ในขณะที่กำลังนั่งรถม้าไปยังเมืองฝนพิรุณ หยวนิเย่ก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ในตอนนี้หยวนิเย่กำลังคิดว่า ภายในอาณาจักรแสงจันทร์หรือทวีปหมอก์ มีกองกำลังร้ายไหนบ้างที่แข็งแกร่งและเป็ภัยสำหรับเขา
ไม่นานเขาก็คิดออกนั้นคือกองกำลังที่ชื่อว่าลัทธิมารสีชาด
ลัทธิมารสีชาดเป็กองกำลังที่ชั่วร้าย พวกมันฝึกฝนวิถีมารโดยการใช้ผู้อื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ตอนนี้พวกมันกำลังรอคอยโอกาสเพื่อที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ถูกผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกตนทั่วทวีปหมอก์ช่วยกันทำลาย
“ ถ้าหากข้าจำไม่ผิดภายในตำหนักอ๋องกุ่นก็มีคนของลัทธิมารสีชาดอยู่เหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าโลกใบนี้กับภายในนิยายจะเหมือนกันไหมหรืออาจจะมีบางอย่างที่เปลื่ยนไปจากเดิม ” หยวนิเย่ถอนหายใจ เพราะเขาต้องทำความเข้าใจกับโลกใบนี้ให้ได้ก่อน
ทวีปหมอก์เป็ทวีปขนาดเล็กภายในนิยายตำนานเทพโอสถ ซึ่งทวีปแห่งนี้จะประกอบไปด้วยเจ็ดอาณาจักรด้วยกันได้แก่อาณาจักรแสงจันทร์ อาณาจักรร้อยพฤกษา อาณาจักรหยก์ อาณาจักรเพลิงราตรี อาณาจักรวายุนิรันดร์ อาณาจักรนภาลี้ลับ อาณาจักรสายธารมายา
เจ็ดอาณาจักรนี้มีความแข็งแกร่งที่ใกล้เคียงกัน แต่อาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดก็คืออาณาจักรเพลิงราตรี ส่วนอาณาจักรที่อ่อนแอที่สุดก็คืออาณาจักรแสงจันทร์
ทั้งเจ็ดอาณาจักรนี้ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ฮั่วแห่งทวีปเพลิงราตรี ซึ่งราชวงศ์ฮั่วนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังอย่างยิ่ง พวกเขามีตัวตนในระดับขอบเขต์เป็จำนวนมาก
‘ ทางที่ดีข้าควรไปอยู่ที่เมืองหลวงกุ่นก่อนจากนั้นค่อยส่งลุงจวินหยางไปตรวจสอบที่เมืองทะเลสาบเพื่อดูว่าที่ตระกูลเสวียนมีอยู่หรือไม่ ’ หยวนิเย่ครุ่นคิด
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
ตอนนี้หยวนิเย่กำลังอยู่ในป่าใกล้กับเมืองฝนพิรุณ ในขณะที่พวกเขากำลังพักกินข้าวเที่ยงกันอยู่
จู่ๆทั้งสามก็หยุดชะงักและมองดูรอบๆทันที
“ ดูเหมือนว่าจะมีแขกมาเยือนพวกเราแล้วสินะ ” หยวนเฉิงกล่าวเสียงเรียบ
“ ปู่อยู่เฉยๆก็ได้เดี๋ยวให้ลุงจวินหยางเป็คนจัดการ ” หยวนิเย่กล่าว เนื่องจากแขกผู้มาเยือนนั้นกำลังล้อมรอบพวกเขาอยู่ นอกจากนี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ เพราะฉะนั้นคงไม่เป็ปัญหาสำหรับอู๋จวินหยางแม้แต่นิดเดียว
“ ไม่เป็ไรปู่จะเป็คนไปจัดการเอง อีกอย่างปู่ก็ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าหากจะเดินบนเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์แบบนี้ ” หยวนเฉิงส่ายหน้าพร้อมกับลุกขึ้นยืน
หยวนิเย่ก็ได้แต่ยอมรับ เพราะถึงอย่างไรถ้าหากเลือกเดินบนเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์แล้วพวกเขาจะต้องมือเปื้อนเื
“ เข้าใจแล้วท่านปู่ เช่นนั้นให้ลุงจวินหยางไปด้วยแล้วกัน ” หยวนิเย่กล่าว แม้ว่าปู่ของเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับเซียนยุทธ์แต่นี้มันก็ครั้งแรกของการต่อสู้และมันก็เกี่ยวข้องกับความตาย ถ้าหากผิดพลาดนิดเดียวก็อาจจะหมายถึงชีวิต เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะให้ปู่ไปคนเดียว ถ้าหากมีอู๋จวินหยางไปด้วยก็ยังพอรับประกันความปลอดภัยได้
“ ตกลง ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับทันที เขาเองก็เข้าใจว่าหลานของตนเป็ห่วงตนจึงให้อู๋จวินหยางติดตามไปด้วย
หลังจากที่ทั้งสองหายตัวไป ไม่นานพวกเขาก็กลับมา
“ เป็อย่างไรบ้างปู่? ” หยวนิเย่ถามขึ้นพร้อมกับนำน้ำชามาให้
“ มันรู้สึกแย่จริงๆ ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ สำหรับเขาที่เป็หมอที่ช่วยเหลือคน วันนี้กลับต้องปลิดชีพคน มันรู้สึกขัดแย้งมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อเส้นทางข้างหน้าเขาก็ต้องทำ
“ แล้วพอรู้ไหมว่าพวกมันเป็ใคร?” หยวนิเย่ถามด้วยความสงสัย
“ พวกมันเป็เพียงโจรป่าเท่านั้น พวกมันมักจะดักซุ่มโจมตีผู้คนภายในป่าแห่งนี้ เพราะระหว่างเมืองรุ่งอรุณไปยังเมืองฝนพิรุณจำเป็ต้องผ่านป่าแห่งนี้ ทำให้เกิดกลุ่มโจรขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ” อู๋จวินหยางตอบ
หยวนิเย่ขมวดคิ้ว “ แล้วพวกเมืองต่างๆไม่จัดการโจรพวกนี้ล่ะ? ”
“ มันไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่ตาเห็น กลุ่มโจรบางกลุ่มก็มาจากตระกูลใหญ่ของเมืองรุ่งอรุณหรือไม่ก็เมืองฝนพิรุณ พวกเขามันจะทำเื่บางเื่ในสิ่งที่ตระกูลของพวกเขาไม่สามารถทำได้ ” อู๋จวินหยางตอบ
เมื่อได้ยินที่อู๋จวินหยางตอบหยวนิเย่ก็จำได้ทันที ในนิยายเคยบอกไว้เหมือนกันว่ากลุ่มโจรเ่าั้คือคนของกองกำลังต่างๆที่แฝงตัวเพื่อคอยสืบข่าวหรือไม่ก็ออกสังหารกองกำลังของศัตรู แต่ก็มีบางกลุ่มที่เป็โจรจริงๆที่ไม่ใช่คนของกองกำลังต่างๆ
“ อ่อจริงสิ กลุ่มโจรนี้นับว่าร่ำรวยจริงๆ ” หยวนเฉิงก็บอกถึงสมบัติที่อยู่ภายในอุปกรณ์มิติให้กับทั้งสองคนฟัง ไม่ว่าจะเป็สมุนไพริญญาระดับสอง โอสถชนิดต่างๆ รวมไปถึงเงินอีกประมาณสองแสนตำลึงทอง
“ ปู่เอาของเ่าั้ไปก็ได้ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น โดยที่อู๋จวินหยางก็เห็นด้วย
“ ไม่ได้ๆ ของเหล่านี้ต้องแบ่งกัน ” หยวนเฉิงส่ายหน้า ไม่นานของที่อยู่ในอุปกรณ์มิติก็ถูกแบ่งให้เท่าๆกันทั้งสามคน
หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วพวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ
ซึ่งระยะห่างจากเมืองรุ่งอรุณไปยังเมืองฝนพิรุณใช้เวลาประมาณสี่วัน เนื่องจากพวกเขาต้องเดินทางผ่านป่าทำให้ต้องเสียเวลาไปบ้าง
ระหว่างทางพวกเขาก็ต้องพบเจอกับกลุ่มโจรอีกหนึ่งกลุ่มแต่พวกมันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับพวกเขา
เมื่อมาถึงเมืองฝนพิรุณ หยวนิเย่ก็พักผ่อนอยู่ที่นี้สักสองวันก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปยังเมืองบุปผา
เนื่องจากเมืองฝนพิรุณไม่ค่อยมีอะไรน่าเที่ยวจึงทำให้หยวนิเย่อยู่เพียงแค่สองวันเท่านั้น
แต่สำหรับเมืองบุปผา หยวนิเย่รู้มาว่าเป็เมืองที่มีบุปผาเต็มไปหมด ทำให้เป็หนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาแวะเวียนเป็จำนวนมาก
จากเมืองฝนพิรุณไปยังเมืองบุปผาใช้เวลาประมาณสองวัน
การเดินทางเต็มไปด้วยความราบรื่น
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเมืองบุปผา
ที่เมืองบุปผามีผู้คนจำนวนมากกำลังต่อแถวเข้าเมือง โดยที่มีการแบ่งกันสองฝั่งได้แก่ฝั่งที่เดินเท้าเข้าเมืองและฝั่งที่เดินทางด้วยรถม้า
เมืองแห่งนี้สมกับที่ได้ชื่อว่าเมืองบุปผาจริงๆ เพราะรอบๆเมืองเต็มไปด้วยบุปผานาๆนับไม่ถ้วน จากที่หยวนิเย่มองดูก็มีไม่ต่ำกว่าสามสิบชนิดแล้ว นอกจากนี้กลิ่นหอมของบุปผาก็ลอยโชยไปทั่ว
นอกจากนี้หยวนิเย่ก็ััได้ว่าเวลานี้ผู้คนจำนวนมากที่กำลังจะเข้าเมืองบุปผามีผู้ฝึกยุทธ์เป็จำนวนมาก แม้แต่ทางเข้าของรถม้าก็มีรถม้าที่ใช้สัตว์อสูรระดับสามจำนวนมากในการลากรถ เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาจากกองกำลังที่แข็งแกร่งแตกต่างกัน
“ ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นภายในเมืองนะ ” หยวนเฉิงถามออกมาด้วยความสงสัย
หยวนิเย่เองก็มองดูก็พบว่าน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นภายในเมืองจริงๆ
“ เื่นั้นก็ช่างเถอะ แต่ว่าที่นี้เป็สถานที่ที่ไม่เลวเลยจริงๆ ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ นั้นสิปู่ ถ้าหากไม่ต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงกุ่นข้าก็อยากจะอยู่ที่นี้เหมือนกัน ” หยวนิเย่กล่าว นอกจากนี้เขายังััได้ว่าพลังิญญาของที่นี้หนาแน่นกว่าที่หมู่บ้านฟ้าครามสองถึงสามเท่า
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่เมืองบุปผาจะเป็เมืองขนาดกลางที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเมืองหยกศิลาหรือแม้แต่สำนักบัวคราม
เมืองหยกศิลา เมืองรุ่งอรุณ เมืองฝนพิรุณ์ เป็เพียงเมืองขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งเมืองเหล่านี้ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือราชันยุทธ์
แต่สำหรับเมืองขนาดกลาง ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือระดับจักรพรรดิยุทธ์ แม้ว่าจะห่างกันเพียงระดับเดียวแต่มันก็ห่างกันราวผืนฟ้าและปฐี
เมืองบุปผาถูกดูแลโดยเ้าเมืองที่มีนามว่า ฮุ่ยชิวคง เขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ นอกจากนี้ก็ยังมีตระกูลใหญ่อีกสี่ตระกูลด้วยกันได้แก่ตระกูลฮวา ตระกูลหยาง ตระกูลจิ่ว ตระกูลตู้
สี่ตระกูลนี้ต่างก็มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์คอยดูแลอยู่และยังมีตัวตนระดับราชันยุทธ์หลายสิบคนอยู่ในตระกูล
การเข้าเมืองบุปผาก็มีเพียงแค่ขั้นตอนเดียวก็คือการจ่ายเงินเท่านั้น
ไม่นานหลังจากที่เข้ามาในเมืองบุปผา หยวนิเย่ก็พบว่าภายในเมืองเต็มไปด้วยบุปผามากมายนับไม่ถ้วนที่อยู่ตามที่ต่างๆ
หลังจากที่สอบถามข้อมูลของชาวบ้านแล้วพวกหยวนิเย่ก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมบุปผาพลิ้ว
โรงเตี๊ยมบุปผาพลิ้วเป็โรงเตี๊ยมที่หรูหราและใหญ่โตที่สุด ซึ่งผู้ก่อตั้งโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่มีใครรู้ว่าเป็ใครและมาจากไหน แม้แต่หยวนิเย่ก็ไม่รู้เช่นกันเพราะในนิยายไม่ได้มีบอกเอาไว้
ว่ากันว่าเมื่อประมาณสิบปีก่อน จู่ๆโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรดิยุทธ์คนหนึ่ง ไม่มีใครรู้ความเป็มาของคนผู้นั้นและไม่มีใครรู้ด้วยว่าคนๆนั้นเป็ผู้ชายหรือผู้หญิง
กฏของโรงเตี๊ยมบุปผาพลิ้วนั้นเข้มงวดมาก
แน่นอนว่าในตอนแรกก็ไม่มีใครคิดที่จะทำตามกฏของโรงเตี๊ยม สุดท้ายคนเ่าั้ก็ถูกอัดจนหมดสภาพ ซึ่งภายในกลุ่มคนเ่าั้ก็มีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์อยู่ด้วย ทำให้โรงเตี๊ยมแห่งนี้ทรงพลังอย่างยิ่งในสายตาของคนเหล่านี้
เมื่อกลุ่มของหยวนิเย่มาถึงพวกเขาก็ทำการจองห้องพักสามห้องเป็เวลาสิบวัน โดยที่หนึ่งคืนใช้เงินมากถึงสามร้อยตำลึงทอง
ถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องจองสิบวัน
คำตอบก็คือ อีกเจ็ดวันจะมีงานเทศกาลจัดอันดับรุ่นเยาว์ในเมืองบุปผา ซึ่งการจัดอันดับนี้คือการที่รุ่นเยาว์ในเมืองบุปผาที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีมาประลองฝีมือกัน นอกจากนี้ยังมีกองกำลังระดับสองหรือแม้แต่กองกำลังระดับหนึ่งก็ยังส่งคนมาสังเกตการณ์ ไม่แน่ว่าจะมีรุ่นเยาว์คนไหนที่เข้าตาและลองชักชวนเข้าร่วมกับกองกำลังของตัวเอง
สาเหตุที่หยวนิเย่รอชมก็เพราะเขาอยากจะรู้ว่ารุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของเมืองบุปผาจะแข็งแกร่งขนาดไหน
เนื่องจากใกล้ที่จะถึงวันประลอง ทั่วทั้งเมืองก็เนื่องแน่นไปด้วยผู้คนและยังมีความคึกคักอย่างมาก
หลังจากที่จองห้องได้แล้วกลุ่มของหยวนิเย่ก็พากันเดินเล่นรอบเมืองบุปผา
ตอนเย็นหลังจากที่เดินเล่นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารที่ชื่อว่า ฮวาเฟิ่งจี
ซึ่งภัตตาคารนี้เป็ของตระกูลฮวา หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองบุปผา
บริเวณรอบนอกมีแสงไฟและบุปผามากมายนับไม่ถ้วน ส่วนภายในภัตตาคารก็ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและวิจิตรปราณีตยิ่ง
ภัตตาคารฮวาเฟิ่งจีมีทั้งหมดสามชั้นด้วยกัน ชั้นแรกจะเป็เพียงห้องรวม ชั้นที่สองจะเป็ชั้นพิเศษที่เป็ห่วงส่วนตัว แต่ชั้นที่สามนั้นพิเศษกว่า ซึ่งชั้นนี้จะต้องมีบัตรพิเศษจึงจะขึ้นมา้าได้ แน่นอนว่าบัตรพิเศษนั้นหาได้ยากมากๆ ซึ่งมันจะถูกมอบให้กับตัวตนที่ทรงพลังในเมืองหรือเมืองรอบๆ
เนื่องจากหยวนิเย่ไม่มีบัตรพิเศษ ทำให้เขาขึ้นได้เพียงแค่ชั้นสอง แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ใกล้ถึงงานเทศกาล ทำให้ห้องส่วนตัวในชั้นสองถูกจองเต็มไปหมดแล้ว
เมื่อเป็เช่นนี้พวกเขาจึงได้แต่กินอาหารที่ชั้นหนึ่ง พวกเขาหาที่นั่งแถวๆหน้าต่างเพื่อมองบรรยากาศรอบๆเมืองบุปผายามค่ำคืนไปด้วย
หลังจากที่พวกเขาสั่งอาหารไปแล้ว ทั้งหมดก็นั่งพูดคุยกัน
ไม่นานก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาก่อนที่จะขึ้นไปยังชั้นที่สองอย่างรวดเร็ว
กลุ่มคนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยรุ่นเยาว์หกคนและมีชายวัยกลางคนและหญิงชราเดินตามมาด้วย
หยวนิเย่มองดูด้วยความสนใจเนื่องจากกลุ่มรุ่นเยาว์เหล่านี้มีคนที่โดดเด่นอยู่สองคนคือชายหนุ่มที่อายุประมาณสิบหก ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีดำ รูปร่างสูงใหญ่ กลิ่นอายของเขาอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็หญิงสาวที่อายุประมาณสิบสี่ปี ใบหน้ารูปไข่ รูปร่างผอมแต่อวบอิ่ม ผมสีน้ำตาลแดงดูงดงามเข้ากับใบหน้าของนาง แม้ว่านางจะยังไม่ได้เติบโตเต็มที่แต่ทุกๆคนก็เชื่อว่าในอนาคตนางจะต้องงดงามราวกับเทพธิดาอย่างแน่นอน นอกจากนี้กลิ่นอายของนางก็อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์อีกด้วย
ส่วนชายวัยกลางคนด้านหลัง แม้ว่าเขาจะปกปิดตัวตนอย่างดีแต่หยวนิเย่ก็มองออกว่าคนๆนี้เป็ถึงตัวตนระดับราชันยุทธ์ แต่ที่ทำให้เขาสนใจมากที่สุดก็คงจะเป็หญิงชราเพราะว่านางเป็ถึงตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์
‘ ตัวตนระดับนี้เป็เพียงผู้ติดตาม แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหนึ่งในรุ่นเยาว์เ่าั้มาจากกองกำลังระดับหนึ่งหรือไม่ก็กองกำลังชั้นยอด ’ หยวนิเย่ครุ่นคิด