ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 ชะตากรรมลิขิตไว้ ดูหมิ่นไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว!

            ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีนิลนั่งสงบนิ่ง ณจุดสูงสุดของยอดเขาดารา เบื้องหน้าวางพิณโบราณสีน้ำตาลเข้ม 

            ปลายนิ้วเรียวยาวทาบทับลงบนตัวพิณนัยน์ตาสีดำขลับดุจรัตติกาลจ้องมองไปยังค่ายมารกลืนสวรรค์ที่แผ่พลังอำนาจแห่งราชันย์สุดขีดออกมาอย่างต่อเนื่องนัยน์ตาวาวโรจน์เล็กน้อย ยากจะคาดเดาว่ายินดีหรือเศร้าสร้อยจากนั้นดวงตาก็เลื่อนไปอีกหลายช่วงตัว จดจ่ออยู่กับห้วงอากาศที่หมอกทมิฬเคลื่อนคล้อย

            หมอกดำคล้ายปกคลุมร่างไว้ยากจะมองเห็นรูปร่าง

            แต่สิ่งที่อยู่ในมือของคนผู้นั้นคือไหทมิฬที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

            ตัวไหเผยให้เห็นถึงไอพลังลึกลับอย่างต่อเนื่องดึงดูดให้ฝาครอบไหส่งเสียงสั่นกึกกัก 

            ผู้พิทักษ์แห่งสายเลือดหานเหรินสืบทอดมาจากหนึ่งในสามราชวงศ์นักฆ่าแห่งยุคบรรพกาลของ'แดนมนุษย์'  

            ครอบครองวิชาอักษรดาราและมนต์มายาลับสุดยอดมากมาย 

            ยามที่ปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ย่อมหมายความว่า สิ่งใดที่มิอาจเอ่ยก็จำต้องเอ่ยออกมา 

            “ข้าถามเพียงประโยคเดียว” 

            “วิชากลืนสวรรค์สามารถส่งต่อให้ผู้สืบทอดวิชาเซียนเท่านั้นใช่หรือไม่?” 

            มู่อู๋ซวงก้มหน้าลงต่ำ เอ่ยถามอย่างสงบสีหน้าเจือไปด้วยความขมขื่นระคนเวทนาตนเอง 

            ต่อมาหมอกทมิฬค่อยๆ จางหายไปเผยให้เห็นร่างของชายชราผู้มีท่าทางกระฉับกระเฉง 

            เขามองไปยังชายหนุ่มด้านล่างด้วยสีหน้าซับซ้อนพร้อมถอนหายใจแผ่วเบา

            มู่อู๋ซวงคือผู้ที่เหล่าผู้นำของแดนมนุษย์คัดเลือกมาจากการประลองร้อยแคว้นด้วยตนเอง

            ทั้งจิตใจ ความมุ่งมั่นพรสวรรค์ในการฝึกฝนล้วนสูงส่ง 

            ถึงขั้นที่ทำให้ผู้แข็งแกร่งและเจนจัดหลายคนที่สร้างชื่อเสียงมานานปีต้องทึ่งในความสามารถ 

            หากไม่ใช่ว่าเขาถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดสายวิชากลืนสวรรค์ 

            บางทีในภายภาคหน้าเขาอาจกลายเป็นมือสังหารผู้ไร้เทียมทานก็เป็นได้! 

            แต่น่าเสียดาย! 

            น่าเสียดายยิ่งนัก! 

            หลังความเงียบงันชั่วครู่ชายชราก็พลันเอ่ยออกมา 

            “ใช่” 

            เมื่อสิ้นคำกล่าวพลังสังหารที่น่าสะพรึงกลัวก็พลันปะทุออกมาจากร่างของเขาในพริบตาก็ก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่สังหารจำนวนมากที่เปล่งไอเย็นยะเยือกพุ่งเข้าหาตัวมู่อู๋ซวงด้านล่าง!

            ฉึบ!

            กระบี่สังหารที่คมกริบนับสิบเล่มแหวกอากาศคำรามทะลวงร่างของมู่อู๋ซวงจนพรุนไปทั้งตัว กรีดบาดแผลน้อยใหญ่ที่น่าหวาดหวั่นนับสิบแผลโลหิตสดๆ ไหลทะลักออกมาทันใด ทำให้ชุดคลุมสีนิลเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงฉาน

            ความเจ็บปวดแผ่ซ่านมู่อู๋ซวงมิได้สะทกสะท้านและไม่ได้ขมวดคิ้วแม้แต่น้อยเพียงจ้องมองไปยังชายชราจากราชันย์นักฆ่าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า

            “กลับไปบอกเสีย”

            “ข้าตายแทนเขาได้!” 

            “ในฐานะศิษย์เอกของเขาจะไม่มีทางถูกเปิดโปง” 

            “เงื่อนไขของข้าพวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แล้ว!” 

            ชายชราพยักหน้าเงียบงัน“ข้าจะนำไปบอกกล่าว” 

            กล่าวจบหมอกดำพิศวงก็กลับมาปกคลุมร่างของเขาอีกครั้ง วิชามารถูกกระตุ้นแล้วร่างของเขาค่อยๆ สลายหายไปจากแผ่นดินแห่งนี้ 

            อีกหลายอึดใจต่อมา 

            เสียงแหวกอากาศแหลมคมก็พลันดังขึ้นบนยอดเขาดารา 

            คือเจ้าสำนักไท่เสวียนและเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหลาย 

            พวกเขาถูกรบกวนด้วยคลื่นพลังราชันย์สุดขีดจึงรีบรุดหน้ามา 

            “นะ… นี่มันค่ายมารกลืนสวรรค์!” 

            ผู้อาวุโสท่านหนึ่งมองไปยังฝาครอบไหทมิฬที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่เบื้องหน้ามู่อู๋ซวงดวงตาก็พลันหดเล็กลง ร้องอุทานออกมาอย่างตกตะลึง 

            เมื่อหลายยุคก่อน ยังมีข่าวลือแพร่สะพัด 

            จักรพรรดิหานเหรินได้ใช้วิชากลืนสวรรค์พัฒนาตนจนกลายเป็นกายาโกลาหลในภายหลัง 

            และได้หลอมร่างที่ทอดทิ้งไปให้กลายเป็นอาวุธจักรพรรดิขั้นสุด! 

            ตัวร่างเป็นไหมารกลืนสวรรค์กะโหลกเป็นฝาครอบกลืนสวรรค์! 

            ทั้งสองสามารถแยกออกจากกันหรือรวมกันก็ได้! 

            ใครจะคาดคิดว่าฝาครอบของมันจักปรากฏบนยอดเขาดาราของสำนักไท่เสวียน! 

            ในเวลานั้นเองชายชราผู้ติดตามมาท่านหนึ่งก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยถามเสียงต่ำ 

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” 

            “เหตุใดเจ้าถึงครอบครองซึ่งค่ายมารกลืนสวรรค์?” 

            มู่อู๋ซวงเหล่มองเขา แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา 

            “ท่านผู้อาวุโสเอ๋ยหลานชายของท่านมิได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว” 

            “เขาตายด้วยน้ำมือข้าวิญญาณเขาถูกข้ากลืนกิน”

            “ข้าคือสายเลือดแห่งหานเหรินผู้สืบทอดวิชามารกลืนสวรรค์ จะมีค่ายมารกลืนสวรรค์ก็เป็นเรื่องธรรมดา”

            “อะไรกัน!” 

            ผู้อาวุโสหัวทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวดวงตาพลันแดงก่ำดุจอสูรที่หิวกระหายเขาใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ในฝ่ามือปลดปล่อยประกายดาราเจิดจรัส หมายจะสังหารมู่อู๋ซวงณ ที่แห่งนี้ 

            “ไม่!” 

            เจ้าสำนักไท่เสวียนยื่นมือใหญ่เข้ามาขวางเขาไว้เอ่ยห้ามอย่างหนักแน่น 

            “คนผู้นี้ก่อเรื่องปั่นป่วนในแดนใต้มาหลายวันถูกเหล่าผู้แข็งแกร่งจากสองเผ่าพันธุ์ในตงฮวงและแดนใต้ไล่ล่า!” 

            “ตอนนี้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายจึงหนีมาอยู่ที่นี่” 

            “หากเขาตายตอนนี้สำนักไท่เสวียนของเราย่อมมิอาจหลีกหนีความเกี่ยวข้องได้!”

            เมื่อกล่าวเช่นนี้เหล่าผู้อาวุโสทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป

            เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในแดนใต้มาบ้าง

            สิ่งที่เจ้าสำนักกล่าวนั้นมีเหตุผล 

            แม้ว่าสำนักไท่เสวียนของพวกเขาจะเป็นสำนักใหญ่ในแดนใต้แต่เมื่อเทียบกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในตงฮวงแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่มาก 

            ไม่ต้องพูดถึงตระกูลโบราณและราชวงศ์กับเผ่าโบราณทั้งหลาย 

            อาวุธจักรพรรดิขั้นสุดครึ่งชิ้นนั้นพวกเขาไม่มีทางเอื้อมมือไปแตะต้องได้ 

            มิฉะนั้น มันจะนำมาซึ่งหายนะ! 

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเหล่าบุคคลสำคัญระดับสูงของสำนักไท่เสวียนจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือเพียงจ้องมองไปยังรูปร่างของมู่อู๋ซวงอย่างระแวดระวัง 

            ทั่วร่างพวกเขาตึงเครียดพลังศักดิ์สิทธิ์ในมือปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ 

            “ไม่ลงมือหรือ…” 

            “ก็ดี” 

            เสียงกระซิบแผ่วของมู่อู๋ซวงดังขึ้นพร้อมส่ายหน้าช้าๆจากนั้นสายตาที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำในบ่อเก่าก็กลับคืนมาทอดลงบนพิณโบราณที่วางอยู่ตรงหน้า 

            แต๊ง! 

            ทั้งสองมือดีดสายพิณอย่างคล่องแคล่วปลายนิ้วเรียวระบำอยู่บนสายพิณประหนึ่งเมฆลอยน้ำ ประหนึ่งหมอกเซียนยวนเย้า! 

            เสียงพิณที่แฝงไปด้วยความลึกลับดุจสายน้ำใสไหลรินใต้แสงจันทร์ทั้งแผ่วเบาและกังวาน กระทั่งกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ก้องกังวานไร้ที่ติ 

            ลมหายใจถัดมา 

            สายพิณพลันสั่นอย่างรุนแรงภาพที่งดงามเหล่านั้นก็สลายหายไปพลังสังหารที่เย็นเยียบแผ่ซ่านอยู่ในท่วงทำนองที่บรรเลง 

            นี่คือมรรคาที่เขาใช้ในการบ่มเพาะ

            ใช้การสังหารเพื่อพิสูจน์มรรคา!

            ครืน! 

            รัศมีของมู่อู๋ซวงค่อยๆ เพิ่มพูนก่อนจะปะทุขึ้นราวพายุโหมกระหน่ำเผยให้เห็นไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่ผู้บรรลุสู่เอกะเท่านั้นจึงจะครอบครองได้! 

            เขาได้หลอมรวมจิตสังหารอันสั่นสะเทือนฟ้าดินนี้เข้าสู่ท่วงทำนองเมื่อเสียงเพลงแว่วผ่านหูเหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่เสวียนล้วนเห็นภาพกองทัพม้าเหล็กและแสงกระบี่วาววับในมโนสำนึก

            “ระดับเอกะ!” 

            “เขาบรรลุสู่มหาเต๋าแล้วจริงๆ!” 

            เหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่เสวียนหลายคนต่างผุดสีหน้าสั่นคลอนและตกตะลึงพรึงเพริด 

            เสียงพิณของเขาก้องกังวานอยู่บนยอดเขาดารามิรู้ลืมเลือน เสียงร้องดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง 

            เมื่อรวมเข้ากับชุดคลุมยาวสีนิลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตดูราวกับเป็นภาพที่งดงามปนเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด 

            ราวกับกำลังคร่ำครวญถึงความสิ้นหวังและการต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย! 

            ชะตากรรมลิขิตไว้ดูหมิ่นไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว!

             

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน