การพบกันในรอบหลายปี
หลินเฉินหันมองไป ทันใดนั้น เขาก็ได้มองเห็นว่าเจ้าของร่างที่พุ่งเข้ามานั้นเป็นใคร
แม้จะผ่านมาหลายปี เขาก็ยังคงจำเธอได้ เธอไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเฟิ่งซูหาน!
ดวงตาของหลินเฉินสั่นไหวระลอกหนึ่ง เมื่อมองไปที่เธอ ขณะเดียวกัน เขาได้พึมพำออกมาอย่างคาดไม่ถึง “คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นผู้ฝึกตน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับราชาดวงดาวขั้นต้น”
ด้วยอายุที่ยังน้อยของเธอ เพียงพอที่จะบอกได้ว่าเธอเป็นอัจฉริยะในโลกใบนี้คนหนึ่ง ในเรื่องนี้ หลินเฉินจะไม่ยอมรับไม่ได้
เฟิ่งซูหานที่เข้าใกล้จุดที่หลินเฉินยืนอยู่มากขึ้น พลันมองเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่เป็นใคร ดวงตาคู่สวยต้องเบิกกว้างขึ้นมา ร่างกายที่สมบูรณ์แบบสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“ละ...หลินเฉิน!” เธอไม่สามารถระงับเสียงร้องที่สั่นเครือของเธอได้
เธอไหนเลยคาดคิดว่า วันนี้เธอจะได้พบหลินเฉิน หลังจากที่ไม่ได้พบมาหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นผู้ฝึกตน ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากด้วย
ด้วยการที่เขายืนอยู่บนอากาศ ชัดเจนว่าเขาเลยผ่านระดับท่องนภามาแล้วอย่างแน่นอน
“ระดับเทพสวรรค์ขั้นปลาย!” เฟิ่งซูหานตกใจหนัก เมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของหลินเฉิน ที่เทียบเท่ากับระดับเทพสวรรค์ขั้นปลาย
เฟิ่งซูหานพยายามที่จะสงบสติอารณ์ของตัวเองลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่เธอมาหยุดลงไม่ไกลจากหลินเฉิน
ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาในเวลานี้คือราวสิบก้าวเพียงเท่านั้น
หลินเฉินมองไปที่เธอ ขณะเดียวกัน เธอก็มองไปที่เขา มองกันอยู่แบบนี้ โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
แต่สุดท้าย หลินเฉินก็เปิดปาก เพื่อทำลายความเงียบ “เฟิ่งซูหาน ไม่ได้พบกันนาน”
ได้ยินเสียงที่แตกต่างไปจากเดิมในความทรงจำ เสียงของเขาฟังดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เฟิ่งซูหานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพูดตอบ
“ไม่ได้เจอกันนานมากจริงๆ คงสิบกว่าปีได้แล้ว”
“นั่นสินะ” หลินเฉินไม่รู้จะพูดอะไรอีก บอกตามตรงว่าเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเฟิ่งซูหานดี
เกี่ยวกับความรักที่เธอมีให้เขา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ เรื่องนี้มันทำให้เขาลำบากใจ เขาไม่อาจตอบรับความรู้สึกของเธอได้ เพราะเขามีมู่อิงเสวี่ยภรรยาของเขาอยู่แล้ว
เห็นหลินเฉินเงียบ เฟิ่งซูหานพลันหันมองไปที่คฤหาสน์ตระกูลมู่ที่เป็นรูขนาดใหญ่จากข้างในขึ้นมา
เธอลองกวาดผ่านจิตสัมผัสลงไป ใบหน้าทันใดนั้นก็เปลี่ยนไป เธอพบว่าที่ห้องโถงห้องหนึ่งในคฤหาสน์มีคนตายหลายคนมาก
นอกจากนี้เธอยังสัมผัสได้อีกว่ามีผู้ฝึกตนระดับราชาดวงดาวถึงสองคนถูกฆ่าตายไป เรื่องนี้ส่งผลให้ร่างกายของเฟิ่งซูหานสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
แม้ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครมาบอกเธอ เธอก็รู้ได้ไม่ยากว่าคนที่ลงมือนั้น ต้องเป็นหลินเฉินแน่ เพราะที่นี่มีเพียงเขาที่ยืนอยู่ ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของมู่อิงเสวี่ย สิ่งที่เขาทำลงไป คงจะหนีไม่พ้นระบายความโกรธออกมาอย่างแน่นอน
สาเหตุที่เธอมาที่นี่ เป็นที่ชัดเจนว่าสัมผัสได้ถึงการระเบิดพลังออกมาของผู้ฝึกตนระดับราชาดวงดาว และคาดว่าผู้ฝึกตนคนนั้นคงจะถูกหลินเฉินฆ่าไปแล้ว
“นายเป็นผู้ฝึกตน?” เฟิ่งซูหานพลันหันกลับมามองหลินเฉินอีกครั้งแล้วถาม
“ใช่” หลินเฉินไม่มีใดให้ปิดบัง เพราะถึงเขาปิดบังไป เธอก็รู้อยู่แล้ว อย่างนั้น จะปิดบังไปเพื่ออะไร
“เธอเองก็ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากด้วย”
“อาจจะไม่เท่านาย” เฟิ่งซูหานส่ายหน้าไปมาด้วยอารมณ์ความรู้สึก แม้เป็นเธอ เธอก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถฆ่าผู้ฝึกตนระดับราชาดวงดาวขั้นต้นสองคนได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน
‘บางทีหลินเฉินคงจะปกปิดพื้นฐานฝึกตนที่แท้จริงเอาไว้’ เธอคิดในใจ และไม่คิดอีกต่อไปว่ากลิ่นอายที่เธอสัมผัสได้จากเขานั้น เป็นของจริง
หลินเฉินไม่ได้พูดอะไรออกมา ซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับ อาจจะจริงที่ว่าเฟิ่งซูหานเป็นผู้ฝึกตนระดับราชาดวงดาวขั้นต้น แต่แม้เธอทุ่มสุดตัวออกมา เกรงว่าจะเป็นการยากที่จะเอาชนะเขาได้
หลินเฉินมองเฟิ่งซูหานสักพัก ก่อนที่จะคิดบางเรื่องขึ้นมาได้ ต้องเอ่ยปากออกมา “ถ้าเธอไม่ว่าอะไร ฉันมีเรื่องจะให้ช่วย”
เฟิ่งซูหานนิ่งเงียบไปสักพัก ก็พยักหน้า “ว่ามาเถอะ ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันพอจะช่วยได้ ฉันยินดีที่จะช่วยนาย”
“ช่วยฉันทำให้ตระกูลมู่หายไปจากปักกิ่ง!” หลินเฉินพูด น้ำเสียงค่อนข้างจะจริงจัง
ถึงเขาจะจัดการกับมู่อู่โหว มู่อี่กง และมู่อินกวงไปแล้ว รวมไปถึงคนระดับสูงก็ตายไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่วางใจเท่าไหร่นัก จึงต้องขอให้เฟิ่งซูหานช่วย
ใบหน้าของเฟิ่งซูหานเปลี่ยนไป เธอคิดไม่ถึงว่าเขาจะขอให้ช่วยเรื่องนี้ เธอลังเลสักพัก ก่อนตอบ “ฉันไม่รับปาก แต่ฉันจะทำเท่าที่ทำได้”
“ขอบคุณมาก” หลินเฉินขอบคุณเธอ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อน ถ้ามีโอกาส พวกเราคงได้พบกันอีก”
จากคำพูดนี้ของหลินเฉิน ชัดเจนว่าเขาเตรียมที่จะไปแล้ว
เฟิ่งซูหานยังอยากที่จะพูดคุยกับเขาต่อ ปากเปิดขึ้น แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี สุดท้ายเธอถอนหายใจ พยักหน้า “อืม ถ้ามีโอกาส ไว้พบกันอีก”
หลินเฉินไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหมุนตัวจากไป พุ่งทะยานไปยังทิศทางหนึ่ง พริบตาเดียว ก็หายลับไปที่เส้นขอบฟ้า
เฟิ่งซูหานมองตามหลังเขาไป จนเขาหายลับไปจากสายตา “หลินเฉินดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีโอกาสแล้ว”
เธอถอนหายใจ นับตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนและมาที่นี่เพื่อพาตัวมู่อิงเสวี่ยไป เธอคงไม่มีโอกาสได้เข้าหาเขาอีกแล้ว
เฟิ่งซูหานยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเนิ่นนานพักใหญ่ ก็ส่ายหน้าไปมา เดินทางกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฟิ่ง
หลังจากที่เฟิ่งซูหานจากไปสักพัก คนสามคนพุ่งมาจากสามทิศทาง ได้มาหยุดที่เหนือคฤหาสน์ตระกูลมู่
พวกเขาทั้งสามคน ล้วนแล้วแต่เป็นชายชราที่แก่จนใกล้ที่จะลงโรง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลมู่?” ชายชราคนแรกพูดขึ้น เขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ของตระกูลถัง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง มีชื่อว่าถังหงจ้าน
“ใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ ตระกูลมู่จบแล้ว และตระกูลชิงก็น่าจะจบแล้วเช่นกัน” ชายชราคนที่สองพูด เขาเองก็เป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ขั้นปลาย เพียงแต่ไม่ใช่ของตระกูลถัง หากแต่เป็นตระกูลหลง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของปักกิ่งเช่นกัน มีชื่อว่าหลงถูสิง
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ข้าสัมผัสได้ว่าชิงปู้เถียนถูกฆ่าตาย มู่อู่โหวที่เหยียบเท้าเข้าไปในระดับราชาดวงดาวขั้นต้นเองก็ด้วย!” ชายชราคนสุดท้ายพูด เขาก็คือกู่เส้าฟงจากสำนักงานใหญ่กรมความมั่นคงแผ่นดิน
“น่าเสียดายที่พวกเรามาช้าไป หากมาเร็วกว่านี้ คงจะได้รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ถังหงจ้านถอนหายใจออกมา “แต่ก็น่าเศร้าที่ตระกูลใหญ่ในปักกิ่งจะหายไปถึงสองตระกูล”
“เรื่องนี้มันก็ช่วยไม่ได้ นี่เป็นเรื่องปกติ หากต้นไม้ใหญ่ล้มลง ก็ไม่มีคนคอยค้ำตระกูลอีกต่อไป” หลงถูสิงพูด เขากำลังคิดที่จะฮุบกลืนตระกูลชิงและตระกูลมู่ เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตระกูลหลงของตัวเอง
“แยกย้ายเถอะ” กู่เส้าฟงพูด เขาเองก็มีความคิดแบบเดียวกันกับหลงถูสิง อีกสองคนไม่ได้พูดอะไรอีก ต่างพากันแยกย้ายจากไป
จบบทมี่ 119