“ดูเหมือนพวกนั้นจะเสียงแตกกันแล้วนะเกลอเอ๋ย..”
เสียงทักของโหวหวังดังขึ้นตอนผมกำลังเดินลงจากเวที
น้ำเสียงมันฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ผมน่ะรู้ดีว่าหมอนี่มันกำลังจะโยนอะไรสักอย่างมาให้ผมรับอีกแล้ว
“อ่า..
เดี๋ยวข้าได้ประลองอย่างต่อเนื่อง คำครหาก็จะค่อย ๆ ลดลงเองนั่นแหละ”
ผมพูดพลางหันไปมองบนอัฒจันทร์ของตระกูลปีกมังกร
แววตาของคนพวกนั้นยังไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
เย็นชา ไม่แสดงออก แต่ก็เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบที่ไม่ได้เอ่ยออกมา
ผมน่ะเดาได้เลยว่ามันคิดอะไรกันอยู่
“แล้วพอทุกคนเห็นความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะสุมอยู่ที่ตัวของตงเสวี่ยซานมันเองนั่นแหละ..”
ตอนแรกผมก็กะจะพูดจบแค่นั้น แล้วจะเดินเข้าไปในอุโมงค์
แต่ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงได้หันไปถามโหวหวัง
“เอ่อ..
จะว่าไปรอบต่อไปเป็นเจ้าที่ลงประลองนิ..
ถ้าชนะได้ก็จะเข้ามาเจอข้าในรอบต่อไปมิใช่รึ?”
“ใช่แล้วเกลอ..
หากเป็นไปตามหมายเลข ถ้าฉันชนะมี่หวังได้ ก็จักได้ไปเจอกับเอ็ง..”
โหวหวังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในหัวผมนี่แหละที่เริ่มดังติ๊ง!
เหมือนเสียงเตือนภัยอะไรบางอย่างกำลังจะเริ่มขึ้นอีกแล้ว
“ว่าแต่เอ็งพอจะมีวิธีดี ๆ ที่จะทำให้ฉันชนะอย่างสะดวกบ้างฤๅไม่?”
“ไม่ต้องมาล้อข้าเล่นเลยโหวหวัง..
ข้าประลองมาเหนื่อย ๆ ไม่อยากที่จะมาฟังคำกวนบาทาของเจ้าหรอกนะ”
ผมพูดพลางนึกถึงมุขจิกกัดของโหวหวังอันเมื่อวานที่มันเล่นใส่ผม
ซึ่งก็ทำเอาคิ้วของผมเริ่มกระตุกอีกครั้ง..
“ไม่เกลอ.. เอ็งเข้าใจผิด..
ฉันอยากจักเข้าไปพบกับเอ็งโดยที่คนทั้งสนามเห็นว่าฉันผ่านเข้าไปโดยง่ายจริง ๆ”
ตอนแรกผมก็คิดว่าไอ้โหวหวังมันจะมาเล่นมุกอีกตามเคย..
ใครจะไปคิดว่ามันจะพูดจริงจังเอาตอนนี้
แต่พอมองตาของมันดี ๆ แล้ว..
นี่มันไม่ใช่เล่นเลย
สายตาบอกว่ามันจริงจังแบบสุด ๆ ราวกับบอกว่าอยากชนะรอบตัวเองแบบง่าย ๆ จริง ๆ เพื่อที่จะได้เข้ามาเจอผมแบบไม่ต้องเหนื่อยให้มาก
“วิธีรึ.. ไม่รู้สิอาจพอมีมั้ง ข้ายังไม่ได้เริ่มคิด..”
ผมพูดไปพลางยกมือเกาคางอย่างเซ็ง ๆ แล้วก็เหล่ตามองมันแบบไม่ไว้ใจนิด ๆ
“แต่ทำไมเจ้าถึงอยากเข้ารอบโดยง่ายเพื่อไปเจอข้าด้วย?”
“เพื่อกู้เชื่อเสียงให้เอ็งอย่างไรเล่า..”
เสียงของโหวหวังในตอนนั้นเปลี่ยนไป..
ฟังดูเข้มขึ้น และหนักแน่นแบบที่ทำให้ผมเผลอชะงักหางเสียงของตัวเองไปเล็กน้อย
“เอ็งก็เห็น..
คนอื่นยังคลางแคลงใจอยู่เรื่องที่เอ็งผ่านเข้ารอบมาได้ เพราะว่ารอบก่อนหน้านั้นเอ็งผ่านมาได้สบายเกินไป
ต่อให้ในรอบนี้เอ็งจะแสดงฝีมือออกมาดีเช่นไร..
แต่การที่เอ็งชนะหรงเฉียดได้สบาย ๆ มันก็ยังมีคำติฉินนินทาอยู่
หากฉันชนะในรอบนี้ได้ง่าย ๆ แล้วเข้าไปแข่งขันกับเอ็งในรอบหน้าได้ คนอื่นก็จักเห็นว่าทั้งฉันและเอ็งสภาพไม่ได้ต่างกัน
ฉันเชื่อว่าไม่ว่าฉันหรือเอ็งใครจะแพ้ชนะ..
ความคิดของคนทั้งสนามจะต้องเปลี่ยนไป..
เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าคนจากสกุลพญาวานรเช่นฉันจะทำตามคนสกุลปีกมังกร”
ฟังโหวหวังพูดจบ ผมนี่ถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง..
ไม่ใช่เพราะอึ้งหรือตะลึง แต่เพราะมันพูดแบบที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของหมอนี่
ไอ้เพื่อนหน้าขนคนนี้..
มันไม่ได้อยากชนะง่าย ๆ เพราะรู้สึกขี้เกียจ
แต่เพราะมันห่วงผมจริง ๆ
เจ้าบ้าเอ๊ย..
นี่มันคิดจะเจอผมในสนามด้วยสภาพที่พร้อมที่สุด แค่เพื่อลบคำครหาที่คนอื่นมีต่อผมเนี่ยนะ?
รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอส่งสายตาหวานซึ้งใส่หมอนั่นไปแล้วเรียบร้อย..
“ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาหวานเยิ้มขนาดนั้น!”
พอไอ้โหวหวังหันมาเห็นสายตาผมที่ดันเผลอใส่อารมณ์มากไปหน่อย..
ขนบนตัวหมอนั่นก็ลุกพรึ่บขึ้นมาแทบจะทั้งตัว เหมือนแมวโดนน้ำเย็นจัดสาดใส่ยังไงยังงั้น
สีหน้ามันดูระคนระหว่างตกใจ สะพรึง และขยะแขยงขั้นสุด
“ต่อให้เอ็งจะหน้าสวยเหมือนสตรี ฉันก็ไม่อยากให้เอ็งมองฉันเยิ้มขนาดนั้น!
รีบ ๆ บอกแผนมาถ้าเอ็งมี”
“ขอรับ..ขอรับท่านนายน้อยซุน.. กระผมผู้แซ่หลิวขอเพลาคิดพิจารณาสักครู่นะขอรับ..”
.
.
หลังจากผมกับหรงเฉียนเล่นกันจนสนามแทบกลายเป็นซากหมู่บ้าน ฮูจินก็สั่งช่างขึ้นมาเปลี่ยนฉากแทบจะทันที
ใช้เวลาไม่นานนัก สนามก็กลับมาดูเหมือนใหม่เอี่ยมราวกับไม่มีใครโดนกระแทกปลิวจนฝุ่นตลบเมื่อครู่
ทันทีที่ช่างเก็บเครื่องมือเสร็จ ฮูจินก็ประกาศเรียกคู่ถัดไปขึ้นเวที รวดเร็วเหมือนกลัวว่าความเงียบจะทำให้คนดูเริ่มเม้าท์เรื่องผมอีก
“การประลองในคู่ที่สอง ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานรปะทะมี่หวังจากสำนักปฐพีคลั่ง
ข้าให้เวลาพวกเจ้าขึ้นมาบนสนามภายในหกสิบชั่วลมหายใจ!!”
“แผนของเอ็งนี่ดู..
เอ่อ..
สกปรกมาก”
ไอ้หน้าขนหันมามองผมด้วยสีหน้าเหยเกอย่างกลับไปเผลอกินของบูดเข้าไป ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังแล้วทำเอาผมอยากยักคิ้วสวนกลับแบบไม่มีเยื่อใย
“บอกให้คิดแผนแบบฉุกละหุกแบบนี้..
คิดให้ได้ก็บุญโขแล้ว อย่าบ่นนักเลย”
ผมตอบกลับพลางแย้มยิ้มเจื่อน ๆ
ไม่ได้ยิ้มให้มันหรอก แต่ยิ้มให้ชะตากรรมตัวเองที่ดันต้องมาช่วยคิดแผนแปลก ๆ แบบนี้ต่างหาก
“ก็เลือกเอาว่าจะทำตามแผนหรือจะสู้ให้ชนะแบบขาวสะอาด
มันก็แล้วแต่นายแล้วพ่อหน้าขน
ข้าไม่ได้ขึ้นไปประลองกับเจ้าเสียหน่อย”
คิ้วของโหวหวังที่ปกติฟูฟ่องจนผมนึกว่าหยิบมาจากหางไก่ตัวไหน พลันขมวดแน่นราวกับกลัวโดนย่างเป็นไก่ย่างจริง ๆ
“เจ้าคุณพ่อกับเจ้าคุณปู่ได้เอาฉันตายแน่”
หมอนั่นพูดพลางเดินขึ้นสนามไปด้วยสีหน้าเหมือนคนที่กำลังจะขึ้นไปโดนตัดหัวมากกว่าขึ้นประลอง
ขนาดมันยืนอยู่บนสนามประลอง.. สายตาที่มันใช้มองคู่ต่อสู้ก็เต็มไปด้วยความละอายเล็กน้อย
ดูแล้วผมนี่อดขำในใจไม่ได้เลยจริง ๆ
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าคนละหกสิบชั่วลมหายใจในการกล่าวต่อกัน”
เสียงของฮูจินดังขึ้นอย่างเป็นทางการเหมือนเดิม..
แต่รอบนี้มันเหมือนกลายเป็นระฆังเปิดม่านให้ละครเวทีของไอ้หน้าขนได้เริ่มต้นจริง ๆ
“ข้ามี่หวัง ขอได้โปรดนายน้อยซุนออมมือด้วย..”
สายตาผมปรายไปยังคู่ต่อสู้ของเพื่อน
เจ้าคนที่ชื่อมี่หวัง สูงพอ ๆ กับผม ตัวก็ผอมบางคล้ายกัน
แต่สิ่งที่ไม่เหมือนแน่ ๆ คือสีผิวเข้มแทนน้ำผึ้งของเขา กับจำนวนอาวุธที่ห้อยระโยงรยางค์รอบตัวที่มีทั้งมีด ทั้งอาวุธซัด ที่มีมากขนาดที่แบทแมนยังต้องยกนิ้วให้
“ซุนโหวหวังแห่งสกุลพญาวานร..
เอ่อ..
วันนี้หากเกิดอะไรขึ้น.. ฤๅฉันล่วงเกินพ่อไปจนเกินพอดี
ฉันขอโทษพ่อจากใจจริง..”
คำพูดของไอ้หน้าขนนั่นฟังแล้วเหมือนจะเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่างมากกว่าคำขอโทษธรรมดา ๆ
แววตาที่มองมาก็เจือความละอายแบบไม่ปิดบัง จนผมยังต้องกลั้นยิ้มไว้ในใจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมานี่สิ..
มันยกนิ้วขึ้นดีดเบา ๆ ที่ติ่งหูตัวเองแล้วผมก็เห็นก้านโลหะบาง ๆ หลุดออกมาก่อนจะขยายขนาดรวดเร็วเหมือนโดนเสก จนกลายเป็นกระบองปราบมังกรเต็มด้ามในพริบตา
“ท่านอาวุโสฮู ข้าพร้อมแล้ว..”
มี่หวังประกาศเสียงหนักแน่น พลางตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างมั่นคง
ผมหันไปมองฮูเฉียนที่ตอนนี้หันไปทางไอ้หน้าขนเพื่อนผมแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ดันส่ายหัวไปมาช้า ๆ
“ฉันยังไม่พร้อม..
รอจนครบเวลาท่านค่อยประกาศเริ่มการแข่งขันก็แล้วกัน”
ไอ้โหวหวังพูดออกมาเรื่อย ๆ มือก็ยังเล่นกระบองในมือไปมาไม่หยุด
กระบองปราบมังกรนั้นก็ได้ยืดหดไปมาเหมือนของเล่นเด็กเวอร์ชันทำลายล้างโลก
ใช่แล้ว..
กระบองปราบมังกรของมันมีความสามารถยืดหดตามใจผู้ใช้ ซึ่งฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เอาจริง ๆ แล้ว มันคือความสามารถเฉพาะของศาสตราระดับตำนาน ที่ไม่ได้แค่ตีแรง แต่แอบซ่อนลูกเล่นประหลาด ๆ เอาไว้ด้วย
“ได้.. มันเป็นสิทธิ์ของเจ้า”
ฮูจินตอบกลับอย่างราบเรียบ ก่อนจะหันไปมองทางมี่หวังเหมือนจะย้ำให้ชัดอีกครั้ง
“เจ้าคงได้ยินแล้ว..”
มี่หวังพยักหน้าเบา ๆ แบบคนที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง
ผมมองออกว่าเขาคงกำลังสงสัยอยู่นั่นแหละ ว่าโหวหวังมันยังจะ 'ไม่พร้อม' อะไรอีก ในเมื่อกระบองก็หยิบออกมาแล้ว
แถมทำท่าจะออกหมัดอยู่รอมร่อ
แต่ตามที่ฮูจินพูด..
นี่มันก็สิทธิ์ของหมอนั่นเต็ม ๆ
เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่ซุนโหวหวังยังคงเล่นยืดหดกระบองในมือตัวเองอย่างสบายใจ เหมือนเด็กเบื่อโลกที่เจอของเล่นชิ้นใหม่
ส่วนมี่หวังก็ได้แต่มองอยู่อย่างนั้น แววตาเต็มไปด้วยคำถามประมาณว่านี่มันจะยืดอีกนานแค่ไหน
“อย่างไร.. เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง.. หรือว่าเจ้าจะสละสิทธิ์?”
ฮูจินพูดขึ้นมาพร้อมน้ำเสียงนิ่งสนิทในจังหวะที่ลมหายใจสุดท้ายของเวลานับถอยหลังเพิ่งผ่านไปพอดี
“เริ่มได้เลยขอรับท่านเจ้าคุณฮู..”
โหวหวังมันขยับมือหมุนกระบองแล้วเปลี่ยนท่าจับด้วยความมั่นใจแบบไร้พิธีรีตอง..
มือข้างหนึ่งกำแน่น อีกข้างก็ได้ผายมือไปทางคู่ต่อสู้เป็นการส่งสัญญาณ
“การประลองในรอบสิบหกคนสุดท้ายคู่ที่สอง...
ซุนโหวหวังปะทะมี่หวังเริ่มได้!!”
พอเสียงฮูจินประกาศเริ่ม มี่หวังก็พุ่งออกจากจุดเดิมที่มันเคยยืนอย่างไวเหมือนลูกธนูหลุดจากสาย
เขาวิ่งตรงเข้าหาโหวหวังแบบไม่ลังเล มือทั้งสองปัดไปที่ข้างเอวแล้วอาวุธหลายชิ้นก็ลอยวาบออกมาราวกับติดสปริง
ผมนั่งมองอย่างจดจ่อ..
อาวุธพวกนั้นชัดเลยว่าไม่ได้มาเล่น ๆ ทุกเล่มแผ่ปราณเย็นยะเยือกแบบที่แม้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ยังสัมผัสได้
มันไม่ใช่แค่ธาตุน้ำธรรมดา แต่ถูกควบแน่นจนกลายเป็นปราณเหมันต์อย่างแท้จริง
ที่สำคัญคือ..
เขาไม่ได้วิ่งเข้าปะทะเลยสักนิด พอปาเสร็จปุ๊บก็เปลี่ยนทิศทันที คอยรักษาระยะห่างจากโหวหวังเอาไว้แบบชัดเจน
แบบแผนการต่อสู้นี้ มันต้องมีการฝึกซ้อมมานานแล้วแน่ ๆ ท่าทางถึงได้ดูคล่องแคล่วเสียขนาดนี้
เจ้าตัวคงรู้ว่าถ้าเข้าไปแลกแรงกับโหวหวัง มีแต่จะโดนกระบองถล่มให้ร่วงสถานเดียว
ด้านโหวหวังนั้นสามารถใช้กระบองตีปัดอาวุธซัดเหล่านั้นได้อย่างสบาย ๆ แล้วพอฟาดตีใส่ มันก็กำกระบองแน่นพร้อมวิ่งตรงเข้าหาอีกฝ่ายเพื่อลดช่องว่าง
ด้านมี่หวังก็ได้ซัดอาวุธที่ห้อยอยู่ทั่วเอวออกไปเรื่อย ๆ พอหมดก็ได้ใช้จิตบังคับเรียกอาวุธระดับจิตวิญญาณกลับมาพร้อมกับปาใส่โหวหวังอีกรอบแบบแทบจะไร้รอยต่อ
นับว่าเป็นวิธีการใช้อาวุธซัดที่ชำนาญและรวดเร็วเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากความคล่องแคล่วและความชำนาญแล้ว
ผมดูก็รู้ว่ามันยังรู้ว่าจังหวะไหนควรหลบ หรือจังหวะไหนควรปาอาวุธซัดใส่
ซึ่งการทำแบบนั้นก็ทำให้โหวหวังรับมือมี่หวังได้ยากเย็นพอสมควร
แล้วถ้าหากพวกนายสงสัยว่ารับมือยากยังไง..
พวกนายเคยเห็นคนใช้มีดสั้นเป็นฝนฤดูร้อนไหม?
แบบที่ฟาดฟันเข้ามารัวเหมือนเม็ดฝนแหลมคมที่ไม่มีช่องให้หายใจน่ะ
ผมนั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้เห็นมันกับตาเต็มสองลูกเลยแหละ
มี่หวังนั่น..ขว้างอาวุธเข้าหาโหวหวังราวกับเป็นโรงงานผลิตอาวุธเคลื่อนที่ ทั้งมีด ทั้งอาวุธซัด โยนเข้ามาแบบไม่มีแผ่ว ไม่ให้ไอ้เจ้ากระบองเหล็กเพื่อนผมมีโอกาสได้แตะตัวมันเลยแม้แต่นิด
พอโหวหวังคืบเข้าไปได้แค่เมตรเดียว มี่หวังกลับถอยออกไปสาม
พูดแล้วผมยังถึงกับทึ่งเลย เพราะมี่หวังคนนี้มีความเร็วมากกว่าผมเสียอีก
ท่าร่างของมี่หวังไม่ใช่เล่น ๆ เหมือนหยิบตำราตระกูลหม่ามาผสมกับสเต็ปของพวกนักฆ่า
ท่วงท่าเบาราวเงาแต่ร้ายกาจไม่เบาเลยจริง ๆ
สายตาของผมหยุดลงที่โหวหวัง มันไม่ได้เป็นคนวางแผนเก่งอะไรหรอก..
เอาจริง ๆ ถ้าให้คิดนาน ๆ มันอาจเริ่มอารมณ์เสียก่อนด้วยซ้ำ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมฝึกกับโหวหวังมาจนรู้ใจมันหรือเปล่า
ผมถึงสามารถอ่านความคิดของโหวหวังมันออก
อาวุธของมี่หวังนั้นมีทั้งหมดสิบชิ้น แบ่งเป็นมีดสั้นสี่และอาวุธซัดรูปร่างเหมือนคุไนหกเล่ม
ผมเห็นโหวหวังมันตั้งใจมองนับอาวุธพวกนั้นอยู่ในใจ คอยสังเกตของทุกอย่างที่พุงเข้าหาตัว
อาวุธอันที่แปดพุ่งเข้าหา กระบองของโหวหวังสะบัดฟาดมีดสั้นจนปลิว
อันที่เก้าพุ่งเข้ามาเสริม โหวหวังก็สามารถพลิกตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว
อันสุดท้าย..
คราวนี้โหวหวังมันไม่ได้แค่หลบ..
แต่มันฟาดฝ่าเท้าใส่ข้างมีดจนเปลี่ยนวิถี แล้วมืออีกข้างก็รีบหน่วงพลังไปที่กระบองสีดำอย่างรวดเร็ว ราวกับเตรียมตัวไว้แล้วว่าจังหวะนี้จะเอาให้ได้
ดูเหมือนโหวหวังจะจับจังหวะได้ว่าอาวุธของมี่หวังไม่ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
และการเรียกอาวุธกลับมาด้วยจิตก็ต้องมีช่วงเวลาหน่วงเพื่อเรียกหา
เป็นช่วงเวลาที่เปลือยเปล่า
และในโลกของพวกเรา..
หนึ่งวินาทีแบบนั้นน่ะ เรียกว่า 'โอกาส' ที่ใครพลาดก่อน..
ก็เจ็บก่อน
“คงได้เอิกเกริกกันเสียหน่อย!
ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 4 อัฐนิยาม!!”
เปลวเพลิงสีแดงต่างลุกท่วมไปทั่วตัวกระบองปราบมังกรของโหวหวัง
ก่อนที่สีแดงนั้นจะค่อย ๆ จางลงจนกลายเป็นสีขาวที่บริสุทธิ์แบบสุด ๆ
“เปลวนิพพาน!!”
ตงเว่ยเทียนผู้ที่เป็นผู้เฒ่ามังกรถึงกับลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์มังกรของมันด้วยสายตาแตกตื่นตกใจ
เปลวนิพพานนั้นแน่นอนว่าทุกคนต่างรู้จักดีว่าเป็นพลังแฝงของคนราชวงศ์หนาน..
ไม้เบื่อไม้เมาของตระกูลตง!
“เหตุใดคนตระกูลซุนถึงได้มีเปลวเพลิงชนิดนี้ได้!!!”
ไม่ใช่แค่เพียงตงเว่ยเทียนเท่านั้น
คนบนอัฒจันทร์ทุกคนต่างแตกตื่นไปกับเพลิงชนิดนี้ที่ซุนโหวหวังหยิบใช้ออกมา
ไม่เว้นแม้แต่ตัวของตาเฒ่าวานร..ซุนต้าชิง และเจ้าเมืองนพบุรี..ซุนต้าหลี่
ที่ได้เห็นลูกหลานตระกูลตัวเองสามารถใช้เพลิงไฟของคนต่างอาณาจักรได้
“ลูกต้าชิง!
ไฉนลูกหวังถึงมีเปลวนิพพานได้!
นี่ไม่ใช่พลังแฝงของร่างสถิตราชันวานรแดงเสียหน่อย!”
ซุนต้าหลี่ได้แต่ส่งเสียงตกใจไปทางลูกชายผู้เป็นเจ้าเมืองของเขา
แล้วค่อยเหวี่ยงสายตาจดจ้องไปที่หลานชายด้วยความพิศวง
“ฉะ..ฉันเองก็ไม่สู้รู้..
คาดว่าน่าจะเป็นเชื้อทางฝั่งเมียของฉัน..”
ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงกล่าวออกไปอย่างไม่แน่ใจนัก และสิ่งที่พอคิดได้จึงน่าจะเป็นเพราะภริยาของท่านซุนต้าชิงนั้นเป็นชาวเมืองชมพู ที่เป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับแคว้นหงสา
เพราะตามที่พวกนายรู้
เปลวนิพพานนั้นส่งต่อผ่านการสืบสายเลือด ท่านเจ้าเมืองซุนจึงคาดเดาว่าเมียของเขาอาจมีเชื้อของราชวงศ์หนานอยู่ในร่าง แล้วยีนเด่นนั้นเพิ่งมาสำแดงในรุ่นของลูกมัน
“มิใช่แล้ว!
เปลวนิพพานที่ขาวบริสุทธิ์เยี่ยงนี้ อย่างไรต้องไม่ใช่เชื้อจาง ๆ แน่
อย่างน้อยต้องเป็นการสืบโดยตรง! ฤๅว่าลูกหวังไม่ใช่ลูกของเอ็ง!”
“เคราดกหน้าคล้ายเยี่ยงนี้! ไม่ใช่ลูกของฉันสิแปลกเจ้าคุณพ่อ!”
ท่านเจ้าเมืองนพบุรีลูบหน้าของตัวเองพร้อมกับกระตุกเคราของตนเองเบา ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เจ้าเพื่อนหน้าขนของผม
ราวกับกำลังบอกว่า 'แบบนี้ยังไม่ชัดอีกฤๅ'
ไม่ใช่แค่คนบนอัฒจันทร์ที่แตกตื่น..
เพราะแม้แต่มี่หวังเองก็ดูจะเสียศูนย์ชั่วขณะ
ในตอนที่เขากำลังตรึงจิตเรียกอาวุธกลับมา เจ้าตัวคงไม่ทันได้เตรียมใจรับมือกับปราณอัคคีบ้าคลั่งของซุนโหวหวังแน่ ๆ
เสียง ผัวะ! ดังลั่นราวอสนีฟาด เมื่อกระบองเหล็กของโหวหวังจมลึกลงไปกลางสนาม
แค่จังหวะนั้น ผมรู้เลยว่าเรื่องใหญ่แน่นอน
และก็ใช่..
เพลิงขาวที่เรียกกันว่าเปลวนิพพาน ผลุดขึ้นมาจากพื้นสนามราวกับมีพิธีบูชาซาตาน
เปลวไฟมันไม่ใช่แค่ลุก แต่เหมือนมันชูคอลุกขึ้นมาเหมือนงูไฟแล้วกระโจนตามร่างของมี่หวังที่วิ่งไปมา
มี่หวังพยายามหลบกระบองที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ซึ่งโหวหวังซ่อนเอาไว้เหมือนวางกับระเบิดทั่วสนาม
จุดที่มันจะพุ่งขึ้นมานั้นเดาได้จากแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า แต่ทุกครั้งที่มันพุ่งขึ้นมา มันจะทิ้งเปลวนิพพานไว้เป็นหย่อม ๆ ประหนึ่งวางหมากล้อมไว้เผาศัตรูให้ไหม้แทน
แน่นอน..
มี่หวังพยายามใช้ปราณวารีต้าน แต่นั่นมันกลับไม่ช่วยอะไรเลย..
เพราะถ้าคิดจะดับเปลวนิพพานด้วยธาตุน้ำธรรมดา มันก็ไม่ต่างอะไรกับพยายามดับไฟนรกด้วยน้ำประปา
พื้นสนามที่เคยขาวสะอาด ค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีขาวร้อนระอุฉาบเป็นแผ่นเดียวกัน
มี่หวังเริ่มไม่มีพื้นที่ให้เหยียบ เขาลองซัดอาวุธใส่โหวหวัง แต่กระบองเจ้ากรรมก็กลับมาปกป้องเจ้านายมันราวกับหมารักเจ้าของ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมยอมรับในตัวมี่หวังก็คือหมอนั่นไม่สะท้านสักนิด..
ท่าทางเขาจะไม่คิดสู้ตรง ๆ แต่ใช้แผนล่อให้โหวหวังใช้พลังปราณมากที่สุด พอหมดแรง เปลวนิพพานก็จะดับไปเอง
แน่นอน..
คนอย่างโหวหวังไม่ได้หลงกลง่าย ๆ เจ้าหมอนั่นค่อย ๆ ต้อนอีกฝ่ายราวกับขุนศึกลากศัตรูเข้ากับดัก
และเมื่อเห็นว่ามี่หวังเริ่มหมดพื้นที่ให้วิ่ง..!
ปึ้ง!
โหวหวังก็ได้ปลดวิชาของตัวเอง เปลวนิพพานในสนามประลองก็ได้มอดลงในพริบตา
และในตอนนั้นเอง..
เจ้าหน้าขนก็เข้าไปประชิดอีกฝ่ายได้เรียบร้อยแล้ว
มือซ้ายของโหวหวังคว้าปากของมี่หวังไว้แน่นพร้อมออกแรงง้างปากของอีกฝ่ายให้อ้าออก
ส่วนมือขวา..
โหวหวังก็ได้ทำตามแผนที่ผมเป็นคนคิด
ยัดของบางสิ่งเข้าไปในปากของมี่หวัง ก่อนที่ฝ่ามือเดียวกันจะกดลงตรงลำคอ บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามกลืนของบางอย่างลงไป