อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 94 จดหมายจากเซลเวเรีย

            เออร์วินเดินออกจากปราสาทโดยมีลูซี่หญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์เดินตามหลัง ระหว่างที่เดินออกมานั้นพวกทหารยามต่างพูดทักทายลูซี่

            “คุณลูซี่สวัสดีครับ”

            “คุณลูซี่จะไปไหนเหรอครับ”

            “คุณลูซี่เดินทางปลอดภัยนะครับ”

            ซึ่งทุกครั้งลูซี่ก็จะตอบรับอย่างสุภาพจนเมื่อเดินออกมานอกปราสาทแล้วเออร์วินก็ถามขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า

            “ดีจังเลยนะครับที่พวกเขาไม่ได้มีอคติกับคุณเหมือนตอนมาอยู่ที่นี่แรกๆ”

            “ค่ะต้องขอบคุณลิลลี่น่ะค่ะที่ทำให้พวกเขาดูเป็นมิตรกับพวกเรามากขึ้น”

            ลิลลี่เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและดูจะหลงไหลในพวกอาวุธและชุดเกราะเป็นพิเศษ ทุกๆ วันเธอมักจะยืนเฝ้ามองเหล่าทหารองครักษ์ด้วยดวงตาที่เป็นประกายฉายความรู้สึกหลงใหลออกมา ด้วยท่าทีเช่นนี้เองที่ทำให้ทหารองครักษ์เหล่านั้นต่างเริ่มมีความรู้สึกดีต่อลิลลี่ขึ้นมาทีละนิด จนในที่สุดก็เริ่มวางอคติลงแล้วพลอยแสดงความเป็นมิตรต่อลูซี่กับเดซี่ขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่มันจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แล้วเป็นไงมาไงไม้รู้ที่พวกทหารองครักษ์กลับเริ่มแสดงเอ็นดูในตัวเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนนี่ถึงขนาดซื้อขนมมาฝากเดซี่เป็นประจำเลยด้วยซ้ำ ส่วนลิลลี่นั้นแม้ว่าจะต้องไปฝึกที่ค่ายทหารทุกวันทำให้ด้วยรับแค่คำอวยพรแต่เธอก็ตอบรับอย่างร่าเริงอยู่เสมอ

            เออร์วินกลับยิ้มออกมาพร้อมพูดแบบติดตลกว่า

            “ผมว่ามันเป็นเพราะความน่ารักของพวกคุณมันทรงพลังเกินไปมากกว่านะครับ”

            “เอ๊ะ?” ลูซี่ชะงักไปทันทีเพราะนับแต่เธอรู้จักเด็กคนนี้เขามักจะแสดงท่าทีเหมือนเป็นจอมวางแผนตัวน้อย บ่อยครั้งที่เขาชมเธอก็มักจะเป็นเรื่องพละกำลังอันมหาศาลของเธอมากกว่าซึ่งตอนนี้ที่แขนและขาทั้งสี่ข้างของเธอก็ยังใส่กำไลเหล็กถ่วงน้ำอยู่ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาชมเธอว่าน่ารัก แต่ถึงยังไงเธอก็ยังเป็นผู้หญิงการที่มีคนชมว่าน่ารักย่อมดีกว่าชมเรื่องพละกำลังเป็นไหนๆ

            เออร์วินนึกถึงสิ่งที่ตนพึ่งได้คุยกับพ่อไปแม้ว่าแผนการณ์ที่เขาพูดนั้นอาจจะดูบ้าบอและเพ้อเจ้อ แต่สิ่งที่พ่อของเขาพูดออกมาก็คือ

            ‘ทำให้เต็มที่แต่จำไว้ว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือร้ายพ่อกับแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ’ และไม่วายยังพูดต่ออีกว่า ‘แล้วก็ว่างๆ กลับมาเป็นเด็กสิบขวบให้แม่เขาหน่อยก็ได้ ทุกวันนี้แม่เขายังบ่นอยู่เลยว่าลูกไม่เคยอ้อนแม่เขาเลยสักครั้งตั้งแต่เกิดมา’

            ความรักและความห่วงใยที่พ่อของเขาแสดงออกมาสร้างความตื้นตันให้เออร์วินไม่น้อย ไม่ว่าโลกใบนี้จะมองเขายังไง แต่ทุกคนในครอบครัวก็จะยังคงรักและห่วงใยเขาเสมอ

            เออร์วินนึกถึงคำพูดของพ่อเขาที่ว่า ‘พายุกำลังจะมาและทวีปอาร์เคนัสกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่’ แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรและพ่อของเขารู้ได้ยังไง แต่เออร์วินกลับไม่ได้คิดถามเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องโฟกัสเป็นอันดับแรกก็คือการปฏิรูปเมืองนี้ เขายังไม่อยากแบ่งสมองมาสนใจเรื่องอื่น ซึ่งตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางแม้ว่ามันอาจจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าไปบ้าง แต่เมื่อมันเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ความเร็วมันก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ ตอนนี้โรงเรียนกำลังไปได้สวยส่วนโรงพยาบาลเขาก็คิดหาวิธีแก้แบบชั่วคราวไว้ได้แล้ว ต่อไปคือกองกำลังส่วนตัวของเขาอย่างพวกเจค นอกจากเจคก็มีหลายคนที่เริ่มเข้าที่เข้าทางและที่สำคัญก็คือตอนนี้เขาได้ชิ้นส่วนปืนลูกโม่มาแล้ว ถ้าเห็นว่าร่างกายของคนพวกนี้พร้อมเมื่อไรก็สามารถฝึกศิลปะการต่อสู้พร้อมกับการฝึกการใช้ปืนให้ได้ในทันที เออร์วินได้พิสูจน์มาแล้วจากการล่าค่าหัวว่า ปืนนั้นมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถลดช่องว่างระหว่างผู้ที่มีพลังเวทย์สูงกับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้วยได้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับคนใช้มันด้วยเช่นกัน

            ส่วนจากเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นเออร์วินพบว่าเขาเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ได้รู้จักขุมกำลังที่กำลังงัดข้อกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าศาสนจักรอย่างกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้น ซึ่งเออร์วินเชื่อว่าคงไม่ได้มีแค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียวแน่จะต้องมีกลุ่มอื่นอยู่อีก และอีกอย่างหนึ่งก็คือได้เห็นพลังของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับเลยว่าแข็งแกร่งจริงๆ

            และตอนนี้เออร์วินก็เลือกจะทำตามคำแนะนำของพ่อเขาโดยการลองไปคุญกับโทมัสดู แม้ว่าเขาจะไม่เห็นก้วยกับความคิดนี้ของพ่อเขาเท่าไร ที่เออร์วินตั้งใจจะเปลี่ยนระบบขุนนางเมืองไพร์ล็อกเป็นระบบแบบรวมศูนย์ ซึ่งสิ่งที่ต้องเผชิญแน่นอนเมื่อเป็นระบบนั่นก็คือแรงต้านจากพวกขุนนางที่ถูกปล้นอำนาจ และวิธีการรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือสังหารขุนนางเหล่านั้นเพื่อให้การถ่ายเลือดเก่าออกแล้วนำเลือดใหม่เข้ามาเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้นเออร์วินถึงไม่ค่อยอยากจะข้องแวะกับลูกหลานขุนนางเหล่านั้นเท่าไหร่นะ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเวลาที่ลงมือ แต่ในเมื่อพ่อของเขาแนะนำมาทั้งทีจึงคิดว่าลองไปดูหน่อยก็ไม่เสียหาย

             

            ภายในห้องทำงานของพระราชาอัลเฟรด

            หลังจากที่เออร์วินกลับไปแล้วเขาก็นั่งตรวจเอกสารอยู่บนโต๊ะแต่ละฉบับ การที่ได้เปิดใจคุยกับลูกชายทำให้รู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลายไม่น้อย แต่แล้วประตูห้องก็เปิดออกเป็นทหารองครักษ์นายหนึ่งเดินเข้ามาวางมือบนด้ามดาบค้อมกายลง

            “เรียนฝ่าบาทท่านอัครเสนาบดีดยุคหาเลออนมีเรื่องกราบทูลพะยะค่ะ”

            “ให้เขาเข้ามา”

            ทหารองครักษ์ค้อมกายลงแล้วหันไปเปิดประตูก่อนที่ชายชราในชุดขุนนางเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่คล่องแคล่ว ชายชราเดินเข้ามายืนหน้าโต๊ะทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมกายลงทำความเคารพพระราชาอัลเฟรด พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าตอบรับก่อนยิ้มแล้วทักว่า

            “การที่คนขยันอย่างท่านดยุคปลีกตัวมาหาข้าได้นี่แสดงว่าคงเป็นเรื่องสำคัญมากสินะ” กับขุนนางคนนี้พระราชาอัลเฟรดทรงมีแต่มิตรไมตรีด้วย เพราะในสายตาของพระองค์ดยุคกาเลออนนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับบารอนเอเดรียน เป็นหนึ่งในขุนนางแค่ไม่กี่คนที่ยืนอยู่ฝ่ายพระองค์และช่วยกันบริหารเมืองเล็กๆ แห่งนี้ และคอยระวังไม่ให้พวกขุนนางสี่คนนั้นทำอะไรที่เกินเลยจนสร้างความเสียหายให้กับเมืองไพร์ล็อก

            ส่วนเรื่องสิ่งที่ลูกชายเขาทำนั้นดยุคกาเลออนกลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ไว้ใจแต่เป็นเพราะไม่รู้ว่าจะบอกยังไงเจ้าลูกชายตัวแสบไปก่อวีรกรรมอะไรเอาไว้บ้าง ยิ่งล่าสุดเมื่อคืนนี้ถึงกับมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจนถึงตอนนี้เขาก็ยังสงสัยว่าใครพี่เป็นคนลงมือสังหาร ดอน โกเบอร์ และพวกขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขาทำไมถึงทำเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองอย่างการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังวางตัวกับเออร์วินอย่างเหมาะสมในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นเจ้าชาย เพราะต่อให้พลังเวทย์จะอ่อนด้อยขนาดไหนแต่ก็เป็นถึงลูกชายของผู้ที่เคยช่วยเหลือเขาพยายามที่อยากลำบาก

            ดยุคกาเลออนยิ้มพร้อมหยิบซองจดหมายออกมากล่าวว่า

            “แค่วันนี้ลองทำหน้าที่เป็นคนส่งจดหมายเท่านั้นพะยะค่ะฝ่าบาท” แล้วประคองส่งจดหมายด้วยสองมือ “ทางอาณาจักรเซลเวเรียให้คนนำจดหมายมามอบให้พะยะค่ะ”

            “อาณาจักรเซลเวเรีย?” หากพูดถึงอาณาจักรเซลเวเรียก็คงต้องเป็นอาณาจักรที่อยู่เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือจากเมืองไพร์ล็อก ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาอาณาจักรเซเวเรียเป็นพันธมิตรที่ดีกับไพร์ล็อกมาโดยตลอด พระราชาอัลเฟรดรับจดหมายมาตรวจดูตราประทับพบว่าเป็นตราของเซลเวเรีย เมื่อเอานิ้วลูบดูสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์อันเป็นเอกลักษณ์ที่แฝงอยู่ในตราประทับนั้น จากนั้นก็เปิดซองจดหมายแล้วหยิบซองจดหมายออกมาอ่าน ไล่สายตาอ่านเนื้อความในจดหมายพักหนึ่งก็ยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า

            “พระราชาของเซลเวเรียจะพาครอบครัวมาร่วมงานเทศกาลกำแพงที่จะจัดขึ้นในอีกเกือบสองเดือนข้างหน้านี้”

            เทศกาลกำแพงเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไพร์ล็อก จะจัดขึ้นทุกๆ ปีระยะเวลาคือ 7 วัน เมืองไพร์ล็อกเป็นเมืองขนาดเล็กที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นหลัก โดยมีกำแพงเป็นปราการธรรมชาติอย่างหุบเขาที่ล้อมรอบ ด้านหลังเป็นทะเลทางเข้าออกทางเดียวที่มีแม่น้ำพาดผ่าน ทำให้ง่ายแก่การป้องกันและยากต่อการบุกโจมตี หนึ่งสาเหตุที่ทหารกว่าสองหมื่นนายดราโกวิชบุกตีไพร์ล็อกไม่สำเร็จในครั้งนั้น สาเหตุหนึ่งก็มาจากปราการธรรมชาติเหล่านี้ เลยทำให้มันกลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมือง และได้จัดเทศกาลกำแพงขึ้นทุกปีเพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในการป้องกันนี้

            ดยุคกาเลแอนรีบถามว่า

            “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...”

            พระราชาอัลยิ้มแล้วพยักหน้า

            “คู่หมั้นของไอ้ตัวแสบก็จะมาด้วย” แล้วพระราชาอัลเฟรดเงยหน้ามองดยุคหาเลออน “น่าเสียดายที่ข้าหมั้นไอ้ตัวแสบไว้ก่อนที่มันจะเกิดซะอีกไม่อย่างนั้นข้าคงหมั้นมันกับหนูมีเรียลูกสาวท่านดยุคไปแล้ว”

            ดยุคยิ้มเจื่อน

            “ฝ่าบาททรงล้อเล่นไปแล้วลูกสาวของข้าคนนี้นั้น...” พูดถึงตรงนี้ดยุคก็พูดไม่ออก เพราะเขาเองก็ปวดหัวกับลูกสาวคนนี้ไม่น้อย วันๆ ไม่สนใจเล่าเรียนเรื่องกิริยามารยาทหรือการเข้าสังคม มุ่งแต่จะเป็นอัศวินท่าเดียวพอเขาให้ลองเป็นอัศวินฝึกหัดเข้าใจว่าได้แค่วันสองวันก็คงเลิก ที่ไหนได้จนป่านนี้ยังไม่มีท่าทีจะล้มเลิกแต่อย่างใด และที่หนักที่สุดคือดันไปซึมซับความคิดจากพวกทหารเลยมักจะพูดถึงเจ้าชายเออร์วินเป็นเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามอยู่เสมอ และถึงแม้เธอจะเรียกเขาว่าเจ้าชายแต่กลับไม่มีความเคารพให้เลยแม้แต่น้อย และนั่นคือเหตุผลที่ดยุคกาเลออนไม่เคยคิดจะพาลูกสาวคนนี้เข้าไปในปราสาท หรือถ้าเป็นไปได้ก็จะเลี่ยงการนำเธอมาร่วมงานเลี้ยง เพราะกลัวว่าเจ้าหล่อนจะพูดจาไม่ดูกาละเทศะจนกลายเป็นสร้างความอับอายให้กับเจ้าชาย

            พระราชาอัลเฟรดเห็นปฏิกิริยาของดยุคกาเลออนก็ยิ้มออกมาเกี่ยวกับมีเรียลูกสาวของดยุคนั้นเขาเองก็พอรู้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไรในตัวเด็กคนนี้กลับกันแล้วเขายิ่งอยากได้มาเป็นสะใภ้ด้วยซ้ำ เพราะจากนิสัยของเด็กคนนี้น่าจะกำราบความไม่อยู่สุขของเออร์วินได้ พระราชาอัลเฟรดเหลือบมองจดหมายก่อนจะพูดอีกว่า

            “แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งหนึ่งในทหารที่ทำหน้าที่คุ้มกันคือบารอนแบลีฟ”

            “บารอนแบลีฟ?” ดยุคกาเลออนทวนชื่อนั้นก่อนจะนึกออกทันที “หนึ่งในขุนนางเจ้าของผืนดินในเมืองริเวอร์วิลภายใต้สังกัดของเคานต์วาคีน”

            พระราชาอัลเฟรดพูดเสริมอีกว่า

            “และยังเป็นพ่อของชาลีฟที่ตายเพราะเออร์วิน”

            ดยุคกาเลออนเองก็ไม่รู้เรื่องที่เออร์วินฆ่าชาลีฟด้วยอาร์ติแฟกต์ที่ได้มาจากพ่อค้าวานเชสโก้ ตอนที่เขาได้รู้เรื่องนี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากเพราะการที่เจ้าชายของเมืองหนึ่ง สังหารลูกขุนนางของอีกเมืองหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ซึ่งมันอาจเป็นการทำรายการจับมือเป็นพันธมิตรและนำไปสู่การทำสงครามได้ แม้ว่าสาเหตุของเรื่องทั้งหมดจากที่ได้ยินมาอีกฝ่ายจะเป็นคนทำร้ายก่อนแล้วเจ้าชายเออร์วินเพียงแค่ป้องกันตัวก็ตาม

            ทั้งสองคนมองหน้ากันต่างก็คิดเหมือนกันว่าดูท่าเทศกาลกำแพงปีนี้คงจะไม่เหมือนทุกปีเสียแล้ว ทั้งสองคนยังไม่รู้ว่ายังมีเรื่องน่าประหลาดใจกว่านี้อีกในเทศกาลกำแพงที่กำลังจะมาถึง

             

            ที่หน้าคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์

            เออร์วินยืนคู่กับลูซี่อยู่ที่หน้าประตูรั้วทหารยามทั้งสองมองหน้าเด็กชายด้วยความสงสัย แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเห็นหน้าเจ้าชายขยะมาก่อนเพราะที่ผ่านมาเจ้าชายคนนี้แทบจะฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุด แต่ในระยะหนึ่งเดือนมานี้กลับปรากฏเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านโซนที่พักขุนนางเข้าออกปราสาทพระราชวังแทบจะทุกวัน ผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิงเอกลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์เด่นชัดไม่บอกก็คงเดาได้

            ทหารยอมคำความเคารพตามมารยาทด้วยการทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมกายลง

            “ถวายความเคารพเจ้าชายเออร์วินไม่ทราบว่ามีอะไรให้กระหม่อมรับใช้” แม้คำพูดของเขาจะดูสุภาพแต่กลับไม่มีความคิดปิดบังความดูแคลนที่อยู่ในแววตาเลยแม้แต่น้อย กอนที่สายตาจะเหลือบมองไปยังลูซี่ที่ด้านหลังสายตาแสดงความรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด

            เออร์วินเองก็สังเกตเห็นสายตาเหล่านั้นแต่เขาคล้านจะใส่ใจจึงพูดไปว่า

            “สวัสดีครับคือว่าผมต้องการพบคุณโทมัสน่ะครับ”

            ทหารยามสองคนมองหน้ากันสงสัยว่าเจ้าชายขยะต้องการพบคุณหนูด้วยเหตุผลอะไร ขณะกำลังจะพูดว่ารอสักครู่ประประตูบ้านก็เปิดออก พร้อมกับร่างหนึ่งที่พุ่งพรวดออกมาอย่างรวดเร็วแล้วมายืนตรงหน้าเออร์วินพร้อมกับทำความเคารพด้วยความนอบน้อม

            “เจ้าชายเออร์วินกระผมโทมัสยินดีที่ได้พบท่านครับ”

            ตอนนั้นเหมือนกับเวลาหยุดนิ่งทหารยามทั้งสองต่างพากันทำหน้างง เพราะที่ผ่านมาคุณหนูของพวกเขานั้นไม่ค่อยจะสุงสิงกับใคร หรือจะพูดให้ถูกเลยก็คือไม่อยากพบหน้าใครเลยต่างหาก แต่มาวันนี้กลับบอกว่ายินดีที่ได้พบ ส่วนเจ้าชายขยะนั้นก็ทาบฝ่ามือกับหน้าอกแล้วค้อมกายลงอย่างสุภาพเช่นกัน

            “เจ้าชายเออร์วินยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันครับคุณโทมัส”

            โทมัสผายมือไปข้างในบ้าน

            “กระผมขอเชิญเจ้าชายไปคุยกันข้างในบ้านดีกว่าครับ”

            เออร์วินยิ้มแล้วพยักหน้า ทหารยามทั้งสองแม้ว่าจะยังงงแต่ก็รีบเปิดประตูรั้วอย่างรวดเร็ว เออร์วินเดินนำลูซี่ผ่านรั้วบ้านเข้าไปโทมัสก็เดินนำทั้งสองเข้าไปในบ้านอย่างกระตือรืร้น ทันทีที่เข้าไปในบ้านก็พบเข้ากับบรรยากาศอึมครึมแปลกที่ชวนให้ความรู้สึกลี้ลับอย่างบอกไม่ถูก โทมัสเห็นเออร์วินกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็อธิบายว่า

            “พ่อเขาเป็นเป็นคนที่หลงใหลในศาสตร์แห่งการทำนายน่ะครับ”

            เออร์วินพยักหน้าโดยไม่เปิดเผยว่าเรื่องนี้เขารู้อยู่แล้วแต่กลับถามว่า

            “ผมได้ยินมาว่าคุณมีตำราของพ่อมดแม่มด?”

            โทมัสดูตกใจไม่น้อยไม่รู้ว่าตอบว่าอะไรดีเออร์วินก็พูดเสริมว่า

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะตัวผมตอนนี้ก็ไม่ต่างไปจากคุณเท่าไร”

            โทมัสคิดแล้วก็พบว่าฟังดูมีเหตุผลเพราะจากที่เขาเห็นเมื่อคืนก็พบว่าจุดยืนของเจ้าชานเออร์วินกับเขาคงไม่ต่างกันนัก เพราะหากศาสนจักรรู้เรื่องคงจบไม่สวยทั้งคู่คนหนึ่งก็ครอบครองตำราต้องห้ามอีกคนหนึ่งก็ถือของพลังที่ไม่ต้องใช้มานาแต่สามารถสังหารผู้ใช้เวทย์มนต์ได้ โทมัสจึงพยักหน้ากล่าวว่า

            “ตามผมมาเลยครับ”

            แล้วเขาก็เดินนำทั้งสองขึ้นไปชั้นบน เออร์วินกับลูซี่ก็เดินตามขึ้นไป


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน