ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีนิลนั่งสงบนิ่ง ณจุดสูงสุดของยอดเขาดารา เบื้องหน้าวางพิณโบราณสีน้ำตาลเข้ม
ปลายนิ้วเรียวยาวทาบทับลงบนตัวพิณนัยน์ตาสีดำขลับดุจรัตติกาลจ้องมองไปยังค่ายมารกลืนสวรรค์ที่แผ่พลังอำนาจแห่งราชันย์สุดขีดออกมาอย่างต่อเนื่องนัยน์ตาวาวโรจน์เล็กน้อย ยากจะคาดเดาว่ายินดีหรือเศร้าสร้อยจากนั้นดวงตาก็เลื่อนไปอีกหลายช่วงตัว จดจ่ออยู่กับห้วงอากาศที่หมอกทมิฬเคลื่อนคล้อย
หมอกดำคล้ายปกคลุมร่างไว้ยากจะมองเห็นรูปร่าง
แต่สิ่งที่อยู่ในมือของคนผู้นั้นคือไหทมิฬที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน
ตัวไหเผยให้เห็นถึงไอพลังลึกลับอย่างต่อเนื่องดึงดูดให้ฝาครอบไหส่งเสียงสั่นกึกกัก
ผู้พิทักษ์แห่งสายเลือดหานเหรินสืบทอดมาจากหนึ่งในสามราชวงศ์นักฆ่าแห่งยุคบรรพกาลของ'แดนมนุษย์'
ครอบครองวิชาอักษรดาราและมนต์มายาลับสุดยอดมากมาย
ยามที่ปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ย่อมหมายความว่า สิ่งใดที่มิอาจเอ่ยก็จำต้องเอ่ยออกมา
“ข้าถามเพียงประโยคเดียว”
“วิชากลืนสวรรค์สามารถส่งต่อให้ผู้สืบทอดวิชาเซียนเท่านั้นใช่หรือไม่?”
มู่อู๋ซวงก้มหน้าลงต่ำ เอ่ยถามอย่างสงบสีหน้าเจือไปด้วยความขมขื่นระคนเวทนาตนเอง
ต่อมาหมอกทมิฬค่อยๆ จางหายไปเผยให้เห็นร่างของชายชราผู้มีท่าทางกระฉับกระเฉง
เขามองไปยังชายหนุ่มด้านล่างด้วยสีหน้าซับซ้อนพร้อมถอนหายใจแผ่วเบา
มู่อู๋ซวงคือผู้ที่เหล่าผู้นำของแดนมนุษย์คัดเลือกมาจากการประลองร้อยแคว้นด้วยตนเอง
ทั้งจิตใจ ความมุ่งมั่นพรสวรรค์ในการฝึกฝนล้วนสูงส่ง
ถึงขั้นที่ทำให้ผู้แข็งแกร่งและเจนจัดหลายคนที่สร้างชื่อเสียงมานานปีต้องทึ่งในความสามารถ
หากไม่ใช่ว่าเขาถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดสายวิชากลืนสวรรค์
บางทีในภายภาคหน้าเขาอาจกลายเป็นมือสังหารผู้ไร้เทียมทานก็เป็นได้!
แต่น่าเสียดาย!
น่าเสียดายยิ่งนัก!
หลังความเงียบงันชั่วครู่ชายชราก็พลันเอ่ยออกมา
“ใช่”
เมื่อสิ้นคำกล่าวพลังสังหารที่น่าสะพรึงกลัวก็พลันปะทุออกมาจากร่างของเขาในพริบตาก็ก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่สังหารจำนวนมากที่เปล่งไอเย็นยะเยือกพุ่งเข้าหาตัวมู่อู๋ซวงด้านล่าง!
ฉึบ!
กระบี่สังหารที่คมกริบนับสิบเล่มแหวกอากาศคำรามทะลวงร่างของมู่อู๋ซวงจนพรุนไปทั้งตัว กรีดบาดแผลน้อยใหญ่ที่น่าหวาดหวั่นนับสิบแผลโลหิตสดๆ ไหลทะลักออกมาทันใด ทำให้ชุดคลุมสีนิลเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงฉาน
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านมู่อู๋ซวงมิได้สะทกสะท้านและไม่ได้ขมวดคิ้วแม้แต่น้อยเพียงจ้องมองไปยังชายชราจากราชันย์นักฆ่าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“กลับไปบอกเสีย”
“ข้าตายแทนเขาได้!”
“ในฐานะศิษย์เอกของเขาจะไม่มีทางถูกเปิดโปง”
“เงื่อนไขของข้าพวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แล้ว!”
ชายชราพยักหน้าเงียบงัน“ข้าจะนำไปบอกกล่าว”
กล่าวจบหมอกดำพิศวงก็กลับมาปกคลุมร่างของเขาอีกครั้ง วิชามารถูกกระตุ้นแล้วร่างของเขาค่อยๆ สลายหายไปจากแผ่นดินแห่งนี้
อีกหลายอึดใจต่อมา
เสียงแหวกอากาศแหลมคมก็พลันดังขึ้นบนยอดเขาดารา
คือเจ้าสำนักไท่เสวียนและเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหลาย
พวกเขาถูกรบกวนด้วยคลื่นพลังราชันย์สุดขีดจึงรีบรุดหน้ามา
“นะ… นี่มันค่ายมารกลืนสวรรค์!”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งมองไปยังฝาครอบไหทมิฬที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่เบื้องหน้ามู่อู๋ซวงดวงตาก็พลันหดเล็กลง ร้องอุทานออกมาอย่างตกตะลึง
เมื่อหลายยุคก่อน ยังมีข่าวลือแพร่สะพัด
จักรพรรดิหานเหรินได้ใช้วิชากลืนสวรรค์พัฒนาตนจนกลายเป็นกายาโกลาหลในภายหลัง
และได้หลอมร่างที่ทอดทิ้งไปให้กลายเป็นอาวุธจักรพรรดิขั้นสุด!
ตัวร่างเป็นไหมารกลืนสวรรค์กะโหลกเป็นฝาครอบกลืนสวรรค์!
ทั้งสองสามารถแยกออกจากกันหรือรวมกันก็ได้!
ใครจะคาดคิดว่าฝาครอบของมันจักปรากฏบนยอดเขาดาราของสำนักไท่เสวียน!
ในเวลานั้นเองชายชราผู้ติดตามมาท่านหนึ่งก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยถามเสียงต่ำ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“เหตุใดเจ้าถึงครอบครองซึ่งค่ายมารกลืนสวรรค์?”
มู่อู๋ซวงเหล่มองเขา แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา
“ท่านผู้อาวุโสเอ๋ยหลานชายของท่านมิได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”
“เขาตายด้วยน้ำมือข้าวิญญาณเขาถูกข้ากลืนกิน”
“ข้าคือสายเลือดแห่งหานเหรินผู้สืบทอดวิชามารกลืนสวรรค์ จะมีค่ายมารกลืนสวรรค์ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“อะไรกัน!”
ผู้อาวุโสหัวทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวดวงตาพลันแดงก่ำดุจอสูรที่หิวกระหายเขาใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ในฝ่ามือปลดปล่อยประกายดาราเจิดจรัส หมายจะสังหารมู่อู๋ซวงณ ที่แห่งนี้
“ไม่!”
เจ้าสำนักไท่เสวียนยื่นมือใหญ่เข้ามาขวางเขาไว้เอ่ยห้ามอย่างหนักแน่น
“คนผู้นี้ก่อเรื่องปั่นป่วนในแดนใต้มาหลายวันถูกเหล่าผู้แข็งแกร่งจากสองเผ่าพันธุ์ในตงฮวงและแดนใต้ไล่ล่า!”
“ตอนนี้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายจึงหนีมาอยู่ที่นี่”
“หากเขาตายตอนนี้สำนักไท่เสวียนของเราย่อมมิอาจหลีกหนีความเกี่ยวข้องได้!”
เมื่อกล่าวเช่นนี้เหล่าผู้อาวุโสทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในแดนใต้มาบ้าง
สิ่งที่เจ้าสำนักกล่าวนั้นมีเหตุผล
แม้ว่าสำนักไท่เสวียนของพวกเขาจะเป็นสำนักใหญ่ในแดนใต้แต่เมื่อเทียบกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในตงฮวงแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่มาก
ไม่ต้องพูดถึงตระกูลโบราณและราชวงศ์กับเผ่าโบราณทั้งหลาย
อาวุธจักรพรรดิขั้นสุดครึ่งชิ้นนั้นพวกเขาไม่มีทางเอื้อมมือไปแตะต้องได้
มิฉะนั้น มันจะนำมาซึ่งหายนะ!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเหล่าบุคคลสำคัญระดับสูงของสำนักไท่เสวียนจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือเพียงจ้องมองไปยังรูปร่างของมู่อู๋ซวงอย่างระแวดระวัง
ทั่วร่างพวกเขาตึงเครียดพลังศักดิ์สิทธิ์ในมือปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
“ไม่ลงมือหรือ…”
“ก็ดี”
เสียงกระซิบแผ่วของมู่อู๋ซวงดังขึ้นพร้อมส่ายหน้าช้าๆจากนั้นสายตาที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำในบ่อเก่าก็กลับคืนมาทอดลงบนพิณโบราณที่วางอยู่ตรงหน้า
แต๊ง!
ทั้งสองมือดีดสายพิณอย่างคล่องแคล่วปลายนิ้วเรียวระบำอยู่บนสายพิณประหนึ่งเมฆลอยน้ำ ประหนึ่งหมอกเซียนยวนเย้า!
เสียงพิณที่แฝงไปด้วยความลึกลับดุจสายน้ำใสไหลรินใต้แสงจันทร์ทั้งแผ่วเบาและกังวาน กระทั่งกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ก้องกังวานไร้ที่ติ
ลมหายใจถัดมา
สายพิณพลันสั่นอย่างรุนแรงภาพที่งดงามเหล่านั้นก็สลายหายไปพลังสังหารที่เย็นเยียบแผ่ซ่านอยู่ในท่วงทำนองที่บรรเลง
นี่คือมรรคาที่เขาใช้ในการบ่มเพาะ
ใช้การสังหารเพื่อพิสูจน์มรรคา!
ครืน!
รัศมีของมู่อู๋ซวงค่อยๆ เพิ่มพูนก่อนจะปะทุขึ้นราวพายุโหมกระหน่ำเผยให้เห็นไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่ผู้บรรลุสู่เอกะเท่านั้นจึงจะครอบครองได้!
เขาได้หลอมรวมจิตสังหารอันสั่นสะเทือนฟ้าดินนี้เข้าสู่ท่วงทำนองเมื่อเสียงเพลงแว่วผ่านหูเหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่เสวียนล้วนเห็นภาพกองทัพม้าเหล็กและแสงกระบี่วาววับในมโนสำนึก
“ระดับเอกะ!”
“เขาบรรลุสู่มหาเต๋าแล้วจริงๆ!”
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่เสวียนหลายคนต่างผุดสีหน้าสั่นคลอนและตกตะลึงพรึงเพริด
เสียงพิณของเขาก้องกังวานอยู่บนยอดเขาดารามิรู้ลืมเลือน เสียงร้องดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรวมเข้ากับชุดคลุมยาวสีนิลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตดูราวกับเป็นภาพที่งดงามปนเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด
ราวกับกำลังคร่ำครวญถึงความสิ้นหวังและการต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย!
ชะตากรรมลิขิตไว้ดูหมิ่นไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว!