“ไม่ได้! ข้าจะซื้อมันทั้งหมด เ้าห้ามขายให้ผู้อื่น”
กู้หยูม่านหันไปมองเด็กชายวัยห้าขวบที่มีท่าทางจองหองด้วยความไม่พอใจ ครั้นกำลังจะต่อว่านางก็ต้องใเมื่อใบหน้าของเด็กชายช่างคล้ายกับคนที่นางคุ้นเคย ‘ขอร้องล่ะ อย่าให้เ้าเด็กคนนี้เป็ลูกชายของหลิ่วซานกั๋วเลย ข้ายังไม่อยากเจอไอ้เลวนั่นตอนนี้’
“นังสตรีบ้านนอก เ้าคิดจะแย่งของกับข้า เ้ามีเงินหรือ?” หลิ่วเยี่ยนปิงพูดอย่างถือดี “เสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่งปานนี้ ทั้งเนื้อทั้งตัวคงมีเงินไม่ถึงห้าอีแปะกระมัง”
กู้หยูม่านได้แต่อดทน ‘พ่อนิสัยแย่จะมีลูกรู้ความได้อย่างไร’
“ว่าอย่างไรนังสตรีบ้านนอก เ้ายังอยากจะแย่งของกับข้าอยู่หรือไม่” หลิ่วเยี่ยนปิงถามอีกครั้ง
กู้หยูม่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับฉีกยิ้ม “ข้าจะไปกล้าแย่งของกับนายน้อยได้อย่างไร เอาไว้วันหลังข้าค่อยกลับมาซื้อใหม่ก็ได้เ้าค่ะ”
“เหอะ...นับว่ายังรู้ความ ไม่เช่นนั้นข้าจะให้คนของข้าตีขาเ้าให้หักเลย”
“เ้าค่ะ เ้าค่ะ เชิญนายน้อยตามสบายเลยนะเ้าคะ ข้าขอตัวก่อน” กู้หยูม่านรีบหันหลังกลับ นางยังไม่อยากมีเื่กับเ้าปีศาจน้อยตอนนี้ ไม่เช่นนั้นหลิ่วซานกั๋วจะต้องรู้ว่านางพาเด็กๆ ย้ายมาอยู่ที่อำเภอฉางเป็แน่
“ปิงเอ๋อ” เสียงสตรีนางหนึ่งเรียกลูกชาย
“ท่านแม่” หลิ่วเยี่ยนปิงวิ่งไปกอดมารดาอย่างดีใจ “ท่านแม่มาได้อย่างไรขอรับ”
“บอกว่าจะมาซื้อถังหูลู่ แต่จนป่านนี้เ้ายังไม่กลับ แม่ก็เลยออกมาดูว่าเ้ากำลังก่อเื่อะไรอยู่น่ะสิ” เจียงเฉาเซียงบอกลูกชาย
“ข้าไม่ได้ก่อเื่เสียหน่อย เป็นังบ้านนอกคนนี้ต่างหากที่ทำให้ข้าเสียเวลา” หลิ่วเยี่ยนปิงชี้ไปที่กู้หยูม่าน
แต่กู้หยูม่านไหนเลยจะสนใจ นางไม่หันหลังกลับทั้งยังรีบวิ่งขึ้นเกวียนแล้วให้กู้เฉินซีบังคับเกวียนออกไปอย่างเร็ว
“เมื่อกี้สตรีบ้านนอกยังยืนอยู่ตรงนี้อยู่เลย” หลิ่วเยี่ยนปิงบอก
“นางขึ้นเกวียนวัวไปโน่นแล้ว” เจียงเฉาเซียงชี้ไปที่เกวียนวัวของกู้หยูม่าน “นางไม่ได้มาสร้างปัญหาให้เ้าใช่หรือไม่ หากใช่ก็บอกแม่มา เดี๋ยวแม่จะส่งคนไปจัดการนางให้เ้าเอง”
“อย่างนางจะกล้ามาสร้างปัญหาให้ข้าได้อย่างไรขอรับ แค่ถูกข้าขู่ไม่กี่คำก็แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนข้าแล้ว” หลิ่วเยี่ยนปิงหัวเราะ
“มีเื่สนุกอะไรหรือสองแม่ลูก เล่าให้ข้ากับลูกสาวฟังด้วยสิ” หลิ่วซานกั๋วอุ้มลูกสาวเดินมาหาภรรยาและลูกชาย
“มีคนจะมาแย่งซื้อถังหูลู่กับข้า แต่นางถูกข้าจัดการจนวิ่งหนีไปโน่นแล้วขอรับ” หลิ่วเยี่ยนปิงชี้ไปที่เกวียนพร้อมกับถามบิดา “ท่านพ่อ ข้าเก่งหรือไม่ขอรับ”
หลิ่วซานกั๋วมองตามมือลูกชาย ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่กู้หยูม่านหันหลังกลับมาพอดี หลิ่วซานกั๋วขมวดคิ้ว ‘แม่นางผู้นั้นคล้ายกับกู้หยูม่านมาก แต่ไม่น่าจะเป็นังอัปลักษณ์นั้นได้หรอก นังนั่นทั้งผอมทั้งดำ หน้าตาไม่ได้น่ามองเหมือนแม่นางผู้นี้ สงสัยว่าข้าจะคิดมากไป’
เจียงเฉาเซียงขมวดคิ้วพร้อมกับกำมือแน่น นางรู้มาตลอดว่าสามีเป็คนเ้าชู้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อนางรักเขามาก อีกทั้งเวลานี้สามีได้รับความไว้วางใจจากนายอำเภอฉิน นั่นย่อมหมายความว่าสามีมีโอกาสที่จะได้เป็ขุนนาง และในอนาคตนางก็อาจจะได้เป็ฮูหยินขุนนาง เมื่อนึกถึงเกียรติยศในภายภาคหน้า เจียงเฉาเซียงจึงได้แต่อดทน “ท่านพี่มองอะไรอยู่หรือเ้าคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ดูว่ามีใครกล้ามาทำให้ลูกชายของเราไม่พอใจก็เท่านั้น” หลิ่วซานกั๋วเดินไปจับมือภรรยาอย่างรู้ทัน “เ้าอย่าได้คิดมาก ข้าไม่ลดตัวไปสนใจสตรีบ้านนอกแบบนั้นหรอก เพราะในใจข้ามีเ้าแค่คนเดียว”
หลิ่วซานกั๋วแสร้งพูดเอาใจภรรยา เวลานี้เขาไม่ใช่หลิ่วซานกั๋วคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แม้ใครจะมองว่าเขาเป็เพียงเสมียนในที่ว่าการอำเภอ แต่ความจริงนายอำเภอฉินได้เลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็ที่ปรึกษามานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกไปอย่างเป็ทางการ เพราะแม้ว่าตัวเขาจะสอบได้เป็ซิ่วไฉ แต่คนที่จะมาทำหน้าที่เป็ที่ปรึกษานายอำเภอได้อย่างน้อยต้องสอบได้จวี่เหริน อีกทั้งรองนายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาใหม่ก็ไม่ลงรอยกับนายอำเภอฉิน ดังนั้นตำแหน่งที่ปรึกษาของเขา นายอำเภอฉินจึงยังไม่ได้ประกาศออกไป
แม้ยังไม่มีการประกาศตำแหน่งที่ชัดเจน แต่คนในที่ว่าการอำเภอก็ปฏิบัติกับหลิ่วซานกั๋วไม่ต่างจากที่ปรึกษา บางคนยังปฏิบัติกับเขาดีกว่ารองนายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาใหม่ด้วยซ้ำ เมื่อมีตำแหน่งในที่ว่าการอำเภอ สถานะของหลิ่วซานกั๋วในบ้านตระกูลเจียงจึงไม่ได้เป็เพียงลูกเขยแต่งเข้าเหมือนแต่ก่อน เพราะเถ้าแก่เจียงได้ประกาศให้คนรับรู้กันทั่วแล้วว่าหลิ่วซานกั๋วจะเป็นายท่านตระกูลเจียงคนต่อไป
แม้อยากจะขึ้นเป็ผู้นำตระกูลและใช้อำนาจสั่งการตระกูลเจียงอย่างเต็มที่ แต่หลิ่วซานกั๋วก็ยังปฏิบัติกับพ่อตาและภรรยาอย่างให้เกียรติเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เพื่อ้ารักษาภาพลักษณ์ของบัณฑิตที่มีความกตัญญูและรักครอบครัว
“ฮูหยิน เ้าไม่เชื่อคำพูดของข้าหรือ” หลิ่วซานกั๋วถามเมื่อเห็นภรรยายังยืนนิ่ง
“ข้าไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ข้าแค่อายที่ท่านกล้าพูดคำเ่าั้ต่อหน้าลูกๆ ต่างหากเ้าค่ะ” เจียงเฉาเซียงมีท่าทีเขินอาย อาการนี้นางไม่ได้เสแสร้ง แต่นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสามีจะกล้าพูดคำหวานต่อหน้าลูกและชาวบ้านที่ยืนอยู่บริเวณนั้น
‘พวกเ้าดู แม้จะอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่หลิ่วซิ่วไฉยังกล้าพูดคำหวาน จะมีบุรุษใดกล้าแสดงออกกับภรรยาแบบนี้บ้าง’
‘ข้าได้ยินมานานแล้วว่าหลิ่วซิ่วไฉเป็คนดีและรักครอบครัว ทีแรกข้าก็ไม่เชื่อ แต่วันนี้ข้ารู้แล้ว พวกเ้าดูสิ มือหนึ่งเขาจับภรรยาไว้ไม่ปล่อย ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งก็อุ้มลูกสาวไว้ไม่ยอมวาง ช่างเป็สามีและบิดาที่ดีจริงๆ’
‘ดูพวกเขาสี่คนยืนอยู่ด้วยกันสิ ช่างเป็ภาพครอบครัวที่อบอุ่นชวนให้รู้สึกอิจฉาเสียจริง’
‘เมื่อก่อนมีแต่คนปรามาสว่าหลิ่วซิ่วไฉเป็หนูตกถังข้าวสาร มาดูตอนนี้สิ เขาได้เข้าไปเป็เ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอแล้ว เห็นว่านายอำเภอฉินให้ความสำคัญกับเขามากทีเดียว ต่อไปในภายหน้าเขาอาจจะได้เป็ใหญ่เป็โต ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าจะเป็ตระกูลเจียงต่างหากที่โชคดีแต่งเขามาเป็ลูกเขย’
‘ใช่ๆ เมื่อก่อนมีแต่คนดูถูกว่าหลิ่วซิ่วไฉเป็บัณฑิตยากจน มาตอนนี้มีใครกล้าพูดบ้างว่าไม่ใช่เขาที่นำความรุ่งเรืองมาสู่ตระกูลเจียง’
‘นี่สินะที่เรียกว่าชาติกำเนิดไม่อาจรั้งคนมีความสามารถได้’
หลิ่วซานกั๋วย่อมได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านพูดกัน และนั่นก็ทำให้เขาพอใจเป็อย่างมาก ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีที่เขาสร้างขึ้นมา อีกไม่นานเขาคงได้ขึ้นเป็ที่ปรึกษานายอำเภออย่างเป็ทางการแล้ว
หลิ่วซานกั๋วยินดีอยู่กับคำยกยอจนลืมเื่ของกู้หยูม่านและสตรีที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวคันนั้นไปเสียสนิท ส่วนเจียงเฉาเซียงกับลูกแฝดชายหญิงทั้งสองเมื่อได้ยินคำชื่นชนจากชาวบ้านก็แทบจะเดินเท้าไม่ติดพื้นแล้ว
“พี่หญิง ท่านไม่อึดอัดบ้างหรือขอรับ ยังหายใจได้อยู่ไหมนั่น” กู้เฉินซีบังคับเกวียนออกนอกเมืองมาได้สักพักแล้ว อากาศร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว แต่พี่สาวกลับเอาผ้าคลุมศีรษะไว้จนเห็นแต่ลูกกะตา เขากลัวว่าพี่สาวจะหมดสติเพราะหายใจไม่ออกจริงๆ
“หายใจได้สิ เ้าถามทำไม” กู้หยูม่านตอบเสียงอู้อี้ เพราะผ้าที่นางเอามาใช้คลุมศีรษะเป็ผ้าที่ค่อนข้างหนา
“ดูจากผ้าหนาๆ ที่อยู่บนหัวท่าน ข้าก็กลัวว่าท่านจะหายใจไม่ออกน่ะสิ ท่านปลดผ้าลงเถิด ข้าเห็นแล้วอึดอัดแทน”
“มันก็อัดอัดจริงๆ นั่นล่ะ ว่าแต่มีใครตามเรามาหรือเปล่า”
กู้เฉินซีเอี้ยวตัวกลับไปมองด้านหลัง “ไม่มีนะขอรับ”
กู้หยูม่านรีบปลดผ้าคลุมแล้วหายใจเข้าลึกๆ “ค่อยยังชั่ว”
“ท่านคิดว่าจะมีใครตามเรามาหรือขอรับ แล้วนี่ท่านไม่ได้ซื้อถังหูลู่มาให้เด็กๆ หรือขอรับ”
“จะซื้อได้อย่างไรเล่า เ้าไม่รู้หรอกว่าเราเกือบซวยเข้าแล้ว”
“ซวย? ทำไมหรือขอรับ” กู้เฉินซีถาม
กู้หยูม่านเปลี่ยนไปนั่งด้านหน้าเคียงข้างกับน้องชาย “เ้ารู้ไหมว่าตอนที่ข้าไปซื้อถังหูลู่ ข้าไปเจอลูกชายของหลิ่วซานกั๋วเข้าพอดี ที่ข้าให้เ้ารีบบังคับเกวียนออกจากเมืองก็เพราะกลัวหลิ่วซานกั๋วจะรู้ว่าข้าพาเด็กๆ ย้ายมาอยู่ที่อำเภอฉางน่ะสิ”
“ที่ท่านกลัวคนจะตามมาเพราะหลิ่วซานกั๋วเจอท่านแล้วใช่หรือไม่”
“ยังไม่เจอหรอก ข้าหนีมาขึ้นเกวียนมาก่อน แต่มีจังหวะที่ข้าได้สบตากับเขาอยู่เหมือนกัน ข้าก็เลยกลัวว่าเขาจะจำข้าได้”
“ข้าคิดว่าเขาจำท่านไม่ได้หรอก ท่านดูต่างจากเมื่อก่อนมากนะขอรับ อีกอย่างตอนนี้ท่านก็มีพี่เขยคอยคุ้มครองอยู่ทั้งคน ท่านไม่จำเป็ต้องกลัวเขาแล้วขอรับ”
“กว่าที่พี่เขยของเ้าจะกลับมาแข็งแรงก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน อีกทั้งจดหมายที่เขียนไปเมืองหลวงก็ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว ข้าจึงไม่อยากให้หลิ่วซานกั๋วรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราเร็วนัก”
ณ บ้านสกุลกู้
“คารวะนายท่านเฮ่อขอรับ” พ่อบ้านกู้คำนับ
“นายท่านของพวกเ้าเล่า” เฮ่อซางถามอย่างร้อนใจ “หากนายท่านของพวกเ้าไม่อยู่จะเป็เทียนโหย่วก็ได้ รีบไปตามเขามาเร็ว”
“คารวะท่านลุงเฮ่อขอรับ” กู้เทียนโหย่วรู้ว่าผู้าุโมาหา เขาจึงรีบออกมาต้อนรับ “ท่านพ่อรอท่านอยู่ที่ศาลาข้างสระบัวขอรับ”
“เ้าแก่นั่นยังมีอารมณ์ไปนั่งเล่นข้างสระบัว รู้อย่างนี้ข้าไม่ถ่อสังขารเอาข่าวดีมาบอกเขาหรอก” เฮ่อซางเริ่มบ่น
“ปกติแล้วท่านพ่อไม่ได้ไปนั่งเล่นที่นั่นหรอกขอรับ เห็นว่าวันนี้ท่านลุงมาเยี่ยม ท่านพ่อก็เลยเลือกสถานที่ที่ท่านลุงชอบ”
“เ้าก็ยังเข้าข้างท่านพ่อของเ้าเหมือนเดิม กลัวว่าข้าจะบ่นจนเขาอกแตกตายหรือไร”
กู้เทียนโหย่วแอบคิดในใจ ‘ในโลกนี้คงมีแต่หลานจวินเท่านั้นที่ฟังท่านบ่นได้ทั้งวัน’
เฮ่อซางเดินมาถึงศาลารับลมข้างสระบัว ทันทีที่เห็นสหายรุ่นน้อง เขาก็เดินไปชกที่ไหล่อีกฝ่ายเต็มแรง “เ้าแก่ ข้ามีข่าวดีมาบอก”
กู้เจี้ยนแทบตกเก้าอี้ “พี่เฮ่อ ท่านยังเรี่ยวแรงดีเหมือนเดิมเลยนะขอรับ”
“แน่นอนสิ ตอนนี้ข้ามีหลานชายตั้งสามคน ข้าต้องทำตัวให้แข็งแรงเข้าไว้ จะได้อยู่กับพวกเขาไปนานๆ”
“หลานชายสามคน? เซียงเอ๋อยังไม่ออกเรือน ท่านอย่าบอกนะว่า...” กู้เจี้ยนมองสหายรุ่นพี่อย่างเห็นใจ “เป็ธรรมดาของคนหนุ่มสาว ท่านก็อย่าได้คิดมาก ว่าแต่ว่าที่หลานเขยของข้าเป็ใครหรือ?”
“เดี๋ยวนะ เื่นี้เกี่ยวอะไรกับเซียงเอ๋อ” เฮ่อซางมองสหายรุ่นน้องก่อนจะชกไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายเต็มแรง “เ้าหมายความว่าอย่างไร เซียงเฮ่อของข้าไม่ได้ท้องก่อนแต่งเสียหน่อย ส่วนหลานชายสามคนที่ข้าพูดถึง พวกเขาเป็หลานชายของเราต่างหาก”
กู้เจี้ยนหัวเราะเสียงดัง “ท่านอยากมีหลานจนเพี้ยนไปแล้ว”
แต่กู้เทียนโหย่วไม่คิดอย่างบิดา “ท่านลุงหมายความว่าเด็กทั้งสามคนเป็บุตรชายของม่านม่านกับหลานจวินใช่หรือไม่ขอรับ”
“ยังเป็เ้าที่ฉลาด ไม่เหมือนท่านพ่อของเ้าที่พูดมาขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจ ช่างเป็ตาแก่โง่เขลาจริงๆ” เฮ่อซางยื่นจดหมายที่อยู่ในมือออกไป “พวกเ้าเอาไปอ่านเอาเอง”