"พี่สาวสุดยอดไปเลย!" อู๋หลิ่วถงหัวเราะร่าเริง เขารู้สึกภูมิใจมากที่มีคนชอบพี่สาวเยอะขนาดนี้
เฉินม่อไป๋แกล้งตาย ไม่สนใจเสียงเรียกของเหล่านกน้อยทั้งหลาย การรับรู้ของเธอถูกตัดขาดราวกับหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งเป็ที่เรียบร้อย
รอเวลาจนกระทั่งใกล้ถึงคาบเรียนต่อไป เมื่อคุณครูเห็นเด็กนักเรียนหญิงมากมายกำลังรุมล้อมห้องที่เขาต้องเข้าไปสอนพร้อมกับกรีดร้องโวยวาย เส้นเืข้างขมับก็เต้นตุบ ๆ ชายชราคนนี้ค่อนข้างหัวโบราณและเข้มงวดกับนักเรียนหญิง ไม่นานหลังจากพวกเธอเห็นเขาก็รีบวิ่งหนีไปทันที
"กรี๊ด ไป ๆ ตาเฒ่าขี้บ่นมาแล้ว หนีเร็ว!"
"ยายเด็กพวกนี้นี่ ห้ามวิ่งบนอาคารเรียนนะ!" ชายชราพ่นลมหายใจหนัก ๆ สอนกี่ครั้งก็ไม่เคยจำ!
เฉินม่อไป๋เงยหน้าขึ้น นั่งตัวตรงพร้อมกับหยิบหนังสือเรียนออกมาอย่างเงียบ ๆ
ั้แ่ต้นจนจบ ไม่มีนักเรียนในห้องคนไหนพูดอะไรออกมาเลยสักคำ พวกเขาพึ่งตระหนักรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเฉินม่อไป๋เป็คนที่สุดยอดแค่ไหน!
หลังจากเถาเป่ยถงหนีหายไปตอนเที่ยง เขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ทำให้อู๋หลิ่วถงรู้สึกเซ็งอยู่บ้างที่ไม่ได้เล่น...อะแฮ่ม ไม่ได้สั่งสอนพี่ชายคนนั้นอีก ิญญาตัวน้อยลอยไปมา ทะลุห้องนั้นห้องนี้ไปเรื่อยทั้งยังแวะเวียนไปทำความรู้จักกับิญญาในโรงเรียนกับเ้าที่อีกด้วย เรียกได้ว่าเ้าหนูคนนี้เป็สายข่าวที่ดีของเฉินม่อไป๋เลยก็ว่าได้
เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นก็เป็เวลาหกโมงพอดิบพอดี นักเรียนหลายคนเก็บของใส่กระเป๋า บางส่วนก็พากันลงไปกินข้าวเย็นที่โรงอาหาร
เฉินม่อไป๋ไม่ได้สมัครเรียนภาคค่ำเอาไว้จึงเก็บของใส่กระเป๋ารอไว้อยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงกริ่งก็ลุกไปที่หน้าชั้นเพื่อหยิบโทรศัพท์ของตัวเองในกล่องพร้อมกับบอกลาชายชราผู้สอนอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาถึงกับมึนงงไปครู่หนึ่ง จะรีบอะไรขนาดนั้น?
ไม่นานหลังจากนั้นหญิงสาวมากมายก็พากันมาหาเทพบุตรของตัวเองเหมือนภาพเหตุการณ์ย้อนกลับเมื่อ่บ่ายอย่างไรอย่างนั้น แต่พอรู้ว่าเฉินม่อไป๋กลับไปแล้วก็ส่งเสียงบ่นกันระงม ทำเอาชายชราต้องดุสั่งสอนไปยกใหญ่
ส่วนทางด้านเฉินม่อไป๋ เธอกำลังแอบอยู่ในห้องน้ำของชั้นนี้ หลังจากได้ยินเสียงฝีเท้ามากมายผ่านไปแล้วก็รีบเผ่นหนีทันที
"พี่สาวรีบร้อนกลับจัง ไม่อยู่ต่อสักหน่อยเหรอ!" อู๋หลิ่วถงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ดูเื่สนุก
"ไม่ล่ะ" เฉินม่อไป๋นวดขมับ แค่วันแรกที่เธอมาเรียนก็ยังเป็ซะขนาดนี้ ถ้าวันต่อไปล่ะจะขนาดไหน
ดูเหมือนว่าเธอคงต้องวาดยันต์ลบตัวตนออกมาสักปึกใหญ่แล้ว เดินเข้าหรือเดินออกจากโรงเรียนจะได้ไม่ต้องถูกจับตามอง
ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกดีที่เป็ที่ชื่นชอบ แต่เพราะรับมือกับสถานการณ์อะไรแบบนี้ไม่เก่งจึงพยายามหลีกเลี่ยง
ถ้าบอกไปว่าเทพบุตรของพวกเธอเป็ผู้หญิงคงจะตัดปัญหาได้บ้าง...ล่ะมั้งนะ...
เฉินม่อไป๋ขมวดคิ้วยุ่งยาก เธอมีความรู้สึกว่าถ้าบอกไปก็คงไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก
หญิงสาวเดินไปเอาจักรยานที่หน้าประตูลงเรียนจากนั้นก็ปั่นกลับบ้าน เธอไม่ได้หยุดแวะที่ไหน ไม่นานก็ถึงจุดหมาย เมื่อล็อกประตูรั้วเสร็จเรียบร้อยก็เข้าบ้าน สิ่งที่รับรู้เป็อันดับแรกเมื่อเข้ามาข้างในก็คือกลิ่นหอมของอาหาร
"ไป๋ไป๋กลับมาแล้วเหรอ ไปล้างมือแล้วมากินข้าวเร็ว"
เสียงอ่อนโยนของเจี้ยนลู่ดังขึ้นขณะเ้าตัวกำลังยกถ้วยกระเบื้องเคลือบวางไว้บนโต๊ะ ใบหน้าของเธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่าอาทิตย์ก่อนเสียอีก
"ค่ะแม่" เฉินม่อไป๋พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ตอนนี้เธอค่อนข้างหิวทีเดียว
หญิงสาวนำกระเป๋าเข้าไปเก็บไว้ในห้องแต่กลับพบความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เนื่องจากของทุกอย่างที่เป็ของเธอไม่อยู่ในห้องอีกต่อไปแล้ว
"แม่ทำอะไรกับของของหนูน่ะ" เฉินม่อไป๋เดินออกมาจากห้องเพื่อสอบถามเจี้ยนลู่ เธอไม่อยากใช้พลังหยั่งรู้ของตัวเองเพราะเคารพสิทธิของมารดาและ้าใช้ชีวิตเป็คนปกติยามอยู่ที่บ้าน
เจี้ยนลู่ยิ้มมีลับลมคมใน "ตามแม่มาสิ"
เฉินม่อไป๋เลิกคิ้วขึ้น ขณะนั้นก็ได้เห็นเจี้ยนลู่เดินนำไปยังประตูห้องเก็บของจึงพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมา
เมื่อเปิดประตูห้องเก็บของก็พบว่าของใช้ทุกอย่างของเธอมาอยู่ที่นี่หมดแล้ว ทั้งยังถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกได้ถึงความใส่ใจของแม่ได้เป็อย่างดี เดิมทีที่นี่ก็เป็ห้องนอนอีกห้องหนึ่ง แต่เพราะไม่มีใครอยู่จึงกลายเป็ห้องเก็บของไปโดยปริยาย
"นี่แม่ทำความสะอาดห้องนี้เองคนเดียวเหรอคะ เหนื่อยแย่เลย" เฉินม่อไป๋รู้สึกทึ่งเล็กน้อย ของที่เก็บเอาไว้ก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ แม่เธอทำเสร็จภายในวันเดียวได้ยังไง
"ไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก แม่เริ่มเก็บของั้แ่วันที่ลูกให้หยุดทำร้านอาหารแล้วล่ะ เป็ยังไง ชอบไหม?" เจี้ยนลู่ยิ้ม
"ชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ" เฉินม่อไป๋ผงกศีรษะก่อนจะโน้มตัวกอดเจี้ยนลู่แน่น
เจี้ยนลู่กอดตอบเฉินม่อไป๋ครู่หนึ่งก่อนจะตบหลังเธอเบา ๆ "เอาล่ะ ลูกไปล้างมือเถอะ จะได้มากินข้าว แม่ซื้อกุ้งัตัวใหญ่มาด้วยนะ ที่ตอนเด็ก ๆ ลูกชอบกินมากไง"
"อื้อ" เฉินม่อไป๋ยิ้มรับ
หลังจากล้างหน้าล้างมือเรียบร้อย หญิงสาวก็เดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร
"วันนี้อาหารมีมากกว่าปกติหรือเปล่าคะ" เฉินม่อไป๋กะพริบตา
"ใช่จ้ะ ฉลองที่ลูกกลับไปเรียนและได้ห้องนอนใหม่" เจี้ยนลู่ยิ้ม
"ว้าว งั้นหนูกินเลยนะคะ" เฉินม่อไป๋ไม่รอช้า เธอหยิบตะเกียบคีบอาหารบนโต๊ะขึ้นมาทันที
บนโต๊ะไม่ได้มีอาหารแค่ของประเทศซีเท่านั้น แต่ยังมีอาหารของประเทศอื่นอีกด้วย
"อร่อยมาก! อันนี้เรียกว่าอะไรคะ" เฉินม่อไป๋ไม่รู้จักหน้าตาอาหารบางอย่าง แต่เพราะกินแล้วอร่อยจึงถามขึ้น
"อร่อยก็กินเยอะ ๆ ที่ลูกกินเป็หอยเชลล์ผัดเนย จานนี้เป็แซลมอนย่าง จานนั้นเป็กุ้งันึ่ง ส่วนจาน..." เจี้ยนลู่พูดแนะนำลูกสาวอย่างกระตือรือร้น
เมื่อก่อนเธอไม่สามารถซื้อวัตถุดิบแพง ๆ มาทำอาหารบำรุงลูกสาวได้ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว!
เดิมที เจี้ยนลู่ก็ไม่ได้เป็คนประหยัด เธอคือลูกคุณหนูที่ใช้เงินซื้อความสุขจากสิ่งรอบตัว แต่เพราะเมื่อก่อนลูกสาวป่วย จึงต้องคิดถึงอนาคตของเ้าตัวเป็อันดับแรก
เฉินม่อไป๋กินไปฟังแม่บรรยายอาหารไปอย่างเพลิดเพลิน เธอชอบเจี้ยนลู่ที่มีชีวิตชีวาอย่างนี้มากจริง ๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จ เฉินม่อไป๋ก็ไปหยิบกล่องข้าวกลางวันออกมาล้างพร้อมกับถ้วยชามเมื่อครู่
"ลูกไปพักเถอะ แม่ทำเอง" เจี้ยนลู่ตีมือบุตรสาวดังแปะเมื่อเห็นว่าเธอกำลังทำอะไร
"แม่ ให้หนูช่วยเถอะ" เฉินม่อไป๋หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางดุ ๆ มารดา
"ไม่ต้อง ลูกไปพักน่ะดีแล้ว หรือจะทำการบ้านทบทวนบทเรียนก็ได้ อย่ามาเกะกะแม่ ไป ๆ ๆ " เจี้ยนลู่โบกมือไล่
เฉินม่อไป๋มองแม่ด้วยแววตาอ่อนใจแกมขบขันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องใหม่ของตัวเอง หญิงสาวล้มตัวลงนอนบนเตียงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำและกลับมานั่งทำการบ้านพร้อมกับทบทวนบทเรียน
นั่งไปได้สักพัก โทรศัพท์ของเธอก็มีสายหนึ่งโทรเข้ามา ขึ้นเป็ชื่อของเมิ่งหลาน
เฉินม่อไป๋กดรับพร้อมกับพูดว่า "สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีครับอาอาจารย์เฉิน" เมิ่งหลานพูดตอบกลับอย่างเกรงอกเกรงใจ น้ำเสียงติดจะสั่นเทาเล็กน้อย "ไม่ทราบว่าผมรบกวนคุณหรือเปล่า"
"ไม่เลยค่ะ...คุณโทรมาแบบนี้แสดงว่าเจอเธอแล้วสินะคะ" เฉินม่อไป๋ยิ้ม เธอก้มหน้าเขียนสรุปการเรียนในสมุดจดอย่างช้า ๆ
"ใช่ครับ ฮึก" เมิ่งหลานน้ำตาคลออีกครั้งเมื่อได้ยินแบบนั้น เขากลั้นเสียงสะอื้นแล้วพูดต่อ "ผมเจอแม่แล้ว ต้องขอบคุณอาจารย์เฉินจริง ๆ ที่ช่วยเหลือ"
ย้อนกลับไปเมื่อวาน เขาได้ทำตามที่เฉินม่อไป๋เคยแนะนำคือสวมแหวนวงนั้นไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน หลังจากเดินไปได้สักพักก็เห็นกลุ่มผู้สูงอายุกำลังเต้นกว๋างฉางอู่กันอยู่จึงเข้าไปร่วมด้วย แต่เต้นไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองโดยหญิงชราท่านหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง
เมื่อเมิ่งหลานสบตากับหญิงชราก็นิ่งอึ้ง ทั้งคิ้ว ดวงตา และจมูกของพวกเรามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ทันใดนั้นหัวใจเขาก็สั่นไหว แม้แต่คนโง่ก็ยังดูออกว่าพวกเราอาจจะมีสัมพันธ์ทางสายเืกัน
เมิ่งหลานทั้งใและตื่นเต้น แต่เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าไปทักทายเธอจึงได้แต่เดินหนีเพื่อปรึกษาภรรยาว่าเขาควรทำอย่างไรดี พูดคุยกันอยู่นานจึงค่อยตัดสินใจได้ว่าจะออกไปพบในวันต่อมา ทว่าน่าเสียดายที่เมิ่งหลานและภรรยาออกไปที่สวนสาธารณะกันั้แ่เช้ามืดเวลาเดิมกลับไม่พบหญิงชราคนนั้น เขาผิดหวังมากจนทำให้วันนี้ทั้งวันทำงานไม่ได้เต็มที่
หลังจากทำงานกลับมาถึงบ้านก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นหญิงชราและชายชรานั่งอยู่กับภรรยาของเขา