ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 67 กู่ก้องทั่วหล้า

            “ดูเหมือนพวกนั้นจะเสียงแตกกันแล้วนะเกลอเอ๋ย..”

            เสียงทักของโหวหวังดังขึ้นตอนผมกำลังเดินลงจากเวที

            น้ำเสียงมันฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ผมน่ะรู้ดีว่าหมอนี่มันกำลังจะโยนอะไรสักอย่างมาให้ผมรับอีกแล้ว

             

            “อ่า..

            เดี๋ยวข้าได้ประลองอย่างต่อเนื่อง คำครหาก็จะค่อย ๆ ลดลงเองนั่นแหละ”

            ผมพูดพลางหันไปมองบนอัฒจันทร์ของตระกูลปีกมังกร

            แววตาของคนพวกนั้นยังไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

            เย็นชา ไม่แสดงออก แต่ก็เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบที่ไม่ได้เอ่ยออกมา

            ผมน่ะเดาได้เลยว่ามันคิดอะไรกันอยู่

            “แล้วพอทุกคนเห็นความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะสุมอยู่ที่ตัวของตงเสวี่ยซานมันเองนั่นแหละ..”

            ตอนแรกผมก็กะจะพูดจบแค่นั้น แล้วจะเดินเข้าไปในอุโมงค์

            แต่ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงได้หันไปถามโหวหวัง

            “เอ่อ..

            จะว่าไปรอบต่อไปเป็นเจ้าที่ลงประลองนิ..

            ถ้าชนะได้ก็จะเข้ามาเจอข้าในรอบต่อไปมิใช่รึ?”

             

            “ใช่แล้วเกลอ..

            หากเป็นไปตามหมายเลข ถ้าฉันชนะมี่หวังได้ ก็จักได้ไปเจอกับเอ็ง..”

            โหวหวังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในหัวผมนี่แหละที่เริ่มดังติ๊ง!

            เหมือนเสียงเตือนภัยอะไรบางอย่างกำลังจะเริ่มขึ้นอีกแล้ว

            “ว่าแต่เอ็งพอจะมีวิธีดี ๆ ที่จะทำให้ฉันชนะอย่างสะดวกบ้างฤๅไม่?”

             

            “ไม่ต้องมาล้อข้าเล่นเลยโหวหวัง..

            ข้าประลองมาเหนื่อย ๆ ไม่อยากที่จะมาฟังคำกวนบาทาของเจ้าหรอกนะ”

            ผมพูดพลางนึกถึงมุขจิกกัดของโหวหวังอันเมื่อวานที่มันเล่นใส่ผม

            ซึ่งก็ทำเอาคิ้วของผมเริ่มกระตุกอีกครั้ง..

             

            “ไม่เกลอ.. เอ็งเข้าใจผิด..

            ฉันอยากจักเข้าไปพบกับเอ็งโดยที่คนทั้งสนามเห็นว่าฉันผ่านเข้าไปโดยง่ายจริง ๆ”

             

            ตอนแรกผมก็คิดว่าไอ้โหวหวังมันจะมาเล่นมุกอีกตามเคย..

            ใครจะไปคิดว่ามันจะพูดจริงจังเอาตอนนี้

            แต่พอมองตาของมันดี ๆ แล้ว..

            นี่มันไม่ใช่เล่นเลย

            สายตาบอกว่ามันจริงจังแบบสุด ๆ ราวกับบอกว่าอยากชนะรอบตัวเองแบบง่าย ๆ จริง ๆ เพื่อที่จะได้เข้ามาเจอผมแบบไม่ต้องเหนื่อยให้มาก

             

            “วิธีรึ.. ไม่รู้สิอาจพอมีมั้ง ข้ายังไม่ได้เริ่มคิด..”

            ผมพูดไปพลางยกมือเกาคางอย่างเซ็ง ๆ แล้วก็เหล่ตามองมันแบบไม่ไว้ใจนิด ๆ

            “แต่ทำไมเจ้าถึงอยากเข้ารอบโดยง่ายเพื่อไปเจอข้าด้วย?”

             

            “เพื่อกู้เชื่อเสียงให้เอ็งอย่างไรเล่า..”

            เสียงของโหวหวังในตอนนั้นเปลี่ยนไป..

            ฟังดูเข้มขึ้น และหนักแน่นแบบที่ทำให้ผมเผลอชะงักหางเสียงของตัวเองไปเล็กน้อย

            “เอ็งก็เห็น..

            คนอื่นยังคลางแคลงใจอยู่เรื่องที่เอ็งผ่านเข้ารอบมาได้ เพราะว่ารอบก่อนหน้านั้นเอ็งผ่านมาได้สบายเกินไป

            ต่อให้ในรอบนี้เอ็งจะแสดงฝีมือออกมาดีเช่นไร..

            แต่การที่เอ็งชนะหรงเฉียดได้สบาย ๆ มันก็ยังมีคำติฉินนินทาอยู่

            หากฉันชนะในรอบนี้ได้ง่าย ๆ แล้วเข้าไปแข่งขันกับเอ็งในรอบหน้าได้ คนอื่นก็จักเห็นว่าทั้งฉันและเอ็งสภาพไม่ได้ต่างกัน

            ฉันเชื่อว่าไม่ว่าฉันหรือเอ็งใครจะแพ้ชนะ..

            ความคิดของคนทั้งสนามจะต้องเปลี่ยนไป..

            เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าคนจากสกุลพญาวานรเช่นฉันจะทำตามคนสกุลปีกมังกร”

             

            ฟังโหวหวังพูดจบ ผมนี่ถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง..

            ไม่ใช่เพราะอึ้งหรือตะลึง แต่เพราะมันพูดแบบที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของหมอนี่

            ไอ้เพื่อนหน้าขนคนนี้..

            มันไม่ได้อยากชนะง่าย ๆ เพราะรู้สึกขี้เกียจ

            แต่เพราะมันห่วงผมจริง ๆ

            เจ้าบ้าเอ๊ย..

            นี่มันคิดจะเจอผมในสนามด้วยสภาพที่พร้อมที่สุด แค่เพื่อลบคำครหาที่คนอื่นมีต่อผมเนี่ยนะ?

            รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอส่งสายตาหวานซึ้งใส่หมอนั่นไปแล้วเรียบร้อย..

             

            “ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาหวานเยิ้มขนาดนั้น!”

            พอไอ้โหวหวังหันมาเห็นสายตาผมที่ดันเผลอใส่อารมณ์มากไปหน่อย..

            ขนบนตัวหมอนั่นก็ลุกพรึ่บขึ้นมาแทบจะทั้งตัว เหมือนแมวโดนน้ำเย็นจัดสาดใส่ยังไงยังงั้น

            สีหน้ามันดูระคนระหว่างตกใจ สะพรึง และขยะแขยงขั้นสุด

            “ต่อให้เอ็งจะหน้าสวยเหมือนสตรี ฉันก็ไม่อยากให้เอ็งมองฉันเยิ้มขนาดนั้น!

            รีบ ๆ บอกแผนมาถ้าเอ็งมี”

             

            “ขอรับ..ขอรับท่านนายน้อยซุน.. กระผมผู้แซ่หลิวขอเพลาคิดพิจารณาสักครู่นะขอรับ..”

            .

            .

            หลังจากผมกับหรงเฉียนเล่นกันจนสนามแทบกลายเป็นซากหมู่บ้าน ฮูจินก็สั่งช่างขึ้นมาเปลี่ยนฉากแทบจะทันที

            ใช้เวลาไม่นานนัก สนามก็กลับมาดูเหมือนใหม่เอี่ยมราวกับไม่มีใครโดนกระแทกปลิวจนฝุ่นตลบเมื่อครู่

            ทันทีที่ช่างเก็บเครื่องมือเสร็จ ฮูจินก็ประกาศเรียกคู่ถัดไปขึ้นเวที รวดเร็วเหมือนกลัวว่าความเงียบจะทำให้คนดูเริ่มเม้าท์เรื่องผมอีก

            “การประลองในคู่ที่สอง ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานรปะทะมี่หวังจากสำนักปฐพีคลั่ง

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าขึ้นมาบนสนามภายในหกสิบชั่วลมหายใจ!!”

             

            “แผนของเอ็งนี่ดู..

            เอ่อ..

            สกปรกมาก”

            ไอ้หน้าขนหันมามองผมด้วยสีหน้าเหยเกอย่างกลับไปเผลอกินของบูดเข้าไป ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังแล้วทำเอาผมอยากยักคิ้วสวนกลับแบบไม่มีเยื่อใย

             

            “บอกให้คิดแผนแบบฉุกละหุกแบบนี้..

            คิดให้ได้ก็บุญโขแล้ว อย่าบ่นนักเลย”

            ผมตอบกลับพลางแย้มยิ้มเจื่อน ๆ

            ไม่ได้ยิ้มให้มันหรอก แต่ยิ้มให้ชะตากรรมตัวเองที่ดันต้องมาช่วยคิดแผนแปลก ๆ แบบนี้ต่างหาก

            “ก็เลือกเอาว่าจะทำตามแผนหรือจะสู้ให้ชนะแบบขาวสะอาด

            มันก็แล้วแต่นายแล้วพ่อหน้าขน

            ข้าไม่ได้ขึ้นไปประลองกับเจ้าเสียหน่อย”

             

            คิ้วของโหวหวังที่ปกติฟูฟ่องจนผมนึกว่าหยิบมาจากหางไก่ตัวไหน พลันขมวดแน่นราวกับกลัวโดนย่างเป็นไก่ย่างจริง ๆ

            “เจ้าคุณพ่อกับเจ้าคุณปู่ได้เอาฉันตายแน่”

            หมอนั่นพูดพลางเดินขึ้นสนามไปด้วยสีหน้าเหมือนคนที่กำลังจะขึ้นไปโดนตัดหัวมากกว่าขึ้นประลอง

            ขนาดมันยืนอยู่บนสนามประลอง.. สายตาที่มันใช้มองคู่ต่อสู้ก็เต็มไปด้วยความละอายเล็กน้อย

            ดูแล้วผมนี่อดขำในใจไม่ได้เลยจริง ๆ

             

            “ข้าให้โอกาสพวกเจ้าคนละหกสิบชั่วลมหายใจในการกล่าวต่อกัน”

            เสียงของฮูจินดังขึ้นอย่างเป็นทางการเหมือนเดิม..

            แต่รอบนี้มันเหมือนกลายเป็นระฆังเปิดม่านให้ละครเวทีของไอ้หน้าขนได้เริ่มต้นจริง ๆ

             

            “ข้ามี่หวัง ขอได้โปรดนายน้อยซุนออมมือด้วย..”

            สายตาผมปรายไปยังคู่ต่อสู้ของเพื่อน

            เจ้าคนที่ชื่อมี่หวัง สูงพอ ๆ กับผม ตัวก็ผอมบางคล้ายกัน

            แต่สิ่งที่ไม่เหมือนแน่ ๆ คือสีผิวเข้มแทนน้ำผึ้งของเขา กับจำนวนอาวุธที่ห้อยระโยงรยางค์รอบตัวที่มีทั้งมีด ทั้งอาวุธซัด ที่มีมากขนาดที่แบทแมนยังต้องยกนิ้วให้

             

            “ซุนโหวหวังแห่งสกุลพญาวานร..

            เอ่อ..

            วันนี้หากเกิดอะไรขึ้น.. ฤๅฉันล่วงเกินพ่อไปจนเกินพอดี

            ฉันขอโทษพ่อจากใจจริง..”

            คำพูดของไอ้หน้าขนนั่นฟังแล้วเหมือนจะเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่างมากกว่าคำขอโทษธรรมดา ๆ

            แววตาที่มองมาก็เจือความละอายแบบไม่ปิดบัง จนผมยังต้องกลั้นยิ้มไว้ในใจ

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมานี่สิ..

            มันยกนิ้วขึ้นดีดเบา ๆ ที่ติ่งหูตัวเองแล้วผมก็เห็นก้านโลหะบาง ๆ หลุดออกมาก่อนจะขยายขนาดรวดเร็วเหมือนโดนเสก จนกลายเป็นกระบองปราบมังกรเต็มด้ามในพริบตา

             

            “ท่านอาวุโสฮู ข้าพร้อมแล้ว..”

            มี่หวังประกาศเสียงหนักแน่น พลางตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างมั่นคง

             

            ผมหันไปมองฮูเฉียนที่ตอนนี้หันไปทางไอ้หน้าขนเพื่อนผมแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ดันส่ายหัวไปมาช้า ๆ

            “ฉันยังไม่พร้อม..

            รอจนครบเวลาท่านค่อยประกาศเริ่มการแข่งขันก็แล้วกัน”

            ไอ้โหวหวังพูดออกมาเรื่อย ๆ มือก็ยังเล่นกระบองในมือไปมาไม่หยุด

            กระบองปราบมังกรนั้นก็ได้ยืดหดไปมาเหมือนของเล่นเด็กเวอร์ชันทำลายล้างโลก

            ใช่แล้ว..

            กระบองปราบมังกรของมันมีความสามารถยืดหดตามใจผู้ใช้ ซึ่งฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เอาจริง ๆ แล้ว มันคือความสามารถเฉพาะของศาสตราระดับตำนาน ที่ไม่ได้แค่ตีแรง แต่แอบซ่อนลูกเล่นประหลาด ๆ เอาไว้ด้วย

             

            “ได้.. มันเป็นสิทธิ์ของเจ้า”

            ฮูจินตอบกลับอย่างราบเรียบ ก่อนจะหันไปมองทางมี่หวังเหมือนจะย้ำให้ชัดอีกครั้ง

            “เจ้าคงได้ยินแล้ว..”

             

            มี่หวังพยักหน้าเบา ๆ แบบคนที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง

            ผมมองออกว่าเขาคงกำลังสงสัยอยู่นั่นแหละ ว่าโหวหวังมันยังจะ 'ไม่พร้อม' อะไรอีก ในเมื่อกระบองก็หยิบออกมาแล้ว

            แถมทำท่าจะออกหมัดอยู่รอมร่อ

            แต่ตามที่ฮูจินพูด..

            นี่มันก็สิทธิ์ของหมอนั่นเต็ม ๆ

             

            เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่ซุนโหวหวังยังคงเล่นยืดหดกระบองในมือตัวเองอย่างสบายใจ เหมือนเด็กเบื่อโลกที่เจอของเล่นชิ้นใหม่

            ส่วนมี่หวังก็ได้แต่มองอยู่อย่างนั้น แววตาเต็มไปด้วยคำถามประมาณว่านี่มันจะยืดอีกนานแค่ไหน

             

            “อย่างไร.. เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง.. หรือว่าเจ้าจะสละสิทธิ์?”

            ฮูจินพูดขึ้นมาพร้อมน้ำเสียงนิ่งสนิทในจังหวะที่ลมหายใจสุดท้ายของเวลานับถอยหลังเพิ่งผ่านไปพอดี

             

            “เริ่มได้เลยขอรับท่านเจ้าคุณฮู..”

            โหวหวังมันขยับมือหมุนกระบองแล้วเปลี่ยนท่าจับด้วยความมั่นใจแบบไร้พิธีรีตอง..

            มือข้างหนึ่งกำแน่น อีกข้างก็ได้ผายมือไปทางคู่ต่อสู้เป็นการส่งสัญญาณ

             

            “การประลองในรอบสิบหกคนสุดท้ายคู่ที่สอง...

            ซุนโหวหวังปะทะมี่หวังเริ่มได้!!”

             

            พอเสียงฮูจินประกาศเริ่ม มี่หวังก็พุ่งออกจากจุดเดิมที่มันเคยยืนอย่างไวเหมือนลูกธนูหลุดจากสาย

            เขาวิ่งตรงเข้าหาโหวหวังแบบไม่ลังเล มือทั้งสองปัดไปที่ข้างเอวแล้วอาวุธหลายชิ้นก็ลอยวาบออกมาราวกับติดสปริง

            ผมนั่งมองอย่างจดจ่อ..

            อาวุธพวกนั้นชัดเลยว่าไม่ได้มาเล่น ๆ ทุกเล่มแผ่ปราณเย็นยะเยือกแบบที่แม้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ยังสัมผัสได้

            มันไม่ใช่แค่ธาตุน้ำธรรมดา แต่ถูกควบแน่นจนกลายเป็นปราณเหมันต์อย่างแท้จริง

            ที่สำคัญคือ..

            เขาไม่ได้วิ่งเข้าปะทะเลยสักนิด พอปาเสร็จปุ๊บก็เปลี่ยนทิศทันที คอยรักษาระยะห่างจากโหวหวังเอาไว้แบบชัดเจน

            แบบแผนการต่อสู้นี้ มันต้องมีการฝึกซ้อมมานานแล้วแน่ ๆ ท่าทางถึงได้ดูคล่องแคล่วเสียขนาดนี้

            เจ้าตัวคงรู้ว่าถ้าเข้าไปแลกแรงกับโหวหวัง มีแต่จะโดนกระบองถล่มให้ร่วงสถานเดียว

             

            ด้านโหวหวังนั้นสามารถใช้กระบองตีปัดอาวุธซัดเหล่านั้นได้อย่างสบาย ๆ แล้วพอฟาดตีใส่ มันก็กำกระบองแน่นพร้อมวิ่งตรงเข้าหาอีกฝ่ายเพื่อลดช่องว่าง

             

            ด้านมี่หวังก็ได้ซัดอาวุธที่ห้อยอยู่ทั่วเอวออกไปเรื่อย ๆ พอหมดก็ได้ใช้จิตบังคับเรียกอาวุธระดับจิตวิญญาณกลับมาพร้อมกับปาใส่โหวหวังอีกรอบแบบแทบจะไร้รอยต่อ

            นับว่าเป็นวิธีการใช้อาวุธซัดที่ชำนาญและรวดเร็วเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากความคล่องแคล่วและความชำนาญแล้ว

            ผมดูก็รู้ว่ามันยังรู้ว่าจังหวะไหนควรหลบ หรือจังหวะไหนควรปาอาวุธซัดใส่

            ซึ่งการทำแบบนั้นก็ทำให้โหวหวังรับมือมี่หวังได้ยากเย็นพอสมควร

             

            แล้วถ้าหากพวกนายสงสัยว่ารับมือยากยังไง..

            พวกนายเคยเห็นคนใช้มีดสั้นเป็นฝนฤดูร้อนไหม?

            แบบที่ฟาดฟันเข้ามารัวเหมือนเม็ดฝนแหลมคมที่ไม่มีช่องให้หายใจน่ะ

            ผมนั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้เห็นมันกับตาเต็มสองลูกเลยแหละ

             

            มี่หวังนั่น..ขว้างอาวุธเข้าหาโหวหวังราวกับเป็นโรงงานผลิตอาวุธเคลื่อนที่ ทั้งมีด ทั้งอาวุธซัด โยนเข้ามาแบบไม่มีแผ่ว ไม่ให้ไอ้เจ้ากระบองเหล็กเพื่อนผมมีโอกาสได้แตะตัวมันเลยแม้แต่นิด

            พอโหวหวังคืบเข้าไปได้แค่เมตรเดียว มี่หวังกลับถอยออกไปสาม

            พูดแล้วผมยังถึงกับทึ่งเลย เพราะมี่หวังคนนี้มีความเร็วมากกว่าผมเสียอีก

            ท่าร่างของมี่หวังไม่ใช่เล่น ๆ เหมือนหยิบตำราตระกูลหม่ามาผสมกับสเต็ปของพวกนักฆ่า

            ท่วงท่าเบาราวเงาแต่ร้ายกาจไม่เบาเลยจริง ๆ

             

            สายตาของผมหยุดลงที่โหวหวัง มันไม่ได้เป็นคนวางแผนเก่งอะไรหรอก..

            เอาจริง ๆ ถ้าให้คิดนาน ๆ มันอาจเริ่มอารมณ์เสียก่อนด้วยซ้ำ

            แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมฝึกกับโหวหวังมาจนรู้ใจมันหรือเปล่า

            ผมถึงสามารถอ่านความคิดของโหวหวังมันออก

             

            อาวุธของมี่หวังนั้นมีทั้งหมดสิบชิ้น แบ่งเป็นมีดสั้นสี่และอาวุธซัดรูปร่างเหมือนคุไนหกเล่ม

            ผมเห็นโหวหวังมันตั้งใจมองนับอาวุธพวกนั้นอยู่ในใจ คอยสังเกตของทุกอย่างที่พุงเข้าหาตัว

            อาวุธอันที่แปดพุ่งเข้าหา กระบองของโหวหวังสะบัดฟาดมีดสั้นจนปลิว

            อันที่เก้าพุ่งเข้ามาเสริม โหวหวังก็สามารถพลิกตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว

            อันสุดท้าย..

            คราวนี้โหวหวังมันไม่ได้แค่หลบ..

            แต่มันฟาดฝ่าเท้าใส่ข้างมีดจนเปลี่ยนวิถี แล้วมืออีกข้างก็รีบหน่วงพลังไปที่กระบองสีดำอย่างรวดเร็ว ราวกับเตรียมตัวไว้แล้วว่าจังหวะนี้จะเอาให้ได้

            ดูเหมือนโหวหวังจะจับจังหวะได้ว่าอาวุธของมี่หวังไม่ได้ไม่มีที่สิ้นสุด

            และการเรียกอาวุธกลับมาด้วยจิตก็ต้องมีช่วงเวลาหน่วงเพื่อเรียกหา

            เป็นช่วงเวลาที่เปลือยเปล่า

            และในโลกของพวกเรา..

            หนึ่งวินาทีแบบนั้นน่ะ เรียกว่า 'โอกาส' ที่ใครพลาดก่อน..

            ก็เจ็บก่อน

             

            “คงได้เอิกเกริกกันเสียหน่อย!

            ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 4 อัฐนิยาม!!”

            เปลวเพลิงสีแดงต่างลุกท่วมไปทั่วตัวกระบองปราบมังกรของโหวหวัง

            ก่อนที่สีแดงนั้นจะค่อย ๆ จางลงจนกลายเป็นสีขาวที่บริสุทธิ์แบบสุด ๆ

             

            “เปลวนิพพาน!!”

            ตงเว่ยเทียนผู้ที่เป็นผู้เฒ่ามังกรถึงกับลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์มังกรของมันด้วยสายตาแตกตื่นตกใจ

            เปลวนิพพานนั้นแน่นอนว่าทุกคนต่างรู้จักดีว่าเป็นพลังแฝงของคนราชวงศ์หนาน..

            ไม้เบื่อไม้เมาของตระกูลตง!

             

            “เหตุใดคนตระกูลซุนถึงได้มีเปลวเพลิงชนิดนี้ได้!!!”

            ไม่ใช่แค่เพียงตงเว่ยเทียนเท่านั้น

            คนบนอัฒจันทร์ทุกคนต่างแตกตื่นไปกับเพลิงชนิดนี้ที่ซุนโหวหวังหยิบใช้ออกมา

            ไม่เว้นแม้แต่ตัวของตาเฒ่าวานร..ซุนต้าชิง และเจ้าเมืองนพบุรี..ซุนต้าหลี่

            ที่ได้เห็นลูกหลานตระกูลตัวเองสามารถใช้เพลิงไฟของคนต่างอาณาจักรได้

             

            “ลูกต้าชิง!

            ไฉนลูกหวังถึงมีเปลวนิพพานได้!

            นี่ไม่ใช่พลังแฝงของร่างสถิตราชันวานรแดงเสียหน่อย!”

            ซุนต้าหลี่ได้แต่ส่งเสียงตกใจไปทางลูกชายผู้เป็นเจ้าเมืองของเขา

            แล้วค่อยเหวี่ยงสายตาจดจ้องไปที่หลานชายด้วยความพิศวง

             

            “ฉะ..ฉันเองก็ไม่สู้รู้..

            คาดว่าน่าจะเป็นเชื้อทางฝั่งเมียของฉัน..”

            ท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงกล่าวออกไปอย่างไม่แน่ใจนัก และสิ่งที่พอคิดได้จึงน่าจะเป็นเพราะภริยาของท่านซุนต้าชิงนั้นเป็นชาวเมืองชมพู ที่เป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับแคว้นหงสา

            เพราะตามที่พวกนายรู้

            เปลวนิพพานนั้นส่งต่อผ่านการสืบสายเลือด ท่านเจ้าเมืองซุนจึงคาดเดาว่าเมียของเขาอาจมีเชื้อของราชวงศ์หนานอยู่ในร่าง แล้วยีนเด่นนั้นเพิ่งมาสำแดงในรุ่นของลูกมัน

             

            “มิใช่แล้ว!

            เปลวนิพพานที่ขาวบริสุทธิ์เยี่ยงนี้ อย่างไรต้องไม่ใช่เชื้อจาง ๆ แน่

            อย่างน้อยต้องเป็นการสืบโดยตรง! ฤๅว่าลูกหวังไม่ใช่ลูกของเอ็ง!”

             

            “เคราดกหน้าคล้ายเยี่ยงนี้! ไม่ใช่ลูกของฉันสิแปลกเจ้าคุณพ่อ!”

            ท่านเจ้าเมืองนพบุรีลูบหน้าของตัวเองพร้อมกับกระตุกเคราของตนเองเบา ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เจ้าเพื่อนหน้าขนของผม

            ราวกับกำลังบอกว่า 'แบบนี้ยังไม่ชัดอีกฤๅ'

             

            ไม่ใช่แค่คนบนอัฒจันทร์ที่แตกตื่น..

            เพราะแม้แต่มี่หวังเองก็ดูจะเสียศูนย์ชั่วขณะ

            ในตอนที่เขากำลังตรึงจิตเรียกอาวุธกลับมา เจ้าตัวคงไม่ทันได้เตรียมใจรับมือกับปราณอัคคีบ้าคลั่งของซุนโหวหวังแน่ ๆ

             

            เสียง ผัวะ! ดังลั่นราวอสนีฟาด เมื่อกระบองเหล็กของโหวหวังจมลึกลงไปกลางสนาม

            แค่จังหวะนั้น ผมรู้เลยว่าเรื่องใหญ่แน่นอน

            และก็ใช่..

            เพลิงขาวที่เรียกกันว่าเปลวนิพพาน ผลุดขึ้นมาจากพื้นสนามราวกับมีพิธีบูชาซาตาน

            เปลวไฟมันไม่ใช่แค่ลุก แต่เหมือนมันชูคอลุกขึ้นมาเหมือนงูไฟแล้วกระโจนตามร่างของมี่หวังที่วิ่งไปมา

             

            มี่หวังพยายามหลบกระบองที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ซึ่งโหวหวังซ่อนเอาไว้เหมือนวางกับระเบิดทั่วสนาม

            จุดที่มันจะพุ่งขึ้นมานั้นเดาได้จากแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า แต่ทุกครั้งที่มันพุ่งขึ้นมา มันจะทิ้งเปลวนิพพานไว้เป็นหย่อม ๆ ประหนึ่งวางหมากล้อมไว้เผาศัตรูให้ไหม้แทน

            แน่นอน..

            มี่หวังพยายามใช้ปราณวารีต้าน แต่นั่นมันกลับไม่ช่วยอะไรเลย..

            เพราะถ้าคิดจะดับเปลวนิพพานด้วยธาตุน้ำธรรมดา มันก็ไม่ต่างอะไรกับพยายามดับไฟนรกด้วยน้ำประปา

            พื้นสนามที่เคยขาวสะอาด ค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีขาวร้อนระอุฉาบเป็นแผ่นเดียวกัน

            มี่หวังเริ่มไม่มีพื้นที่ให้เหยียบ เขาลองซัดอาวุธใส่โหวหวัง แต่กระบองเจ้ากรรมก็กลับมาปกป้องเจ้านายมันราวกับหมารักเจ้าของ

            แต่สิ่งที่ทำให้ผมยอมรับในตัวมี่หวังก็คือหมอนั่นไม่สะท้านสักนิด..

            ท่าทางเขาจะไม่คิดสู้ตรง ๆ แต่ใช้แผนล่อให้โหวหวังใช้พลังปราณมากที่สุด พอหมดแรง เปลวนิพพานก็จะดับไปเอง

             

            แน่นอน..

            คนอย่างโหวหวังไม่ได้หลงกลง่าย ๆ เจ้าหมอนั่นค่อย ๆ ต้อนอีกฝ่ายราวกับขุนศึกลากศัตรูเข้ากับดัก

            และเมื่อเห็นว่ามี่หวังเริ่มหมดพื้นที่ให้วิ่ง..!

             

            ปึ้ง!

             

            โหวหวังก็ได้ปลดวิชาของตัวเอง เปลวนิพพานในสนามประลองก็ได้มอดลงในพริบตา

            และในตอนนั้นเอง..

            เจ้าหน้าขนก็เข้าไปประชิดอีกฝ่ายได้เรียบร้อยแล้ว

             

            มือซ้ายของโหวหวังคว้าปากของมี่หวังไว้แน่นพร้อมออกแรงง้างปากของอีกฝ่ายให้อ้าออก

            ส่วนมือขวา..

            โหวหวังก็ได้ทำตามแผนที่ผมเป็นคนคิด

            ยัดของบางสิ่งเข้าไปในปากของมี่หวัง ก่อนที่ฝ่ามือเดียวกันจะกดลงตรงลำคอ บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามกลืนของบางอย่างลงไป

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน