จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 40 งานรื่นเริงก่อนการประลอง

            ตอนที่ 40 งานรื่นเริงก่อนการประลอง


            ฝ่ามือขาวนวลเรียวงามพลันคว้าจับฝ่ามือชายหนุ่มอย่างแนบแน่นก่อนจะพยุงร่างกายตนขึ้นจากพื้น ใบหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวที่แฝงไปด้วยความอยากรู้นิดๆ คำถามมากมายก่ายกอง หญิงสาวที่ไม่รู้จะถามคำถามไหนก่อนดีพลันเอ่ยพูดอย่างหงึกหงัก "คุยพลางเดินพลางละกัน"


            ลาซิเฟียพลันก้าวเดินนำต่อ กาติรัสก็เดินตามหลังมาติดๆ ชายหญิงก้าวผ่านซากศพนับสิบที่กระจัดกระจายอยู่บริเวณโดยรอบ ไม่มีความคิดที่จะทำลายมันเลยด้วยซ้ำราวกับขยะที่ไม่มีค่าในสายตาของพวกเขาเลย อีกห้านาทีก็คงเข้าถึงงานรื่นเริงก่อนการประลองแล้ว ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นเขตตัวเมืองพลางเหล่าแสงไฟที่ส่องระยิบระยับสว่างทั่วทั้งเมือง มันมีตึกที่โดดเด่นที่สุดอยู่ เป็นอาคารที่สูงและใหญ่โตกว้างขวางรูปลักษณ์ภายนอกราวกับโบสถ์ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยขึ้น "นั่นไง สถานที่จัดงานรื่นเริงก่อนการประลอง"


            ชายหญิงทั้งสองพลันพ้นเขตป่าเขา สองเท้าก้าวเข้าสู่ตัวเมืองที่ราวกับแบ่งฝั่งไว้ระหว่างป่าไม้และเขตตัวเมือง มันอยู่ใกล้กันมากๆถึงกระนั้นชาวเมืองก็ไม่เคยหวาดกลัวการโจมตีของพวกสัตว์อสูรเลย ความไว้ใจต่อท่านเจ้าเมืองที่พวกเขามีให้มันมีมากเสียจนกล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงได้เลย คำถามมากมายก่างกองคงต้องเก็บกลืนลงไปก่อน พวกเขากลับเข้าบริเวณในเมืองแล้ว พวกเขายังคงก้าวเดินต่อไป ก้าวเดินไปสู่ที่จัดงานรื่นเริงก่อนการประลอง


            บรรยากาศช่างครึกครื้น ไม่ว่าจะกวาดตามองไปทางไหน มักจะพบเห็นเหล่าผู้คนเดินสัญจรไปมาเสมอและการค้าขายตามร้านค้าที่ทำราวกับเปิดตลอดเวลา สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดก็คือทุกการย่างก้าวที่ชายหญิงทั้งสองได้พ้นผ่าน ทุกสายตาต่างจับจ้องเป็นจุดเดียว อารมร์หลายอย่างมันพลุ่งพล่านออกมาอย่างมิอาจยับยั้ง หนึ่งงดงาม หนึ่งหล่อเหลา พวกเขาจะเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบเกินไปหรือไม่? พลังที่แผ่ออกมาก็มิได้อ่อนด้อยไปกว่าเหล่าสามตระกูลใหญ่เลย เหล่าฝูงชนต่างทราบในทันทีว่าพวกเขามาเพื่อเข้าร่วมงานรื่นเริงก่อนการประลอง มีหรือที่เหล่าอัจฉริยะจะปรากฏออกมาอย่างพร้อมเพรียง


            "ข้ามีเรื่องจะถามท่านเยอะสุดๆ ข้าว่าพวกเราสามารถพูดคุยกันได้ทั้งวันเลยมั้ง" ลาซิเฟียเอ่ยออกมาอย่างลอยๆ


            กาติรัสที่ได้ยินดังนั้นกลับตอบเพียง "อืม" ใบหน้านิ่งเฉยไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวตรงหน้าต้องมีความลับที่สามารถสะเทือนโลกาอยู่แน่นอน เป็นผู้ครอบครองมหาเวทย์ปรมันต์ เป็นคนของตระกูลจ้าวเวลาปรมันต์สิ่งที่เธอพยายามปกปิดเอาไว้... และที่สำคัญตัวตนที่แท้จริงของเธอคือ "ปีศาจของลาปลาซ" กาติรัสที่ใบหน้านิ่งเฉยพลันยกยิ้มเล็กน้อย ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจจริงๆ


            ก่อนเงาร่างของเดซี่จะปรากฏขึ้น ภูติตัวน้อยลอยล่องนั่งบนบ่าของชายหนุ่มที่ตอนนี้ราวกับเป็นที่ประจำไปแล้ว ฝ่ามืออันบอบบางพลางชี้ไปยังจุดจัดงานรื่นเริงก่อนการประลอง "มีคนเลเวลสองหมื่นอยู่ด้วยนะเจ้าคะ เอ่อ...นายท่าน เลเวลสูงสุดในนั้น... มีคนเลเวลห้าหมื่นถึงสี่คนเลยเจ้าค่ะ" น้ำเสียงใสนุ่มละไมแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง


            ห้าหมื่น... เจ้าเมืองของที่นี้มีเลเวลเพียงสองหมื่นเองไม่ใช่หรือ? ห้าหมื่น? มาจากไหนกัน?


            กาติรัสพยายามนึกคิดยังไงก็คิดไม่ออก เจ้าเมืองมันมีเลเวลเพียงสองหมื่นจริงๆ หรือชายที่เขาเจอจะมิใช่เจ้าเมือง? สติล้วนย้ำเตือนถึงสร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะเสมอ มันจะเป็นเครื่องปกป้องตัวเองได้ดีจากภัยอันตราย อย่างน้อย เจ้าเมืองก็คงไม่ปล่อยให้เขาตกตายแน่นอน


            ชายหญิงพลันเดินมาถึงหน้าประตูไม้สลักลายสวยงามซึ่งเป็นทางเข้าไปสู่งานรื่นเริงก่อนการประลอง ลาซิเฟียเผยรอยยิ้มเล็กน้อยพลางหันกล่าวกับชายหนุ่ม "งานนี้น่ะ ใครจะเข้าร่วมก็ได้นะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่อยากแข็งแกร่งและเหล่าอัจฉริยะเท่านั้นแหละเพราะพวกสามัญชนมักจะถูกเหยียดหยามเสมอน่ะ" ลาซิเฟียกล่าวจบพลางพลักประตูไม้


            ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นโต๊ะกลมมากมายพร้อมกับเก้าอี้ถึงแปดตัว อาจมีมากถึงหลายพันโต๊ะพร้อมเก้าอี้เเกือบหมื่น พรมพื้นสีแดงฉาน อาหารสุดหรูนับหลายสิบยี่สิบจานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนับพันพันโต๊ะ มีเวทียกระดับประมาณร้อยขั้นบันได สิ่งที่เด่นชัดที่สุดกลับเป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่มากสูงราวสิบห้ายี่สิบเมตร รอยแตก รอยยุบ รอยร้าว ต่างปรากฏอยู่บนก้อนหินขนาดยักษ์ราวกับผ่านการต่อสู้มามากมาย มันเป็นก้อนหินที่แข็งแกร่งมากเป็นก้อนหินที่เอาไว้วัดความรุนแรงของทักษะโดยแสดงผลออกมาเป็นตัวเลขความเสียหาย ทุกปีที่จัดงานเหล่าอัจฉริยะล้วนอยากวัดฝีมือตัวเองทั้งนั้น


            ตัวอักษรบางอย่างที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศธาตุ มันมีขนาดราวตึกสองชั้นซึ่งเป็นกฏประจำงานที่ลอยเด่นเป็นสง่า ไม่มีใครอ้างได้เลยว่าไม่เห็นกฏเพราะมันเด่นชัดมากจริงๆ พร้อมกับข้อกำหนดถึงสามข้อด้วยกัน


            1. ต้องนั่งโต๊ะกลมร่วมกับผู้อื่นไม่ต่ำกว่า 5คนซึ่งผู้คนในโต๊ะกลมจำเป็นต้องมีสตรีและบุรุษปะปนกัน


            2. ห้ามฆ่าใครตายภายในงาน


            3. ขอให้สนุกกับงานรื่นเริง


            กฏเหล่านี้ถือเป็นข้อสิ้นสุดการไม่เคารพกฏก็เท่ากับการเหยียดหยามเกียรติของเจ้าเมือง มีโทษถึงขั้นถูกขับไล่ออกจากดินแดนถาวร หากฝ่าฝืนเข้าเมืองมาอีกสามารถสังหารได้โดยทันที พวกที่แหกกฏเหล่านั้นมักกลายเป็นที่เกลียดชังของเหล่าฝูงชนไปโดยปริยาย


            โต๊ะกลมนับพันพันโต๊ะกลับเติมเต็มไปด้วยเหล่าผู้คนมากมาย ภายในโถงจัดงานตอนนี้ต่างมีผู้คนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคนแน่นอน มวลพลังมหาศาลกลับแผ่ซ่านออกมาจากที่เดียว กาติรัสที่สัมผัสได้ถึงมันพลันจับจ้องไปยังจุดจุดนั้น ปรากฏเป็นเป็นแท่นไม้ยกระดับสูงราวสิบขั้นบันไดและพรมผ้าสีแดงฉานที่ทำมาจากผ้าไหมอย่างดี บนแท่นไม้เหล่านั้นปรากฏเป็นเก้าอี้ทองคำราวกับบัลลังก์ที่สูงส่งถึงเก้าตัวด้วยกัน เก้าอี้ทองคำตั้งเรียงหน้ากระดานพลางหันหน้าเข้าหาเวที ซึ่งตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของห้องโถงจัดงาน มันเป็นที่นั่งของเจ้าเมืองและแขกพิเศษที่เข้าร่วมงานในวันนี้ เหล่าปรมาจารย์ของสภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์พร้อมกับเหล่าศิษย์เอก!!!


            แค่เพียงมองผิวเผินยังบอกได้เลยว่าพวกเขาเก่งกาจมากเพียงใด กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งเด่นชัดอย่างที่สุด แม้เพียงเผลอมองแค่เสี้ยววิพลันเกิดความหวั่นเกรงและต้องหลบสายตาอย่างห้ามไม่ได้


            ทันทีที่ลาซิเฟียเปิดประตูเข้ามาสายตานับพันพันคู่ต่างจับจ้องมาเป็นจุดจุดเดียว บุรุษ สตรี วัยกลางคนหรือกระทั่งวัยชรา ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนกลืนน้ำลายคำโต ไม่อาจสรรหาคำใดมาบ่งบรรยายบุคคลตรงหน้า ราคะ โทสะ โมหะ พลันเกิดขึ้นครบครันซึ่งรวมอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้! ลมหายใจแทบจะหยุดชะงักงันกระทั่งเหล่าปรมาจารย์ยังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ช่างเป็นความงดงามที่น่าหมายปอง ใครจะคาดคิดกันว่าจะมีตัวตนแบบนั่นอยู่จริงๆ ความงดงามระดับเทพนิยาย!!


            หากแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยประหลาดใจ ส่วนใหญ่มาจากพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งลาซิเฟียก็อยู่พรรคนี้แต่แรกอยู่แล้วและปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไร เจ้าเมืองเล่าเรื่องความงดงามของเธอให้ฟังบ้างแล้ว สมคำปากจริงๆ สำหรับชายชราอายุมากเยี่ยงพวกเขา ลาซิเฟียก็แค่สาวน้อยสะสวยน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง ทว่า ศิษย์เอกอีกสามคนของพวกเขากลับไม่ความรู้สึกเช่นนั้น ความหื่นกระหายล้วนแสดงออกมาบนใบหน้าอย่างเปิดเผยที่สุดพวกเขาเป็นคนของสี่แดนเทพมนุษย์มีหรือที่จะต้องมานั่งสำรวมกริยาต่อหน้าเจ้าคนของพวกมหาแผ่นดิน?


            การนั่งของพวกเขาเป็นการสลับคู่ เหล่าปรมาจารย์ต่างนั่งกับศิษย์เอกของตนเองโดยศิษย์จะนั่งทางซ้ายมือสลับกันเช่นนี้ สี่ปรมาจารย์สี่ศิษย์เอก สามบุรุษหนึ่งสตรี ท่ามกลางความลุ่มหลงสตรีผู้นี้กับเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี เป็นความเยือกเย็นที่เย็นชา ผิวขาวราวกับหิมะ คิ้วโก่งดั่งพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าเรียวงามและเผ้าผมสีเขียวสดใส ผ้าอาภรณ์สีเขียวเข้มสลับอ่อนเป็นลายลักษณ์มังกร ถึงความงดงามของเธอจะมิอาจเทียบเคียงกับลาซิเฟีย ทว่า กล้ากล่าวได้เต็มปากเลยว่าเป็นสาวงามล่มเมือง


            บุรุษรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมเข้มพลันเอ่ยกล่าว "ฮ่าฮ่าฮ่า งดงาม! งดงามจริงๆ ไม่เสียแรงที่เดินทางมา" เป็นเสียงของโตชิน ศิษย์เอกของปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ ปรมาจารย์โชลิช!! ปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิเทพกระบี่ หนึ่งในจักรวรรดิของสี่แดนเทพมนุษย์


            "สวย!! งดงาม!!! พวกที่เราเรียกว่าสาวงามยังเทียบไม่ติดเลยสักนิด!!!" น้ำเสียงกล่าวพลางแววตาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความปรารถนา ร่างกายสุดกำยำสูงใหญ่ราวสามสี่เมตร กล้ามเนื้อใหญ่โตยิ่งหากโดนหมัดมันเข้าไปคงจบไม่สวยแน่ซึ่งเจ้าของเสียงก็คือการ์กันต์ ศิษย์เอกของปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ ปรมาจารย์โหวู๋!! ปรมาจาย์แห่งจักรวรรดิเทพคลั่ง


            บุรุษรูปร่างสมส่วนและมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการพลันเอ่ยขึ้น "ฮ่าฮ่าฮ่า งั้นพวกเจ้าเชิญไปหาแม่นางคนนั่นเลย ส่วนข้าจะขออยู่กับแม่นางเหมยหลินเอง" มันมีนามว่า บาโมท์ ศิษย์เอกของปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ ปรมาจารย์ธูมัส!! ปรมาจารย์แห่งจักวรรดิเทพมนตรา ความจริงแล้วมันสนใจในตัวลาซิเฟียสุดๆ ทว่า คู่แข่งมีมากจนเกินไปในขณะที่หากเปลี่ยนที่มาเป็นสาวงามล่มเมืองแทน ซึ่งไม่มีคู่แข่งเลยสักคน "น้องเหมยหลิน คอยดูนะรอบนี้พี่จะโจมตีศิลาให้ได้สูงกว่าร้อยแต้ม"


            "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า" หญิงสาวเผ้าผมสีเขียวสดใสพลางกล่าวอย่างเย็นชา บุคคลิกที่สุขุมเยือกเย็นทำให้เธอดูมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว เธอมีนามว่าเหมยหลิน ศิษย์เอกของปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์ ปรมาจารย์ยูไค!! ปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิเทพสังหาร


            แววตาทั้ังคู่จับจ้องไปยังบานประตู ในนัยน์ตาคู่นั่นมันเต็มไปด้วยความสนใจที่เปี่ยมล้นจนกระทั่งปรมาจารย์ยูไคสามารถสัมผัสถึงมันได้ ชายชราสุดน่าเกรงขามพลันเอ่ยขึ้น "เจ้ามีความสนใจในตัวบุรุษด้วยหรอกรึ?" น้ำเสียงแหบพร่าแต่กลับชัดถ้อยชัดคำ


            "ท่านคงคิดไปเองกระมังคะ ศิษย์ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองพวกมัน"


            ปรมาจารย์ยูไค ผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างสูงเพรียวและใบหน้าคมเข้ม คิ้วเข้มคมกริบราวกับใบมีดถึงกระนั้นสังขารเขาก็ไม่อาจรอดพ้นความชราไปได้ ผ้าอาภรณ์สีเขียวเข้มสลับอ่อน เป็นชุดที่ตัดเย็บมาอย่างดีซึ่งความจริงแล้ว มันเป็นชุดที่เหมยหลินทำขึ้นมาเองกับมือ


            ปรมาจารย์โชลิช รูปร่างสมส่วนและใบหน้าคมกริบราวกับใบกระบี่หรือกระทั่งคิ้วและดวงตา ผิวพรรณไม่ขาวไม่ดำ ผ้าอาภรณ์สีแดงฉานปนจุดสีเหลืองอ่อนเล็กเล็กที่ราวกับดอกไม้สังขารก็ล้วนเป็นชายชรา เปลือกตาก็แทบจะปิดอยู่ตลอดราวกับคนตาบอดอย่างไรอย่างนั้น ทว่า กลิ่นอายของความแข็งแกร่งที่เขามีมันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกราวกับร่างกายจะขาดเป็นสองท่อนเมื่อได้จับจ้องไปยังเขา


            ปรมาจารย์โหวู๋ รูปร่างสูงใหญ่ราวกับคนยักษ์และมัดกล้ามที่กำยำอย่างที่สุด ผิวโทนคล้ำเข้มแต่มันกลับทำให้เขายิ่งดูน่าเกรงขาม ไม่ได้ดูแก่เลยสักนิดหากไม่ได้เห็นหนวดเคราและเผ้าผมสีขาวโพลนเหล่านั้น ตาก็หรี่จนจวนจะปิด เขากลับมีความแตกต่างที่ชัดเจน เขาเป็นบุคคลที่ดูน่าเกรงขามที่สุดในเหล่าปรมาจารย์แล้ว

            

            ปรมาจารย์ธูมัส รูปร่างสูงเพรียวและผิวขาวผ่องราวกับหิมะ ผิวหนังเหี่ยวย่นและสังขารที่ดูราวกับไร้เรี่ยวแรง เปลือกตาก็ปิดตลอดอย่างไร้สาเหตุ เขาดูเป็นคนที่แปลกประหลาดที่สุด ไม่มีกลิ่นอายความแข็งแกร่ง กลิ่นอายของจิตสังหารหรือกระทั่งกลิ่นอายของตัวตน!! มันไม่ได้ถึงกับไม่มีแต่ทว่ากลิ่นอายของการมีตัวตนมันจืดจางอย่างที่สุด หากไม่ตั้งสมาธิให้ดีจะไม่สามารถรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ของเขาได้เลย


            ทั่วทั้งห้องโถงถึงกับเพ่งความสนใจไปยังชายหญิงเพียงสองคน ลาซิเฟียดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากที่สุด ไม่มีอาการเขินอายบนใบหน้าพวกเขาเลยสักนิดก่อนกาติรัสจะรู้สึกอยากนั่งขึ้นมา เขาพลันกวาดมองเพื่อหาโต๊ะว่าง ตั้งแต่ต้นสายตาจนสุดปลายสายตา โต๊ะนับร้อยกลับเต็มไปด้วยความผู้อื่น ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาอันคมกริบยิ่งกว่าใบมีดไป ปรากฏเป็นโต๊ะกลมที่มีคนนั่งเพียงสามคนเท่านั้น หนึ่งบุรุษสองสตรี พวกเขาดูราวกับมีอายุสิบห้าสิบหกปี กาติรัสพลันก้าวเดินเข้าหาโต๊ะนั่นในทันที ซึ่งแน่นอนบุคคลตั้งสามมีท่าทีต้อนรับเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบุรุษ เขาควักมือรัวเร็วยิ่งในขณะที่อิสตรีทั้งสองกลับส่งยิ้มให้


            ลาซิเฟียที่อึ้งอยู่สักพักเพิ่งรู้สึกตัวว่ากาติรัสเดินนำไปเสียแล้ว หญิงสาวพลันเดินตามชายหนุ่มอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่เดินตามหลังชายหนุ่มไป สายตาพลันกวาดตามองบริเวณโดยรอบไปด้วย ใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นเพ่งเล็งมาเป็นจุดเดียวราวกับเป็นแววตาที่ฆ่าแกงกันได้อย่างไร้ปราณี ทันในนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะที่ตั้งอยู่ห่างจากลาซิเฟียเพียงสองเมตร ชายหนุ่มพลันถีบเพื่อนร่วมโต๊ะตกจากเก้าอี้ลงไปกลิ้งคลุกกับพื้นอย่างทุรนทุราย อ๊ากกกกก เสียงสุดทรมานพลันดังขึ้นก่อนชายหนุ่มจะกระทืบซ้ำอีกครา กรอบบบบ แรงส่งขารุนแรงยิ่งเนื่องจากความต่างของเลเวลและระดับพลังที่สูงจนเกินไป บุคคลผู้โชคร้ายพลันสิ้นสติคาพรมผ้าสีแดง


            ลาซิเฟียที่เห็นดังนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจก่อนชายหนุ่มผู้เหี้ยมโหดจะตรงดิ่งมายังเธอ ระยะห่างเพียงสองเมตรแค่พริบตาเดียวเขาก็เข้าถึงตัวเทพธิดาได้แล้ว เพียงสามลมหายใจ ฝ่ามือกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างที่สุด ปรากฏเป็นกาติรัสที่มาคว้าจับฝ่ามือเธอเอาไว้อย่างแนบแน่นก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น "ชักช้าเสียจริง" สิ้นเสียงชายหนุ่มพลันจูงมือพาลาซิเฟียไปยังโต๊ะที่เขาต้องการในทันที


            ชายหนุ่มผู้เหี้ยมโหดซึ่งอยู่ห่างจากเทพธิดาเพียงแค่สองเมตร เขากลับถูกกาติรัสตัดหน้าไปราวกับเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวก่อนจะเอ่ยกล่าวอย่างมีน้ำโห "เฮ้ย!! ไอ้ขยะ!! พวกที่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ปกปิดค่าพลังน่ะ ไม่ควรเข้าร่วมงานนี้โว้ย!! ไอ้เจ้าสุนัขนี่ไม่เห็นหรือว่าตอนนี้โต๊ะข้าว่างอยู่หนึ่งที่ซึ่งโต๊ะข้าอยู่ใกล้นางที่สุด!! นางสมควรจะมานั่งกับพวกข้า!!"


             ...สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,355 พลังกาย:164,826 พลังเวทย์:764,593 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน