หลังจากการร่ำลาขบวนเดินทางไปอย่างเรียบง่าย ลู่ชิงเดินไปประสานมือคารวะ ขอบคุณสตรีสูงศักดิ์ เจ้าของรถม้าที่ให้พวกเขาได้พักข้างคืนด้วย จากนั้นเขากับฉินอวี้ (และหนิงเซียนที่แฝงกายอยู่) ก็ออกเดินทางรอนแรมนับเดือนข้ามผ่านพรมแดนธรรมชาติที่ทับซ้อน จนกระทั่งในเช้าวันที่แสงทองจับขอบฟ้า ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาพวกเขาต้องหยุดฝีเท้าลง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ กำแพงเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าหยวน สีเทาเข้มตระหง่านง้ำเสียดก้อนเมฆ! ความอลังการของมันทำให้เมืองตงหยางที่ว่าใหญ่แล้ว กลายเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ไปในพริบตา อิฐแต่ละก้อนที่ประกอบกันเป็นกำแพงนั้นหนาหนักประหนึ่งขุนเขาศิลาที่ไม่มีวันทลาย ร่องรอยจารึกและธงทิวของแคว้นต้าหยวนที่สะบัดพลิ้วอยู่บนยอดเชิงเทินนั้นแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่สะสมมานานนับร้อยปี
บนถนนสายหลักที่ทอดยาวมุ่งสู่ประตูเมือง บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยคลื่นมนุษย์นับหมื่นที่เบียดเสียดกันเข้ามาไม่ขาดสายราวกับสายน้ำ ทั้งกองคาราวานอูฐจากแดนไกลที่บรรทุกเครื่องเทศส่งกลิ่นฉุนกึก ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางที่ตกแต่งด้วยทองคำระยิบระยับ และบรรดาบัณฑิตหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศที่ต่างพกความฝันมุ่งหน้ามาสอบจอหงวน
ลู่ชิง ถึงกับยืนอ้าปากค้างจนลืมภาพลักษณ์บัณฑิตผู้สุขุมไปเสียสิ้น เขาเกาะสายย่ามตำราใบเก่าแน่น พลางแหงนหน้ามองยอดกำแพงจนหมวกบัณฑิตแทบจะร่วงหลุดจากหัว
"โอ้โฮ! นี่น่ะหรือคือเมืองหลวงแคว้นต้าหยวน! กำแพงนี่มันสูงขนาดที่ว่าถ้าข้าตกลงมา คงมีเวลาสวดมนต์ได้จบเล่มก่อนจะถึงพื้นแน่ๆ!" ลู่ชิงอุทานพลางหันไปมองรอบตัวด้วยความตื่นเต้น
"ดูคนพวกนั้นสิฉินอวี้! เสื้อผ้าพวกเขาดูแพงกว่าบ้านข้าทั้งหลังเสียอีก ข้าเริ่มรู้สึกว่าชุดปะชุนของข้านี่มันช่าง 'โดดเด่น' ในทางที่ผิดเสียจริง!"
ส่วน หนิงเซียน นั้นดูจะอาการหนักกว่าเจ้านายของนางหลายเท่า! หลังจากถูกขังอยู่ในค่ายกลมานับพันปี พอเห็นโลกกว้างนางก็บินร่อนฉวัดเฉวียนไปมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า (ซึ่งมนุษย์ทั่วไปมองเห็นเป็นเพียงลมพัดวูบหนึ่ง) ปีกสีม่วงอำพันของนางสั่นพริ้วรัวถี่ แววตาสีม่วงคู่สวยฉายประกายละลานตาไปกับแสงสี เสียงพ่อค้าตะโกนเร่ขายของ และกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดที่นางไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน
"นายท่านเจ้าคะ! ดูตรงนั้นสิ! มีมนุษย์ขี่สัตว์ประหลาดตัวยาวๆ ด้วย (เกวียนสินค้า) แล้วดูแม่นางคนนั้นสิเจ้าคะ นางเอาสีอะไรมาทาปากแดงปานนั้น! ข้าอยากจะโฉบลงไปจิกหมูหันร้านนั้นมาให้ท่านชิมเหลือเกินเจ้าค่ะ!" หนิงเซียนส่งเสียงใสแจ๋วพลางรัวนิ้วชี้ชวนลู่ชิงดูนั่นดูนี่ไม่หยุด จนลู่ชิงเริ่มจะตาลายและอยากจะจับนางยัดลงย่ามให้รู้แล้วรู้รอด
ฉินอวี้ ยืนยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจประหนึ่งมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ เขาคือคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ที่ถือกำเนิดและเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของกำแพงเมืองแห่งนี้ ยามเห็นสหายรักตื่นเต้นจนเสียอาการเขาก็พลอยขำปนเอ็นดู
"ฮ่าๆๆ พี่ลู่! ท่านใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งตื่นตูมจนล้มพับไปเสียล่ะ" ฉินอวี้กล่าวพลางตบไหล่ลู่ชิงเบาๆ
"วันนี้ข้าจะพาท่านเปิดโลกทัศน์เอง! ข้าจะนำท่านชมความยิ่งใหญ่ของมหานครแห่งแคว้นต้าหยวนให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ข้าสัญญาว่าการสอบจอหงวนครั้งนี้ ข้าจะดูแลเรื่อง 'ปากท้อง' ของท่านเอง ท่านจะได้ไม่ต้องมานั่งแทะหมั่นโถวบูดให้หนิงเซียนล้อเลียนอีก!"
ลู่ชิงหันมามองฉินอวี้ด้วยแววตาซาบซึ้ง
"เจ้าพูดจริงนะ? เรื่องปากท้องน่ะ? ถ้าเจ้าจ่าย ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจสอบให้ได้อันดับหนึ่งเลยทีเดียว!"
ชายหนุ่มสองคนและปีศาจสาวขี้แกล้งอีกหนึ่งตน ก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูเมืองหลวงท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ ราวกับสายน้ำที่ไหลบ่าเข้าสู่มหาสมุทร ทั้งหมดมุ่งหน้าผ่านประตูมังกรทะยานเข้าสู่ใจกลางมหานครที่ไม่มีวันหลับใหล
ทันทีที่เท้าของทั้งสองก้าวพ้นใต้เงาอันเย็นเยียบและลึกกว้างของอุโมงค์ใต้กำแพงเมืองมหาอำนาจ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็คือความโอ่อ่าระยิบระยับของ มหานครต้าหยวน ที่พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสอย่างรุนแรงประหนึ่งคลื่นยักษ์ ถนนสายหลักที่ปูด้วยแผ่นหินบล็อกสี่เหลี่ยมเรียบกริบนั้นกว้างขวางใหญ่โตขนาดที่รถม้าแปดคันสามารถวิ่งสวนเลนกันได้โดยไม่ต้องหักหลบ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยอาคารไม้โบราณสูงตระหง่านสามถึงสี่ชั้น ตัวอาคารสลักเสลาลวดลายมงคลอย่างวิจิตร ประดับประดาด้วยป้ายร้านค้าลงรักปิดทองคำเปลวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายจนเหลืองอร่ามไปทั้งสายตา โดยมีโคมไฟสีแดงและธงร้านค้าแขวนระย้าพาดผ่านท้องฟ้าเป็นทิวแถวราวกับมังกรเพลิงที่กำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศ
ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดขวักไขว่ ราวกับกองทัพมดมหาศาลที่รุมล้อมก้อนน้ำตาลยักษ์ เสียงตะโกนเร่ขายของปะปนกับเสียงล้อเกวียนบดหินและเสียงเครื่องดนตรีจากหอสุราที่ดังแทรกมาเป็นระยะ กลิ่นหอมกรุ่นของเป็ดอบน้ำผึ้งและซาลาเปานึ่งควันฉุยที่ลอยมาตามลม ทำเอาบัณฑิตผู้หิวโหยอย่างลู่ชิงถึงกับท้องร้องประท้วงเสียงดังสนั่นจนเขาต้องรีบเอามือกุมท้องพลางตะครุบหมวกบัณฑิตใบเก่าของตนไว้แน่น เพราะกลัวว่าคลื่นมนุษย์ที่เชี่ยวกรากจะพัดพาเอาทั้งตัวเขาและสัมภาระอันน้อยนิดหายไปในฝูงชน
"โอ้โฮ... ฉินอวี้ นี่มันไม่ใช่เมืองมนุษย์แล้ว นี่มันคือสวรรค์บนดินชัดๆ!" ลู่ชิงอุทาน แววตาที่เคยนิ่งสงบระยิบระยับเป็นประกายขณะมองดูรถม้าประดับมุกหรูหราที่วิ่งผ่านไป
"แต่ดูสภาพที่นี่แล้ว... ข้าว่าแค่สูดลมหายใจเข้าปอดในเมืองนี้ก็น่าจะเสียเงินไปหลายอีแปะแน่ๆ ค่าครองชีพที่นี่คงจะเข่นฆ่าบัณฑิตยากจนอย่างข้าให้ตายได้ในสามวัน!"
ในขณะที่ หนิงเซียน ซึ่งแฝงกายอยู่ในมิติเร้นลับที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็น บัดนี้ดูจะเสียอาการไปยิ่งกว่าเจ้านายของนางหลายเท่า! นางบินฉวัดเฉวียนขึ้นไปเกาะอยู่บนยอดชายคาจวนขุนนาง พลางชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่ร้านขายเครื่องประดับล้ำค่าด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
"นายท่าน! ดูนั่นสิเจ้าคะ! มนุษย์พวกนี้เอาหินเรืองแสงมาแขวนประดับหน้าต่างเต็มไปหมดเลย! แล้วนั่น... โอ๊ย! ร้านนั้นขายผ้าไหมสีม่วงสว่างสดใสเหมือนสีปีกของหนิงเซียนเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากได้! นายท่านซื้อให้ข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ!" นางส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจ้อไม่หยุดพลางบินวนเป็นวงกลมรอบศีรษะลู่ชิงจนเขารู้สึกตาลายประหนึ่งมีแมลงยักษ์มาบินว่อนอยู่ตรงหน้า
ฉินอวี้ ซึ่งมองไม่เห็นนางปีศาจสาวแม้แต่น้อย ได้แต่ยืนยิ้มละไมมองดูสหายรักที่ยืนเซ่อซ่าท่ามกลางความศิวิไลซ์ด้วยความเอ็นดู เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าลู่ชิงได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่จนพอใจและเริ่มจะมีอาการ "หน้ามืด" กับความจอแจของฝูงชนแล้ว เขาจึงสะกิดไหล่บัณฑิตหนุ่มเบาๆ เพื่อเรียกสติ
"เห็นพี่ลู่พอใจและตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ ข้าก็เบาใจที่พาท่านมาไม่เสียเที่ยว" ฉินอวี้หัวเราะในลำคอพลางผายมือมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมือง
"ในเมื่อท่านได้เห็น 'หน้าด่าน' ของความมั่งคั่งนี้แล้ว เช่นนั้นก็ตามข้ามาเถอะ ไปพักที่บ้านของข้าก่อน ข้าสัญญาว่าเตียงที่จวนข้านั้นหนานุ่มกว่ากองฟางที่ท่านนอนมานับเดือนเป็นร้อยเท่า และมื้อค่ำคืนนี้จะทำให้ท่านลืมรสชาติหมั่นโถวปิ้งแข็งๆ นั่นไปจนหมดสิ้น!"
ลู่ชิงพอได้ยินคำว่า "เตียงนุ่ม" และ "มื้อค่ำฟรี" (โดยเฉพาะคำว่าฟรี) ก็ถึงกับตาโตขึ้นมาทันที
"บ้านของเจ้าหรือ? โอ้... น้องฉินอวี้ เจ้าช่างเป็นน้องชายที่ประเสริฐและตาถึงที่สุด! ไปสิ ไปเถอะ ข้าพร้อมจะไปร่วมทดสอบ 'ความนุ่ม' ของเตียงที่จวนเจ้าจะขาดใจอยู่แล้ว!"
บัณฑิตหนุ่มและคุณชายผู้สูงศักดิ์ (พร้อมด้วยหนึ่งปีศาจสาวที่ยังคงบินจ้อไม่หยุดอยู่ข้างหู) เริ่มแทรกตัวผ่านฝูงชนที่ขวักไขว่ มุ่งหน้าสู่ย่านที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางชั้นสูงที่เงียบสงบและโอ่อ่ากว่านี้อีกหลายเท่าตัว