สุดท้ายที่บ้านนอก

    บุญบั้งไฟ

    เสียงกลองยาวเร้าระทึกร่ำรำตีให้จังหวะแก่บรรดานางรำที่ตั้งเป็นขบวนยาวเหยียดอยู่บนถนนสายเข้าตำบล บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวเพราะแสงแดดที่แผดจ้า บวกกับความแออัดของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาชมความงามของขบวนรำเซิ้งบ้องไฟ งานเทศกาลบุญเดือนหก หนึ่งในฮีตสิบสองของชาวอีสานที่ถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษอรัญพยายามเบียดกายแทรกเข้าไปชมความพร้อมเพรียงของขบวนนางรำ เธอเหล่านั้นแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของนางรำพื้นบ้าน ทุกนางต่างก็เหงื่อไหลซึมตามลำคอและใบหน้าที่แต่งแต้มสีสวยงามนั้น ต่างหมู่บ้านก็ต่างสีสรรและจังหวะความงาม กลุ่มโชว์ตลกก็ไม่น้อยหน้า พยายามเรียกเสียงฮาจากผู้ชมรอบข้างได้เป็นอย่างดีขบวนรำเซิ้งที่เข้ามาถึงก่อนก็เซิ้งย่ำเท้าอย่างพร้อมพรักสวยงาม บริเวณวัดยังเปียกแฉะไปด้วยโคลนสีแดงเพราะฝนตกเมื่อคืน มันกลายเป็นที่เล่นสนุกของบรรดาชายหนุ่ม ชายแก่ที่เมาได้ที่แล้วพากันแบกหามกันลงคลุกกับโคลนตมนั้น บางคนเลอะทั้งตัว เห็นแต่ตาที่กลอกไปมาเท่านั้น บ้างก็เอาโคลนไล่ปาใส่ผู้ที่ยืนมองอยู่ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็มีมารยาทพอที่จะไม่รบกวนคนที่ไม่รู้จักเมื่อทุกขบวนเข้าสู่ลานวัดหน้าปะรำพิธี มีการกล่าวต้อนรับและที่สำคัญการให้สัญญาณเพื่อการเซิ้งพร้อมกันอีกครั้งเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา“หนึ่ง สอง สาม เริ่มได้............”สิ้นเสียงสัญญาณ เสียงดนตรีกระหึ่มขึ้นจากเครื่องเสียงที่ตั้งอยู่ด้านหลังขบวน พร้อมกับเสียงโห่ร้องให้จังหวะแก่นางรำ อรัญขนลุกซู่ไปทั่วทั้งกาย เมื่อได้ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ มันช่างน่าประทับใจเหลือเกิน สมกับที่เขาดั้นด้นมาดูจริง ๆสิบนาทีผ่านไป ความงามกับความบันเทิงนั้นก็สิ้นสุดลงอย่างพร้อมเพรียง เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว มันจะเป็นความประทับใจที่ฝังในใจของผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามาพบเห็นตลอดไปชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เตรียมจะหันหลังกลับ แต่แล้วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เห็นอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่เมื่อจ้องอีกทีก็ต้องหัวเราะในใจ ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่ได้ไกร นิตย์ ปิยนันท์ และเพื่อนอีกเกือบสิบคน ยืนเบียดผู้คนชมงานอยู่ด้านซ้ายมือ ปิยนันท์ใส่หมวกแก๊ปสีแดงยืนกอดอกถือกล้องตัวเล็ก คอยจับภาพนางรำอย่างเพลินใจเขาเดินแทรกลัดเลาะตรงเข้าไปทักทาย นิ้วจิ้มจึกเข้าสีข้างไกรที่ยังเต้นยิก ๆ อยู่จนสะดุ้งโหยงหันขวับมามอง“ฮึ่ย......รัน”ไกรยิ้มกว้างตบไหล่อรัญปั่ก เลยคืนให้ที่ท้องตุบหนึ่ง“อูย..หมัดหนักเหมือนเดิมนะ”ไกรนิ่วหน้า อรัญหัวเราะหึหึ พยักหน้าถาม“ไง มากันกี่คน?”“เยอะ ว่าแต่นายเถอะ มายังไงเนี่ย มากับใคร?”“คนเดียว”“ยังไม่ได้กลับบ้านเลยละสิ?”“ฮื่อ..ยังเลย แวะมาเที่ยวงานนี้ก่อน เลิกงานแล้วจึงจะกลับ”“กลับบ้านมาธุระอะไรกระมัง?”“ไม่หรอก ไม่มีอย่างธุระอะไรอื่น แค่มาเที่ยวเท่านนั้นเอง” อรัญไม่อยากบอกความจริงกับเพื่อนว่าเขาเองตกงานอีกรอบแล้ว“นายมาดูบ้องไฟอย่างเดียวเนี่ยนะที่อุตส่าห์ถ่อสังขารมาจากกรุงเทพฯ”“ใช่...ทำไม?”เขาถาม ไกรยกมือปัดผ่านตรงหน้า ส่ายหัวไม่ตอบอะไร พอดีกับที่เพื่อน ๆ หันมาเจอจึงได้กรูเข้ามาทักทาย ปิยนันท์เข้ามาทักเป็นคนหลังสุด ชายหนุ่มจึงทักก่อน“นันท์?” เขายิ้มให้“พี่รัน แหมไม่นึกว่าจะมาเจอที่นี่ได้”“ก็เหมือนกัน ไม่นึกว่าจะเจอนันท์ที่นี่ นึกว่ายังอยู่ที่โน่น กลับมานานแล้วหรือ?”“สองวันเอง กะว่ามาเที่ยวงานนี้แหละ เห็นเขาประกาศทางทีวี”“มาคนเดียว?”“หลายคน นั่นไง” หญิงสาวชี้บอก“ไม่ใช่พี่หมายถึงมาจากกรุงเทพฯ”เขารีบบอก ปิยนันท์หน้าแดงเมื่อรู้ว่าตัวเองหลงประเด็น ตอบมาเบา ๆ“สองคนกับเพื่อน”“พวกเราพากันมารถอะไรหรือ?”“มาเที่ยวงานหรือมาจากกรุงเทพฯ” ปิยนันท์ย้อนถาม กันเข้าใจผิดอีก เขาหัวเราะกับอาการค้อนนิด ๆ ของเธอ“มาเที่ยวงานนี้แหละ”“เอามอไซค์มา”ไกรยื่นหน้าเข้ามาตอบแทนปิยนันท์ ถามต่อ“จะกลับกรุงเทพฯ วันไหน?”“อีกหลายวัน กะว่าจะไปเยี่ยมแม่ก่อนให้แกเห็นหน้าให้ชื่นใจหน่อย ว่าแต่พอมีที่ว่างจะให้ซ้อนกลับด้วยหรือเปล่า?”“เต็มหมดว่ะ นอกจากจะอัดสาม แต่เออใช่ รถนันท์ยังว่างอยู่ แต่ใครจะกล้าซ้อนวะ นายขอเขาเองก็แล้วกัน”“งั้นกลับรถโดยสารดีกว่า”“เฮ่ย…ลองขอเขาก่อนสิ”“อย่าเลย เกรงใจนันท์ว่ะ”“ก็ตามใจ ว่าแต่คืนนี้เที่ยวงานด้วยกันนะ พวกเราจะกลับพรุ่งนี้เช้า นายจะกลับตอนไหน?”“เช้าเหมือนกัน แต่จะไปเอากระเป๋าก่อนที่หลวงปู่ ฝากของไว้กับท่าน”“ที่ไหน?”ไกรถามแต่ก็พยักหน้าเข้าใจเมื่ออรัญบอกชื่อวัดนับรวมกับอรัญแล้วได้ครบโหลพอดี ชวนกันออกไปหาน้ำดื่ม ทำเอาแม่ค้าเจ้าของร้านหน้าบานเลยทีเดียว ไกรสั่งเบียร์มาอีกแล้ว เขาไม่อยากจะห้ามจึงปล่อยเลยตามเลย เขาออกจะโมโหไกรไม่น้อย เหล้าเข้าปากทีไรเป็นต้องก่อกวนทุกที พวกเขาจึงพากันดึงตัวออกมาจากร้าน เดินลัดทุ่งมายืนพักอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาตระหง่านโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา มันกำลังออกดอกสีชมพูอมม่วงสวยงามกลมกลืน ควายสองสามตัวเดินเล็มหญ้าอยู่ลิบ ๆ“เฮ้ย.....บ้องไฟขึ้นแล้ว โน่น โน่น”นิตย์ร้องพร้อมกับชี้มือบอกทิศทาง ไม่ทันขาดคำ เสียงของไอพ่นโบราณ ก็ดังกระหึ่มมาให้ได้ยินทุกคนต่างหันไปชมความงามของควันที่พวยพุ่งเป็นทางยาว“โห...บ้องไฟแสนแน่เลย ใช่แน่”ไม่ทราบใครเป็นคนกล่าวเพราะไม่มีเวลาสนใจ มัวแต่มองท้องฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ มันถีบตัวพุ่งสูงขึ้นแรงขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งลับหายเข้าไปในกลีบเมฆ“โห..ลิบเมฆเลย”ปิยนันท์กล่าวแว่วมา เธอเดินไปห่างจากคนอื่น เพื่อนหญิงพากันปรบมือเกรียวโห่ร้องแบบชอบอกชอบใจ“วี๊ด....ปัง!” เสียงดังเกิดขึ้นใกล้ตัวนี่เอง พวกเขาหันไปมองหาต้นเหตุ“ว้าว...นันท์ มีบ้องไฟเล็กจุดก็ไม่บอกกันมั่ง มา ๆ ขอจุดบ้าง” นิดเดินเข้าไปขอเจ้าวี๊ดปังจากปิยนันท์มาแจกจ่ายคนอื่น โยนมาให้อรัญดอกหนึ่ง“วี๊ด...ปัง!”ดังขึ้นเป็นระยะ มีบ้างที่ได้ยินแต่เสียงฟึ่บคามือผู้จุด สร้างความขบขันแก่พวกเขาหัวเราะกันลั่นทุ่ง ปิยนันท์จุดยังไม่ทันปล่อยโยนเข้ากลางวง ต้องพากันกระโดดหลบกันจ้าละหวั่น ต่างก็ต่อว่าหญิงสาวเล่นอะไรเสียวไส้อรัญได้แผลเพราะเจ้าดอกที่จุด ไม่ขึ้นตามที่คาด มันแตกคามือ จนไฟลวก“บ้าจัง..!”เขาบ่นปนหัวเราะ ไกรหยิบน้ำแข็งจากถุงน้ำเย็นมาโปะใส่ให้ ความจริงมันก็ไม่รุนแรงอะไรมากมาย เพียงแต่ร้อน ๆ เท่านั้น“ใครหิวบ้าง?” เขาถามขึ้นลอย ๆทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “หิว” จึงตกลงกันไปเข้าร้านอาหารอีกครั้ง ไฟจากร้านรวงเปิดสว่างไสวต้อนรับยามค่ำคืน แต่ทุกหนแห่งก็ยังคงอึกทึกด้วยเสียงเครื่องเสียงที่กระหน่ำแข่งกันเปิดเรียกร้องความสนใจให้เข้าใช้บริการมอร์เตอร์ไซค์ไต่ถังใช้สาวน้อยหน้าแฉล้มยืนเต้นเข้าจังหวะเรียกคนเข้าชม แม้จะมืดแล้วบ้องไฟยังจุดกันไม่หยุด คงจะจุดจนกระทั่งมองไม่เห็นเลยกระมังสามทุ่มกว่า พากันเข้าไปยิงปืนในร้านปืนอัดลม แต่ละปั่กที่ลูกปืนพลาสติกโดนตุ๊กตาล้มเป็นต้องตามด้วยเสียงร้องแบบต่าง ๆ แล้วแต่จะถูกตัวอะไร ยกโขยงย้ายเข้าร้านปืนเป้ามาตรฐาน ยิงมันมือกว่าปืนยาวเยอะ วุ่นวายพอดู เพราะแต่ละคนต่างก็ยิงเป้าของคนอื่นมั่วไปหมด ไกรดูจะยิงแม่นกว่าคนอื่น เพราะไม่พลาดจากวงสีแดงเลยสักนัด 15 นัด 10 บาท แพงไปหน่อย แต่ก็พอลุ้นหนุ่มสาวกลุ่มอื่นเข้ามาร่วมด้วย เรียกความคึกคักได้พอสมควร ส่วนมากไม่ค่อยจะยิงเป้าของตัวเอง ไพล่ไปยิงเป้าของสาว ๆ มากกว่าโดยเฉพาะไกรกับอรัญ เบียดเข้าไปหายิงในหญิงสาวจากกลุ่มอื่นโดยไม่สนใจว่าหนุ่มเจ้าของกลุ่มจะว่ากันอย่างไร เพราะดูท่าแล้วไม่มีใครว่าใคร พวกเขาเองก็พยายามเข้าไปยิงในกลุ่มของปิยนันท์เหมือนกัน โดยเฉพาะปิยนันท์ดูจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษไกรทำหน้าที่เป็นครูสอนหญิงสาวไปในตัวเรียกความสนิทสนมได้เกินคาด แต่ดูท่าว่าจะจ่ายค่าลูกปืนไปไม่น้อยทีเดียว“ง่วง…กันจะกลับไปนอนนะ”อรัญเดินไปสะกิดบอกไกร“จะกลับไปนอน นอนที่ไหน?”ไกรทำหน้างง เขาจึงดึงแขนออกมานอกวง“ที่วัดที่เอากระเป๋าไว้นั่นแหละ”“แล้วไม่กลับพร้อมกันหรือ?”“ไม่หรอก จะขึ้นรถโดยสารกลับเอง”ไกรหันไปมองเพื่อน ๆ ที่ยังสนุกกันอยู่แล้วกล่าวว่า“เดี๋ยวถามคนอื่นก่อน จะว่ากันยังไง กันก็ง่วงนอนเหมือนกันแหละ”จากนั้นเดินไปสะกิดชวนเพื่อน ๆ เดินมาที่เขาแล้วบอกสาเหตุที่เรียกออกมา“เอาเป็นว่ากลับไปนอนด้วยกัน ก็แล้วกัน งานไม่สนุกแล้วว่ะ ง่วงกันทุกคนเดินมาทั้งวันแล้ว ไปพักก็ดีเหมือนกัน”ไกรหันมาพูดเมื่อขอความเห็นจากเพื่อนแล้ว“นันท์ว่าเรากลับกันเลยไม่ดีหรือ?” ปิยนันท์ออกความเห็น“-ไม่เคยนอนที่อื่นมาก่อน”“ขับรถไหวหรือ?” อรัญถาม“ไหว” หญิงสาวพยักหน้าตอบสั้น ๆ“กว่าจะถึงก็เช้าเลยนะ”“ไม่เป็นไรหรอก ทนได้ เห็นใจพวกผู้หญิงหน่อยสิ ไปพักนอนทั่วไปได้หรือ?”“ฮื่อ นั่นสินะ อ้าวรันว่าไง?”ไกรหันมาถามอรัญแบบขอความเห็น“เฮ่ย มาถามกันได้เรอะ ต้องถามทุกคนสิว่าจะเอายังไง ส่วนกันน่ะไม่เกี่ยวอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? คงไม่ได้กลับด้วยหรอกต้องไปเอากระเป๋าที่โน่น” เขาออกตัว“พูดงั้นได้ไง ต้องกลับด้วยกันสิ เอางี้พวกเราทั้งหมด ไปเอากระเป๋านายก่อน แล้วเลยกลับเลย นายรู้ทางไม่ใช่หรือ?”“เบียดกันสามคนจนถึงบ้านไม่ไหวหรอกรถไม่พอไม่ใช่หรือ?”“ไปรถนันท์ก็ได้ นันท์ไม่มีคนซ้อน”ปิยนันท์เอ่ยมาเบา ๆ อรัญหันไปมองเพื่อนแบบขอความเห็น ทุกคนพยักหน้า“ไปโว้ยพวกเรากลับ!”“กลับ ง่วงแล้ว”“กลับเหอะ”“ง่วงจริ๊ง กล๊าบ”ปิยนันท์ออกรถไปตามทิศทางที่เขาแนะนำ ขบวนรถกลุ่มใหญ่ของเขาพากันบ่ายหน้าออกจากบริเวณงาน ปล่อยความครึกครื้นนั้นไว้เบื้องหลังกลับมาถึงวัดก็เป็นเวลาประมาณ 6 ทุ่มกว่า หลวงปู่ยังไม่ทันจำวัดเพราะมีโยมมาคุยด้วย พวกเขาเข้าไปกราบลา โดยท่านก็ไม่ลืมที่จะสั่งไม่ให้ประมาท ตามธรรมเนียมของพระสงฆ์เกือบตีห้า ฟ้าสางนิด ๆ ทางทิศตะวันออก พวกเขานำขบวนรถเข้าถึงหมู่บ้าน“แยกบ้านใครบ้านมัน…”ไกรตะโกนบอกเพื่อน ๆ ก่อนขับรถแซงแยกไปก่อน ปิยนันท์ชะลอรถจอดที่กลางสะพานข้ามแม่น้ำ เมื่อรถคันอื่นผ่านไปกันหมดแล้ว“จะให้ไปส่งหรือเปล่า?”หญิงสาวเอ่ยถามเรียบ ๆ โดยไม่หันมามอง“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเดินเข้าไปเอง ขอบใจนะ นันท์กลับเถอะ”ชายหนุ่มถอยตัวลงจากรถ แตะหลังหล่อนเบา ๆ“ดูพี่จะไม่ค่อยชอบนันท์เลยนะ?”คำพูดของหญิงสาวทำเอาอรัญสะดุ้ง ไม่นึกว่าหล่อนจะถามตรงเช่นนี้ จึงเสหัวเราะกลบเกลื่อน“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?”“สังเกตุเอา ท่าทางที่พี่แสดงออก พี่รังเกียจนันท์หรือ?”“เหลวไหล…พี่จะรังเกียจนันท์เรื่องอะไร?”“ก็อาจ….จะเป็นเพราะ..เอ่อ..ประวัติของนันท์มันไม่ค่อยดีกระมัง?”“แล้วมันไม่ดียังไง?”“พี่ก็รู้ดี ไม่น่าถาม”“พี่จะรู้ได้ไง…พี่ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับนันท์เลยนี่นา นาน ๆ ถึงเจอกันที”“พี่จะกลับเมื่อไหร่?” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องถาม“อีกหลายวัน”“พี่รัน?”“หือ…”“พี่เคยไปพระประแดงหรือเปล่า?”“เคย..ทำไมหรือ?”“สงกรานต์พระประแดง?”“ใช่…พี่เคยไป”“นันท์ก็นึกอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นพี่แน่เลย แต่ตอนนั้นเลอะแป้ง กลัวจำคนผิด”“ที่ศาลาริมคลองใช่มั๊ย?”“ใช่..ตอนนั้นเห็นพี่นั่งอยู่ศาลาตรงกันข้าม แต่ไม่แน่ใจเลยไม่กล้าเข้าไปทัก”ปิยนันท์พยักหน้า และออกรถจากไป อรัญหิ้วกระเป๋าเดินลัดเข้าบ้านที่มีเสียงเจ้าแรมโบสุนัขตัวดุเห่าขรมจากบนบ้าน ได้ยินแต่เสียงน้อยที่คอยดุไม่ให้เห่ามาจากในครัว
    โปรดติดตามตอนต่อไป