วันนั้นนาฟ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ยืนอยู่บนดาดฟ้า ชั้นที่12 ของที่พักตน นึกถึงข้อความในจดหมายที่พวกตระกูลเชคาลวางแผนใส่ตน
“”ถ้าอยากให้เด็กสาวนั้นปลอดภัย แกต้องทำตามเงื่อนไขของพวกเรา แล้วเราจะปล่อยเด็กนั้นไป
เงื่อนไขไม่มีอะไรมาก “แกต้องยอมรับการโจมตีของข้า 3 ครั้ง โดยห้ามใช้พลังใดๆ ตอบโต้ หลังจากนั้นพวกข้าถึงจะปล่อยเด็กนั่นให้เป็นอิสระ””
นาฟสีหน้าตึงเครียดครุ่นคิดหาวิธีรับมือ กับคนกลุ่มนี้ ไม่นาน เสียงดังจากสัญญาณ บัตรสมาชิกโคลิเซี่ยม
นาฟจับบัตรออกมาดู โคลิเซี่ยมส่งข้อความมา
“ประลองอีก 7 วัน สนามประลองแห่งความตายชั้นที่ 7 “
วันต่อมากลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วทั้งเมืองตะวันออก เมื่อ
โคลิเซี่ยม เริ่มเผยแพร่ข่าว ว่ามีการลงนาม
“สู่ศึกถึงความตาย”เกิดขึ้น เป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่มีศึกระดับนี้
มีการพูดออกไปเป็นวงกว้าง ว่าทั้งคู่ต่างก็เป็น “อันดับในรายชื่อนักสู้ คนนึงคือ”คุณชายขาว เชกัน อีกคน เป็นนักสู้หน้าใหม่ “น้ำตาเลือด
วันนั้นมีข้อความหลายข้อความส่งเข้ามา ผ่านทางสร้อยจันทร์เสี้ยว “มีทั้งท่านหลิงและท่านเร็ตโต้ ที่ถามในลักษณะว่าเกิดอะไรขึ้น “นาฟไม่รู้ว่าจะตอบแบบไหนเลยนิ่งไป ไม่นานก็มีข้อความส่งมาถามจากมังกี้
นาฟอยู่ในช่วงที่ต้องคิดอะไรหลายอย่าง จึงยังไม่ได้ตอบข้อความไป
สุดท้ายมีข้อความจาก รองผู้อำนวยการ จินโซ ถามว่า
“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า? นาฟตอบกลับว่า “ไม่มีครับ”
ขณะนาฟกำลังคิดหาหนทางต่างๆ นั้น “กิ๊ง!ๆ เสียงกดกริ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าห้อง
เป็นมังกี้ ที่แวะมาหานาฟ เพราะเป็นคนเดียวที่รู้ที่พักของนาฟ
“มันเกิดอะไรขึ้นน้องชาย นี่มันเรื่องใหญ่นะ!
“ข้ามีเหตุผลบางอย่างที่มิอาจเลี่ยงได้
อืม! ข้าเข้าใจน้องชาย เจ้าคงโดนพวกตระกูลต่ำช้านั่น บีบบังคับบางอย่าง คงจะเป็นเรื่องของน้องสาวนาย
แต่นายต้องรอบคอบกว่านี้ น้องสาวนายอาจไม่ได้ถูกพวกมันจับตัวไปก็ได้ เราลองสืบหากันก่อนดีมั๊ย
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิด แต่ตอนนี้ข้าอยู่ในสถานะที่เลือกไม่ได้
“น่าเจ็บใจ พวกตระกูลบ้านี่ จริงๆ
น้องชายข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนเก่ง แต่เจ้าจะประมาทคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นอันขาด
ชาวอาณานิคม ที่สามารถก่อตั้งตระกูลใหญ่ได้ล้วนไม่ธรรมดา
“เจ้าต้องรู้ว่ากลุ่มตระกูลใหญ่ภายในอาณานิคม ทุกตระกูลล้วนมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง
นาฟหันมามองมังกี้อย่างสงสัย
“กลุ่มตระกูล ล้วนมีความพิเศษบางอย่างที่สามารถส่งต่อพลังกันได้
“ส่งต่อพลังอย่างนั้นรึ?
“ใช่! กลุ่มตระกูลใหญ่มักจะมีพันธุกรรมพิเศษ สามารถส่งต่อความสามารถสู่เครือญาติในตระกูลได้ คนในตระกูลใหญ่จึง ใช้พลังพิเศษในรูปแบบเดียวกันหมด
“พวกตระกูลเชคาล สืบทอดพลังพิเศษโบราณชนิดนึง
เป็นสายชีวิตอันทรงพลัง
ว่ากันว่า พวกเชคาล เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย บางคนก็ว่าพวกเชคาล มีดวงใจสองดวงในร่างเดียว
“ข้าไม่แปลกใจเลย ที่เจ้าเชกัน จะบังคับนายลงสู้ศึกถึงความตาย เพราะว่ามันไม่กลัวตาย
“ดวงใจสองดวงในร่างเดียว อย่างนั้นรึ!
วันนั้นนาฟบอกมังกี้ว่าไม่ต้องเป็นห่วงตนมาก เดี๋ยวจะหาวิธีรับมือกับตระกูลเชคาลเอง
มังกี้เข้าใจ และเกิดความเห็นใจน้องชายคนนี้ รับปากจะระดมคนในองค์กรที่รู้จัก สืบข่าวความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
วันต่อมามีเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูห้องอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ มังกี้ แต่เป็นแม่สาวผมสั้นอารมณ์ร้าย “จินยี้ นั้นเอง
“เจ้ารู้ที่อยู่ของข้าจากท่านมังกี้รึ?
“ทำไม ข้าอยากรู้ไม่ได้รึ!
“ข้าไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้า
“ข้าก็รู้ ข้าถึงอยากมาเตือนเจ้า พวกเชคาล มันไม่ธรรมดานะ ข้าว่าเจ้าดูเป็นคนมีความนึกคิดอยู่ คงไม่คิดสั้นไปหาความตายเฉยๆ แน่
“จากบุคลิกของเจ้าคงไม่โง่เข้าไปหาความตายง่ายๆ คงโดนบางสิ่งบีบบังคับอยู่ล่ะสิ
เด็กสาวผมสั้นถึงจะดูภายนอกอารมณ์ร้ายฉุนเฉียวตลอดเวลาแต่ลึกๆ วิเคราะห์ได้ตรงจุดมาก
“มีอะไรให้ข้าช่วยมั๊ย นาฟส่ายหัว “เจ้าเชกันเป็นรุ่นน้องที่สถานศึกษา อีสเทิร์นของข้า มันเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายมาก เวลามันจะเล่นงานใครล้วนต่ำช้าในแบบฉบับของตระกูลมัน
“ทำไมเจ้าไม่เข้ารับการศึกษาที่สถาบัน อีสเทิร์น เลยล่ะ เจ้าอาจจะใช้สิทธิ์ ให้พวกคณาจารย์ ออกโรงช่วยไกล่เกลี่ยได้นะ
“เรื่องราวมันซับซ้อนมากไปกว่านั้น แต่ข้าต้องขอบคุณท่านจินยี้ มากที่เป็นห่วง
“ช่างเถอะ! แล้วแต่เจ้าละกัน ข้าไม่ชอบบังคับใคร ถ้าต้องการให้ข้าช่วย ติดต่อข้าได้เสมอ
เด็กสาวจินยี้ วางกระดาษขนาดเล็กไว้บนโต๊ะแล้วเดินจากไป
นาฟเดินมาหยิบกระดาษที่คล้ายๆ นามบัตรขึ้นมาดู ในบัตรมีรหัส ที่ใช้ติดต่อส่งข้อความภายในองค์กร มองไปที่มุมล่างของกระดาษ “จินยี้ประธานนักศึกษา อิสเทิร์น”
หลังจากได้รับข้อมูลจากทั้งมังกี้และจินยี้ นาฟพยายามค้นหาวิธีและทางออก
พวกเชคาล สายชีวิตอันทรงพลัง “มันต้องการโจมตีข้าถึงสามครั้ง แสดงว่าไม่มั่นใจในพลังโจมตีของมันเอง
มีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งไม่กลัวตายแสดงว่าพลังฟื้นฟูร่างกายค่อนข้างสูง
อย่างแรกเราคงต้องหาวิธีป้องกันตัวก่อน นาฟหันไปมองเกราะไม้ของตน ครุ่นคิดว่าจะทนทานการโจมตีได้หรือป่าว แต่ถึงจะทนแรงโจมตีจากภายนอกได้ แล้วร่างกายเราล่ะ จะทนทานได้สักแค่ไหน ก่อนอื่นคงต้องสร้างเสริมร่างกายตนเองก่อน
ค่ำคืนนั้น นาฟตัดสินใจใช้ยาเสริมพลังขวดใหญ่ ทั้งค่ำคืนได้ยินเสียงร้องอย่างทรมาน ออกมาเป็นระยะๆ จนรุ่งเช้า นาฟที่อยู่ในสภาพพึ่งตื่นจากการสลบไสล เห็นร่องรอยเลือดสีดำกระจัดกระจายทั่วพื้นห้อง เสื้อผ้าตนเองที่ยังเปียกชุ่มอยู่
แต่ตอนนี้ใบหน้าแจ่มใสเปล่งประกาย มวลกล้ามเนื้อในร่างกายตอนนี้รู้สึกทรงพลังขึ้นเป็นอย่างมาก รู้สึกได้เลยว่าพลังของตนเกือบจะถึงจุดสูงสุดของขั้นพลังนี้แล้ว
“น่าจะเป็นขั้นปลายของระดับ2 หลังจากจัดแจงภายในห้องและชะล้างร่างกายใหม่ นาฟเริ่มฝึกฝนต่อทันที
อยากจะลองเพิ่มความสามารถเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าพลังตอนนี้จะรับไหวมั๊ย
นาฟครุ่นคิดว่าจะเพิ่มความสามารถอะไรเข้าไปดี โดยมุ่งเน้นไปทางสัตว์แปลงระดับชั้นยอดที่เคยเจอมา
ส่วนความสามารถของสัตว์แปลงระดับชั้นก่อเกิด และชั้นฟ้าคงต้องเพิ่มพลังร่างกายให้มากกว่านี้ก่อนถึงน่าจะใช้ได้
นาฟนึกถึง พลังการโจมตีของปีกมิติ ตั๊กแตนเงินตัวนั้น กับความสามารถป้องกันทางมิติของควายเขาทอง
นาฟนั่งลงที่พื้นกำหนดสมาธิขึ้นพยายามเพิ่มความสามารถทั้งสองอย่างผสานเข้ากับร่างกาย
พลังความสามารถทั้งสองเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างช้าๆ นาฟรู้สึกได้ว่าตนกำลังจะมีพลังใหม่เพิ่มขึ้นมา
จู่ๆ ความอึดอัดแบบเดิมก่อเกิดขึ้นภายในจิตใจ เซลล์ประสาทในร่ายกายเริ่มกระตุกเหมือนจะบอกบางสิ่ง
“อ๊าก! เลือดไหลออกจากมุมปากของนาฟ เกิดความรู้สึกถึงความสามารถของพลังที่ตนมี กำลังถูกลดทอนพลังลงเรื่อยๆ
“อีกแล้วอย่างนั้นรึ นาฟนึกบางอย่างคงต้องเลือกแล้ว!
ไม่รอช้า สะบัดพลังความสามารถของใบมีดมิติของตั๊กแตนเงินออก แล้วคงความสามารถของ ควายเขาทองไว้ “ซู่!” “ขีดจำกัดอยู่ที่ 4 ความสามารถงั้นรึ!
ถ้าเทียบกันแล้ว ตัวเรามีความสามารถด้านการโจมตีที่ทรงพลังอยู่แล้ว ถ้าให้เลือกก็คงต้องเลือกความสามารถพลังด้านการสนับสนุน
ซึ่งพลังมิติแบบดึงดูดกับผลักออกน่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุดในตอนนี้ นาฟเริ่มฝึกการใช้งานของพลังนี้ จนถึงช่วงเย็น
ตกเวลากลางคืน นาฟที่นั่งกินสุราอยู่ที่ระเบียงห้อง มีชุดเกราะไม้ โล่และกริช วางอยู่ข้างๆ นาฟมองอาวุธของตนเองอยู่
“ถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถใช้พลังในการตั้งรับได้คงต้องพึ่งเกราะไม้ของเรา
แต่ทำยังไงถึงจะทำให้มันซับแรงกระแทกได้นะ ความแข็งแรงทนทานมีมากอยู่แล้ว
ไม่ว่าเป็นการจู่โจมจากของมีคมชนิดไหนก็ ทำอะไรมันไม่ได้ แต่แรงสะท้อนจากการโจมตีที่รุนแรงนี่สิ จะทำยังไง ร่างกายเราคงทนรับไม่ไหวแน่
นาฟพูดไป ก็จิบสุราคลายทุกข์ไป “น้องสาวเจ้าอยู่ไหน?