(นิยายแปล) เล่ห์มายาบุปผาพิษ

    ตอนที่ 22 ฝีปากเหยียนจื่อม่อ (2)

            “พี่หญิงรองเป็นเพียงหลานและบุตรสาวสายรอง แต่การอบรมสั่งสอนหลานเป็นความรับผิดชอบของท่านแม่ ไม่จำเป็นต้องให้คนที่ถูกเลี้ยงดูโดยอี๋เหนียงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาสั่งสอน ในแผ่นดินต้าฉู่อันกว้างใหญ่นี้ เกรงว่าคงมีแต่พี่หญิงรองที่กล้าตำหนิน้องสาวสายตรงต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้”

            คำพูดหมดจดของเหยียนจื่อม่อเสียดแทงทุกคำ ใบหน้าเหยียนฉิงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ขณะที่สีหน้าของทุกคนในโถงหรงหย่างเริ่มพากันมีสีสันขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเด็กนี่เติบโตในบ้านนอกหรอกหรือ แต่ความสามารถในการเอาตัวรอดควบคู่กับรุกไล่โจมตีเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้เลยจริงๆ

            สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าเคร่งขรึมขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน ดวงตาเฉียบคมกวาดสำรวจเหยียนจื่อม่อครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนสายตาออกในที่สุด “ยายหนูรอง เรื่องเมื่อวานที่เจ้าบอกมาเป็นความจริงหรือไม่”

            “ท่านย่า น้องหญิงห้าไม่ยอมรับความหวังดีของน้องหญิงสี่ ระหว่างนั้นยังแยกตัวออกไปโดยไร้สาเหตุ หลานร้อนใจจึงส่งเสียงดังไปบ้าง นึกไม่ถึงว่าน้องหญิงห้าจะเข้าใจผิดเจ้าค่ะ”

            วันนั้นยามที่นางมีโทสะใส่เหยียนจื่อม่อ รอบข้างยังมีสาวใช้อยู่ด้วยหลายคน แม้ไม่แน่ใจว่าท่านย่าจะสืบสาวเอาความหรือไม่ แต่กล่าวคำพูดให้กำกวมสักหน่อยคงไม่ผิดอะไรนักหาก

            “ยายหนูสี่ มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่”

            ฮูหยินผู้เฒ่ามองทางเหยียนจื่อหลิงด้วยสายตาแฝงความอ่อนโยนอยู่ในที สุดท้ายแล้วสถานะของหลานสาวที่นางให้ความสำคัญเสมอมาย่อมแตกต่างออกไป ต่อให้ไม่ใช่สายเลือดตระกูลเหยียน แต่นางนั้นรักถนอมมาตั้งหลายปีขนาดนี้

            “งานเลี้ยงท่าชิงวันนั้น หลานเป็นห่วงว่าน้องหญิงห้าจะเบื่อจึงอยากแนะนำพวกพี่หญิงน้องหญิงที่สนิทกันให้นางรู้จักสักคนสองคน แต่เห็นนางดูท่าทางเบื่อหน่ายไม่สนใจนักจึงล้มเลิกไปเจ้าค่ะ บางทีน้องหญิงห้าอาจยังไม่คุ้นเคยกับการวางตัวในงานเลี้ยงเช่นนี้”

            วาจาของเหยียนจื่อหลิงมีชั้นเชิงยิ่งนัก ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการแก้ต่างให้เหยียนจื่อม่อ ทว่ากลับมีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่บ้าง อีกทั้งเมื่อวานหากนางไปกับเหยียนจื่อหลิง ยังไม่แน่ว่าอาจได้กลายเป็นตัวตลกภายใต้รัศมีอันเจิดจรัสของอีกฝ่ายก็ได้

            ...สิ่งที่เหยียนจื่อหลิงต้องการไม่ใช่ตัวละครเสริมให้ตนโดดเด่นหรอกหรือ ทว่านางจะไม่ให้อีกฝ่ายได้สมปรารถนาสักอย่างแน่

            “ความหวังดีของพี่หญิงสี่หลานย่อมไม่กล้าปฏิเสธ แต่หลานเติบโตมากับความยากจน ไม่รู้เรื่องขีดเขียนแต่งกลอน เกรงว่าจะพลอยทำให้พี่หญิงสี่กับจวนโหวต้องขายหน้าไปด้วย...จึง...จึงคิดจะหลบไป นึกไม่ถึงว่าจะถูกรังเกียจเช่นนี้...”

            เหยียนจื่อม่อพูดพลางน้ำตาไหลพราก นางมีใบหน้างดงามอยู่แล้ว แม้จะดูเย้ายวนไปเสียหน่อย แต่ยามนี้ท่าทางราวดอกสาลี่ต้องหยาดฝนนั้นทำให้คนนึกสงสารเห็นใจได้เช่นกัน โดยเฉพาะเจี่ยนซื่อยิ่งสงสารจับใจเลยทีเดียว

            เจี่ยนซื่อลุกพรวดทันที ตั้งแต่ต้นจนจบคิ้วที่ขมวดแน่นอยู่ตลอดไม่คลายออกสักนิด แม้จะปรายตามองอย่างเรียบเฉยเพียงแวบเดียวกลับส่งแรงกดดันมหาศาล ทว่ายามเหลียวมองไปยังฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้เก็บงำท่าทีลงบ้างแล้ว “เรื่องเมื่อวานไม่ว่าใครจะถูกหรือผิด แต่ม่อเอ๋อร์เพิ่งเกิดเหตุร้ายมา ยังถูกคนใส่ร้ายป้ายสีถึงเพียงนี้ เรื่องนี้ลูกจะขอสืบหาเอาความให้ถึงที่สุดเจ้าค่ะ”

            นางเดินเข้าไปประคองบุตรสาวให้ลุกขึ้นโดยไม่มองสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าแม้แต่น้อย ขณะเหยียนจื่อม่อเพียงเม้มปากแน่น เดิมทีคิดจะเล่นละครให้ฮูหยินผู้เฒ่าแสดงท่าทีออกมา กลับนึกไม่ถึงว่าท่านแม่ของตนจะใจร้อนถึงเพียงนี้

            ...ยามนี้การที่นางเข้ามามีส่วนร่วมพร้อมท่าทีแข็งกร้าว ย่อมเป็นการล่วงเกินฮูหยินผู้เฒ่าเข้าอย่างแรงแล้ว

            เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินน้ำเสียงแข็งกระด้างของเจี่ยนซื่อ สีหน้าพลันย่ำแย่ลงดังคาด ชั่วชีวิตนี้ของนางเป็นดังใจมาตลอด ท่านโหวผู้เฒ่ารักถนอมเอาใจอย่างดี บุตรชายทั้งหลายกตัญญูรู้คุณยิ่งนัก

            

            แต่เจี่ยนซื่อเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนาง ตอนแรกนางต้องการให้บุตรชายแต่งกับหลานสาวจากบ้านเดิม ใครจะคิดว่าบุตรชายที่เชื่อฟังมาตลอดจะแต่งตัวหายนะเช่นนี้กลับมาให้ตนเสียได้