ปราบพิภพสยบสวรรค์

    ปราบพิภพสยบสวรรค์ ตอนที่ 39 : สูญเสียครั้งใหญ่

    รีสอร์ทหรูที่กลายเป็นรังรักของชายหนุ่มกับห้าหญิงสาว มิเคยปิดไฟเลยแม้นแต่ค่ำคืนเดียว กลางวันก็ยังมีเสียงอันเร่าร้อนเล็ดลอดออกดังลั่น ทำเอาผู้คนผ่านไปมาได้แต่ส่ายหน้ากับพวกเขา

     

    แต่ก็ไม่สามารถอะไรเพราะพวกเขานั้นอยู่ในสถานที่ของพวกเขา ทำได้เพียงเตือนเรื่องเสียงก็เท่านั้น

     

    ห้าสาวที่นอนหอบหายใจอย่างหนักหลังจากที่ได้ผสานหยินหยางกับแฟนหนุ่มของพวกนาง สายตาของพวกนางมองยังกายาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาแล้วพวกนางพลันเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากสวย

     

    ห้าสาวดาวเด่นของแต่ละแห่ง พวกนางนั้นเป็นเสมือนหน้าตาของสถานที่ของพวกนาง พวกนางทั้งห้าถูกยกย่องว่าเป็นคนที่ยอดเยี่ยม มาเวลานี้พวกนางต่างก็กลายเป็นลูกแมวน้อยขี้อ้อนของชายหนุ่ม

     

    ยิ่งมาเวลานี้ที่เขานั้นได้สร้างรากฐานพลังใหม่ พวกนางก็ยิ่งได้รับประโยชน์เข้าไปเต็มที่ ทำให้รากฐานพลังของพวกนางก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน

     

    ดร.ชโรธรชันกายลุกนั่งแล้วใช้ผ้าขาวห่อร่างของนางไว้แล้วลุกออกไปที่ระเบียง นางมองยังท้องทะเลที่แสนงดงามแล้วสูดอากาศเข้าเต็มปอด

     

    “ ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในสภาพนี้นานเท่าไร “ นางพึมพำ

     

    หญิงสาวทั้งห้าแม้นจะร่วมเรียงใช้สามีคนเดียวกัน แต่พวกนางก็ยังมีความหวังว่าสักวันเขาจะเป็นของนางเพียงผู้เดียว แล้วนางจะรักเขาหมดใจโดยไม่เหลือให้ใคร

     

    “ คงต้องจัดพวกนางครั้งละคนแล้วพวกนางจะได้รู้ว่าการที่จะครอบครองข้าคนเดียวนั้นมันเป็นเรื่องที่คิดผิด “ เขาพูดในใจ

     

    หลังจากที่กลับมาจากภูเก็ต ชายหนุ่มต้องจรลีไปยังจีนอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมกับกองกำลังนักล่าของจีนเพื่อเข้าสำรวจยังป่าอสูรที่เขาเคยเข้าไป

     

    ชายหนุ่มยืนมองอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำที่ปลอดภัยแล้วพยักหน้าช้าๆ

     

    “ อสูรระดับสามของที่นี่มีมากพอควร ควรให้นักล่าระดับสามเข้าไปก่อน อย่าให้นักล่าระดับสองเข้า เพราะจะเป็นการสูญเสียโดยใช่เหตุ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ไม่ได้เหล่านักล่าระดับสามไม่ทำงานแบบนี้ “ หัวหน้างานเอ่ย

     

    “ แล้วคุณต้องการแบบไหน “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ ส่งพวกนักล่าระดับหนึ่งและสองเข้าเบิกทางก่อนแล้วค่อยให้นักล่าระดับสามเข้าไปทีหลัง “ เข้าเอ่ย

     

    “ นี่เท่ากับส่งพวกเขาไปตาย “ ปราบเอ่ย

     

    “ ไม่หรอกอสูรของที่นี่ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นที่เห็น มันค่อนข้างอ่อนแอ “ หัวหน้างานเอ่ย

     

    “ ฮื่อห์ “ ปราบถอนหายใจออกอย่าแรง

     

    “ ผมเตือนแล้วนะ “ ปราบเอ่ย

     

    “ อย่ากังวลเลย “ หัวหน้างานเอ่ยแล้วยิ้ม

     

    ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความมั่นใจของหัวหน้างาน เขาจึงทำได้เพียงมองดู

     

    ไม่นานนักหลังจากที่นักล่าระดับหนึ่งและสองเข้าไป ได้ปรากฏเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังลั่นทั่วผืนป่า

     

    เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าติดตามต่างร้องตะโกนลั่นเร่งให้เข้าไปช่วยเหลือ ชายหนุ่มไม่รอช้าทะยานร่างข้ามแม่น้ำไปอย่างรวดเร็ว

     

    ส่วนหัวหน้ากลับไม่ได้สนใจในความเป็นตายของนักล่าทั้งหมด เขาทำเพียงมองดูชายหนุ่มเคลื่อนย้ายคนออกมาอย่างทุลักทุเล

     

    เมื่อหมดสิ้นนักล่าให้เคลื่อนย้ายแล้ว ปราบเข้ามาหาหัวหน้างานที่นั่งจิบชาอย่าใจเย็น

     

    “ หากเป็นแบบนี้ งานนี้ผมขอบาย “ ปราบเอ่ยแล้วทะยานร่างจากไป

     

    “ ไปเลย ผมจะแจ้งไปทั่วโลกให้ชื่อเสียงของคุณมัวหมอง แล้วคนทั่วโลกจะไม่มีใครสนใจคุณและไม่ช่วยเหลือคุณ “ หัวหน้างานร้องตะโกนลั่น

     

    ชายหนุ่มหันกลับมาแล้วมองยังหัวหน้างาน “ เชิญ “ เขาเอ่ย

     

    ปราบส่งวิทยุไปยังศูนย์ฝึกว่าขอถอนตัว เพราะไม่สามารถร่วมงานกับหัวหน้างานคนนี้ได้

     

    ผอ.ศูนย์ฝึกเร่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วถามไถ่เรื่องราว

     

    “ ฮื่อห์ “ ผอ.ศูนย์ถอนหายใจออกอย่างแรง

     

    “ เขาเป็นคนของศูนย์ใหญ่ที่ปักกิ่ง เขาเลยเป็นแบบนี้ “ ผอ.ศูนย์เอ่ย

     

    “ ช่างมันเถิดอย่างไรเสียผมก็ไม่ใช่คนจีนอยู่แล้ว ไม่กลัวผลกระทบ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใช่ เรื่องนี้ถูกต้อง “ ผอ.ศูนย์เอ่ย

     

    ผอ.ศูนย์ยื่นมือออกมา

     

    ชายหนุ่มยื่นมือจับแล้วเขย่ามือกัน

     

    “ ขอบคุณที่เสียเวลามา “ ผอ.ศูนย์ฝึกเอ่ย

     

    ชายหนุ่มยิ้มแล้วพยักหน้าช้าๆ

     

    เขาทะยานร่างออกจากอาณาของศูนย์ฝึกอย่างรวดเร็ว

     

    นักล่าส่วนมากนั้นไม่ต้องใช้พาสปอร์ตเพราะเป็นบุคคลพิเศษ ที่สามารถเข้าออกทุกประเทศได้เมื่อได้รับการร้องขอหรือกรณีฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องติดที่ด่านตม.ชายหนุ่มจึงสามารถกลับไทยได้ในทุกช่องทาง

     

    ปราบใช้เวลาที่มีออกสำรวจทั่วเขตแดนของจีนในระหว่างทางที่เขากำลังกลับพร้อมกับรับฟังข่าวสารเรื่องของศูนย์ฝึก

     

    เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคาดเพราะนักล่าระดับหนึ่งและสองนั้นต่างก็ถูกสังหารสิ้น นักล่าสองระดับสองร้อยคนตกตายคาป่าอสูร ทั้งร่างของพวกเขาก็ยังกลายเป็นอาหารชั้นเลิศให้กับอสูรทั้งหลาย

     

    พวกมันเมื่อได้รับพลังปราณของมนุษย์พวกมันต่างก็ทยอยทะลวงขั้นพลังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ทำให้นักล่าระดับสามไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้

     

    หัวหน้างานนั่งหน้าซีดเพราะความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปแลไม่ฟังผู้ใด เวลานี้เขาถูกสวมกุญแจมือกลายเป็นนักโทษที่นำพาทุกคนมาตาย

     

    ผอ.ศูนย์ฝึกเร่งนำเอาหุ่นยนต์ฝึกเข้ามาแล้วทำการสยบอสูรร้ายทั้งหลาย ร่วมกับนักล่ารุ่นเก๋าที่ถูกเรียกมาด่วน

     

    ปราบสูดหายใจเข้าลึก แล้วส่ายหน้าช้าๆ

     

    “ หากเชื่อกูก็ไม่ต้องสูญเสียขนาดนี้ “ เขาเอ่ย

     

    ปราบรู้สึกโกรธเป็นอย่างยิ่ง เขามองเห็นอสูรระดับสี่ที่กำลังเดินงุ่มง่ามเข้าระเบิดพลังเข้าหามันแล้วประเคนทั้งหมัดเท้าเข่าศอกใส่มันอย่างไม่มียั้ง

     

    ร่างอันใหญ่โตของมันแหลกเหลวเละเทะกลายเป็นชิ้นเนื้อกลาดเกลื่อนทั่วอาณา เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้ววาดมือปล่อยเพลิงส้มเข้าแผดเผาชิ้นเนื้ออสูรกลายเป็นเถ้าถ่าน

     

    ชายหนุ่มทะยานร่างจากไปอย่างรวดเร็ว

     

    ปราบมาถึงยังเชียงใหม่แต่ไม่ได้เข้าไปหาส้มที่โรงเรียนของนาง เขาทะยานร่างข้ามเชียงใหม่ไปเลยอย่างรวดเร็ว

     

    ชายหนุ่มลัดเลาะลงมาตามหัวเมืองโบราณแล้วไล่ล่าสังหารอสูรระดับสูงไปมากมายตามรายทางที่เขาผ่าน

     

    ปราบมาถึงยังสุโขทัยแลมองยังซากเมืองโบราณที่ถูกทำการอนุรักษ์ไว้แล้วพยักหน้าช้าๆ

     

    เขาไปดูป่าอสูรของสุโขทัยแล้วพยักหน้าช้าๆเพราะมันมีเพียงอสูรระดับสองเขาจึงจากไป

     

    ชายหนุ่มไปข้ามไปยังอยุธยาแล้วสำรวจป่าอสูรเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีเขาได้จากไป

     

    ชายหนุ่มแวะไปที่เมืองคูบัวเพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นใดบ้าง เมืองคูบัวเวลานี้มีนักล่าระดับสามอยู่อาศัยอยู่หลายคนเขาก็พลันเบาใจ

     

    ชายหนุ่มทะยานร่างเข้าค้นหาฝูงกระทิงในวันนั้นอย่างรวดเร็ว เขาจำได้ว่ามันมีกระทิงอยู่หนึ่งตัวที่ไม่ถูกปราณอสูรเล่นงาน เขายังคงสงสัยในความเป็นมันอยู่ หากตามข้อมูลที่เขาได้มากระทิงตัวนั้นต้องเป็นกระทิงสวรรค์

     

    ชายหนุ่มใช้เวลาอีกหลายวันในการกระทิงฝูงนั้นแต่ก็มิพบเจอ

     

    “ รึว่ามันจะไปเมียนมาร์แล้ว “ เขาพึมพำ

     

    “ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่างแรง

     

    “ อู่ทอง “ เขาพึมพำ

     

    “ อสูรระดับสี่ “ เขาพึมพำ

     

    “ ไป “