ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 61 : เส้นทางลับภายในถ้ำ

    หยูเป่ยเทียนเห็นด้วยในทันที 


    แม้ว่าหยานฉู่จะเลือดขึ้นหน้าและโกรธเกรี้ยวมากเพียงใด อย่างน้อยเขาก็ไม่สูญเสียความสงบในกระบวนการทางความคิดและสามารถเรียงลำดับความสำคัญได้เป็นอย่างดี


    แต่ถึงกระนั้นหยูเป่ยเทียนก็มีข้อสงสัยอยู่มากมายหลังจากได้เผชิญหน้ากับจางหลินเมื่อครู่นี้


    ประการที่หนึ่ง ที่เขาคาใจก็คือใบไม้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงนั้นดูเหมือนจะเป็นจิตวิญญาณพฤกษา เพียงแต่ว่าจิตวิญญาณพฤกษาคือจิตวิญญาณยุทธ์ในระดับที่ต่ำที่สุด หรือจะเรียกได้ว่าจิตวิญญาณพฤกษาเป็นจิตวิญญาณยุทธ์ขยะที่เกิดมาพร้อมกับผู้ที่ไร้ประโยชน์ มันไม่มีความสามารถในการต่อสู้แบบเฉพาะเจาะจงเลยด้วยซ้ำ


    แต่เขาไม่เคยพบเจอจิตวิญญาณพฤกษาที่ใช้ในการต่อสู้มาก่อน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง


    ประการที่สองคือความน่าสะพรึงกลัวของใบไม้สีชาด เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีระดับพลังยุทธ์ที่ต่ำมากถึงขั้นพูดได้ว่าคนผู้นั้นไม่มีพลังยุทธ์ด้วยซ้ำ


    แต่กลับกลายเป็นว่าใบไม้สีชาดที่มาจากจิตวิญญาณพฤกษาของชายหน้ากากงิ้วไม่มีร่องรอยของพลังปราณ แต่มันกลับสามารถสะบั้นเส้นใยปราณของเขาที่ซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งให้ขาดสะบั้นได้ในครั้งเดียว 


    นั่นทำให้เขาคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงจะมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ช่วยซ่อนขอบเขตพลังยุทธ์ที่แท้จริงอยู่เป็นแน่


    ประการที่สาม ในกระบวนท่าสุดท้ายที่เขาฟาดฟันดาบที่ห่อหุ้มด้วยพลังปราณไปยังแขนของชายสวมหน้ากากงิ้ว เขามั่นใจว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวม 9 ดาวก็คงไม่สามารถรับการโจมตีของเขาด้วยแขนเปล่าๆได้ 


    ด้วยสามข้อสงสัยนี้ทำให้หยูเป่ยเทียนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นว่า ตัวตนภายใต้หน้ากากงิ้วนั้นเป็นใครกันแน่ 


    เพราะในบรรดาคนที่เขารู้จักไม่เว้นแม้แต่ศัตรู ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่มีลักษณะหรืออัตลักษณ์เช่นนี้


    จากนั้นทั้งสองก็ตัดสินใจออกเดินทางลึกเข้าไปในผืนป่า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับที่จางหลินหลบหนีไปก่อนหน้านี้


    ผ่านไปไม่เกินห้าสิบลมหายใจ จู่ๆ ก็มีร่างสีขาวในชุดของนักพรตเต๋าปรากฏขึ้นในขณะที่กำลังขี่ระฆังสีทองลอยลงมาสู่พื้นหญ้า


    นั่นคือหยุนเหวินที่มองไปยังสภาพแวดล้อมรอบๆด้วยคิ้วที่ขมวด เมื่อเห็นซากศพของพยัคฆ์เกราะเหล็กที่ถูกฟันขาดสะบั้นเป็นสิบๆท่อน


    เมื่อเขาก้มลงก็พบว่ากลางหน้าผากของพวกมันมีรอยกรีดขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันได้ถูกสังหารโดยมนุษย์และถูกช่วงชิงแกนวิญญาณไปแล้ว


    จากนั้นเขาก็หลับตาและขยายประสาทสัมผัสของพลังปราณ ก่อนจะพบร่องรอยทิศทางของการไล่ล่า “มีร่องรอยของพลังปราณบริสุทธิ์ที่นี่ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้จะมีการต่อสู้เกิดขึ้น”


    จากนั้นเขาก็ตามรอยฝีเท้าไป ก่อนจะพบว่ามีฝีเท้าสามคู่ที่แตกต่างกันออกไป นี่เป็นสถานที่ที่จางหลินถูกปิดล้อมโดยหยูเป่ยเทียนและหยานฉู่นั่นเอง


    ดวงตาของหยุนเหวินส่องประกายเมื่อเห็นพลังปราณบริสุทธิ์ที่ยังคงตกค้างในชั้นบรรยากาศ “คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีมนุษย์คนอื่นๆนอกจากข้าในผืนป่าต้องห้ามแห่งนี้ด้วย สถานการณ์ชักจะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว”


    ด้วยการโบกมือ เขากระโดดขึ้นสู่ระฆังทองคำ และติดตามร่องรอยไปยังเส้นทางที่ทั้งจางหลิน หยูเป่ยเทียนและหยานฉู่หายไปก่อนหน้านี้ 


    .

    .

    .


    “แค่ก! แค่ก!” เสียงสำลักเลือดจากลำคอดังทุ้มภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ที่เกิดการต่อสู้เมื่อครู่


    ภายในนั้นคือจางหลินที่เอนหลังพิงถ้ำที่เปียกชื้นด้วยตะไคร่น้ำ ขณะนี้สีหน้าของเขาซีดเซียว เขายกแขนซ้ายขึ้นมาจ้องมองกำไลหยกสีเลือดด้วยแววตาคนึงหา “ท่านแม่ ท่านได้ช่วยชีวิตข้าไว้จริงๆ”


    หากเมื่อครู่นี้เขาไม่มีสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 ชิ้นนี้ เกรงว่าแม้แต่แขนหรือคอของเขาคงจะถูกสะบั้น และเขาคงจะจบชีวิตลงในป่าผืนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 เช่นนี้มีความสามารถอะไรซ่อนอยู่ 


    และอีกอย่างนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยจิตวิญญาณยุทธ์ หากแต่ยังไม่สามารถสังหารศัตรูได้!


    แม้ว่าเขาจะไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของจิตวิญญาณพฤกษา แต่เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่าใบไม้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนกิ่งก้านนั้นมาจากพลังงานภายนอกที่ถูกดูดซับโดยต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ และแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานชนิดพิเศษให้เขาเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์


    ซึ่งใบไม้เพลิงสีชาดเมื่อครู่นี้มีต้นกำเนิดมาจากเม็ดยาหยางหวนคืนระดับ 5 ที่เขาได้กลั่นเข้าสู่ร่างกายในตระกูลชิง และใบไม้นั้นก็มีพลังทำลายล้างของพลังหยางอยู่ ซึ่งในตอนนี้ใบไม้เพลิงสีชาดบนกิ่งก้านหลงเหลือเพียงแค่สามใบเท่านั้น เท่ากับว่าเขาจะสามารถโจมตีด้วยใบไม้เพลิงสีชาดได้อีกแค่สามครั้ง


    จางหลินยังไม่เข้าใจการทำงานที่แท้จริงของจิตวิญญาณยุทธ์ที่เขาครอบครอง แต่ถึงกระนั้นเขาก็พอจะใช้มันในการหลบหลีกจากสถานการณ์วิกฤตได้


    จากนั้นเขาก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจยาว “ฮ่าย~ นี่คงเป็นการเดินทางที่รันทดที่สุดที่ข้าเคยประสบพบเจอมา”


    ในตอนนี้เขามั่นใจว่าพิษผสมจากเข็มทั้งหกเล่มคงจะกำลังออกฤทธิ์อย่างรุนแรง แต่พิษผสมที่เขาเตรียมไว้มีไว้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตตื่นรู้เท่านั้น และหากเขาจำไม่ผิดหยานฉู่ผู้นั้นมีระดับพลังยุทธ์อยู่ที่ขอบเขตหลอมรวม คงจะเป็นไปได้ยากที่จะพรากชีวิตของหยานฉู่ด้วยยาพิษผสมที่เขาปรุงขึ้นมา และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งอย่างชายชราผมสีทอง คนผู้นั้นคงจะไม่ยอมให้หยานฉู่ตายในที่แห่งนี้เป็นแน่


    “เกรงว่าอีกไม่นานคนพวกนั้นอาจจะติดตามร่องรอยมายังที่แห่งนี้...เห็นทีข้าจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว” จางหลินค่อยๆประคองร่างขึ้นมา และมองไปยังใจกลางถ้ำที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงส่อง


    เขาไม่สามารถย้อนกลับไปทางเดิมได้อีก มีเพียงแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น แม้จะไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด


    โดยไม่รอช้าเขาเดินเข้าไปในถ้ำที่มืดมิดและใช้มือคลำเส้นทางไปเรื่อยๆ 


    หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พบเข้ากับช่องว่างของถ้ำที่พอจะมีแสงสาดส่องลงมา และพบว่ามีทางแยกลาดชันถึงหกเส้นทางรอเขาอยู่ข้างหน้า ซึ่งหากจะมองตามมุมมองของนักผจญภัย เส้นทางเบื้องหน้าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลรออยู่อย่างไม่ต้องสงสัย


    ต้องเข้าใจว่านี่คือป่าอสูรร่ำไห้ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีสัตว์วิญญาณมากมายเกินคณานับ และอาณาบริเวณนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับใจกลางของผืนป่า ฉะนั้นแล้วการจะมีสัตว์วิญญาณระดับ 4 หรือระดับ 5 ปรากฏตัวขึ้นมาเบื้องหน้าก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก


    จางหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่เขาจะผ่อนลมหายใจยาว แววตาของเขามุ่งมั่นขณะเดินไปยังเส้นทางลาดชันโดยไม่ลังเล


    วู้ม!


    ทว่าทันทีที่เขาเหยียบย่ำเข้ากับเส้นทางลาดชัน ก็มีระลอกคลื่นผันผวนของมิติปรากฏขึ้นใต้เท้าของเขา ซ้ำยังมีแสงสีขาวส่องประกายปกคลุมร่างของเขาโดยมีอักขระโบราณหมุนเวียนอย่างโกลาหล


    สีหน้าของจางหลินเปลี่ยนไปเมื่อตระหนักได้ว่าเส้นทางเบื้องหน้ามีบางอย่างที่ผิดปกติ “นะ-นี่คือ—”


    ไม่ทันที่เขาจะได้ถอยหลังกลับ แรงดึงดูดจากระลอกคลื่นก็ดึงร่างของเขาให้หายไปในความว่างเปล่า พร้อมกับที่สถานที่แห่งนี้จะเงียบสงัดลงอีกครั้ง…

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน