เมื่อหลิ่วลิ่วได้รับคำสั่งให้เลิกใช้กำยาน เขาก็จำต้องหยุดลง
หลังจากที่ได้รับความใส่ใจเพียงเล็กน้อยจากจูอวิ่นเถิง เขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
บางเื่เขาก็ไม่ได้นำความไปรายงานต่อตงฉิงเหมือนอย่างเคย เขารู้สึกว่าจูอวิ่นเถิงนั้นนิสัยดีทีเดียว ดีกว่าจูอวิ่นเหวินมากนัก
เื่ใดที่พอจะปิดบังได้ เขาก็พยายามจะช่วยปิดบังให้
เวลาล่วงเลยไปจนถึงมื้อค่ำ
ในขณะที่จูอวิ่นเถิงกำลังครุ่นคิดถึงวิธีรับมือในวันพรุ่งนี้ หลิ่วลิ่วก็เข้ามาแจ้งว่า สวีซิ่งจู่ขอเข้าพบ
เขาชายตามองออกไปด้านนอก พบว่าแสงแดดยามอัสดงกำลังลาลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว
“ให้เข้ามา” จูอวิ่นเถิงกล่าว
สวีซิ่งจู่นำอาหารค่ำมาส่งให้จูอวิ่นเถิงเหมือนอย่างเคย หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้จูอวิ่นเถิงพึงพอใจ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เขาก็แย้มยิ้มอย่างประจบสอพลอ
“พระนัดดาสามพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาขอขมาท่านอีกครั้ง ทางพระนางฮุ่ยเฟย กระหม่อมให้คนนำอาหารไปส่งให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนนี่กระหม่อมใช้เงินส่วนตัวเตรียมมาถวายท่านเป็พิเศษพ่ะย่ะค่ะ”
เขาวางหม้อน้ำแกงตุ๋นใบใหญ่ลงบนโต๊ะ พร้อมกับเอ่ยต่อ “กระหม่อมเป็เพียงพ่อครัว ไม่มีสิ่งใดติดตัว มีเพียงวิชาทำอาหารที่พอจะใช้ขอต่อท่านได้ เื่ที่เคยผ่านพ้นมา หวังว่าท่านจะยกโทษให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าเขาแสดงความจริงใจออกมาอย่างเต็มที่
ดูท่าจะเริ่มคิด ‘เลือกข้าง’ ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
“ผู้เฒ่าสวี”
จูอวิ่นเถิงรับน้ำแกงไว้แล้วกล่าวต่อ “เสด็จปู่เคยสั่งเ้าไว้ไม่ใช่หรือ ว่าอย่าเที่ยวเลือกฝ่าย เ้าควรจะรอบคอบกว่านี้หน่อยนะ”
ต่อพ่อครัวหลวงนั้น เขามีท่าทีเดียวกับตาเฒ่าจู
คือไม่ควรไปล่วงเกินสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่เช่นนั้นใครจะรู้ว่าพวกนี้จะ ‘ปรุงรส’ พิเศษอะไรลงไปในจานบ้าง?
พ่อครัวเก่ง ๆ อย่างสวีซิ่งจู่นั้น หากรู้วิธีใช้งานย่อมอำนวยความสะดวกให้ไม่น้อย
จูอวิ่นเถิงให้คำเตือนไปเล็กน้อยตามความเหมาะสม เผื่อว่าวันหน้าอาจจะได้ใช้งานชายผู้นี้
“ไม่เลือกข้างพ่ะย่ะค่ะ ไม่เลือกเด็ดขาด!” สวีซิ่งจู่รีบตอบ “หากจะเลือก กระหม่อมขออยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาที่นี่เพียง้ามาขออภัยพระนัดดาจริง ๆ ”
“เื่ก่อนหน้านี้ ข้าลืมไปหมดแล้วล่ะ” จูอวิ่นเถิงยิ้มตอบ
“ลืมได้ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ!”
สวีซิ่งจู่รู้สึกเบาใจในที่สุด เขาทรุดกายลงคุกเข่ากล่าวว่า “ขอบพระทัยพระนัดดาสามที่มีเมตตาอย่างล้นพ้น กระหม่อม... กระหม่อมไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร เอาเป็ว่าหากพระนัดดาอยากเสวยสิ่งใด ขอเพียงบอกกระหม่อมมาได้เลย”
นอกจากฝีมือการทำอาหารแล้ว เขาก็ไม่มีสิ่งอื่นใดให้ช่วยเหลือได้จริง ๆ
“พอแล้ว ๆ กลับไปได้แล้ว”
จูอวิ่นเถิงไล่เขาออกไปเบา ๆ สมาธิที่เพิ่งถูกดึงความสนใจไป กลับมามุ่งเป้าไปที่แผนการของวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
ความจริงแล้ว เื่การวางอำนาจของหลานอวี้หรือพฤติกรรมของเหล่าบุตรบุญธรรมไม่ใช่เื่ยากที่จะสะสาง
เื่นิสัยโอหังอวดดีนั้น จูหยวนจางเคยลงโทษเขาไปนานแล้ว
แม้แต่เื่หลับนอนกับพระชายาของกษัตริย์แห่งเป่ยหยวน หรือเื่การทำลายด่านตอนยกทัพ จูหยวนจางก็ลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว ในแง่หนึ่ง เื่พวกนั้นย่อมถือว่าจบไปแล้ว
เื่ของเหล่าบุตรบุญธรรมก็น่าปวดหัวอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก
ทว่าปัญหาที่ยากที่สุดคือ ‘พรรคพวกฏหูเหวยยง’
เมื่อครู่จูอวิ่นเถิงยังไม่ได้นัดแนะกับหลานอวี้ว่าจะแก้สถานการณ์อย่างไร เพราะขืนทำอย่างนั้น องครักษ์เสื้อแพรต้องคาบข่าวไปรายงานจูหยวนจางทันที
เขา้ารอดูว่าหลานอวี้จะมีท่าทีตอบโต้แบบไหน แล้วตนค่อยหาจังหวะโดดเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อกุมใจให้เขายอมศิโรราบได้อย่างสมบูรณ์
คิดได้ดังนั้นจูอวิ่นเถิงจึงเริ่มลงมือกินอาหาร เมื่อครู่พอได้พักก็รู้สึกหิวขึ้นมาจริง ๆ
เขายังคงแบ่งส่วนหนึ่งให้แก่หลิ่วลิ่ว
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!”
หลิ่วลิ่วก้มกราบด้วยความซึ้งใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “บ่าวกินของเหลือที่พระนัดดาเสวยแล้วก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องแยกออกมาต่างหากให้หรอก... อีกอย่าง บ่าวมีเื่หนึ่งจะรายงาน”
“เื่อะไร?” จูอวิ่นเถิงถาม
“เมื่อครู่ตงฉิง คนสนิทของพระชายารัชทายาทเดินมาสอบถามบ่าวถึงเื่สถานการณ์ของท่าน”
หลิ่วลิ่วไม่กล้าปกปิดข้อมูลภายในแต่อย่างใด
จูอวิ่นเถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
มั่นใจได้แล้วว่า เขาสามารถ ‘ซื้อใจ’ หลิ่วลิ่วมาเป็คนของตนได้สำเร็จ
ที่แท้การโน้มน้าวขันทีคนหนึ่งนั้นมันง่ายดายกว่าที่คิดเสียอีก
ขอเพียงปฏิบัติต่อเขาดี ๆ ให้เกียรติความเป็มนุษย์ และให้ความจริงใจ เพียงเท่านี้ก็ได้ตัวมาแล้ว
“เ้าไปบอกตงฉิง ว่ายามนี้ข้ากำลังกังวลและเครียดมากจนนั่งไม่ติด”
จูอวิ่นเถิงตัดสินใจที่จะมอบ ‘ความหวัง’ ให้จูอวิ่นเหวินสักหน่อย แล้วพรุ่งนี้ค่อยรอดูสีหน้าของอีกฝ่ายยามที่ต้องผิดหวังอย่างจัง
“บ่าวเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลิ่วลิ่วพยักหน้าถอยออกไป
ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งผ่านตงฉิงไปถึงหูของนางหลี่ว์และจูอวิ่นเหวินอย่างรวดเร็ว
“เื่จริงงั้นหรือ?” จูอวิ่นเหวินถาม
ตงฉิงพยักหน้ายืนยัน “หลิ่วลิ่วบอกมาอย่างนั้นเพคะ”
นางหลี่ว์ยิ้มด้วยความสบายใจ “หลิ่วลิ่วคือคนของเรา ย่อมไม่กล้าหักหลังพวกเราแน่!”
นางยังคงเชื่อมั่นในความสามารถที่จะควบคุมคนรับใช้ ดังนั้นเื่ราวต่าง ๆ ในตำหนักบูรพา ย่อมไม่อาจหลุดพ้นสายตาของนางไปได้
“พรุ่งนี้หลานอวี้ก็จะต้องตายแล้ว”
จูอวิ่นเหวินเอ่ยด้วยความลิงโลด “อาจารย์ทั้งสามคนบอกว่าจะช่วยข้า เราต้องรุมสุมไฟให้คดีของหลานอวี้ชัดเจนขึ้น เพื่อขุดรากถอนโคนพวกขุนศึกแห่งหวยซีไปให้หมด!”
เขารู้สึกตื่นเต้น ราวกับได้เห็นภาพจูอวิ่นเถิงตกอยู่ในที่นั่งลำบากจนหมดทางสู้ในวันพรุ่งนี้
นี่คือบททดสอบที่พวกเขารู้ดีว่าจูอวิ่นเถิงไม่มีสิทธิ์เลี่ยง หากไม่ยอมรับคำท้านี้ ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าชิงบัลลังก์ได้
“วันพรุ่งนี้ให้คนของเ้าเป็คนพูดก็แล้วกัน”
นางหลี่ว์เตือนบุตรชายด้วยความรอบคอบ “ตัวเ้าเองห้ามออกปากสุ่มสี่สุ่มห้า หากมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น อย่างน้อยความรับผิดชอบก็เป็ของพวกขุนนางเ่าั้ หากเ้าเป็คนเอ่ยปากด้วยตนเอง ผลลัพธ์ร้ายแรงย่อมมาตกอยู่ที่เ้าคนเดียว”
ในสถานการณ์เช่นนี้ ความรอบคอบคือสิ่งที่นางให้ความสำคัญที่สุด
นางหลี่ว์ที่เพิ่งจะพบความผิดพลาดมาใน่สองสามวันก่อน จึงเริ่มตื่นตัวระมัดระวังมากขึ้น
จูอวิ่นเหวินยังคงมีท่าทางคึกคะนอง เขารีบพยักหน้ารับว่าตนเองเข้าใจแล้ว
เช้าวันต่อมา เมื่อจูอวิ่นเถิงตื่นขึ้น ก็เตรียมตัวที่จะไปเข้าเฝ้าจูหยวนจาง แต่ทางฝั่งฮ่องเต้กลับส่งคนมาบอกให้เขารออยู่นิ่ง ๆ จนกว่าจะมีคำสั่งเรียกพบ
‘เสด็จปู่ไม่ได้กะจะใช้ลานราชสำนักในการสอบสวนสินะ’
จูอวิ่นเถิงรับรู้เจตจำนงของฮ่องเต้ จึงรั้งอยู่ที่ตำหนักบูรพาเฝ้ารอต่อไป
จนกระทั่งเวลาเกือบถึง่เที่ยง จึงมีเ้าหน้าที่มาแจ้งจูอวิ่นเถิงว่า ให้เขาเดินทางไปยังศาลต้าหลี่เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนรวมสามหน่วยงาน อันประกอบด้วย กรมอาญา ศาลต้าหลี่ และสำนักตรวจการที่ต้องตัดสินร่วมกัน
ผู้ทำหน้าที่เป็ประธานในการสอบสวนคือเ้ากรมผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายจานฮุย โดยมีจูหยวนจางนั่งรับฟังอยู่ด้านหลัง
ในฐานะที่เขาเป็ผู้ลงมือจับกุม และเป็เ้าของเื่การทดสอบความสามารถในครั้งนี้ จูอวิ่นเถิงย่อมต้องอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
เมื่อไปถึงที่ศาลต้าหลี่ หลานอวี้และบุตรบุญธรรมทั้งสามคนก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ฉางเซิง ฟู่โหย่วเต๋อ และขุนศึกคนอื่น ๆ ต่างก็มาถึงกันพร้อมหน้า
บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็พากันมาจนเกือบครบครัน
จูอวิ่นเหวินจับจ้องที่ห้องโถงการตัดสินด้วยความตื่นเต้น เฝ้ารอคอยภาพหลานอวี้ที่จะต้องสิ้นชื่อและล้างตระกูลขุนศึกหวยซีเพื่อเสริมบารมีในการชิงตำแหน่งของตน
ทันทีที่เห็นจูอวิ่นเถิงปรากฏตัว ทุกคนในโถงต่างก็หันกลับมามองเขาเป็สายตาเดียวกัน
“ฝ่าาเสด็จแล้ว!”
ชั่วขณะนั้น เสียงของขันทีจี๋เสียงก็ดังสะท้อนก้องทั่วทั้งโถง ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทุกคนต่างรีบคุกเข่าถวายบังคม
“ตามสบาย!”
จูหยวนจางเดินตรงเข้ามาด้วยย่างก้าวอันมั่นคง และนั่งลงที่ม้านั่งไม้ทางทิศเหนือ “เริ่มการไต่สวนได้ ไม่ต้องมากพิธี!”
เขาไม่อยากอ้อมค้อม ้าจัดการเื่นี้ให้จบโดยเร็วที่สุด ในขณะเดียวกันเขาก็เฝ้ารอดูด้วยว่า วันนี้หลานอวี้จะต้องตาย หรือจูอวิ่นเถิงจะช่วยรักษาชีวิตและเปลี่ยนวิกฤตเป็โอกาสในการกุมอำนาจได้อย่างไร
มันคือการทดสอบปัญญาความสามารถครั้งสำคัญ
จูหยวนจางกล่าวทิ้งท้ายว่า “ใครมีอะไรอยากจะกล่าว ก็จงพูดออกมาให้หมดแต่อย่าให้มันเอะอะโกลาหล... เริ่มได้!”
ทันทีที่ประกาศอนุญาต บรรยากาศในห้องโถงศาลก็ตึงเครียดขึ้นอย่างรุนแรงทันที
“ในเมื่อฝ่าาอนุญาตให้ทุกคนออกความเห็น เช่นนั้นก่อนจะเริ่มการไต่สวน กระหม่อมใคร่ขอบังอาจถามพระนัดดาสามสักประเด็นพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวซานอู๋ บัณฑิตฮั่นหลินเป็คนแรกที่ลุกขึ้นส่งเสียงท้าทายกลางศาล โดยไม่อดทนรอรับสั่งอื่นใดเลยแม้แต่นิดเดียว