บทที่62 เผชิญวิกฤติใหญ่
ที่เมืองหลวงทางตอนใต้ เส้าเทียนในตอนนี้กำลังติดปัญหาอยู่กับปริศนาของสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมันก็ยังมิทราบว่าคือที่ใดส่วนทางด้านตอนเหนือของเมืองหลวง ฮุ่ยจวินก็กำลังเร่งเดินทางเพื่อมายังจุดนัดหมายของเหล่าผู้กล้าอย่างรวดเร็ววันนี้นับว่าเป็นวันที่ถึงกำหนดการของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่แห่งฝั่งตะวันตกที่นัดหมายแล้วหากช้าเพียงก้าวเดียว พวกมันก็อาจจะคาดจากขบวนผู้กล้าเหล่านั้นไป
ด้านปู้ชิงเถาที่อยู่ใกล้กับจุดนัดหมายอยู่แล้วจึงไม่มีความเร่งรีบเหมือนกับใครมันเพียงเก็บซ่อนตัวจากหูตาของเหล่าขอทานพรรคเอกยาจกอย่างระแวดระวังเท่านั้น พอถึงคราววันนัดชุมนุมมาถึงมันก็รีบที่จะออกไปอย่างทันที ขอเพียงไปถึงที่จุดนัดหมายร่วมกับเหล่าผู้กล้าได้ ขอทานจากพรรคเอกยาจกก็คงจะมิกล้ามาตอแยมันในช่วงเวลาหนึ่งหนทางสู่แม่น้ำร้อยลี้ของมันก็จะสะดวกขึ้น
ปู้ชิงเถาอาศัยการเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอยที่ผู้คนคับคั่งเพราะเมื่อมีคนที่มากหน้าหลายตา มันจะได้ดูกลมกลืนมิโดดเด่นเหมือนซอยที่ไร้ผู้คน และอีกอย่างหนึ่งหากมันเป็นผู้ไล่ล่าเสียเองมันก็คงเลือกที่จะส่งคนไปตามจุดซอกซอยต่างๆ เพื่อจับตาหาผู้ที่ต้องสงสัย เช่นนั้นการเดินทางในที่ปลอดคนนั่นจึงจะยิ่งเป็นจุดเด่นแลอันตรายนัก
ซึ่งก็เป็นดั่งที่มันคาด ระหว่างทางมีกลุ่มขอทานนั่งเรียงรายขอเศษอาหารจำนวนไม่น้อยส่วนหนึ่งเป็นขอทานเจ้าถิ่นทั่วไป แต่อีกบางส่วนที่ปะปนอยู่ปู้ชิงเถาได้สังเกตุเห็นสัญลักษณ์ของพรรคเอกยาจกที่อยู่บนตัวของพวกมันขอทานจากพรรคเอกยาจกนี้คอยสอดส่องมิสนใจอาหารที่ถูกวางลงตรงหน้าแม้เพียงนิด แต่ด้วยคนที่มากมายเบียดเสียดพวกมันก็ยากจะมองเห็นหรือแยกแยะคนที่ตามหาได้ ปู้ชิงเถาจึงอาศัยจังหวะนี้ก้าวเดินหลบสายตาไปกับกลุ่มคนทำตัวอย่างเป็นปกติมากที่สุดก้าวผ่านเส้นทางที่เหล่าขอทานจับตาอย่างง่ายดาย
เดินจนจะบรรลุถึงลานศิลาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดนัดหมายลานศิลานี้คล้ายเป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีหรือกิจกรรมต่างๆ ภายในเมือง เป็นลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยตัวอาคารขนาดใหญ่เรียงรายทางที่จะมุ่งเข้าสู่ลานศิลาดังกล่าวจึงมีอยู่เพียงทางเดียว
ซึ่งหากผ่านทางนี้เข้าสู่ลานศิลาได้ มันก็จะรอดพ้นจากเหล่าขอทานพรรคเอกยาจกทันที
ปู้ชิงเถาก็ยังมิได้เร่งรีบมุ่งผ่านเส้นทางเข้าสู่ลานศิลาโดยทันทีมันหันซ้ายแลขวาดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครจับตา และรอจนมีเหล่าผู้กล้าหลายผู้ตบเท้าเข้าไปมันก็ค่อยทำทีไปสร้างความรู้จักแลอาศัยจังหวะนี้แฝงตัวไปกับกลุ่มผู้กล้าทั้งปฐพีเพื่อเข้าสู่ลานศิลาไป
แต่ขายังมิทันได้เหยียบย่างผ่านช่องทางเพียงหนึ่งเดียวสู่ลานศิลาบุรุษชราหลังงองุ้มที่เดินอย่างเนิบช้าพร้อมกับไม้เท้าค้ำพื้นก็มาหยุดที่ตรงหน้า ท่าทางภายนอกของบุรุษชราดูมิต่างจากขอทานผู้อมโรคคนหนึ่งชุดคลุมที่ปะชุนจนไม่เหลือที่ว่างให้ปะชุนได้อีก ท่าทางที่งกๆ เงิ่นๆ ราวคนที่ชราภาพมากแล้วมันผู้นี้ก็คือบุรุษชราที่ฮุ่ยจวินเคยพบเมื่อแรกเหยียบย่างสู่เมืองหลวงนั่นเอง
ตอนนั้นฮุ่ยจวินพอเห็นบุรุษชราก็รู้สึกราวกับเผชิญหินผาที่สูงตระหง่านและรู้สึกว่าบุรุษชราผู้นี้เป็นผู้ที่มิควรพบเจอเป็นที่สุด
ความรู้สึกบอกฮุ่ยจวินเช่นนั้น และตอนนี้ปู้ชิงเถาเองก็กำลังบังเกิดความคิดที่ยุ่งยากมากกว่าตอนที่ฮุ่ยจวินประสบ
บุรุษชราผู้นี้ก็เป็นคนที่ปู้ชิงเถามิต้องการเจอเป็นที่สุดในตอนนี้เช่นเดียวกันและก็ยังเป็นคนที่ปู้ชิงเถาโกรธแค้นมากที่สุดด้วย
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ บุรุษชราผู้นี้เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของบิดามัน
บุรุษชราผู้นี้ก็คือ ประมุขพรรคเอกยาจกคนปัจจุบัน!
“เจิ้งกวน!”
ปู้ชิงเถากัดฟันกำหมัดแน่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจอย่างไม่คิดฝัน
บุรุษชราหลังงองุ้มหรือก็คือประมุขพรรคเอกยาจกคนปัจจุบันนามเจิ้งกวนมันแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายมองไปที่ปู้ชิงเถา
“เจ้าคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอข้าที่นี่”
บุรุษชราก้าวเดินเข้าหาปู้ชิงเถาอย่างเนิบช้าพร้อมกล่าวต่อ
“คิดว่าข้ารู้ไม่ทันความคิดของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าหรือคงคิดอาศัยร่วมวงไปกับคนของเจ็ดพรรคใหญ่เพื่อมิให้ข้ากล้าตามไปตอแยสินะ และก็คงหวังควานพบวาสนาที่จะส่งเสริมตนให้พอรับมือกับข้าได้นับเป็นความคิดที่ดี แต่ทว่านั่นกลับช้ากว่าความคิดข้าก้าวหนึ่ง”
บุรุษชราตรงหน้าดูราวกับคนชราที่ใกล้จะพิการมากแล้วทว่ากลิ่นอายบางอย่างที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวของมันได้ทำให้เหล่าผู้กล้าที่ผ่านไปมารู้สึกว่าต้องหลบเลี่ยงเช่นนั้นบริเวณหนทางที่จะทอดสู่ลานศิลาจึงมีเพียงปู้ชิงเถาและเจิ้งกวนยืนประจันหน้ากันอยู่
แม้มีความแค้น แต่ปู้ชิงเถารู้ตนดีว่ามันยังมิใช่คู่มือของบุรุษชราเจ้าเล่ห์แลชั่วร้ายผู้นี้เช่นนั้นถึงความแค้นจะเดือดพล่านจนคนอยากกระโจนออกไป มันก็ต้องสะกดข่มและคิดหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากประมุขพรรคเอกยาจกคนปัจจุบันผู้นี้
เจิ้งกวนคล้ายรู้ทันความคิดของชายหนุ่มมันจึงกล่าวต่อ
“ไม่ว่าเจ้าจะคิดหาหนทางใดเพื่อผ่านเข้าสู่ลานศิลานั่นล้วนเปล่าประโยชน์ เพราะสิ่งเดียวที่จะผ่านข้าไปได้มีเพียงวิญญาณอันไร้ร่างเท่านั้น”
สิ้นคำของบุรุษชรา สองฟากฝั่งรายทางปู้ชิงเถาก็เหลือบเห็นเหล่าขอทานต่างยืนหลบตามซอกมุมต่างๆมากมาย ปิดทางหนีทีไล่ของมันจนสิ้น อีกทั้งเหล่าขอทานก็มิได้แสดงตัวเอิกเกริกจนสร้างเป็นเรื่องใหญ่โตไม่กระตุกความสนใจแก่ฝ่ายใด นับว่าเหล่าขอทานจากพรรคเอกยาจกวางแผนและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยมการทำให้เหมือนจอมยุทธ์ทะเลาะกันเพียงหนึ่งต่อหนึ่งเช่นนี้ นับเป็นเรื่องปกติที่หาได้ทั่วไปในยุทธภพทางการหรือค่ายพรรคอื่นมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือสอดมืออันใด
ประกายตาที่แย้มยิ้มของเจิ้งกวนฉายแววอันเย็นเยียบ
“หลานชิงเถา วันนี้คือวันที่เจ้าจะต้องไปทดแทนคุณบิดาที่ปรโลกแล้ว”
ไม้เท้าที่ค้ำอยู่บนพื้นค่อยๆ ยกชี้ขึ้นกลางอากาศตรงหน้าของบุรุษชราพลังปาฏิหาริย์ในมหาวิถีวจนะยุทธ์พวยพุ่งที่ปลายไม้เท้าจนบังเกิดภาพสีเทาคล้ายอสรพิษพันเกี่ยว
อานุภาพแห่งมหาวิถีวจนะยุทธ์นี้ มิได้แกร่งกร้าวทรงอานุภาพเฉกเช่นของเหล่าจอมยุทธ์ชั้นกลางหรือชั้นสูงมันยังคงเป็นพลังของจอมยุทธ์ในระดับชั้นต่ำที่พานพบได้ทั่วไปในสายมหาวิถีวจนะ แต่เพียงจอมยุทธ์ชั้นต่ำในมหาวิถีวจนะนี้เมื่อเทียบกับจอมยุทธ์สามัญแล้วก็ดูจะมีเปรียบมากกว่า และที่สำคัญบุรุษชรามันก็มีพลังลมปราณในสายสามัญมิได้อ่อนด้อย
“หากหยิบกระบี่ในมือสังหารตนเอง เจ้าจะมิต้องทนทุกข์ทรมานนี่คือความเมตตาจากข้าแล้ว"
เสียงอันเย็นเยียบกดข่มจนร่างของปู้ชิงเถาเย็นเฉียบสถานการณ์ตอนนี้เป็นตายมิเท่าเทียม มันยืนอยู่บนเส้นทางแห่งความตายมากกว่ารอด เมื่อเผชิญหน้ากับเจิ้งกวนอย่างมิทันตั้งตัวโอกาสของมันก็ได้ริบหรี่จนถึงที่สุดแล้ว
มือของมันจึงแตะลงที่กระบี่ข้างกาย กระบี่ทั่วไปที่มิได้มีรังสีแห่งกระบี่ชั้นเลิศอันใดได้ถูกชักออกปลายกระบี่ถูกวกมาที่ร่างของตน บุรุษชราก็ผงกศีรษะ
“นั่นคือการตัดสินใจที่ดี"
ปู้ชิงเถากลับทอประกายตาอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมตอบว่า
“ตัวข้านั้นได้ตัดสินใจอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่ต้น"
ปลายกระบี่ที่ชี้เข้าหาตัวกลับถูกตวัดฟันออกในท่วงท่าที่พิศดารตัวกระบี่คล้ายจะจู่โจมไปอีกที่ ทว่าวิถีแห่งพลังลมปราณและประกายคมกระบี่กลับฟันออกไปอีกข้างนำพาพลังแลวิถีแห่งคมดาบที่ซับซ้อนยากจับทางมุ่งจู่โจมออกไป นี่ก็คือเคล็ดวิชาท่องไพศาลกระบวนท่าที่สอง
“กระบี่พลิกผันวสันต์ย้อนหวน”
ประกายกระบี่และพลังลมปราณราวกับหยาดพิรุณที่เคลื่อนผ่านไปข้างหน้าแต่ถูกสายลมพัดหวนมันจึงวกวนคืนกลับยากจับทาง ตัวกระบี่พุ่งไปซ้ายปลายกระบี่กลับทิ่มแทงขวา ตัวกระบี่ไปเบื้องหหน้าเงาลมปราณอันคมกริบกลับทะลวงมาที่เบื้องหลัง บีบให้เจิ้งกวนมิทันตั้งตัว อสรพิษสีเทาที่เลื้อยบนไม้เท้ายังมิทันถูกปลดปล่อยสมาธิของมันก็ถูกก่อกวนไปแล้ว ปู้ชิงเถาชิงลงมืออย่างเหนือความคาดหมาย กระบวนท่าก็เฉียบคมฉับไวเกินกว่าที่เจิ้งกวนจะจินตนาการได้บุรุษชรามันไม่คิดว่าผ่านไปเพียงไม่นาน กระบวนเคล็ดวิชาของปู้ชิงเถากลับว่องไว แยบคายแลร้ายกาจได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ช่วงที่บุรุษชรากำลังรู้สึกแปลกใจ ปู้ชิงเถาก็มิปิดโอกาสมันชิงอาศัยจังหวะที่ตนรุกไล่อย่างได้เปรียบ เตะเท้าออกไปเบื้องหน้าคล้ายจู่โจมใส่ตำแหน่งสำคัญของบุรุษชราทว่าลูกเตะนั้นกลับเป็นท่าล่อหลอก จุดประสงค์ที่มันเตะเท้าออกคือจะใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาต่างหาก!
ร่างของปู้ชิงเถาจึงวูบไหวผ่านร่างของเจิ้งกวนปากประตูสู่ลานศิลาอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ ซึ่งปลายนิ้วของชายหนุ่มกำลังจะเอื้อมถึงขาของมันก็พลันรู้สึกถึงแรงยึดเหนี่ยวที่รุนแรง เป็นพลังแห่งวิถีวจนะยุทธ์รูปงูสีเทาที่พันขามันไว้อยู่
เจิ้งกวนหัวเราะลั่น
“อย่าคิดว่าจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ หนีข้าพ้น!”
เป็นปู้ชิงเถาที่เบิกตาอย่างแตกตื่น
“ตั้งแต่เมื่อไหร่"
มิใช่เพียงปู้ชิงเถาเท่านั้นที่จะพัฒนาฝีมือขึ้นได้เจิ้งกวนเองมันก็พัฒนาพลังฝีมือของตนไม่หยุดหย่อนเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้กระบวนท่าของปู้ชิงเถาจะพิสดารฉับไวกว่าเดิมแต่ท้ายที่สุดบุรุษชราก็ติดตามได้ทัน ชายหนุ่มจึงมิอาจรอดพ้นสายตาของเจิ้งกวนไปได้ทั้งหมดซึ่งตอนที่ขาของชายหนุ่มเตะออกมาหวังเป็นจุดดึงความสนใจและเพื่อเป็นตัวหลอกล่อจู่โจมทั้งที่จริงเพียงสร้างโอกาสหลบหนีจังหวะดังกล่างนั้นเจิ้งกวนมันก็ได้ปลดปล่อยพลังอสรพิษสีเทาพันเกี่ยวที่ข้อเท้าของปู้ชิงเถาไว้แล้ว
เช่นนั้นมิว่าฝีเท้าของปู้ชิงเถาจะรวดเร็วและต่อเนื่องเพียงใดมันก็มิอาจสลัดหลุดจากเงื้อมมือของบุรุษชรา!
“ข้าเตือนแล้วว่าสิ่งที่จะผ่านได้มีเพียงวิญญาณเท่านั้น!”
เสียงคำรามของบุรุษชรามาพร้อมกับการเหวี่ยงฟาดเส้นสายพลังที่ดูราวกับอสรพิษให้ลอยละลิ่วคืนกลับหลังร่างของปู้ชิงเถาที่ถูกพันธนาการจึงลอยเคว้งไปตามแรงเหวี่ยงอัดกระแทกเข้ากับผนังอาคารอีกฟากจนพังโครมลงมาสร้างความแตกตื่นแก่ผู้สัญจรผ่านมิน้อย
แล้วอสรพิษเทาหม่นนี้ก็ขยายขนาดเทียบเท่าลำตัวคนมันเลื้อยบนร่างของปู้ชิงเถา พร้อมกับรัดเกี่ยวอย่างรุนแรงแลแน่นหนาราวกับอสรพิษที่กำลังจะรัดเหยื่อให้ตายก่อนกินเป็นอาหารก็ปาน!
เสียงกร็อบของกระดูกที่เคลื่อนหลุดจากตำแหน่งจึงดังขึ้นความเจ็บปวดส่งให้ปู้ชิงเถาต้องครวญครางออกมา ร่างกายของมันถูกรัดแน่นจนกระดูกแทบแหลกละเอียดยิ่งปลดปล่อยพลังลมปราณสามัญเข้าต่อต้าน พลังการรัดยิ่งแรงขึ้นจนชายหนุ่มกระอักโลหิตอากาศก็ร่อยหลอจนไม่เพียงพอให้หายใจ ความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านยากรับไหว นี่ก็คือวิชายุทธ์อสรพิษเขมือบ อันเป็นเคล็ดวิชาในมหาวิถีวจนะยุทธ์ของเจิ้งกวน!
เจิ้งกวนแสยะยิ้ม
“ข้าอุตส่าห์เมตตาเสนอความตายดีๆ ให้แล้วในเมื่อเจ้าดื้อรั้นเอง เช่นนั้นก็จงพานพบกับความทรมานที่เจ้าจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต!"
กล่าวจบ บุรุษชรามันก็กระดิกปลายไม้เท้ากลางอากาศหนึ่งคราพลังรูปอสรพิษสีเทาก็อ้าปากส่งคมเขี้ยวอันแหลมคมเขมือบที่หัวไหล่ของปู้ชิงเถาทันทีโลหิตสดๆ จึงพุ่งกระจายพร่าพรม ความเจ็บปวดที่ยิ่งกว่าถูกพิษซึ่งใช้ควบคุมพยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกก็พลันกำจายไปทั่วร่างในทันใด!
อ๊ากกก!!!!!