สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    ไออุ่นแห่งเรือนไผ่หยก

            ในขณะที่นครหลวงฉางอันกำลังเฉลิมฉลองและกล่าวขานถึงตำนานบทใหม่ของคุณชายเซี่ยหยาง...

    ณ มุมที่มืดและเงียบสงัดที่สุดของจวนสกุลฉิน...ภายในห้องตำราที่ปิดสนิทจนแสงจันทร์มิอาจส่องลอดเข้ามาได้ มีเพียงแสงเทียนบนเชิงเทียนสัมฤทธิ์เพียงดวงเดียวที่ส่องสว่างอยู่บนโต๊ะไม้ ก่อเกิดเป็นเงาวูบไหวราวกับภูตผีที่กำลังเริงระบำอยู่บนผนัง กลิ่นอับของตำราเก่าผสมกับกลิ่นสุราเข้มข้นที่ถูกรินทิ้งไว้จนเย็นชืด ลอยอวลอยู่ในอากาศอันเย็นเยียบ

    ร่างของบุรุษหนุ่มสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน...คั่นกลางด้วยกระดานหมากล้อมที่ว่างเปล่า...

    ฉินจ้าวหลง...ในอาภรณ์สีเทาเข้ม นั่งนิ่งสงบ...ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งอยู่ในเงามืด...มีเพียงแสงเทียนที่สาดส่องให้เห็นประกายอันเย็นชาในดวงตา

    ส่วนอีกผู้หนึ่ง...คือ “คุณชายหลี่เจี๋ย” แห่งสกุลหลี่ เขากำลังยกจอกสุราขึ้นวนในมืออย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมด้วยความหยิ่งทระนง บัดนี้กลับฉาบไว้ด้วยความขุ่นแค้นและไม่พอใจอย่างชัดเจน

    “หึ...”

    เสียงแค่นในลำคอดังขึ้นทำลายความเงียบ “เทพบุตรเดินดิน...ผู้มีจิตเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์...เรื่องเล่าช่างน่าขันสิ้นดี!” หลี่เจี๋ยกระดกสุราในจอกลงคอรวดเดียว เสียงจอกกระทบโต๊ะดัง “แกร็ก!”

    “บัดนี้ชื่อเสียงของมันโด่งดังจนกลบรัศมีของทุกคนไปหมดสิ้น!” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความริษยา “และที่น่ารำคาญใจที่สุด...สหายของข้า...ซูเหวินจื่อ...ก็คงจะเข้าออกจวนสกุลเซี่ยได้ราวกับเป็นบ้านของตนเองแล้วกระมัง!”

    สัมผัสได้ถึงความหึงหวง และเกลียดชังที่แฝงอยู่ในประโยคนั้น...

    ฉินจ้าวหลงเพียงยิ้มมุมปาก...เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งความรู้สึก

    “นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวย” เขากล่าวเสียงเรียบ “ยิ่งสูง...ก็ยิ่งหนาว...ยิ่งมีชื่อเสียง...ก็ยิ่งมีจุดอ่อนให้เราโจมตีได้ง่ายขึ้น...คุณชายหลี่ ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว”

    หลี่เจี๋ยหันขวับมามอง “แล้วเจ้าจะให้ข้านั่งรอเฉยๆ ดูมันเหิมเกริมต่อไปรึ!”

    ฉินจ้าวหลงส่ายหน้าช้าๆ เขาหยิบเม็ดหมากล้อมสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด...แล้ววางลงบนกระดานอย่างแผ่วเบา...

    “ต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตขึ้นกลางแจ้งนั้น...ยากที่จะโค่นล้มด้วยขวานเพียงเล่มเดียว...”

    เขาเงยหน้าขึ้น...นัยน์ตาในเงามืดนั้นทอประกายอันน่าสะพรึงกลัว...

    “...แต่ในเมื่อเรามิอาจหักกิ่งก้านที่แข็งแกร่งของมันได้จากภายนอก...”

    เขาหยิบเม็ดหมากล้อมสีดำอีกเม็ดหนึ่ง...วางลงไป...

    “...เราก็ต้องเริ่มกัดกินจากรากของมัน...จากภายใน”

    หลี่เจี๋ยชะงักไป...แววตาที่เคยร้อนรุ่มพลันเปลี่ยนเป็นความครุ่นคิด...

    “ราก...ที่เจ้าหมายถึงคือสิ่งใด?”

    ฉินจ้าวหลงยิ้ม...เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มอย่างเต็มที่...แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ที่ได้เห็นต้องขนลุกชัน

    “ความทะเยอทะยาน...ความอิจฉาริษยา…ของคนในสกุลเซี่ย สิ่งเหล่านั้น...เปราะบางกว่ากิ่งไม้แห้งๆ เสียอีก คุณชายหลี่...สงครามที่แท้จริงหาได้ตัดสินกันด้วยดาบไม่...แต่ตัดสินกันด้วยเล่ห์เพทุบาย...และความลับ...ที่ถูกซุกซ่อนไว้ในใจของแต่ละคนต่างหาก”

    หลี่เจี๋ยจ้องมองเม็ดหมากสีดำสองเม็ดบนกระดาน...ในที่สุด...รอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

    เขายกไหสุราขึ้น...รินให้ฉินจ้าวหลงจนเต็มจอก...แล้วรินให้ตนเอง

    “แด่...รากไม้ที่กำลังจะผุพัง” เขากล่าวพลางยกจอกขึ้น

    ฉินจ้าวหลงยกจอกของตนขึ้นชน...

    “แด่...พายุลูกใหม่ที่กำลังจะก่อตัว”

    แล้วความมืด...ก็กลับเข้ากลืนกินทุกสิ่ง...เหลือไว้เพียงพันธสัญญาแห่งความแค้น...ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...อย่างเงียบงัน...

    …..

    อรุณรุ่งของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายลมแรกแห่งสารทฤดูที่พัดโชยเข้ามาในจวนสกุลเซี่ย ณ เรือนไผ่หยกอันเป็นที่พำนักของคุณชายใหญ่ บรรยากาศนั้นสงบเยือกเย็น และบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้

    ใจกลางสวนหย่อมของเรือน...ใต้ร่มเงาของต้นแปะก๊วยโบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับพญาครุฑสยายปีก บัดนี้ใบพัดสีเขียวขจีได้พร้อมใจกันเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองอร่ามจับตา เมื่อต้องลมพัดไหว...พวกมันก็ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาสู่พื้นดินราวกับห่าฝนทองคำ ก่อเกิดเป็นพรมธรรมชาติที่งดงามเกินกว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยาย เสียงกิ่งก้านและใบไม้ที่เสียดสีกันนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของภูตพราย

    เซี่ยหยางนั่งเอกเขน็กอยู่บนตั่งไม้ในศาลาชั่วคราวที่ตั้งขึ้นใต้ร่มไม้นั้น เขากำลังทอดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องเผชิญกับเรื่องราววุ่นวายมานานนับเดือน...นี่คือช่วงเวลาแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองได้ “พัก” อย่างแท้จริง

    “คุณชายเจ้าขา...เมล็ดพวกนี้ช่างแข็งยิ่งนัก” เสียงบ่นอุบอิบของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้น นางกำลังใช้เครื่องบดยาที่ทำจากหินขนาดเล็ก บดเมล็ดสีน้ำตาลเข้มที่ผู้เป็นนายเรียกว่า “กาแฟ” อย่างขะมักเขม้น เสียงหินบดที่เสียดสีกันดัง “ครืด...คราด...” เป็นจังหวะ พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่แปลกประหลาดทว่ากลับเย้ายวนใจให้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ

    “ค่อยๆ บดไปเถิดน่า” เซี่ยหยางกล่าวอย่างขบขัน “ของดี...ย่อมต้องใช้เวลา”

    เขาหยิบกระดาษซวนจื่อคุณภาพดีที่สุดแผ่นหนึ่งขึ้นมา...ค่อยๆ บรรจงพับมันให้กลายเป็นรูปกรวยอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะนำไปวางไว้บนปากถ้วยกระเบื้องเคลือบใบงาม เขารับผงกาแฟที่บดละเอียดแล้วจากเสี่ยวชุ่ยมาใส่ลงในกรวยกระดาษนั้น แล้วจึงค่อยๆ รินน้ำร้อนที่พ่อครัวเตรียมไว้ให้ลงไปอย่างช้าๆ เป็นสาย

    หยาดน้ำร้อนสีใสไหลผ่านผงกาแฟ...แล้วกลั่นตัวออกมาเป็นของเหลวสีดำสนิท...หยดลงสู่ก้นถ้วยทีละหยด...ติ๋ง...ติ๋ง...

    กลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟสดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความร้อนนั้น ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น...มันคือกลิ่นที่ทำให้จิตวิญญาณของเสิ่นอี้รู้สึกราวกับได้กลับบ้าน...

    ขณะที่เขากำลังจะยกถ้วยกาแฟที่ผสมน้ำผึ้งและนมแพะอุ่นๆ ขึ้นจิบนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของใครผู้หนึ่งก็ดังขึ้น

    “ดูท่า...พี่คงจะมาไม่ผิดเวลาสินะ”

    คุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวินเดินนำบ่าวไพร่สองนางเข้ามาในศาลา ในมือนางถือหม้อดินเผาขนาดเล็กที่ยังคงมีไอร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย นางอยู่ในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่เรียบง่ายแต่กลับขับเน้นให้ดูงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกปทุมแรกแย้ม รอยยิ้มอันอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ

    “น้องคารวะท่านพี่หญิงใหญ่” เซี่ยหยางรีบลุกขึ้นคารวะ

    เซี่ยอวี้เหวินวางหม้อซุปลงบนโต๊ะ นางทอดสายตามองน้องชายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย “เจ้าเดินทางกลับมาจากเขาซงซาน ร่างกายดูผอมลงไปมาก...พี่จึงตุ๋นซุปไก่โสมให้ตั้งแต่เช้ามืด...เจ้าต้องบำรุงให้มากหน่อย”

    นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคย “แล้วนี่...เสี่ยวหยาง...เจ้ากำลังดื่มอะไรอยู่หรือ? กลิ่นและสีของมัน...ไม่เห็นเหมือนชาที่เจ้าเคยดื่มเลย”

    เซี่ยหยางวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะพลางกล่าว “นี่เรียกว่า ‘กาแฟ’ ขอรับพี่หญิง เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งของชาวตะวันตกอันไกลโพ้น ข้าได้อ่านเจอในตำราที่สำนักศึกษาบนเขาซงซาน ท่านเคนชินพอจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่บ้าง จึงเมตตาแบ่งให้ข้าลองนำมาทำดื่มดู...ก็รู้สึกชื่นชอบยิ่งนัก มันช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า...แก้ง่วงได้ดีนักขอรับท่านพี่” เขายิ้ม “ท่านลองสักหน่อยดีหรือไม่?”

    เซี่ยอวี้เหวินพยักหน้า “ก่อนอื่น...เจ้าดื่มซุปของพี่ก่อนเถิด”

    “ขอบคุณขอรับพี่หญิง” เซี่ยหยางรับถ้วยซุปที่นางรินให้มาจิบพอเป็นพิธี สัมผัสได้ถึงรสชาติอันกลมกล่อม และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง...มันคือรสชาติของความรักและความห่วงใยอย่างแท้จริง

    จากนั้นเขาก็รีบชงกาแฟแก้วใหม่ให้พี่สาวอย่างคล่องแคล่ว เซี่ยอวี้เหวินรับถ้วยกาแฟมาถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง สัมผัสแรกคือความอุ่นที่ส่งผ่านจากตัวถ้วย กลิ่นหอมประหลาดนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่ใกล้ นางค่อยๆ จิบเข้าไปช้าๆ...

    รสชาติแรก คือความขมที่เข้มข้นจนทำให้นางต้องขมวดคิ้ว...แต่แล้วรสชาติหวานละมุนของน้ำผึ้ง และความมันของนมแพะก็ไล่ตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว...ผสมผสานกันจนกลายเป็นรสชาติที่พิสดารทว่ากลับลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ...เมื่อดื่มแล้ว...กลับรู้สึกผ่อนคลาย และปลอดโปร่งยิ่งนัก

    “แปลก...แต่ก็อร่อยดี” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

    ทั้งสองพี่น้องนั่งจิบเครื่องดื่มของตนไปพลางสนทนากันไปพลาง ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสงบสุข...และแล้วเซี่ยหยางก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

    “ท่านพี่หญิงใหญ่...ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านสักหน่อย” เขากล่าว “เรื่องร้านค้าต่างๆ ในเมืองหลวงที่เป็นชื่อของข้า...ที่ท่านย่าได้มอบทิ้งไว้ให้...ข้าอยากจะทราบว่ามันมีที่ใดบ้าง และกิจการเป็นอย่างไร”

    เซี่ยอวี้เหวินชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจอย่างชัดเจน “เจ้าไม่เคยสนใจเรื่องการค้ามาก่อน...เหตุใดวันนี้จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาเล่า?”

    เซี่ยหยางทอดถอนใจเบาๆ “เพราะข้าเพิ่งจะรู้ว่า...หากเราไม่ดูแลทรัพย์สินของตนเองให้ดี...ก็อาจจะมีมดปลวกแอบเข้ามากัดกินจนผุพังได้โดยไม่รู้ตัว”

    เขาจึงเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่หลงจู๊เผิงแห่งเมืองหัวอินบังอาจยักยอกเงินของร้านค้าไปให้พี่สาวฟัง แต่เขากลับเลือกที่จะปิดบังเรื่องราวเบื้องหลังที่ว่าอนุหวังเป็นผู้ชักใยอยู่...

    ‘ยังไม่ถึงเวลา...’ เขาคิดในใจ ‘ข้ายังไม่อยากนำพาเรื่องราวอันโสมมภายในจวน...มาทำให้จิตใจอันบริสุทธิ์ของท่านพี่ต้องขุ่นมัว’

    เซี่ยอวี้เหวินเมื่อได้ฟังเรื่องราวก็มีสีหน้าตกใจระคนโกรธเคือง “บังอาจนัก! คนผู้นั้นช่างกล้า! แล้วเจ้าจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่? มีสิ่งใดให้พี่ช่วยหรือไม่?”

    “ท่านพี่โปรดวางใจ...ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ” เซี่ยหยางกล่าวอย่างมั่นคง “เพียงแต่เหตุการณ์ครั้งนี้...ทำให้ข้าตระหนักได้ว่า...ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะต้องเข้ามาดูแลทรัพย์สินที่เป็นของข้าอย่างจริงจังเสียที”

    เซี่ยอวี้เหวินมองน้องชายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...นางเห็นความรับผิดชอบและความเป็นผู้ใหญ่ฉายชัดขึ้นในแววตาของเขา...ความห่วงใยของนางค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจ

    “ดีแล้วเสี่ยวหยาง...หากเจ้าต้องการสิ่งใด...ก็บอกพี่ได้เสมอ” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “บัญชีรายชื่อร้านค้าทั้งหมด...พี่จะให้คนนำมาให้เจ้าที่เรือนในเย็นนี้”

    “ ขอบคุณขอรับท่านพี่ ”

    คล้ายกับเรื่องสะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล ที่คุณอ่าน