เช้าวันรุ่งขึ้นพิชิตมาทำงานตามเวลาปกติ
เขาไม่ได้มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบเหมือนอานุภาพเพราะเขามีรถยนต์ส่วนตัวขับมาทำงาน ไม่ได้ต้องใช้บริการรถสาธารณะเหมือนฝ่ายนั้น
แม้เขาจะไม่ได้รวย แต่พิชิตก็มั่นใจว่าตนเองดูดีในระดับหนึ่ง
ชายหนุ่มวางกระเป๋าหนังลงบนโต๊ะทำงาน แล้วหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้
สายตาของเขาเหลือบไปดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งถูกแขวนติดผนังไว้
...อ้า จวนจะได้เวลาเริ่มงานแล้วสินะ
พนักงานคนอื่น ๆ ทยอยมากันจนเกือบครบ พิชิตได้ยินเสียงพนักงานผู้หญิงพูดคุยกันซึ่งเขาจำได้ว่ามันคือเสียงของเขมนิจและปรารถนา
“พี่หนา ๆ นั่นใช่ไหมคะพนักงานใหม่น่ะ”
พิชิตหันไปตามต้นเสียงทันทีและสายตาของเขาก็เข้าไปปะทะกับร่างโปร่งของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งดู ๆไปแล้วฝ่ายนั้นน่าจะสูงน้อยกว่าอิทธิพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายเล็กน้อย ซึ่งแน่นอนว่านั่นหมายความว่าสูงน้อยกว่าเขาพอสมควรทีเดียว
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามพิชิตรู้สึกว่าเืในกายของเขาเย็นชืดไปทันทีเมื่อมองดูว่าอีกฝ่ายช่างมีมาดที่คล้ายกับผู้จัดการฝ่ายเสียเหลือเกิน
ท่วงท่าการเดิน กิริยา ดูเป็ผู้ดีในแบบที่เขากับศุภกิจเทียบไม่ได้
แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือใบหน้านั้นไม่ได้สวมแว่นสายตาและใบหน้านั้นมีเค้าความเป็ลูกครึ่งให้เห็น...
ปากนิดแต่จมูกไม่หน่อย เพราะจมูกของชายคนดังกล่าวโด่งเป็สันเป็รูปจมูกที่สวยงามทีเดียว โดยรวมแล้วเรียกว่าเป็ใบหน้าที่ดูจิ้มลิ้มแต่ก็ยังคงมีความงามในแบบผู้ชาย
ใบหน้านั้นค่อนไปทางหวาน ผิวขาวดูมีน้ำมีนวลและได้รับการดูแลอย่างดีผมสีน้ำตาลซอยสั้นเป็ทรงที่เข้ากับใบหน้า
พิชิตมองอีกฝ่ายซึ่งตอนนี้เดินเข้ามาถึงในออฟฟิศถึงสังเกตได้ว่าแก้มขาว ๆ นั้นมีรอยเืฝาดน้อย ๆ ดูเป็ที่ชวนมองมาก
...หมายถึงถ้านั่นไม่ใช่เขาน่ะนะ
เพราะสำหรับเขาแล้วรู้สึกสยองมากกว่า ที่คนซึ่งศุภกิจคิดจะชวนมาร่วมก๊วนกลับกลายเป็คนในสไตล์แบบอิทธิพงษ์ไปได้ !
ฤทธิชัย หรือ เบสท์ เดินเข้าไปที่โต๊ะทำงานของศุภกิจก่อนเป็อันดับแรกเนื่องจากศุภกิจนั้นเป็หัวหน้าฝ่ายโดยตรง และตอนนี้อิทธิพงษ์เองก็ไม่อยู่ในออฟฟิศด้วย
“สวัสดีครับ ผมชื่อฤทธิชัย ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”
ฤทธิชัยยกมือไหว้ศุภกิจอย่างนอบน้อมซึ่งศุภกิจเองก็รับไหว้และแสดงออกถึงท่าทีที่เป็มิตร
ในตอนแรกศุภกิจบอกว่าโต๊ะทำงานของฤทธิชัยก็คือโต๊ะตัวเก่าของอานุภาพแต่จู่ ๆ ชายวัยกลางคนก็หยุดกึกเหมือนนึกเื่สำคัญบางอย่างขึ้นมาได้
“เฮ้ย ไม่ได้สิ ๆ” หัวหน้าฝ่ายรำพึงกับตนเอง “โต๊ะนี้คงไม่ได้ เดี๋ยว ‘หมอนั่น’ จะไม่พอใจ เกิดวันใดวันหนึ่งไอ้อุ้มมันเปลี่ยนใจกลับมา...”
‘หมอนั่น’ ที่ว่าคือใครก็รู้ ๆ กันอยู่
สุดท้ายศุภกิจจึงเปลี่ยนใจบอกให้ฤทธิชัยใช้โต๊ะทำงานตัวที่ติดกับพิชิตซึ่งว่างอยู่
‘เอาแล้วไง’
พิชิตคิด ขณะมองฝ่ายนั้นเดินตรงเข้ามายังโต๊ะใกล้กับที่ตนนั่งอยู่
พิชิตนั่งทำงานตรงนี้มาั้แ่แรก พนักงานหญิงซึ่งเคยนั่งโต๊ะตัวที่อยู่ข้างเขาย้ายออกไปจึงทำให้โต๊ะว่างลง และคราวนี้จะมีพนักงานชายคนใหม่มานั่งแทน
วินาทีแรกที่ตาของทั้งสองสบกันพิชิตคิดว่าผู้ชายคนนี้กับเขาคงเข้ากันได้ยากด้วยรูปแบบที่ต่างกันค่อนข้างมาก
เขาไม่ได้เอ่ยทักทายหรือมอบรอยยิ้มให้อีกฝ่ายแต่อย่างใดตรงกันข้ามสีหน้าที่เขาแสดงออกไปคือเฉย ๆ จนดูเหมือนไม่ค่อยมีมารยาทเท่าที่ควรกับเพื่อนร่วมงาน
แม้พิชิตจะติดนิสัยชอบสอพลอเ้านายอยู่บ้างแต่นั่นไม่ได้รวมถึงเพื่อนร่วมงานในตำแหน่งเดียวกัน อย่างตัวเขากับอานุภาพก็ยังไม่ได้สนิทกันถึงขั้นเรียกว่า ‘สนิท’ได้เต็มปากนัก
เพียงแต่เขาคุ้นชินกับอานุภาพซึ่งเข้าทำงานมาแล้วหนึ่งปีอีกฝ่ายก็ดูเป็คนว่าง่าย จึงไม่เป็ปัญหาแต่อย่างไร
ส่วนคนตรงหน้านี่สิ
พิชิตรู้สึกว่าฤทธิชัยให้ความรู้สึกกดดันเหมือนผู้จัดการฝ่ายคนงามอยู่มากทีเดียวแต่รู้สึกกดดันกว่าเสียอีก เพราะใบหน้าของฤทธิชัยหวานแบบลูกครึ่ง แถมยังดูงดงามสูงส่ง เหมือนลูกคุณหนูอย่างไรอย่างนั้น
นี่ถ้าฤทธิชัยเป็หัวหน้าของเขา เขาคงวางตัวลำบากยิ่งกว่านี้ แต่เอาเถอะเพราะนั่นไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเสียหน่อยแต่คิดไปแล้วก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องว่าคนที่ดูเหมือนคุณหนู ๆอย่างนั้นก็ยังต้องมาทำงานบริษัท เป็มนุษย์เงินเดือนแบบพวกเขาเลย
ก็นะ... คนเรานี่ตัดสินจากภายนอกไม่ได้จริง ๆ
‘บางทีอาจเพราะเป็ลูกครึ่ง แต่อาจไม่ได้ร่ำรวยอะไรขนาดนั้นก็ได้มั้ง’
ชายหนุ่มคิด
ฤทธิชัยวางกระเป๋าลงที่โต๊ะไม่ได้ให้ความสนใจที่จะทักทายกับพิชิตซึ่งแสดงท่าทีไม่ค่อยเป็มิตรสักเท่าไหร่
แต่ถึงกระนั้นเ้าตัวคงไม่รู้ว่าพิชิตมองสังเกตของที่อยู่ในถุงซึ่งมือเรียวสวยถือมาพร้อมกับกระเป๋าทำงานนั่นด้วย
...ก็ไม่มีอะไรมากแค่ข้าวกล่องที่เขาจะเอามารับประทานเป็มื้อกลางวันเท่านั้น
เขมนิจเดินเข้ามาทักทาย และพูดคุยอย่างเป็กันเองส่วนปรารถนาซึ่งาุโและใคร ๆ ก็เรียกว่า ‘พี่หนา ๆ’ พยักหน้าและยิ้มให้น้อยๆ พร้อมอวยพรให้โชคดีกับการทำงานที่บริษัทแห่งนี้
่เวลาพักกลางวันมาถึงและพิชิตเตรียมตัวลุกขึ้นเพื่อที่จะลงลิฟต์ไปยังโรงอาหารของพนักงาน
ทันใดนั้นเองศุภกิจก็เดินเข้ามาแล้วเข้ามาชวน
“ไปกินข้าวด้วยกันไหมไอ้เบสท์ ไปกับฉันแล้วก็ไอ้พิชิตเนี่ย โรงอาหารของบริษัทเราอร่อยนะจะบอกให้”
หัวหน้าฝ่ายยิ้มอย่างมีมิตรไมตรี ฤทธิชัยเอ่ยตอบออกไปว่า
“ขอบคุณมากครับ แต่ผมเอาข้าวมาจากบ้านแล้ว”
“อ้าว” ใบหน้าของศุภกิจเหวอไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ฮ่ะ ๆประหยัดน่าดูทีเดียวนะ ห่อข้าวมากินเองเนี่ย โอเค ๆ แกกินให้อร่อยเถอะ”
ใบหน้าหวานยิ้ม แล้วลงมือแกะข้าวกล่องที่อยู่ตรงหน้า
พิชิตมองท่าทีของฤทธิชัยแล้วรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไรชอบกล
เขาไม่ชอบคนแบบนี้เลย พับผ่าเถอะ ! หัวหน้าฝ่ายมาชวนด้วยตนเองแท้ ๆถึงอย่างไรลงไปโรงอาหารด้วยกันหน่อยก็น่าจะดีกว่าบอกปัดเลยแบบนี้
‘มาทำงานวันแรกแท้ ๆ’
...แต่นี่ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตัวพิชิตเองไม่น้อยเมื่อคนที่ดูมีบรรยากาศคล้าย ๆ กับอิทธิพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายซึ่งเป็คนรักของอานุภาพกับเป็คนไม่ฟุ้งเฟ้อไฮโซอย่างที่คิดไว้ทีแรก
การเอาข้าวมาจากบ้านแทนที่จะไปซื้อที่โรงอาหารหรือไปนั่งร้านอาหารแพงๆ ก็แสดงออกถึงจุดนี้ได้ในระดับหนึ่ง
สุดท้ายพิชิตจึงเลิกสนใจแล้วลงลิฟต์ไปกับศุภกิจ
ทั้งสองพูดคุยกันระหว่างทางไปโรงอาหาร
“คนนี้ไม่เหมือนอุ้มเลยนะครับ” เขาเริ่ม“คงมาเป็กลุ่มเดียวกับเราสองคนยากสักหน่อย”
ศุภกิจพยักหน้าพลางถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ ! ฉันล่ะไม่ชินกับคนที่ให้บรรยากาศแบบนี้เลยให้ตายเถอะแต่อย่างน้อยหมอนี่ก็ดูจะยังไม่เป็ที่ป๊อปปูลาร์ในหมู่พนักงานหญิงเหมือนหมอนั่น”
หมอนี่-หมอนั่น
สรรพนามที่ศุภกิจใช้ในการพูดถึงฤทธิชัยและอิทธิพงษ์บ่งบอกว่าเขาไม่ค่อยอยากพูดถึงคนทั้งสองสักเท่าไหร่ พิชิตฟังแล้วรู้ทันที
“ที่จริงฉันอยากให้ไอ้อุ้มมันกลับมาทำงานที่นี่จะแย่แต่ทำไมไม่รู้เหมือนกันนะ”
“นั่นสินะครับ”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ขณะที่ทั้งสองแยกย้ายกันไปซื้ออาหารมารับประทาน
พิชิตไม่ได้สนิทสนมกับพนักงานหญิงรุ่นใหญ่อย่างปรารถนาเป็พิเศษเหมือนอานุภาพข้อนี้ตัวเขาเองรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนประเภท มีนิสัย ‘น่ารักน่าเอ็นดู’ เหมือนฝ่ายนั้น
พูดง่าย ๆ คือเขาไม่สนิทกับใครเป็พิเศษที่ออฟฟิศนอกเหนือจากศุภกิจซึ่งเป็ผู้ชายเหมือนกันและมีไลฟ์สไตล์ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน
...เหรอ แต่หากจะพูดให้ถูกก็คือเขาเป็คนประเภทสอพลอเ้านายมากกว่า
...หมายถึงศุภกิจนะ เพราะอิทธิพงษ์...
ชายคนนั้นไม่ใช่ประเภทที่น่าจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยสักเท่าไหร่และเห็นทีตัวของอิทธิพงษ์เองจะสนใจใครเป็พิเศษก็เพียงแต่เื่ของ ‘อานุภาพ’ คนเดียวเท่านั้น
‘มีแฟนนี่ดีจังเลยเนอะ’
ชายหนุ่มร่างสูงคิดขณะที่กลับมายังออฟฟิศชั้นหกเขาหย่อนก้นลงนั่งที่เดิม สมองคิดต่อไปว่า
‘แต่แฟนเป็ผู้ชายด้วยกันเนี่ย คงต้องขอบายล่ะ...’
เขารู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเขมนิจเดินตรงมาทางนี้แต่หล่อนคงไม่ได้มีธุระกับเขาหรอก แล้วก็จริงด้วย เมื่อ...
“ฉันสงสัยมานานแล้วว่าทำไมหน้าของเบสท์ถึงสวยจัง เป็ลูกครึ่งใช่ไหม?”
เขมนิจถามฤทธิชัยซึ่งนั่งอยู่โต๊ะติดกับเขา
“ใช่ครับ แม่ของผมเป็คนฝรั่งเศส ส่วนพ่อเป็คนไทยครับ”
ฤทธิชัยยิ้มตอบ
“เหรอ... ดีจัง ว่าแต่พิชิตเถอะ”
ประโยคหลังพุ่งเป้ามาที่เขาเสียอย่างนั้น ชายหนุ่มอีกคนคิด
“ไม่เห็นคุยอะไรกับเบสท์เลยนี่ไม่คิดจะทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานหรือไงยะ”
พิชิตยิ้มฝืด ๆ แล้วตอบว่า
“ก็รู้จักแล้วไม่ใช่เหรอ”
“รู้จักเสียที่ไหน แบบนี้น่าสงสารเบสท์ออกนะ อุ้มออกไปแล้วสามหนุ่มสามมุมของพวกเธอก็น่าจะมีสมาชิกใหม่สิ”
“เอ่อ...”
ในขณะที่ชายหนุ่มอึกอัก ฤทธิชัยก็พูดแทรกขึ้นมา
“ใครเหรอครับเขม อุ้มที่ว่าน่ะ ?”
“อ๋อ อุ้มก็คือ...”สายตาของเขมนิจมองไปที่โต๊ะทำงานตัวที่ติดริมหน้าต่าง เมื่อมองไปเห็นว่าอิทธิพงษ์ยังไม่กลับมาจากการไปติดต่องานนอกบริษัทซึ่งไปั้แ่เมื่อเช้าและยังไม่ได้เข้าออฟฟิศเลย หล่อนก็พูดออกมา“อุ้มเคยทำงานที่นี่และนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ตัวโน้น”
หญิงสาวชี้ไปที่โต๊ะทำงานซึ่งเมื่อเช้าศุภกิจกำลังจะบอกให้เขาไปนั่งแต่เปลี่ยนใจ
“แล้วตอนนี้เขาไปไหนล่ะครับ ?”
“ออกไปแล้วน่ะ พอดีมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อย แต่จะพูดว่าส่วนตัวก็ไม่ถูกทีเดียวเพราะคนในฝ่ายเรารู้ๆ กันน่ะนะ แต่ไม่มีใครพูดหรอกจ้ะ”
“...”
“คืออย่างนี้ อุ้มเขาเป็แฟนกับผู้จัดการฝ่าย เอ้อ พี่ดรีมน่ะอุ้มเป็แฟนของพี่ดรีม”
สีหน้าของฤทธิชัยดูประหลาดใจเล็กน้อย แต่เสียงหวานก็พูดออกมาอย่างไม่้าให้การสนทนาขาด่ไป
“เท่าที่ผมเห็นที่ทำเนียบบุคลากร พี่ดรีมเนี่ยดูเป็คนเท่จังนะครับสาว ๆ ท่าจะชอบกันมาก”
“ฉันเคยคิดว่าพี่ดรีมดูสวยแบบผู้ชายแล้วนะแต่พอมาเจอเบสท์เบสท์นี่สวยกว่าอีก”
“หา !?”
จู่ ๆ เขมนิจก็พูดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาเ้าของใบหน้าหวานงงไปเล็กน้อย
“ผมน่ะเหรอ สวยเนี่ยนะ ? เขมน่าจะบอกว่าหล่อมากกว่า”
“ก็หล่อนั่นแหละแต่หน้าหวานจัง สงสัยเป็ลูกครึ่งด้วยมั้ง คิก ๆ”
สุดท้ายเขมนิจก็ตอบออกมาว่าอย่างนั้น ฤทธิชัยไม่รู้จะว่าอย่างไรต่อดี
“แต่คงจะแย่หน่อยเพราะกลุ่มชายโฉดแถวนี้แลไม่ต้อนรับสมาชิกสามหนุ่มสามมุมที่ดูมีไลฟ์สไตล์เป็อย่างนั้นแต่อย่าถือสาเลยเพราะพวกเขาอิจฉาความฮอตของพี่ดรีม”
เขมนิจเบือนสายตามายังพิชิต ซึ่งยิ้มเย็น ๆ ที่มุมปากและไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร
ฤทธิชัยกลับมาถึงบ้านใน่เย็น
ชายหนุ่มเปลี่ยนเป็ชุดอยู่บ้านสบาย ๆแล้วนั่งลงที่โต๊ะในห้องนั่งเล่นของคอนโดแห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้หรูหรามากจนเอื้อมไม่ถึงแต่ก็เรียกว่าเป็คอนโดที่ดูดีทีเดียว
นางเจสสิก้า ผู้เป็มารดาของเขาเดินถือแก้วใส่น้ำส้มคั้นมาให้
“กลับมาเหนื่อย ๆ ดื่มนี่สักหน่อยสิจ๊ะ”
หญิงฝรั่งวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
นางเจสสิก้านั้นเป็ชาวฝรั่งเศสที่มาพำนักอยู่ประเทศไทยนานมากแล้วจึงสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วั้แ่แต่งงานกับพ่อของฤทธิชัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนหล่อนก็ย้ายมาพำนักที่นี่เป็การถาวร
ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะพาฤทธิชัยไปที่ประเทศบ้านเกิดของตนสักที
แต่นั่นก็น่าเสียดายเมื่อชายหนุ่มอายุได้สิบขวบบิดาชาวไทยของเขาก็มาด่วนจากไปทำให้เขาใช้ชีวิตตามลำพังกับนางเจสสิก้าแค่สองคนแม่ลูก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
ถึงแม้จะมีใบหน้าและผิวพรรณงดงามตามแบบหนุ่มลูกครึ่ง และมีมาดที่เหมือนคุณหนูหน่อยๆแต่ฤทธิชัยเป็คนติดดินและประหยัดอดออมมากตามที่นางเจสสิก้าและบิดาของเขาเคยพร่ำสอนมาตลอดอย่างเื่การเอาข้าวกล่องไปรับประทานจากบ้านก็เหมือนกัน
“ดูเหนื่อย ๆ เนอะ ทำงานที่บริษัทใหม่เป็อย่างไรบ้าง ?”
นางเจสสิก้าถาม เมื่อสังเกตเห็นว่าสีหน้าของบุตรชายคนเดียวของหล่อนดูไม่ค่อยร่าเริงนัก
แม้นางเจสสิก้าจะพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วเหมือนเป็ภาษาของตนแต่สำเนียงที่พูดนี่แหละที่เป็สำเนียงฝรั่งที่พูดภาษาไทย
หล่อนและสามีไม่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสกับบุตรชายแต่ฝึกให้พูดภาษาไทยและซึมซับวัฒนธรรมของคนไทย ั้แ่เข้าโรงเรียนซึ่งแน่นอนว่าฤทธิชัยเรียนในโรงเรียนสหศึกษาทั่วไป ไม่ใช่โรงเรียนอินเตอร์
แต่จะมาเรียนอินเตอร์ก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละที่เขาเรียนในหลักสูตรดังกล่าว
“ผมเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่... ดูเขาจะไม่ชอบผมหรือเปล่า”
ใบหน้าหวานหมองลง เมื่อพูดถึงคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่สังเกตท่าทีของพิชิต เขาสังเกต และพอจะรู้ได้ราง ๆว่าฝ่ายนั้นเหมือนไม่ค่อยชอบเขา
“ลูกชายของแม่ต้องเข้มแข็งสิจ๊ะ อย่าคิดมาก”
นางเจสสิก้าให้กำลังใจไปแบบนั้น ทำให้ฤทธิชัยยิ้มออกมาได้
หลังจากนั้นเมื่อถึง่ดึก ชายหนุ่มก็ไปอาบน้ำและเข้านอนสมองคิดไปว่าพรุ่งนี้จะต้องทำตัวให้สดชื่นกว่าเดิม และสนุกกับการทำงาน