เหม่ยอิง้าหลบฝ่ามือนั้นแต่อนิจจา แม้ว่านางจะกลับมาแข็งแรงเพราะข้าวสาลีอันแสนวิเศษในที่นาแต่มันกลับไม่เพียงพอต่อกำลังของชายร่างใหญ่ที่ใช้แรงงานทุกวัน หน้าถูกตบ ท้องน้อยถูกเขาใช้เท้าเตะด้วยความรุนแรง เหม่ยอิงกัดฟันกรอด ร่างบางกระเด็นไปติดกับฝาผนังบ้านเก่าๆ
หลี่หานซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธขาดสติกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งเพราะเสียงโครมคราม ทันทีที่เห็นสภาพภรรยาในบ้านว่าเกิดอะไรขึ้นก็อยากเข้าไปดู แต่ถูกกันไว้โดยเด็กๆ สามคนที่กลับมาจากข้างนอก
“ท่านพ่อท่านทำเกินไปแล้ว ท่านทำแบบนี้กับท่านแม่ได้อย่างไร กับอีแค่เนื้อหมูเพียงหนึ่งชิ้นมันทำให้ท่านกลายเป็บ้าไปแล้วเช่นนั้นหรือขอรับ!” หลี่จุนะโเสียงก้าว เท้าเล็กๆ กำลังสั่นเพราะกลัวพ่อที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่เด็กชายกลับกล้าหาญเพื่อช่วยเหลือแม่ที่ไร้กำลัง แม้ต้องผิดใจกับพ่อก็ต้องยอม
หลี่กุ้ยและหลี่เหนียงก็ไม่ต่าง ทั้งสามมองหลี่หานด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
“ข้า...ไม่ได้ตั้งใจ” หลี่หานกล่าว “เป็แม่เ้าเองต่างหากที่ยั่วยุข้า หากไม่ใช่เพราะนางเอาเนื้อหมูนั่นไปกินเองล่ะก็ คงไม่ต้องถูกข้าซ้อมหรอก!”
“เนื้อหมูนั่นเป็ข้าเองที่เสนอให้กิน มันไม่เกี่ยวกับท่านแม่เพราะฉะนั้นท่านเลิกว่าร้ายท่านแม่ได้แล้ว หากท่านโกรธ้าลงโทษขอให้ลงโทษข้าเถอะเ้าค่ะ!” หลี่เหนียงเด็กสาวคนเดียวของบ้านแสดงความกล้าหาญ แม้แต่บุรุษเห็นเช่นนี้ยังอาย
“เอ่อ...ข้าเองก็กินเนื้อหมูนั่น หากท่านพ่อ้าลงโทษล่ะก็ข้ายินดีรับผิด” หลี่กุ้ยเป็คนขี้ขลาดโดยแท้ แต่พอถึงคราวเขาก็ลุกขึ้นมาปกป้องแม่
“พวกเ้า...! ไอ้พวกลูกอกตัญญูเลี้ยงเสียข้าวสุก รู้ทั้งรู้ว่าเนื้อนั่นเป็ของพี่สาวข้า ให้ตายเถอะข้าไม่น่าให้พวกเ้าเกิดมาเลย!” หลี่หานตวาดเสียงลั่น ทำเอาเด็กๆ ใต้องถอยร่น
เหม่ยอิงเหลือบมองเขา ฝืนทนลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก
“หลี่หานเรามาหย่ากันเถอะ ข้าทนอยู่กับเ้าเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว”
“อะไรนะ...เ้า้าหย่าขาดกับข้างั้นหรือ ฮ่าฮ่า นี่ข้าฟังผิดไปหรือเปล่า เ้าเป็แค่เด็กกำพร้าพ่อแม่ตายเหลือทรัพย์สมบัติเพียงที่ดินหนึ่งหมู่ ที่ดินไร้ราคานั่นขนาดเล็กมากเ้าจะทำอะไรได้ อีกอย่างเ้าจะเป็ม่ายไร้ราคา ผู้หญิงเปื้อนมลทินอย่างเ้าล้วนไม่มีผู้ใด้า เ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่นางแพศยา!”
นี่คือยุคโบราณการที่ต้องหย่าขาดจากสามีล้วนถูกตราหน้า ผู้หญิงเช่นนี้ไม่มีใคร้า บางส่วนอาจถูกขับไล่ออกจากตระกูลเพราะฟังเสียงก่นด่าจากชาวเมืองไม่ไหว
หลี่หานคิดใช้ข้อนี้ผูกมัดเหม่ยอิงไว้ เแต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ิญญาของเหม่ยอิงเป็ของหญิงสาวในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นแิจึงต่างกันออกไป
“ไร้สาระ เ้าคิดว่าข้าแคร์งั้นหรือที่ต้องตกเป็ขี้ปากชาวบ้าน” เหม่ยอิงหัวเราะเล็กน้อย มองเห็นเป็เื่ขำขัน
“แคร์...หมายความว่าอย่างไร ถ้อยคำของเ้าฟังดูแปลกๆ นะเหม่ยอิง บางทีสมองเ้าอาจกระทบกระเทือนเพราะข้าเตะไปเมื่อครู่ แต่ขอเพียงเ้านอนอยู่ที่นี่พักรักษาตัว ไม่ต้องทำอะไรมากแค่ทำอาหารให้พี่สาวข้า และมีลูกกับข้าอีกคน เท่านี้ข้าก็จะทำเป็มองไม่เห็นถึงเื่ที่ผ่านมา” หลี่หานพูดออกมาหน้าไม่อายหลังใช้กำลังกับภรรยาไปเสียขนาดนั้น
“เลิกผายลมมันน่ารำคราญ ข้าจะออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว ส่วนเด็กๆ มีสายเืของเ้าเ้าก็ควรจะดูแล” เหม่ยอิงลุกขึ้นยืน น้ำเสียงไร้เยื่อใยไมตรีและนั่นทำให้เด็กๆ สามคนน้ำตาคลอเบ้า
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้ทิ้งข้าไป พาข้าไปด้วยข้าอยากไปอยู่กับท่าน” หลี่จุนร้องบอก อีกสองคนก็ไม่ต่าง
“ขอโทษด้วย ตอนนี้แม่ยังไม่สามารถดูแลพวกเ้าได้ ไว้เวลานั้นมาถึงเมื่อไหร่ข้าจะกลับมารับพวกเ้าเอง” เหม่ยอิงลูบศีรษะเด็กชายและเด็กสาวทั้งสามคน ก่อนจะถอนมือออกมาแล้วเดินอย่างทุลักทุเลไปที่ประตู
“ยืนขวางข้าทำไม หรือเ้า้าอ้อนวอนไม่ให้ข้าไป” เหม่ยอิงเอ่ยถาม ไม่อยากมองแม้กระทั่งหางตา
แทนที่จะรั้งไว้หลี่หานกลับขยับร่างห่างจากประตู เสียงหัวเราะเยาะ “น่าขันสิ้นดี คนอย่างเ้าจะไปไหนรอด เอาเถอะให้เ้าได้เห็นโลกข้างนอกหน่อยแล้วกัน หลังจากนั้นจะได้รู้ว่าสกุลหลี่ข้าดีต่อเ้ามากเพียงไร”
“หึ!” เหม่ยอิงย่างกรายออกห่างจากประตูที่ผุพัง ไม่แม้แต่หันกลับมามอง เสียงร้องเรียกจากด้านหลังเป็ของเ้าตัวแสบทั้งสามที่ถูกจับไว้โดยหลี่หาน
“ร้องกันเข้าไป ร้องให้ตายเลยสิแม่เ้าก็ไม่กลับมาหรอก ให้นางออกไปสู้ชีวิตดูสักครั้ง แล้วจะเข้าใจเองว่าโลกนี้มันโหดร้ายมากเพียงไร พวกเ้าโปรดดูแม่เ้าไว้ให้ดีๆ!” หลี่หานพร่ำสอนลูกในอ้อมกอด ไม่ใช่กอดอันอบอุ่นแต่เป็กอดที่ใช้กำลัง
....
หมู่บ้านกวนปิงเป็หมู่บ้านเล็กๆ บนูเา อยู่ห่างจากเมืองใหญ่ไปหลายสิบลี้ ในบริเวณนี้ไม่มีโรงเตี้ยมให้บริการแต่ถึงจะมีเหม่ยอิงก็ไร้เงินในกระเป๋า มีเพียงตัวคนเดียวเดินเดียวดายท่ามกลางสายฝนที่กำลังกระหน่ำลงมา
ทิศทางที่เดินไปคือท้ายหมู่บ้าน จุดหมายคือที่นาหนึ่งหมู่ซึ่งเป็ของวิเศษเพียงอย่างเดียวของนาง
สายฝนเริ่มเทหนักลงมาทำให้นางเดินได้ยากขึ้น โคลนแฉะๆ บนพื้นราวกับ้าเหนี่ยวรั้งไว้ สายฟ้าแลบแปลบปลาบเหนือเวหาดูน่ากลัวเป็พิเศษ มองดูให้ละเอียดจะพบว่าในหมู่เมฆที่ถูกแหวกออกมีกระบี่บินสองเล่มขับขานเป็ทางสายยาว
ผู้ที่ขี่บนกระบี่เป็บุรุษหนุ่มผิวซีด สวมชุดนักพรตสีฟ้า มือทำมุทราขับขานกระบี่ใต้ฝ่าเท้าฝ่าทะเลคลื่นเหนือเวหา ผู้ตามมาคือชายหนุ่มชุดดำ ปลดปล่อยพลังิญญาร้ายรอบกายราวกับเพลิงนรก
“หนีไปก็เปล่าประโยชน์เย่เฟิง ตอนนี้พลังิญญาของเ้ากำลังจะหมดลงแล้วั้แ่สู้กับพยัคฆ์ทมิฬ ยอมให้ข้าฆ่าเสียดีๆ จากนั้นตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งนิกายเจ็ดกระบี่ข้าจะรับไว้เอง” ชายหนุ่มชุดดำกล่าว ไล่หลังตามมาด้วยความเร็วอันน่าหวาดเสียว
ศิษย์อันดับหนึ่งนามเย่เฟิงไม่ได้พูดโต้ตอบ เวลานี้เขาทำได้เพียงหนีไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย พยายามใช้พลังิญญาให้น้อยที่สุดในการขี่กระบี่บิน หลินเสี่ยวิที่ไล่ตามเป็คนเืร้อนโดยแท้ ไม่คำนึงถึงหมู่บ้านของคนธรรมดาที่อยู่เบื้องล่างเขาได้ใช้ของวิเศษที่เหมือนกับยันต์สีเหลือง เมื่อมันปรากฏก็กลายเป็เพลิงขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้าพุ่งเข้าไปหาเย่เฟิง
เย่เฟิงมองเห็นไฟลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาก็้าหลบหลีกแต่อนิจจาพลังิญญาแห้งเหือดลงแล้ว เขาใช้กระบี่บินเป็โล่ แรงกระแทกจากเพลิงทำให้ชายหนุ่มพลัดตกลงจากท้องฟ้า
“ตายซะ!” หลินเสี่ยวิทำมุทราร่ายยันต์แผ่นใหม่ในมือ หวังฆ่าเย่เฟิงให้ตายในบันดลเพื่อตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่ง
ร่างของเย่เฟิงตกมาถึงที่นาท้ายหมู่บ้านกวนปิง เป็เวลาเดียวกับที่ลูกไฟั์แผดเผา มองสิ่งนั้นจากระยะไกลรอยยิ้มของหลินเสี่ยวิค่อยๆ หายไป เช่นเดียวกับลูกไฟของเขา
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดยันต์อาญาสีชาดจึงไม่ได้ผลใน่สุดท้าย เป็ไปได้ไหมว่าเย่เฟิงมีสมบัติติดตัว?” หลินเสี่ยวิคิดกับตัวเอง เท้าเหยียบกระบี่บินลดระดับลงอย่างช้าๆ ไปยังที่นาท้ายหมู่บ้าน
มองเห็นอีกคนหนึ่งอยู่ใกล้กับเย่เฟิง แต่งกายธรรมดา ไร้พลังิญญา หน้าตาซีดเซียวดังศพ มีเืออกที่มุมปาก
“คนธรรมดางั้นหรือแถมยังเป็ผู้หญิง งั้นโชคของเ้าก็คงหมดวันนี้ ต้องโทษเย่เฟิงที่ตกไปบริเวณนั้น เป็ผีแล้วก็อย่าโทษข้าแล้วกัน” หลินเสี่ยวิวิเคราะห์ได้เฉียบขาดเพียงเห็นเหม่ยอิง ตัดสินจากรูปลักษณ์ระดับความอันตรายจึงลดลงมาแทบเป็ศูนย์ จากนั้นเขาหันไปมองเย่เฟิงที่ควรถูกเพลิงเผาเป็จุน แต่ทว่าพอเพ่งพิศให้ดีๆ กลับเห็นชายหนุ่มอยู่ดีเพียงแค่สลบ
“ข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะมีของวิเศษชิ้นอื่น แต่เพื่อความไม่ประมาทกันไว้หน่อยก็ดี” หลินเสี่ยวิเป็ศิษย์อันดับสองในรายชื่อสิบอันดับ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำให้เขาเป็คนที่รอบคอบ สูญเสียเล็กน้อยแลกกับการมีชีวิต ดังนั้นมันจึงคุ้มค่าเมื่อเขาใช้ยันต์ลับอีกชิ้น
เมื่อยันต์ชิ้นนี้ถูกใช้มันก็กลายเป็ลูกไฟขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า หลินเสี่ยวิ้าเห็นเย่เฟิงตกตายด้วยสายตาตัวเองแต่ชั่วครู่เขาต้องเบิกตากว้าง
ลูกไฟหายไป แถมยังมีความรู้สึกถึงวิกฤตบางอย่างที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ พริบตานั้นมองเห็นหญิงสาวชาวบ้านที่นั่งอยู่เดียวดายลืมตาตื่น ความรู้สึกกดดันราวกับดาบเล่มหนึ่งกำลังกรีดแทงผ่านชั้นิัทำให้หลินเสี่ยวิต้องรีบกระตุ้นกระบี่บินใต้เท้าให้ออกไปจากบริเวณนี้
เมื่อขยับออกไปเพียงหนึ่งจั้งความรู้สึกเป็ตายก็หายไป
สายฝนยังคงตกลงมาแต่หลินเสี่ยวิกลับรู้สึกร้อนรุ่มในกาย เขาไม่กล้าแม้แต่หันไปมองเป็ครั้งที่สองเมื่อพ้นระยะของ(อาณาเขตเซียนา)ก็รีบเผ่นแน่บออกไปทันที
ดวงตาของเหม่ยอิงเย็นชืด สายฝนข้างนอกยังคงตกลงมาต่อเนื่องแต่สำหรับที่ดินของนางมันกลับเงียบสงบ โดยมีชั้นพลังขวางกั้นฟ้าดินไว้
“แล้วนี่ศพของใครกัน” เหม่ยอิงมองบุรุษหนุ่มที่ตกลงมาจากฟากฟ้า