มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 38 เสียงกู่เจิง

    ฉันฝึกควบคุมพลังแฝงอยู่กับเจ้าสำนักเฟยเทียน จนกระทั่งสามารถควบคุมพลังแฝงยืมพลังธรรมชาติลมได้ โดยไม่มีดอกท้อปะปนออกมาแต่ยังไม่คล่องมากนัก อาจารย์เฟยเทียนจึงกล่าวว่าให้ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ต่อไปจะสามารถควบคุมพลังแฝงได้อย่างใจต้องการ


    จนกระทั่งเวลาเย็นหลังจากเรากินอาหารเย็นด้วยกันเสร็จ หลี่จวินกับลี่ถังก็ขอตัวลากลับหน่วยสืบสวน ส่วนฉันยังคงอยู่พูดคุยกับเหยียนเหล่ยจนฟ้าใกล้มืดจึงขอตัวลาเดินกลับไปที่พัก เหยียนเหล่ยบอกว่าจะเดินไปส่งฉันที่ห้องพัก แต่ฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกที่มีผู้ชายเดินไปส่งที่เรือนพักศิษย์หญิง จึงบอกเขาว่าจะเดินกลับไปเองเพราะระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก


    เมื่อกลับมาถึงเรือนที่พักก็พบกลุ่มเด็กสาวนั่งคุยกันอยู่ที่หน้าเรือน พอเฝิ่นลู่เห็นฉันกำลังจะเดินเข้าห้องพักจึงร้องเรียกไว้และเดินเข้ามาหา เฝิ่นลู่บอกว่าจะแนะนำเพื่อนคนอื่นๆที่พักอยู่เรือนเดียวกันให้ฉันรู้จักคนแรกคือ เพ่ยซานกับจื่อเถิง ซึ่งสองคนนี้มีลักษณะท่าท่างเหมือนลูกคุณหนูดูหยิ่งๆ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ฉิงซวง หน้าตาน่ารัก แบ๊วๆใสๆแบบสาวหวาน


    ฉันจึงยิ้มเป็นการทักทายให้เด็กสาวเหล่านั้น ฉิงซวงจึงพูดขึ้นว่าเมื่อเช้านางตกใจมาก ที่เห็นฉันถูกไล่ออกจากห้องเรียนของอาจารย์ศิษย์พี่รอง ตั้งแต่นางเข้าเรียนมาเพิ่งเห็นอาจารย์ศิษย์พี่รองโมโหมากเป็นครั้งแรก ฉิงซวงยังถามอีกว่าฉันใช้พลังแฝงตัดต้นไม้ขาดครึ่งได้ยังไง ทำไมฉันจึงมีพลังแฝงที่รุนแรงกว่าคนอื่น ฉันจึงตอบว่า


    มี่จื่อ : ไม่รู้สิ สงสัยจิตใจคงขุ่นมัวตื่นเต้นมากเกินไป จึงกังวลว่าจะทำไม่ได้ พลังจึงออกมารุนแรงกว่าคนอื่นล่ะมั้ง

    เฝิ่นลู่ : ตอนนั้นข้าก็ตื่นเต้น แต่พลังแฝงของข้าก็เป็นแค่ลมพัดเบาๆ ข้าอยากทำได้แบบเจ้าบ้างจังเลย!

    เพ่ยซาน : อีกไม่นานพวกเราก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกันนั่นแหละ จะตื่นเต้นไปทำไมนัก!

    เฝิ่นลู่ : ต้องตื่นเต้นสิ! พวกเราฝึกกันมาหลายสัปดาห์ยังทำไม่ได้แบบมี่จื่อเลย แต่มี่จื่อมาที่นี่แค่วันเดียว พลังแฝงกลับดูก้าวหน้าและรุนแรงกว่าพวกเราอีก ถ้ามี่จื่อฝึกอีกหน่อย ข้าว่าต้องได้เลื่อนขั้นเป็นระดับอาจารย์แน่ๆ!

    เพ่ยซาน : หึ! ควบคุมพลังแฝงของตัวเองยังไม่ได้ อย่าเพิ่งริคิดเทียบตัวเป็นอาจารย์ไปหน่อยเลย

    จื่อเถิง : นั่นสิ! เพิ่งโดนอาจารย์ศิษย์พี่รองไล่ออกจากห้องเรียน น่าชื่นชมตรงไหนกัน เพ่ยซาน เราเข้าห้องพักกันดีกว่า ข้าอยากอาบน้ำอุ่นๆ


    เพ่ยซานกับจื่อเถิงเดินเข้าห้องพักกันไปก่อนสองคน ทำให้ฉันถึงกับหงุดหงิดในอารมณ์ คิดในใจว่านี่ฉันกำลังเจอโคลนนิ่งของเหมยหลินกับอิงเถาที่นี่เหรอ เหมือนถูกตามมาหลอกหลอนถึงในสำนัก ฉิงซวงจึงถามฉันว่ากินข้าวหรือยัง เพราะฉิงซวงกับเฝิ่นลู่ไม่เห็นฉันไปกินอาหารที่ห้องกินอาหารกับคนอื่นๆ ฉันจึงตอบว่ากินอาหารมาแล้วกับอาจารย์จินไห่ เพราะไปฝึกสีซอกับอาจารย์จินไห่จึงกินอาหารที่นั่นเลย


    ฉิงซวงเมื่อได้ยินฉันพูดถึงจินไห่ ก็มีแววตาเป็นประกายดี๊ด๊า ว่ารู้สึกอิจฉาที่ฉันได้มีโอกาสใกล้ชิดกับจินไห่ ถ้าฉันไปฝึกสีซอกับจินไห่อีก ฉิงซวงจะขอตามไปด้วย เพราะฉิงซวงอยากไปเห็นห้องพักของจินไห่บ้าง ฉันจึงรีบปฏิเสธทันทีว่าฉันไปฝึกสีซอที่เรือนของท่านเจ้าสำนักมา ไม่ได้ฝึกสีซอกับจินไห่ในเรือนสองต่อสอง อีกทั้งฉันกับจินไห่เคยรู้จักกันมาก่อนไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษอย่างที่คนอื่นเข้าใจ


          จากนั้นฉันจึงรีบชิ่งหนีสองสาว ที่เริ่มจะถามเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับที่มาที่ไปของฉันมากขึ้น จึงอ้างว่ารู้สึกปวดแขนจากการฝึกสีซออยากจะนอนพัก จึงรีบเอ่ยขอตัวเดินเข้าห้องพักปิดประตูเงียบอยู่แต่ในห้อง นอนมองแหวนหยกที่เหยียนเหล่ยสวมใส่ให้ แล้วนึกถึงรสจูบหวานฉ่ำลิ้นที่เขาเคยบรรจงจูบจนแทบจะกลืนกินฉันไปทั้งตัว


    ฉันยอมรับว่าฉันรักเหยียนเหล่ยและมีความสุขที่ได้อยู่กับเขา แต่อีกใจหนึ่งฉันก็อยากกลับบ้านเพราะคิดถึงการใช้ชีวิตอิสระและเทคโนโลยีที่ทันสมัย นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสักพักก็ได้ยินเสียงกู่เจิงดังมาจากทางเรือนพักอาจารย์ จึงคิดว่าจินไห่คงเล่นกู่เจิงแน่ๆบทเพลงช่างไพเราะเหลือเกิน ทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงเหยียนเหล่ยขึ้นมาอีกแล้ว จนอยากวิ่งออกจากห้องไปนอนกอดเขาเหมือนคืนก่อนๆ ฉันจึงเปิดประตูห้องเพื่อออกมายืนฟังเสียงกู่เจิงให้ชัดๆ ก็พบฉิงซวงกับเฝิ่นลู่ที่ยืนฟังอยู่ก่อนแล้ว


         ฉิงซวง : เสียงกู่เจิงไพเราะมากจนเจ้าเดินออกมาฟังเหมือนกันเหรอ

            มี่จื่อ : ใช่ อาจารย์จินไห่คงเป็นคนเล่นกู่เจิง

          ฉิงซวง : ไม่น่าใช่อาจารย์จินไห่ เพราะท่วงทำนองและอารมณ์เปลี่ยนไป เหมือนคนกำลังมีความรัก ความคิดถึงความหลงไหล เขากำลังเรียกหาให้คนรักไปอยู่เคียงข้างกาย...

            มี่จื่อ : โห! แค่ฟังก็รู้เลยเหรอว่าไม่ใช่อาจารย์จินไห่ รู้ถึงอารมณ์คนเล่นอีกด้วย สุดยอด!

           เฝิ่นลู่ : ฉิงซวงน่ะคลั่งไคล้อาจารย์จินไห่มาก นางออกมานั่งฟังทุกคืน จนรู้จักทุกเพลงที่อาจารย์จินไห่เล่น ฉิงซวงถึงได้ว่าผู้บรรเลงไม่ใช่อาจารย์จินไห่ ส่วนอาจารย์ท่านอื่นๆก็ยังบรรเลงไม่ไพเราะขนาดนี้ อยากรู้จังเลยว่าเป็นใคร?!

         ฉิงซวง : ทำไมเราไม่ไปแอบดูกันล่ะ เรามีมี่จื่อเป็นผู้นำทางเข้าไปที่เรือนพักอาจารย์

           เฝิ่นลู่ : อื้ม!! ดี!! สถานที่ต้องห้ามมักน่าสนใจเสมอ

           มี่จื่อ : ดะ เดี๋ยว!! นี่มันมืดแล้ว เข้าไปที่นั่นมันไม่ดีมั้ง อยู่ฟังกู่เจิงที่นี่ดีกว่า


    และในขณะที่ฉันกำลังพยายามปฏิเสธสองสาว ที่กำลังช่วยกันดันหลังดึงแขนฉันให้นำทางเข้าไปในเขตที่พักอาจารย์ ก็ได้ยินเสียงเรียกของผู้ชายดังขึ้นไม่ไกลนัก เราจึงหันไปดูก็เห็นจิ่นเกอ กับหลวนเฉินกำลังวิ่งเข้ามาหา หลวนเฉินบอกว่าเขากับจิ่นเกอกำลังเดินเล่นกันอยู่ เห็นเราสามสาวกำลังฉุดดึงแขนกันอยู่กลางทาง จึงเดินเข้ามาถามว่ามืดค่ำแล้วจะไปไหนกัน ทางเดินก็มืดเดี๋ยวเขาสองคนจะเดินไปเป็นเพื่อน


          ฉิงซวง : เราจะไปแอบดูว่าใครกำลังเล่นกู่เจิง

        หลวนเฉิน : ให้ข้าสองคนไปด้วยสิ อยากเข้าไปดูด้วยเหมือนกัน

          จิ่นเกอ : เดินกันไปเงียบๆนะทุกคน! ชู่ววววว


    สุดท้ายฉันก็ถูกลากให้เข้ากลุ่ม นำทางพวกเขาให้แอบเข้าไปในเขตที่พักของอาจารย์ แม้ฉันจะกล้าๆกลัวๆที่จะนำทางพวกเขาแอบเข้าไป และไม่อยากทำอะไรผิดพลาดให้เยียนเหล่ยต้องคอยตามแก้ปัญหาให้ แต่ครั้งนี้ฉันถูกลากตัวมาถ้าจะปฏิเสธแบบเด็ดขาด ก็กลัวจะถูกมองว่าหยิ่งไม่คิดจะคบหาเพื่อน จึงต้องปล่อยเลยตามเลยและคิดว่า จะพาพวกเขาแค่ไปแอบยืนดูห่างๆ แล้วรีบกลับออกมาคงจะไม่มีปัญหาอะไร


    ฉันพาพวกเขาเดินย่องเงียบแอบไปตามเงามืดและหลบตามสุมทุมพุ่มไม้ แต่ทันไดนั้นเราก็เห็นยันต์โบราณส่องสว่าง ลอยอยู่เหนือหลังคาเรือนพักเจ้าสำนักเฟยเทียน ยันต์ปรากฏอยู่แวบหนึ่งแล้วหายไป จิ่นเกอถึงกับอุทานถามขึ้นมาว่า ยันต์นั้นคือยันต์อะไร ฉันตอบว่า นั่นคือยันต์ห้าธาตุ อย่าเข้าไปใกล้เพราะอันตรายถึงตาย สงสัยว่าเจ้าสำนักอาจกำลังเพิ่มลูกเล่นใหม่ เพราะฉันเห็นมีน้ำแข็งเพิ่มเข้ามาในยันต์ หรือไม่ก็อาจจะกำลังตรวจสอบช่องโหว่ของยันต์อยู่ก็ได้


          ฉิงซวง : ทำไมเจ้าถึงรู้?!

           มี่จื่อ : เพราะข้าเคยถูกทดสอบด้วยยันต์นั้นมาก่อนน่ะสิ!

    จิ่นเกอ : ห๊า?! งั้นที่อาจารย์ศิษย์พี่รองบอกว่าเจ้าผ่านการทดสอบกับเจ้าสำนักก็ทดสอบด้วยยันต์นี่น่ะเหรอ?!!

    มี่จื่อ : ใช่!

    เฝิ่นลู่ : โห!!! มี่จื่อ!!! เจ้าควรเลื่อนระดับเป็นอาจารย์ได้แล้ว!!!

       หลวนเฉิน : คงเป็นเพราะแบบนี้ล่ะมั้งเขตพื้นที่เรือนพักอาจารย์จึงห้ามพวกลูกศิษย์เข้ามาในตอนกลางคืน เพราะอาจถูกลูกหลงเวลาที่อาจารย์ทดสอบวิชา

            เฝิ่นลู่ : นั่น! เสียงกู่เจิงดังมาจากทางศาลาริมน้ำ ไปดูกันเร็ว! ตามมาทางนี้!


          เราทั้งห้าคนค่อยๆย่องเกาะหลังตามกันไป และคลานไปแอบหลังพุ่มไม้ที่สามารถมองเห็นศาลาริมน้ำได้ถนัด มองลอดช่องเล็กๆผ่านพุ่มไม้เห็นชายใส่ชุดขาวดูคุ้นตา เขาคือเหยียนเหล่ยสุดที่รักของฉันนั่นเอง ที่กำลังเล่นกู่เจิงที่แสนไพเราะชวนลุ่มหลง เขากำลังคิดถึงฉันมากล่ะสิ ฉันคิดในใจแล้วแอบยิ้มออกมา หลวนเฉินเบียดตัวแล้วแทรกหน้าเข้ามาใกล้หน้าฉันจนแก้มแทบจะชนกัน พร้อมกับพูดกระซิบกระซาบเบาๆว่าขอให้เขาดูหน่อย แล้วเขาก็หันหน้ามาพูดกระซิบกับฉันอีกครั้งจนจมูกเขาเกือบจะถูกแก้ม ฉันจึงขยับหน้าออกและคิดในใจว่าหลวนเฉินตั้งใจหรือไม่ทันระวังกันแน่ แต่ฉันเห็นเขายังคงทำปกติเหมือนไม่ได้ใส่ใจ ฉันจึงคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังจริงๆ


       หลวนเฉิน : นั่นใครน่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?

          ฉิงซวง : หล่อมาก เล่นกู่เจิงก็เก่ง

           เฝิ่นลู่ : อาจจะเป็นอาจารย์คนใหม่ก็ได้

          จิ่นเกอ : อาจารย์คนใหม่รึ? เขามาสอนวิชาอะไรล่ะ?

            มี่จื่อ : นี่! เรากลับกันได้แล้ว เดี๋ยวถูกจับได้ขึ้นมาจะแย่ ไปเร็ว!!


          เราค่อยๆขยับตัวถอยห่างออกจากตรงนั้น คลานแอบไปตามทางที่เราเข้ามา ทันใดนั้นเราก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องทักขึ้นมาว่า "ใครน่ะ หยุดนะ!" เราจึงรีบวิ่งหลบหนีกันพัลวัล แต่ทันใดนั้นมีกำแพงมนต์สกัดกั้นขั้นสูงขวางหน้าไว้ไม่ให้เราหนี พวกหลวนเฉินที่เพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่ถึงเดือน จึงยังคลายมนต์ขั้นสูงกันไม่ได้และตกใจจนทำอะไรกันไม่ถูก


    แต่ฉันรู้จักมนต์นี้เป็นอย่างดี เพราะเคยช่วยหยางเค่อให้หนีรอดจากมนต์นี้มาก่อน จึงรีบปลดมนต์สกัดกั้นให้หายไปทันที หลวนเฉินรีบดึงมือฉันแล้วพากันวิ่งหนีหน้าตั้งออกมาจนพ้นเขตพื้นที่เรือนพักของอาจารย์ จิ่นเกอที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมาทางด้านหลัง ร้องบอกให้เราหยุดวิ่งเพราะไม่มีใครตามมาแล้ว เราจึงหยุดวิ่งนั่งลงเหนื่อยหอบ


    จิ่นเกอเดินหายใจเหนื่อยหอบเข้ามาหาฉันแล้วถามว่า คลายมนต์ขั้นสูงในเวลาอันรวดเร็วได้ยังไง ทำไมจึงเห็นอักขระปลดมนต์เร็วนัก ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบเช่นกันว่า เห็นตัวอักขระปลดมนต์มันจะมีแสงเด่นนูนลอยตัวขึ้นมา แต่พวกเขาบอกว่ามองไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลย ฉันจึงบอกกับพวกเขาอีกว่าจะไม่ทำอะไรแบบนี้ด้วยอีกแล้ว ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาไม่คุ้มกันเลย ถ้าใครอยากรู้ว่าใครเล่นดนตรีไพเราะอีก คราวหน้าฉันจะไปถามอาจารย์จินไห่ให้ แต่ฉันยังคงสงสัยว่าใครกันที่ใช้มนต์สกัดกั้นมาขวางทางพวกเรา ฉิงซวงจึงตอบว่า


         ฉิงซวง : เสียงศิษย์พี่กันฮวา ผู้สอนวิชาอักขระโบราณ

          เฝิ่นลู่ : ข้าก็จำเสียงได้ ใช้มนต์สกัดกั้นขั้นสูง ต้องเป็นนางไม่ผิดแน่

         จิ่นเกอ : เกือบไปแล้ว ผู้หญิงสวยแต่ดุชะมัด นี่! หลวนเฉินเจ้าวิ่งเร็วไม่รอข้าเลย ดึงมือมี่จื่อวิ่งนำหน้ามาก่อน เจ้าทิ้งข้า!

       หลวนเฉิน : ข้าไม่รู้ตอนนั้นมันมืดและชุลมุน ข้าคว้ามือใครได้ก็ดึงมือวิ่งมา

           เฝิ่นลู่ : พรุ่งนี้เราต้องเรียนวิชาอักขระโบราณด้วย หวังว่าศิษย์พี่กันฮวาจะไม่รู้ว่าเป็นพวกเรานะ

       หลวนเฉิน : พรุ่งนี้ก็รู้เองแหละ พวกเจ้ากลับห้องพักเถอะ ข้ากับจิ่นเกอจะเดินไปส่ง



          หลวนเฉินกับจิ่นเกอเดินมาส่งเราที่ห้องพัก พบเพ่ยซานยืนอยู่หน้าเรือนที่พักกับจื่อเถิง ทั้งสองถามเราว่าไปไหนกันมา เฝิ่นลู่ตอบว่าเราออกไปเดินเล่นในรอบๆสำนัก จากนั้นหลวนเฉินหันมากำชับให้ฉันไปเรียนด้วยกันวันพรุ่งนี้ แล้วหลวนเฉินกับจิ่นเกอก็เดินแยกกลับไปที่พักของตน ทำให้เพ่ยซานดูหงุดหงิดไม่สบอารมณ์นัก เราจึงแยกย้ายกันกลับเข้าห้อง ส่วนฉันก็นอนฟังเสียงกู่เจิงและจินตนาการว่ามีเหยียนเหล่ยนอนอยู่ข้างๆและหลับไปจนกระทั่งเช้า

    ●

    ●

    ●

    หมายเหตุ

    *เพ่ยซาน แปลว่า การชื่นชมเลื่อมใส สิ่งมีค่า ปะการัง

    *จื่อเถิง แปลว่า ดอกวิสเทอเรีย

    *ฉิงซวง  แปลว่า เกล็ดน้ำค้างในวันฟ้าใส

    *กันฮวา  แปลว่า ดอกไม้และความหวาน

    *กู่เจิง, กู่ฉิน หรือพิณ คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายใช้มือดีด เป็นเครื่องดนตรีนิยมในหมู่ชนชั้นสูงและผู้มีการศึกษา

    *เอ้อร์หู คือซอสองสาย

    คล้ายกับเรื่องมี่จื่อสาวใช้จำเป็น ที่คุณอ่าน