บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 สัมผัสแห่งวิญญาณ

                ข้าว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี่ มันต้องไม่ธรรมดาแน่!

                หมิงอวี่ไม่ได้สังเกตเลยว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นมีขนาดต่างจากของคนอื่นมากมันเป็นสภาพที่ดูไม่ค่อยดีเลย

               ระหว่างที่หมิงอวี่กำลังครุ่นคิด ความทรงจำบางอย่างก็พุ่งเข้าสู่หัวสมองของเขา

               “กระบวนท่าที่หกของเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง สัมผัสแห่งวิญญาณ! ใช้น้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนจิตควบคุมมันให้เข้าไปในจุดเซินถิง เพื่อไปถึงจุดสูงสุดของดวงตาหยั่งรู้!”

               หมิงอวี่คิดไม่ถึงเลยว่า กระบวนท่าที่หกของเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูงคือการใช้น้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังจิตวิญญาณที่รุนแรงควบคุมมันให้เข้าไปในจุดเซินถิง นั่นคือสถานะ “สัมผัสแห่งวิญญาณ”

               จากรูปแบบการใช้งานกระบวนท่าที่หกของเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูงหมิงอวี่ต้องค่อยๆ นำน้ำสีดำบริสุทธิ์จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปที่จุดเซินถิงซึ่งอยู่บริเวณหน้าผากของเขา

               ตอนที่น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สัมผัสไปที่จุดเซินถิง ทันใดนั้นเองความเยือกเย็นก็แผ่ซ่านออกมาจากหัวของเขา

               หมิงอวี่รู้สึกว่าหัวและร่างกายของเขานั้นเบาหวิวตัวของเขาล่องลอยมาก ความรู้สึกสดชื่นเต็มไปทั่วหัวของเขาเลย

               จากนั้น เมื่อหมิงอวี่ลืมตาขึ้นมา จากความมืดตรงหน้าก็กลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง

               รอบตัวของเขายังมีหมอกสีน้ำเงินก่อตัวขึ้นอีกมากมาย  แต่หมิงอวี่ก็ต้องตกตะลึง

               หลังจากที่เปิดสัมผัสแห่งวิญญาณ ดวงตาทั้งสองของเขาก็มองเห็นเม็ดน้ำค้างสีน้ำเงินได้อย่างทะลุปรุโปร่งเกล็ดหิมะบางรูปแบบต้องมองใกล้ๆ ถึงจะมองเห็น แต่ว่าตอนนี้แม้เกล็ดหิมะที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรหมิงอวี่ก็กลับมองเห็นลักษณะรูปร่างของมันได้อย่างชัดเจน!

                ส่วนหูยังคงมีเสียงลมพัดแรง แต่เขากลับสามารถแยกทิศทางของลมที่พัดมาได้อย่างชัดเจน!

                จมูกที่สูดอากาศที่หนาวเย็นเข้าไป ยังสามารถได้กลิ่นความเค็มอ่อนๆที่ออกมาจากน้ำค้างได้ด้วย

               สัมผัสแห่งวิญญาณมันทำให้ประสาทสัมผัสของหมิงอวี่นั้นไปอยู่ในจุดที่เรียกว่าน่ากลัวอย่างมากเขาสัมผัสได้ว่าเลือดลมในร่างกายของเขากำลังไหลเวียนอยู่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเคลื่อนไหวของเลือดลมในร่างกายตัวเองได้อย่างชัดเจน!

                สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หมิงอวี่รู้สึกว่าหมอกหิมะรอบๆ บริเวณนั้นเคลื่อนไหวช้าลงโลกทั้งใบตรงหน้าเหมือนหมุนช้าลงเขารู้สึกว่าลมหายใจของเฮยจีที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดก็ช้าลงไปด้วย จังหวะการกะพริบตาของเขานั้นเด่นชัดมาก!

                แล้วเขายังสามารถมองทะลุร่างกายของเฮยจี มองไปเห็นอวัยวะที่อยู่ภายในของนางแต่ว่าของพวกนั้นเหมือนเป็นภาพลวงตา เพราะมันเป็นสีดำๆ

               ไม่เพียงแค่ประสาทสัมผัสเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ แต่ยังมีการมองเห็นที่ทุกอย่างถูกปรับให้ช้าลงด้วย!

                ต่อให้เป็นผู้กล้าคนอื่นที่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อนำน้ำในบ่อถ่ายเข้าสู่จุดเซินถิงแล้วใช้ดวงตาหยั่งรู้ก็ไม่ได้ความสามารถในแบบนี้

               “ตกลงแล้ว ข้ามีกำลังเท่าไรกันแน่เนี่ย?”

               หลังจากกระชากวิญญาณสำเร็จไปแล้ววิญญาณก็สามารถควบคุมร่างกายได้ดีมากขึ้นสามารถปรับใช้พลังงานแฝงที่อยู่ในร่างกายได้ทั้งหมดในเวลานี้หมิงอวี่รู้สึกว่าร่างกายของเขานั้นระเบิดพลังออกมาหมดแล้วแต่ไม่สามารถระบายออกมาได้

               “เจ้าทำสำเร็จแล้ว”

               เฮยจีเดินมาตรงหน้าของหมิงอวี่ แล้วพูดว่า “ข้ารอจนร้อนใจไปหมดแล้ว เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาข้ากลัวเจ้าจะธาตุไฟเข้าแทรกมากเลยนะ”

               หมิงอวี่กลับส่ายหน้าแล้วหัวเราะ จากนั้นก็พูดว่า “ไม่หรอกทะลวงได้เร็วมิสู้ทะลวงได้จังหวะเวลา อีกหนึ่งก้านธูปคิดว่าแขกคนสำคัญของเราก็คงมาถึงแล้วล่ะ”

               “หือ?” เฮยจีรู้สึกสงสัย แต่ไม่นานนางก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังใกล้เข้ามา

               หมิงอวี่ก็ไม่ได้คิดจะหลบ แต่เขารออย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งในระยะสายตาของเขา ท่ามกลางหมอกหนาวที่อยู่ห่างไกลออกไปก็มีภาพของคนสองคนปรากฏขึ้น

               สองคนนั้นก็คือหานเฟิงกับหลัวชี!

                เพราะเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาดูดซับพลังงานดอกบัวหิมะน้ำแข็งไปหนึ่งดอก ทำให้หมอกเย็นบนยอดเขาเซิงหานนั้นลดลงไปมากอุณหภูมิที่น่ากลัวเหล่านั้นจึงเพิ่มสูงขึ้นมา

               อีกทั้งหานเฟิงเองก็ไปหาหัวหยวนจือมาสิบเม็ดอย่างยากลำบากเขากับหลัวชีแบ่งกันกินคนละห้าเม็ดจึงสามารถขึ้นมาถึงตรงนี้ได้

               “หมิงอวี่ เจ้ายังไม่ตายหรือ!”

                ตอนที่หานเฟิงเห็นหมิงอวี่ เขาตะลึงก่อนเป็นอย่างแรกจากนั้นก็ดีใจอย่างมาก

               เดิมหานเฟิงคิดว่า หมิงอวี่กับเฮยจีน่าจะหนาวตายไปแล้ว จากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่เขาได้รับความอัปยศจากทั้งสองคนอย่างมากมันเป็นความทุกข์ที่หนักอกของเขามากที่สุด ต่อให้คิดว่าหมิงอวี่กับเฮยจีจะตายไปแล้วแต่เขาก็ยังอยากจะที่เห็นศพของสองคนนั้นถึงจะสบายใจ

               จากนั้น หานเฟิงก็จะทำการฉีกศพของพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ

               แต่ว่า พอเห็นหมิงอวี่ยังมีชีวิตอยู่ หานเฟิงจึงตื่นเต้นมากเพราะแบบนี้เขาก็สามารถลงมือแก้แค้นด้วยมือของเขาเองได้!

                “เจ้าอย่าเพิ่งตื่นเต้นไป” หมิงอวี่ทำปากบุ้ยใบ้ไปด้านหลังจากนั้นก็พูดว่า “เจ้าดูนี่ ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวนะที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ยังมีบัวหิมะน้ำแข็งอยู่อีกสองต้นด้วยนะ ดีใจไหม?”

               พอได้ยินหมิงอวี่พูดแบบนี้ หานเฟิงก็หันไปมองทันที แล้วก็พบว่าตรงนั้นมีบัวหิมะน้ำแข็งอยู่อีกสองดอกจริงๆ!

                หากสามารถดูดซับบัวหิมะทั้งสองดอกนั้นได้ หานเฟิงก็จะสามารถทะลุจากขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดไปยังขั้นแปด“ระดับประสานเป็นหนึ่ง” ในทันที!

               “ฮ่าฮ่า!”

                ความรู้สึกดีใจจนอยากร้องไห้มันพลุ่งพล่านไปทั่วหัวของหานเฟิง

               หนึ่งเดือน หนึ่งเดือนเต็ม! เขานอนไม่เคยหลับเลยในใจมีแต่ภาพของหมิงอวี่กับเฮยจี เขาอดทนมาจนถึงวันนี้ในที่สุดก็ได้รับสิ่งตอบแทนแล้ว!

                สวรรค์มีเมตตากับข้าหานเฟิงจริงๆ !

                ตอนนี้ดูไปแล้วหมิงอวี่จะต้องมีวิธีการต้านทานความหนาวนั้นแน่ถึงได้ขึ้นมาถึงยอดเขาเซิงหานได้เพียงแต่ว่าไม่กล้าลงจากเขาไปเลยตลอดหนึ่งเดือน รอจนตอนนี้เขามาถึงแล้วประจบมอบบัวหิมะน้ำแข็งให้กับเขา

               หานเฟิงปล่อยวางแล้วพูดว่า “หมิงอวี่เจ้าคิดว่าข้าต้องการทานบริจาคจากเจ้าหรือ ถึงได้บัวหิมะน้ำแข็งสองดอกนี้มาน่ะ?เจ้าคิดว่า ทำแบบนี้แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือ?”

               วินาทีที่มองเห็นหมิงอวี่กับเฮยจี หานเฟิงก็มีแผนการขึ้นมา

               เขาต้องจัดการหมิงอวี่ก่อนจากนั้นก็ขืนใจเฮยจีต่อหน้าเขาทำให้เขาได้รับความสะเทือนจิตใจอย่างสูงที่สุด! มีแค่วิธีนี้เท่านั้นถึงจะชดเชยความเจ็บปวดในตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของเขาได้

               “เจ้าอย่าปล่อยข้าไปเชียวนะ ที่จริงมันต้องกลับกันแบบนี้เลยข้าต่างหากที่รอเจ้าอยู่”

               หมิงอวี่ลุกขึ้นมา ยิ้มแล้วเดินมาหาหานเฟิง

               “พูดจาอวดดี โอหังนัก!”หลัวชีทนท่าทางแบบนี้ของหมิงอวี่ไม่ได้เขาพุ่งมีดสั้นในมือออกไปที่ใบหน้าของหมิงอวี่ทันที

               แต่ว่าหมิงอวี่แทบไม่หลบเลย เขาพลิกเอากระบี่เฟิงโหวออกมาแล้วระเบิดพลังออกไปแทงกระบี่ทะลุหน้าอกของหลัวชีไปทีเดียว

               “เอ่อ ... ”

               หลัวชีจ้องไปที่หมิงอวี่ด้วยความตะลึงปลายมีดของเขาหยุดอยู่ที่หน้าดวงตาข้างซ้ายของหมิงอวี่ ขอแค่เขาขยับแทงเข้าไปได้อีกแค่นิดเดียวเขาก็แทงตาของหมิงอวี่ได้แล้ว แต่ว่าระยะแค่นิดเดียวนี้เขากลับทำไม่ได้

               คนทั่วไปที่เห็นมีดกำลังจะแทงมาที่ดวงตาของตัวเองก็มักจะต้องถอยหลังไปแต่หมิงอวี่กลับไม่ขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียว หลัวชีแทงไม่ถึง ทำอย่างไรก็คือแทงไม่ถึง!

                “เจ้า ... ”

               หลัวชีไม่อยากจะเชื่อเลยการคำนวณและการตัดสินใจของหมิงอวี่นั้นมันไปถึงระดับดีเยี่ยมมากๆเขาเองก็คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะตัดสินใจและลงมืออย่างเด็ดขาดแบบนี้ ทำให้เขาถูกแทงทีเดียวจนตาย!

                หลังจากไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกระดับกระชากวิญญาณ ได้เปิดสัมผัสแห่งวิญญาณประสาทสัมผัสของหมิงอวี่ก็แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าตัว การกระทำของหลัวชีที่อยู่ตรงหน้าจึงดูช้าเหมือนกับเต่าคลาน

               “หมิงอวี่ เจ้าทำอะไร!”

                หานเฟิงที่อยู่ด้านหลังมองอย่างอึ้งไปหลัวชีเป็นผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ด เขาผ่านการต่อสู้มามากมายถือเป็นคนที่ถือดาบและกระหายเลือดมากแต่หมิงอวี่กลับแทงกระบี่ทีเดียวก็ฆ่าเขาได้แล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

               หมิงอวี่ถีบหลัวชีจนล้มลง จากนั้นก็ชักกระบี่เฟิงโหวออกมาจากหน้าอกมองไปที่หานเฟิงแล้วพูดว่า “คนต่อไป ก็คือเจ้า”

               “อะไรนะ?”

               หานเฟิงจ้องไปที่ดวงตาสีดำของหมิงอวี่ แล้วเปิดสะเทือนสยบขึ้นมา แต่ถึงแม้จะเป็นสะเทือนสยบของขั้นที่เจ็ดระดับหลอมความเป็นเทพก็ไม่ส่งผลต่อหมิงอวี่เลยแม้แต่น้อย

               เมื่อผ่านการฝึกตนด้วยจิตวิญญาณแห่งความหนาวเย็นที่บ้าคลั่งมาแล้วกำลังจิตของหมิงอวี่ก็แข็งแกร่งมาก แค่สะเทือนสยบของหานเฟิงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรได้เลย

               “ตายซะเถอะ!”

                เมื่อเห็นหมิงอวี่เดินกดดันเข้ามา หานเฟิงกลับรู้สึกสั่นไปทั้งตัวเขาคือผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดมีพลังเทียบเท่าราชสีห์หนึ่งพันสองร้อยตัวง้าวศึกสีทองหนักกว่าพันกรัมปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นก็ไม่รอช้า ฟันเข้าใส่หมิงอวี่ในทันที

               “เลือดนองใต้หล้า!”

                แต่มันก็สายเกินที่จะเอ่ยแล้วแสงสีทองที่ปลายง้าวฟันลงจ่อไปที่คอของหมิงอวี่ด้วยความเกรี้ยวกราด

               กระบวนท่านี้เต็มไปด้วยพลังมหาศาลของหานเฟิงมันเป็นการโจมตีที่แม้แต่ผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดยังไม่อาจละเลยได้เลย

               ท่าทางของหมิงอวี่นิ่งมาก แต่ว่าสีหน้าของเขาจริงจังเขาถือกระบี่เฟิงโหวเอาไว้ แล้วรวบรวมพลังสังหารเก้าเท่าเอาไว้ในกระบี่เฟิงโหวแล้วฟันลงไป

               การโจมตีนี้ มันระเบิดพลังราชสีห์สองพันตัวออกมา!

                ง้าวศึกในมือของหานเฟิงหลุดออกจากมือ เขาถอยหลังไปห้าก้าวจากนั้นก็มองไปที่หมิงอวี่ด้วยความตกใจกลัว

               หานเฟิงกระโดดลอยตัวขึ้นมา เพื่อหลบกระบี่ที่หมิงอวี่โจมตีเข้าใส่หมิงอวี่ตวัดกระบี่ขวางเข้าใส่หานเฟิง

               “น่าขำ”

               หานเฟิงดีดตัวขึ้นกลางอากาศ มันคือเท้าแตะเมฆาจากนั้นก็พลิกตัวหนึ่งครั้งไปอยู่ด้านหลังของหมิงอวี่ คิดจะใช้ง้าวศึกเด็ดหัวของเขาออกมา

               แต่ว่า หมิงอวี่เหมือนรู้อยู่แล้วว่าหานเฟิงจะไปลงอยู่ที่ไหน เขาจึงตวัดกระบี่แทงไปที่ง้าวศึกสีทองอย่างไม่ลังเลเพราะว่าเขาคาดเอาไว้แล้ว ตอนที่หานเฟิงลงมากระบี่จึงแทงไปที่มือขวาของหานเฟิงแล้ว

               “หมิงอวี่ กระบี่ในวันนี้ ข้าจะจำเอาไว้! วันหน้า ข้าจะให้เจ้าตายอย่างไร้ที่ฝัง!”

                ระหว่างที่พูด หานเฟิงก็ใช้เท้าแตะเมฆาแล้วก็หันหลังหนีทันที แต่ว่าวินาทีต่อมาเขาก็กระโดดดีดเท้าหันทิศทางมาที่บัวหิมะน้ำแข็งอีกสองดอกแทน

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน