นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 86 สมบัติที่สร้างมาเพื่อเขา

            ตอนที่ 86 สมบัติที่สร้างมาเพื่อเขา

             

             

            “2 ล้านไกอาครับ”

             

            เมื่อได้ยินว่ามีผู้เสนอราคาพิธีกรทั้งสองก็ยิ้มขึ้นมาอย่างออกนอกหน้า เมื่อสามารถขายสิ่งที่ขายไม่ออกมานานได้พวกเขาย่อมได้รับคำชื่นชมและรางวัลจากสำนักงานใหญ่เป็นแน่แท้

             

            มีคนจำนวนหนึ่งที่หันไปมองผู้ที่เสนอราคาของชินนี้ พอเห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัว พวกเขาเพียงยักไหล่เล็กน้อย คิดเพียงแค่ว่าคงเป็นคุณชายผู้หนึ่งที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้

             

            “2 ล้านไกอา ครั้งที่ 1…2…3!” แม้แต่การนับถอยหลังของพิธีกรหญิงยังดูเร็วขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการขายของชิ้นนี้โดยไว

             

            “ปิดที่ 2ล้านไกอาครับ!” สิ้นเสียงประกาศของพิธีกรชาย นิทานก็ยิ้มกว้างอย่างไม่เก็บอาการแม้แต่น้อย อินจันทร์ที่อยู่ข้าง ๆ มีสีหน้าสงสัย แม้อินจันทร์จะยังเป็นเพียงแรกเกิดแต่เขาย่อมไม่ใช่คนโง่ เขารู้ถึงคุณค่าอันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของร่มปกปักหทัยดี

             

            เขาสงสัยว่านิทานจะต้องการสิ่งนี้ไปทำไม แต่ในฐานะของอินจันทร์ผู้ได้รับการอบรมมารยาทมาตลอดชีวิต เขาย่อมไม่ถามเรื่องส่วนตัวออกไปตรง ๆ

             

            หากเมื่อเขาเห็นนิทานมีสีหน้าดีใจจนเก็บไม่อยู่เช่นนั้น ความสงสัยในใจก็ยิ่งสูงขึ้นมา เขาพยายามเก็บความสงสัยไว้ในใจ แต่เหมือนฟ้าจะมีตา ศิลาส่งผ่านในมือของนิทานเรืองแสงบางเบาขึ้นทันทีที่พิธีกรชายประกาศ

             

            “ซื้อไปทำไรอะ?” เสียงหวานใสขององค์หญิงไพลินดังขึ้นจากศิลาส่งผ่าน เธอถามเข้าตรง ๆ อย่างหน้าซื่อตาใส

             

            อินจันทร์ได้ยินเช่นนั้นจึงหูผึ่ง ลอบแอบฟังโดยไม่แสดงสีหน้า

             

            “มันเหมาะกับฉันสุด ๆ ก็เลยซื้อมา แถมราคาก็ถูกสุด ๆ เลยด้วย วัสดุในการสร้างระดับอริยะเชียวนะ แต่ฉันได้มาในราคา 2ล้านเอง!” นิทานพูดอย่างตื่นเต้น

             

            “ราคาถูกก็จริงอยู่ แต่มันใช้ยากมากเลยนะ นายจะเอาไปหลอมเหรอ ไม่คุ้มมั้ง” เสียงขององค์หญิงไพลินดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเธอปรากฏความเป็นห่วงเล็กน้อย เธอคงกังวลว่านิทานจะมองไม่ขาดถึงความบกพร่องของร่มปกปักหทัย

             

            นิทานเผยรอยยิ้มก่อนส่งเสียงตอบไปอย่างมั่นใจ

             

            “ก็จริง ใช้เป็นหอกก็ลำบาก ใช้เป็นโล่ก็ยาก มันไม่ได้ดีขนาดนั้นนอกจากเรื่องวัสดุ คำแห่งพลังก็แค่พอใช้” นิทานตอบ

             

            “อ้อ นายรู้ก็ดีแล้ว นายคงมีวิธีใช้ของนายแหละ” เสียงขององค์หญิงไพลินดังตอบ เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเธอสบายใจขึ้น

             

            “ถ้าเจออะไรอยากได้อีกติดต่อพี่สาวได้นะคะน้องนิทาน” เสียงหัวเราะขององค์หญิงไพลินดังขึ้นอย่างสนิทสนม

             

            เมื่อเห็นไพลินเปลี่ยนเรื่องเช่นนี้เขาจึงยิ้มเล็กน้อย เธอแม้ดูเหมือนจะถามตรง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเธอเพียงเป็นห่วงว่าเขาจะไม่ทราบจุดบกพร่องเท่านั้น เมื่อเธอสบายใจแล้วเธอก็ไม่ยุ่มย่ามความลับของเขาอีกต่อไป

             

            “เธอห่างกับฉัน 2ปีเองเถอะ แก่ไวน้า” นิทานหัวเราะตอบกลับ

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะอย่างรื่นเริง พวกเขาแลกเปลี่ยนกันอีกเล็กน้อยแล้วจึงตัดการสื่อสารไป

             

            อินจันทร์ที่อยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจ สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ทราบอยู่ดีว่านิทานต้องการร่มปกปักหทัยไปทำไม นิทานย่อมสังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาเพียงยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้อธิบายอะไร

             

            คงมีเพียงนิทานเท่านั้นที่รู้ถึงคุณค่าของร่มปกปักหทัย ต้องบอกว่า คงมีเพียงเขาที่ใช้ร่มปกปักหทัยได้คุ้มค่าที่สุด

             

            นิทานคิดพลางยิ้มกริ่ม

             

            โดยพื้นฐานแล้วร่มปกปักหทัยสามารถใช้ได้ต่างหอกและโล่ แต่เพราะรูปทรงทำให้ไม่สามารถจับสองมือเพื่อใช้เพลงหอกได้ถนัดมือ สามารถเพียงพอใช้แทงและฟาดได้บ้าง ส่วนน้ำหนักและความกว้างนั้นทำให้ไม่สามารถใช้เป็นโล่ได้อย่างเหมาะสม

             

            แต่เมื่อนิทานเป็นผู้ใช้แล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย!

             

            เขาไม่ได้ใช้เพลงหอกแม้แต่น้อย เขาใช้หอกเพื่อยิงวัชระดาวตกเท่านั้น!

             

            ด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งของร่มทำให้มันย่อมสามารถรองรับพลังการหมุนได้อย่างดีเยี่ยม ผลึกดวงใจย่อมเพิ่มความสามารถในการทะลวงให้แก่มัน 

             

            เขาย่อมไม่มีปัญหาเรื่องรูปทรงเพราะเขาไม่ได้ถือมันดั่งหอกตั้งแต่แรก เขาใช้ถือเพื่อฟาดและแทงง่าย ๆ เท่านั้น ส่วนวัชระดาวตกยิ่งแล้วใหญ่ เขาทำให้มันหมุนด้วยพลังแรงดึงดูด มันจึงลอยอยู่ระหว่างมือของเขา

             

            ยังไม่นับรวมเรื่องคำแห่งพลังที่ทำให้ชีวิตของเขาสะดวกขึ้นมาก

             

            หวนคืน ทำให้ร่มปกปักหทัยสามารถฟื้นคืนสภาพได้ เขาสามารถหมุนเพิ่มความเร็วได้มากยิ่งกว่าหอกธรรมดาทั่ว ๆ ไปไม่รู้กี่เท่า หากเกิดความเสียหายขึ้นมาก็สามารถฟื้นตนได้ หวนคืนยังทำให้เขาไม่จำเป็นต้องคอยเก็บร่มกลับมาด้วยตนเองหลังจากยิงออกไป เมื่อมันสามารถกลับมาเองได้เขาก็สามารถใช้มันต่อสู้ต่อได้ง่ายยิ่งขึ้น

             

            ประจุ สามารถใช้เพื่ออัดสายฟ้าลงไปได้ แต่เขาคิดว่าเขาควรลองอะไรใหม่ ๆ กับคำแห่งพลังคำนี้ ยังไงเขาก็สามารถใช้สายฟ้าจากถุงมือหนังต่อไฟฟ้าได้

             

            ยังมีเรื่องสถานะของโล่ ความแข็งแกร่งของมันย่อมมากพอให้เขาใช้มันเพื่อป้องกัน ปัญหาเรื่องน้ำหนัก? ก็เพิ่มน้ำหนักมันสิ! คำแห่งพลังแรงดึงดูดทำให้เขาสามารถเพิ่มน้ำหนักของร่มได้อย่างไม่ยากเย็น

             

            ขนาดที่บดบังสายตาอาจลำบากเขาอยู่บ้าง แต่ตัวเขาเองสามารถยืมใช้ อาณาเขต ของคีตาได้ เขาสามารถเห็นทุกสิ่งหลังร่มได้ราวกับเขาจ้องมองเอง

             

            ดังนั้นร่มปกปักหทัยจึงเป็นอาวุธที่เข้ามือเขาเป็นอย่างยิ่ง! เพียงเขานึกภาพว่าตนจะมีอาวุธคู่มือเขาก็หัวใจพองโต

             

            กลับเลยดีมั้ยเนี่ย ถ้างานประลองให้ใช้สมบัติได้นะ นิทานยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข เขาแทบทนไม่ไหวที่จะลองนำสมบัติที่เขาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงไปใช้

             

            การปลุกพลังทางสายเลือดของคีตาคงมีโอกาสไม่สูงนัก ตีว่าไม่ได้ไปเลยละกัน แต่ที่แน่ ๆ คือถึงพลังทางสายเลือดจะไม่ถูกปลุกแต่ร่างกายของคีตาต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก อย่างน้อย ๆ ก็คงไม่แพ้สัตว์อสูรในระดับเท่า ๆ กัน

             

            ดังนั้นพลังโดยรวมต้องสูงขึ้น ยิ่งคีตายังสามารถเสริมพลังด้วยไล่ตามได้อีก ส่วนฉันพอมีร่มปกปักหทัยพลังโจมตีของฉันจะสูงขึ้นอีกเยอะ คงใช้ลอบโจมตีได้ไม่ดีนักแต่เวลายิงวัชระดาวตกทีนี้พลังก็จะสูงขึ้นอีกหลายขั้น คงต้องปรับวิธีการหมุนให้ใช้พลังแรงดึงดูดเป็นหลักเพราะร่มคงกลายเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ได้แล้ว

             

            แต่ถ้าฉันได้รับการเสริมพลังจากคีตา ความสามารถในการควบคุมพลังก็ละเอียดอ่อนขึ้น น่าจะจัดการได้ไม่ยาก หรือไม่ก็ใช้คำแห่งพลัง ประจุ ของตัวร่มทำให้มันกลายเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าไปเลย ทีนี้ทั้งพลังในการทะลวงและปริมาณพลังที่อัดเข้าไปได้ก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่ต้องห่วงเรื่องตัวร่มจะพังด้วย

             

            ด้านป้องกันก็พัฒนาขึ้น ฉันจะได้มีโล่ให้ใช้บ้าง แม้ฉันจะถนัดหลบก็เถอะ แต่มีโล่ไว้จะบ่นทำไม

             

            แค่นี้ก็พอปกป้องตัวเองได้มากขึ้นเยอะละนะ นิทานคิดอย่างลิงโลด

             

            สำหรับเขา การมาร่วมงานประมูลครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เขาพึงพอใจกับวันนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้ใหม่ ๆ ที่เขาได้รับมา โลหิตสรรพชีวิตของคีตาและร่มปกปักหทัยของเขา

             

            หลังจากนี้เขาเพียงขอนั่งเอนหลังสบาย ๆ นั่งมองคนรวยทั้งหลายซื้อสมบัติราคาแพงที่เขาไม่มีทางเอื้อมถึงก็พอ

             

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สมบัติระดับอริยะมากมายถูกนำมาประมูลอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่สมบัติระดับอริยะขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูง เรียกบรรยากาศอันคึกคักกลับสู่งานประมูลอีกครั้ง นิทานเพียงนั่งมองสมบัติชิ้นแล้วชิ้นเล่าอย่างมีความสุข แม้จะมีหลายชิ้นที่เขาถูกใจ แต่เขารู้ดีว่าเกินตัวของเขาเองไปมากและเขาพอใจกับสมบัติทั้งสองมากเกินพอแล้ว

             

            อินจันทร์ซื้อสมบัติระดับอริยะขั้นต้นไปหนึ่งชิ้น เป็นเสื้อเกราะบางตัวหนึ่ง คาดว่าเขาคงต้องการไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นที่เมืองศิลาลัยขึ้นอีกจึงยอมทุ่มเงินซื้อมา 

             

            ตระกูลอุทุมพรย่อมมีฐานะมากพอแต่เห็นได้ชัดว่าทางตระกูลคงไม่มอบสมบัติระดับอริยะให้เขาง่าย ๆ เช่นนั้น เห็นจากการที่ในครั้งนั้นสมบัติระดับสูงสุดที่อินจันทร์พกพายังเป็นเพียงระดับนักสลักโทอย่างวัตถุเสริมอาคม เทียนเปลวดับสูญเท่านั้น นิทานจึงเดาว่าเกราะชิ้นนี้อินจันทร์สมควรออกเงินเอง ยิ่งพอเขาเห็นสีหน้าที่ซีดเล็กน้อยของอินจันทร์หลังจากที่เขาชนะการประมูลมาด้วยราคากว่า 50ล้านไกอาเขายิ่งมั่นใจ

             

            ส่วนที่น่าทึ่งยิ่งกว่าย่อมเป็นองค์หญิงคนดีคนเดิมของเขา เธอถึงกับซื้อสมบัติระดับอริยะขั้นกลางสองชิ้น โดยที่ชิ้นหนึ่งคือปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ที่สามารถสร้างม่านพลังปกป้องคุ้มกายได้ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งคือถุงมือหงส์ขาวที่เพิ่มสมรรถภาพร่างกายของผู้สวม แม้เธออาจจะรีดประสิทธิภาพของสมบัติประเภทใช้กับร่างกายตนเองได้ไม่เต็มที่เพราะเธอเป็นเพียงแรกเกิดแต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจแม้แต่น้อย

             

            หลังจากสมบัติผ่านไปอีกหลายชิ้น บางชิ้นผู้ชนะคือผู้เข้าร่วมประมูลที่ชั้นล่าง หากส่วนมากผู้ชนะมักเป็นผู้ที่อยู่ในห้องส่วนตัวหรือห้องชั้นบน ระดับเดียวกันกับองค์หญิงไพลิน

             

            นิทานเห็นว่าผู้ที่ซื้อสินค้ามากที่สุดคือชายหนุ่มเรือนผมสีเขียวจากจักรวรรดิมาลาไคและตัวแทนจากกลุ่มการค้าเชียนเป่า ยังมีคนอื่นที่พอซื้อบ้างประปรายเช่นกลุ่มคนของหอสมุดและนักบวชจากศาสนาปฐมมันตรา เผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียสนั้นไม่ได้สนใจชิ้นไหนเป็นพิเศษ

             

            องค์ชายจันทรกานต์ยังคงนั่งมองการประมูลด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลเช่นเคย ราวกับเขากำลังรออะไรบางอย่าง

             

            มีครั้งหนึ่งที่ผู้ชนะคือคนปริศนาจากห้องที่ปิดม่านสนิท นิทานเพียงได้ยินเสียงทุ้มต่ำหากยังพอแยกออกได้ว่าเป็นเสียงของสตรีดังออกมาพร้อมกับเสนอราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบันถึงสองเท่า ได้รับสมบัติชิ้นนั้นไปอย่างง่ายดาย

             

            “เรามาถึงสมบัติชิ้นสุดท้ายของงานประมูลครั้งนี้กันแล้วครับ!” หลังจากผ่านไปกว่า 5ชั่วโมง พิธีกรชายที่มีท่าทางเหนื่อยอ่อนหากยังคงกระฉับกระเฉงจึงพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

             

            “ทางเราขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม เราหวังว่ากลุ่มการค้าอิสึกะจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังในวันนี้” พิธีกรหญิงพูดต่อ

             

            “ดังนั้น เราจะแนะนำให้ทุกท่านได้พบกับสมบัติล้ำค่าที่ทางเราภูมิใจมากที่สุด!” เสียงของเธอดังกึกก้อง สิ้นเสียง ไฟของทั้งโถงก็ดับลง นิทานใช้พลัง อาณาเขต ลอบมองบนเวทีแล้วจึงพบว่าเหล่าคนรับใช้จำนวนมากช่วยกันหอบของชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งขึ้นสู่เวทีอย่างตื่นเต้น สิ่งนั้นมีขนาดสูงยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไปจึงต้องใช้คนจำนวนมากประคองเข้ามา

             

            เขาพยายามมองดูสิ่งนั้นแต่กลับพบว่าเขาไม่สามารถเห็นสิ่งนั้นได้ชัดเจน เกิดเป็นภาพมัวราวกับสิ่งของนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอก

             

            เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นอีกครั้งเขาจึงสามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจน สมบัติชิ้นนี้คือรูปปั้นรูปหนึ่ง มันมีท่าทางของสตรีชราที่กำลังนั่งทำสมาธิ ใบหน้าของเธออ่อนโยนและตัวรูปปั้นเปล่งแสงแผ่วเบา เพียงแค่มองนิทานก็รู้สึกได้ว่าจิตใจของเขาสงบลง หัวสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

             

            “สมบัติชิ้นสุดท้ายของพวกเรา กลุ่มการค้าอิสึกะภูมิใจนำเสนอ ผลงานของอดีตประมุขตระกูลอิสึกะของเรา สมบัติระดับผู้แสวงวิถี รูปสลักปลายวิถี!”


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน