูกน้อยอย่างแผ่วเบา พลางก้มลงตรวจดูตามเนื้อตัวของนางด้วยความปวดใจว่ามีรอยแดงจากการถูกตีเมื่อครู่หรือไม่
เมื่อเห็นท่อนแขนเล็ก ๆ ของลูกสาวมีรอยแดงจาง ๆ จากน้ำมือของตนเอง นัยน์ตาของคนเป็นพ่อก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าแดงก่ำเพราะพยายามกลั้นสะอื้น
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมาหลายหยด “เป็นพ่อที่แย่เอง ลงมือหนักเกินไปเสียแล้ว”
โบราณว่าไว้ ‘ลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่าย ๆ ’ ทว่าเขานั้นอยากมีลูกสาวมานานแสนนานแล้ว บุตรชายของตนแม้นจะมีความกตัญญูรู้คุณ ทว่าก็เงียบขรึมจนเกินไป วัน ๆ เอาแต่ตีหน้าเย็นชาใส่ผู้คน
มาบัดนี้มีลูกสาวแล้วย่อมดีกว่าเป็นไหน ๆ ลูกสาวก็เปรียบเสมือนเสื้อบุนวมตัวน้อยที่คอยให้ความอบอุ่น เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเขา
“อวิ๋นเกอ พวกเรามีลูกสาวแล้ว! มีลูกสาวนี่ช่างดีเสียจริง โตขึ้นมานางจะต้องสะสวยเหมือนเจ้าอย่างแน่นอน!” จินเซียวหรานยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตา ก่อนจะกระชับอ้อมกอด กอดทารกน้อยเอาไว้แนบอก
“ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ ยินดีด้วยที่ได้บุตรี!” บรรดานางกำนัลแห่งตำหนักเซี่ยวเยว่และหมอตำแยต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมใจกันกล่าวคำมงคลด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
เมื่อเห็นเจ้านายเบิกบานใจถึงเพียงนี้ รางวัลในค่ำคืนนี้ย่อมต้องมีมากล้นเป็นแน่!
“ตกรางวัลอย่างงาม! เยี่ยนอิ่ง เจ้าจงนำเงินรางวัลไปแจกจ่ายให้พวกนางเถิด ข้าต้องการอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินตามลำพังเสียหน่อย” จินเซียวหรานหันไปสั่งการองครักษ์ข้างกาย
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” เยี่ยนอิ่งพยักหน้ารับคำสั่ง “พวกเจ้าตามข้าไปรับเงินรางวัลได้เลย!” เขากวักมือเรียก นำพาเหล่าสาวใช้และหมอตำแยออกไปจากห้อง
จินเซียวหรานอุ้มทารกน้อย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี “ฮูหยิน เจ้าว่าลูกสาวของเราจะตั้งชื่อว่าอะไรดี?”
“ให้ข้าดูหน้าลูกหน่อยเถิด” สวินอวิ๋นเกอกระตุกแขนเสื้อของผู้เป็นสามีเบา ๆ
“มาสิ เจ้ารีบดูเร็วเข้า ลูกสาวของเราช่างงดงามนัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ดวงตาหงส์นี่ก็ถอดแบบมาจากเจ้าไม่มีผิด ใบหน้าเล็ก ๆ ช่างจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก นัยน์ตาดำขลับราวกับไข่มุกดำ จะต้องงดงามมากเป็นแน่!”
“เช่นนั้นหรือ?” สวินอวิ๋นเกอรับฟังคำพรรณนาของสามี พลางจินตนาการถึงใบหน้าของลูกสาว นัยน์ตาที่ดำขลับราวกับไข่มุกดำ จะต้องงดงามมากเป็นแน่
จินเซียวหรานรีบส่งตัวลูกสาวสุดที่รักเข้าไปในอ้อมอกของสวินอวิ๋นเกออย่างระมัดระวัง
สองสามีภรรยาต่างทอดสายตามองทารกน้อยที่ถูกห่อตัวอยู่ในห่อผ้า ทารกน้อยเองก็กะพริบตาปริบ ๆ มองดูพวกเขาเช่นกัน ทว่าทารกหญิงผู้นี้กลับผอมบางและตัวเล็กนัก ใบหน้าเหลืองซีด แววตาก็ไร้ซึ่งประกาย ดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมา ผิวพรรณตามแขนขาของเด็กน้อยก็เหี่ยวย่น ดูไม่ค่อยแข็งแรงสมบูรณ์นัก
“อาจเป็นเพราะคลอดก่อนกำหนด ลูกของเราถึงได้ดูผอมแห้งตัวเล็กถึงเพียงนี้” สวินอวิ๋นเกอลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“นั่นสิ แถมยังดูเหม่อลอย ท่าทางไม่ค่อยฉลาดเฉลียวเท่าไรนัก”
“แล้วเจ้าว่าลูกสาวของเราควรชื่ออะไรดีเล่า?”
“เรียกว่า ‘ฮุ่ยฮุ่ย’ ดีหรือไม่? หวังว่าเติบใหญ่ลูกของเราจะเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ” สวินอวิ๋นเกอเอ่ยพลางนึกชื่อขึ้นมาได้ชื่อหนึ่ง
“ชื่อนี้ก็ดีนะ” จินเซียวหรานพยักหน้าเห็นด้วย
“หรือจะให้ชื่อ ‘อวี้อวี้’ ก็เข้าที ภายภาคหน้านางจะต้องงดงามราวกับหยกบริสุทธิ์ที่ใสกระจ่าง” สวินอวิ๋นเกอขบคิดอย่างถี่ถ้วน การตั้งชื่อให้ลูกสาวตัวน้อยต้องพิถีพิถันและรอบคอบ ต้องเลือกชื่อที่ไพเราะที่สุดให้จงได้
“ชื่อนี้ก็ไม่เลว” จินเซียวหรานพยักหน้าอีกครั้ง
“แต่ว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมักมีคำว่า ‘อวี้’ อยู่ในชื่อกันทั้งนั้น ออกจะธรรมดาไปเสียหน่อย ไม่เห็นพิเศษเลย” สวินอวิ๋นเกอส่ายหน้าเบา ๆ นางต้องการตั้งชื่อลูกสาวให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
“ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่”
“เปลี่ยนใหม่ก็ได้” จินเซียวหรานเอ่ยสนับสนุนภรรยาอีกครา
“นี่ข้าถามจริง ๆ เถิด ท่านช่วยมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองบ้างได้หรือไม่?” สวินอวิ๋นเกอหันไปค้อนขวับใส่คนข้างกายด้วยความไม่พอใจ
“ข้าล้วนฟังเจ้าทั้งนั้นแหละ” จินเซียวหรานหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ฮูหยิน เจ้าดูสิ ลูกสาวของเราผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก ดูไปดูมาก็คล้ายกับไก่ย่างเลยนะ”
“ท่านพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” สวินอวิ๋นเกอฟาดแขนสามีไปหนึ่งทีด้วยความเคืองขุ่น
ทารกน้อยในอ้อมแขนก็พลันแผดเสียงร้องไห้ขึ้นมาทันที ราวกับฟังรู้เรื่องว่าบิดาบังเกิดเกล้าหาว่าตนเหมือนไก่ย่าง จึงแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างยิ่งยวด
“พวกเราล้วนหวังเพียงให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง ร่างกายสมบูรณ์ก็พอแล้ว”
“นั่นน่ะสิ ทางที่ดีอย่าได้เจ็บไข้ได้ป่วย เติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข แค่นี้ก็ประเสริฐที่สุดแล้ว”
“เช่นนั้นให้ชื่อ ‘จ้วงจ้วง’ ดีหรือไม่?” จินเซียวหรานเสนอความคิด นี่จะต้องเป็นชื่อที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครในใต้หล้าเป็นแน่
“ชื่อนี้ดีทีเดียว ‘จินจ้วงจ้วง’ ภายหน้าจะต้องเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์เป็นแน่!”
“ดี! เช่นนั้นก็ตกลงเอาชื่อจ้วงจ้วงก็แล้วกัน!”
“จ้วงจ้วงน้อย มาให้พ่ออุ้มหน่อยเร็ว!”
ที่ตำหนักจื่อเฉิน ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง อวิ๋นเป่ยเยี่ยนั่งประจำที่อยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร และเริ่มลงมือตรวจฎีกาแล้ว
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินมาว่าฮูหยินจินที่พำนักอยู่ที่ตำหนักเซี่ยวเยว่คลอดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวตงเฉวียนยกสำรับเช้าเดินเข้ามา เขาจัดแจงวางโจ๊กและเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงรินชาร้อนถวายแด่อวิ๋นเป่ยเยี่ย
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางยกจอกชาขึ้นจิบ
“ผู้ชายหรือว่าผู้หญิงเล่า?” เขาซดโจ๊กคำโต ก่อนจะคีบเนื้อวัวตุ๋นชิ้นหนึ่งเข้าปาก
“เห็นว่าเป็นทารกหญิงพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวตงเฉวียนคีบกับข้าวถวาย พลางค้อมศีรษะตอบ
“หืม? เช่นนั้นหรอกหรือ?”
“เหล่าจินผู้นี้ก็มีลูกสาวกับเขาแล้วหรือนี่?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ในบรรดาขุนนางนอกจากอัครเสนาบดีเซวียแล้ว เขาก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจวนไหนจะมีลูกสาวหรือหลานสาวเลย เหล่าจินผู้นี้นับว่าดวงดีไม่เบา เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในวังก็คลอดลูกสาวเสียแล้ว
“ดูท่าวังหลวงของเราจะมีวาสนาไม่เบาเลยนะ! ขนาดเข้ามาพำนักในวังก็ยังคลอดลูกสาวออกมาได้!”
จ้าวตงเฉวียนได้แต่พูดไม่ออก ทำได้เพียงเออออห่อหมกตามน้ำไป “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อเหล่าจินได้ลูกสาวก็ดีเลย ตั๋วตั๋วน้อยกำลังขาดพี่น้องผู้หญิงอยู่พอดี จงไปอุ้มทารกหญิงตระกูลจินมาไว้ที่ตำหนักฝูซวงเถิด จะได้อยู่เป็นเพื่อนเล่นกับตั๋วตั๋ว”
พอจ้าวตงเฉวียนได้ยินประโยคนี้ ร่างกายก็พลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ เป็นถึงฮ่องเต้แห่งหนานหยางผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนฝ่าบาทถึงคิดจะแย่งชิงบุตรสาวของขุนนางกันเล่า?
ทารกน้อยเพิ่งจะลืมตาดูโลกแท้ ๆ นี่จะต้องพรากจากอกพ่อแม่แล้วหรือ? ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารเสียจริง เกิดมาในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นเยียบถึงเพียงนี้ ซ้ำยังต้องถูกอุ้มไปเลี้ยงดูที่ตำหนักอื่นอีก
จ้าวตงเฉวียนรู้สึกเวทนาอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้
“มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเห็นจ้าวตงเฉวียนไม่ขยับเขยื้อน จึงมองด้วยความไม่เข้าใจ
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของขันทีคนสนิท อวิ๋นเป่ยเยี่ยจึงเอ่ยปากขึ้นมาใหม่ “ถ่ายทอดราชโองการของข้าออกไป แต่งตั้งบุตรีภรรยาเอกของตระกูลจินขึ้นเป็น ‘ท่านหญิงเจียผิง’ อนุญาตให้แม่ทัพจินและฮูหยินจินสามารถไปเยี่ยมเยียนที่ตำหนักฝูซวงได้ตลอดเวลา ประจวบเหมาะกับที่พี่ชายของนางก็พำนักอยู่ที่ตำหนักฝูซวงด้วย พี่น้องอยู่ด้วยกันจะได้สะดวกต่อการดูแล รีบไปจัดการเสียสิ!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ราชโองการถูกส่งมาถึงตำหนักเซี่ยวเยว่อย่างรวดเร็ว จ้าวตงเฉวียนถือราชโองการเอาไว้ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเดินวนไปวนมาอยู่บริเวณหน้าประตูตำหนักเซี่ยวเยว่ด้วยความกังวลใจ
ขณะที่ภายในห้องนอน สีหน้าของจินเซียวหรานและสวินอวิ๋นเกอกลับดูมืดครึ้มย่ำแย่ลง
“ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไรกัน?”