กองสุนัขปีศาจต่างพากันวิ่งกรูตรงไปยังปากถ้ำใหญ่ด้านหลังหมู่บ้าน ดวงตาแดงวาวเพ่งมองจับจ้องไปยังทิศทางของกลิ่นที่พวกมันสัมผัสได้ “คัมภีร์ปฐมวิญญาณอยู่ในนั้นแน่ๆ!” หัวหน้ากองสุนัขปีศาจเปล่งเสียงคำรามออกมาด้วยความมั่นใจ เหล่าสุนัขปีศาจต่างแย่งกันฉุดรั้งเจ้านายปีศาจที่จูงมันอยู่อย่างสุดกำลัง พากันพุ่งทะยานเข้าสู่ปากถ้ำใหญ่อย่างบ้าคลั่ง
ปังงงงง!!
ทันทีที่ร่างพวกมันสัมผัสเข้ากับเขตอาคมบริเวณปากถ้ำ ค่ายกลลี้ลับก็พลันปะทุขึ้นเป็นเปลวเพลิงสุริยันกวาดร่างปีศาจเหล่านั้น กลืนกินพวกมันจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในชั่วพริบตา!
ปากถ้ำแห่งนี้ได้ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลผนึกสวรรค์พันปี ท่ามกลางราตรีที่เต็มไปด้วยหมอกดำปกคลุมเช่นนี้ มีเพียงแสงแห่งอักขระยันต์สีเงินส่องวาบไปทั่วปากถ้ำ ราวกับกำลังบอกแก่ผู้รุกรานว่า “ที่แห่งนี้คือแดนต้องห้ามสำหรับพวกมัน”
แต่เสียงอันเย็นยะเยือกเสียงหนึ่ง กลับกล่าวอย่างท้าทายท่ามกลางความเงียบงันนั้น “หึ…ค่ายกลมนุษย์ แค่เศษเสี้ยววิชาของเซียน คิดว่าจะขวางข้าได้หรือ?”
เหยียนโม่หง แม่ทัพเผ่าปีศาจ ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีนิลแห่งปีศาจ ยืนเด่นเหนือปีศาจทั้งปวง มือของเขากำลังกวัดแกว่งวาดยันต์ขึ้นในอากาศ “ยันต์พิฆาตเซียน”
เปลวยันต์ที่เต็มไปด้วยอักขระปีศาจ ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานถูกโยนไปยังปากถ้ำ ตัวอักษรสีโลหิตก็แผดเผาค่ายกลของมนุษย์ จนสายฟ้าและเปลวเพลิงสีดำปะทุขึ้น “เปรี้ยง!” ค่ายกลพันปีแตกกระจายราวแก้วแตก ปากถ้ำที่ถูกผนึกไว้เปิดออก พร้อมเสียงกรีดร้องแห่งพลังปราณโบราณที่สลายไป
ไม่นานนักหัวหน้ากองสุนัขปีศาจ ก็เข้ามาโค้งคำนับแล้วรายงาน
“ท่านแม่ทัพ! พวกเรา…ได้มันมาแล้ว…! คัมภีร์ปฐมวิญญาณ บทที่ 1 อยู่ในกำมือของเราแล้ว!”
เสียงโห่ร้องสะท้อนก้องไปทั่ว แต่…ในห้วงเวลาแห่งความดีใจนั้น ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นหญิงชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนหาดทราย ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียง กำลังรวมพลังปราณอันไร้สิ้นสุด เส้นลมปราณทั้งร่างเรืองแสงดั่งทองคำ เสียงคำรามดังสะเทือนผืนแผ่นดิน นี่คือวิญญาณยุทธที่จะกลายเป็นตำนานของแผ่นดิน
“กรรรรรร!!”
เหนือฟ้าปรากฏเงา “มังกรเมฆา” ร่างจริงของหญิงชราผู้ยิ่งใหญ่ หัวมังกรครอบคลุมผืนฟ้า เกล็ดสีเงินเรืองรองสะท้อนแสงจันทร์ หางมหึมาตวัดเพียงครั้งเดียว กองทัพปีศาจนับร้อยก็แหลกสลายกลายเป็นผงธุลี
เหยียนโม่หงเงยหน้ามองด้วยแววตาเคียดแค้น แรงกดดันจากร่างมังกรแทบจะบดขยี้ร่างเขาให้แหลกสลาย เขาหยิบยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมาจากแหวนมิติ กรีดโลหิตของตนลงไปก่อนตะโกนเสียงก้อง
“ยันต์สยบมังกรจงออกมา!!”
อักษรสีเลือดพลันพุ่งสู่ร่างมังกรเมฆา ราวกับพันธนาการแห่งนรก พลังอาคมอันชั่วร้ายกดทับจนมังกรคำรามก้องสะเทือนปฐพี ก่อนพ่นโลหิตสีทองออกมากระจายเต็มท้องฟ้า
เสวี่ยหลงเหนียงเบิกตากว้าง รู้ดีว่านางมิอาจทนได้อีกนาน หากปล่อยให้ปีศาจผู้นี้พาคัมภีร์ออกไป คนในหมู่บ้านจะพากันอดตาย “เพื่อชาวบ้าน…เพื่อหมู่บ้านนี้ ข้าขอสละทุกสิ่ง!” นางจึงตัดสินใจครั้งสุดท้าย ใช้พลังวิญญาณทั้งหมดเผาหัวใจมังกรเมฆา กลั่นออกมาเป็น น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์
ทันใดนั้น ท้องฟ้าปั่นป่วน แสงทองคำสาดส่องจากเบื้องบน เมฆสีทองรวมตัวกันเหนือหุบเขา ก่อนแตกออกเป็นฝนมหาศาลที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
หยาดน้ำศักดิ์สิทธิ์กระทบเหล่าปีศาจ ร่างพวกมันพลันสลายกลายเป็นควันหายไปกับสายลม แม้แต่กองทัพปีศาจนับพันก็สิ้นซากลงในพริบตา
เหยียนโม่หงคำรามลั่น ร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดสีดำพุ่งออกจากปาก แต่สายตายังไม่ยอมพ่าย เขากำคัมภีร์ปฐมวิญญาณแน่นในมือ
“ถึงเจ้าจะสละชีวิต แต่คัมภีร์นี้…ก็ยังตกเป็นของข้าอยู่ดี!”
พูดจบ เขาสร้างวงเวทย์สีดำขึ้น พลังจากวงเวทย์นั้นทำให้ร่างของเขาพลันหายวับไปกับเงามืด ทิ้งไว้เพียงเมฆทองและสายฝนศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงตกลงมาพรำๆ…
เมื่อเสียงกรีดร้องและความโกลาหลสิ้นสุดลง เงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิง และกระพรุนไฟ ไป๋อวิ๋นฮวาก็ค่อยๆ ประคองกันขึ้นจากท้องทะเล สองร่างอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว
ทว่าเพียงก้าวแรกที่เหยียบถึงผืนทราย ไป๋อวิ๋นฮวาก็ทรุดฮวบลง เข่าแตะพื้น เสียงลมหายใจหอบถี่และแผ่วเบา “เฟิงเอ๋อ… ข้า… คงต้องจากลาเจ้าไปก่อนแล้วละนะ” ดวงตานางพร่ามัวแต่ยังคงมอบรอยยิ้มบางๆให้กับเพื่อนรัก “จากนี้ไป… ข้าคงไม่ต้องเป็นลูกน้องเจ้าอีกแล้ว จงมีชีวิตต่อไปและใช้ชีวิตให้ดีแทนข้าด้วยนะ หัวหน้า…” สิ้นคำ นางก็หมดแรงขาดใจไปในอ้อมแขนของเงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิง
“ไม่…! อย่าทิ้งข้าไปนะ!” อวิ๋นไห่เฟิงสะอื้นพลิกตัวเพื่อน นางกัดฟันสะบัดมือกระชากลูกธนูดอกหนึ่ง ที่ปักอยู่กลางแผ่นหลัง ของกระพรุนไฟออกมา จนเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน น้ำตาของนางร่วงหยดลงบนใบหน้าของเพื่อนที่สนิทกันที่สุด แต่บัดนี้กลับไร้ซึ่งลมหายใจเสียแล้ว
“หลับให้สบายนะ… ฮวาเอ๋อ ข้าสัญญา… ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อแก้แค้นให้เจ้า”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นพอจะฉุดจิตใจให้สะดุ้งตื่นขึ้นจากความคิดในหัว “เฟิงเอ๋อ…”
นางเงยหน้าขึ้นทันที พบผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงนอนแน่นิ่งอยู่ริมหาด ลมหายใจรวยริน อวิ๋นไห่เฟิงรีบคลานเข้าไปประคอง “ท่านผู้เฒ่า ข้ามาแล้ว… ข้าจะอยู่กับท่านตรงนี้”
ผู้เฒ่าฝืนยิ้ม มืออันสั่นเทาจับมือของเด็กสาวไว้แน่น “อย่าร้องไห้… เจ้าน่ะคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด ยายแก่เช่นข้า ไม่อาจอยู่ดูโลกได้นานกว่านี้แล้ว แม้โชคชะตาจะพรากสิ่งที่เจ้ารักไปจนสิ้น แต่เจ้า… ยังต้องก้าวเดินต่อไป”
“ไม่! ข้าไม่อยากฟัง… ข้าไม่อยากเสียท่านไปอีกคน!” อวิ๋นไห่เฟิงตะโกนออกมาทั้งน้ำตาอย่างไม่อายใคร
“ฟังข้านะเฟิงเอ๋อ… หลับตา ทำสมาธิให้มั่น อย่าสะท้านสั่นไหว…” เสียงนางแผ่วลง แต่สายตายังคงเปล่งประกายแน่วแน่ อวิ๋นไห่เฟิงสั่นสะท้านแต่ก็ยอมหลับตาลง ทั้งน้ำตาที่ยังเอ่อล้นแก้ม “จำไว้ หากเจ้ามองเห็นแสง หรือเหตุการณ์ใด… ห้ามตื่นจากสมาธิจนกว่าทุกอย่างจะสงบ”
สิ้นถ้อยคำ เสวี่ยหลงเหนียงค่อยๆ ดึงแก่นวิญญาณออกจากกาย แสงสีขาวเจิดจ้าลอยขึ้นเหนืออก นางรวมพลังที่เหลือทั้งหมด ส่งมันไหลเข้าสู่แก่นวิญญาณของอวิ๋นไห่เฟิงที่ตัวสั่นระริก
แสงสองดวงหลอมรวมเป็นหนึ่ง คลื่นพลังแผ่ซ่านไปทั่วท้องฟ้า ลมพายุและสายฟ้าโหมกระหน่ำจนฝูงนกแตกตื่นพากันบินว่อน มหาสมุทรสั่นสะเทือนจนเป็นระลอกคลื่นพัดเข้ามายังชายฝั่ง
เสียงผู้เฒ่าเปล่งวาจาสุดท้าย ก้องกังวาน “นับจากนี้… เจ้าคือ มังกรนิล อวิ๋นไห่เฟิง ทายาทแห่งเผ่ามังกร จงศึกษาเคล็ดวิชาที่ข้าเก็บซ่อนไว้ใต้หมอน จงปกป้องฝ่าบาทและองค์ราชินีแทนข้าให้ดีด้วย…” ร่างผู้เฒ่าเริ่มสลายเป็นละอองสว่างราวหิมะขาวโปรยปราย ก่อนจะจางหายไปราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
“ท่านผู้เฒ่า…!” อวิ๋นไห่เฟิงลืมตาขึ้น น้ำตาเอ่อไหลริมออกมาจากดวงตาขณะที่นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ ดวงจันทร์สาดแสงจางๆ เหนือเงาแห่งท้องทะเล “โปรดวางใจเถิด… ข้าจะเป็นมังกรนิลที่แข็งแกร่งที่สุด! ข้าจะปกป้องทั้งสองพระองค์… ด้วยชีวิตของข้า!”
เสียงคำปฏิญาณสะท้านสะเทือนทั่วทั้งหาดทราย ฟ้าผ่าลงมากลางผืนหาดทราย ทะเลก็พลันปั่นป่วนด้วยเกลียวคลื่น ดุจธรรมชาติกำลังร่วมรับรู้ และเป็นสักขีพยานแห่งการถือกำเนิดขึ้นของ มังกรนิล…