อัก...!!
หลางเยว่กระอักเลือดออกมาคำหนึ่งก่อนจะถูกการโจมตีของหลินลู่เฟยซัดลอยกระเด็นไปไกลหลายจั้ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
"อะไรกัน!!! ทำไมจู่ ๆ พลังปราณของข้าถึงลดลงเช่นนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
หลางเยว่ที่ตามตัวมีรอยแผลจากการโจมตีเมื่อครู่กล่าวถามกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
"เจ้าหลินลู่เฟยนั่นไม่คิดว่าจะนำเม็ดยาระงับปราณมาใช้เล่นสกปรก ๆ เช่นนี้"
ฉินหยางที่ยืนมองเหตุการณ์บนเวทีประลองด้วยสีหน้ามืดทะมึนส่งกระแสเสียงกล่าวขึ้นกับเสวี่ยอวี๋ในลูกแก้วจิตวิญญาณน้ำเสียงของเขาแฝงความโกรธเกรี้ยวเล็ก ๆ เอาไว้
"เม็ดยาระงับปราณ? เป็นเช่นนี้นี่เองมิน่าเด็กหนุ่มที่ชื่อหลางเยว่คนนั้นถึงเสียท่าง่าย ๆ เช่นนี้"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณส่งกระแสเสียงตอบกลับและปลดปล่อยจิตสัมผัสออกมาเพื่อรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวทีประลอง
"ถูกต้อง!! เม็ดยาระงับปราณแม้จะไม่ใช่ยาที่เป็นยาพิษแต่ก็เหมือนพิษชนิดหนึ่งเพราะฤทธิ์ของมันที่สามารถเข้าไประงับปราณของผู้ที่ได้รับผลของยาลงไปส่วนหนึ่งอาจจะหนึ่งหรือสองขั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของบุคคนนั้น ๆ "
ฉินหยางกล่าวอธิบายเสริมก่อนจะเงียบสักพักและกล่าวต่ออีกว่า
"เด็กหลางเยว่นั่นพลังปราณน่าจะลดไปหนึ่งขั้นแต่ถึงอย่างนั้นพลังมันก็ต่างกันเกินไป ต่อให้เขาจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ ระดับ 7 แต่ให้มาสู้กับคนที่มีพลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 แถมยังเป็นคนที่สามารถสู้ข้ามขั้นได้หนึ่งขั้นอย่างหลินลู่เฟยเช่นนี้..."
ฉินหยางกล่าวออกมาอย่างเห็นใจ
อีกฝั่งหนึ่งบนที่นั่งพิเศษชายชรานามเฉินเทียนนั่งมองการต่อสู้เบื้องล่างพลางหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นการกระทำของหลินลู่เฟยเมื่อครู่ แต่กลับไม่คิดจะตำหนิหรือว่ากล่าวสิ่งใดออกมา เพราะเขาคิดว่าการใช้พิษก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธที่สามารถใช้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แม้วิธีนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับในคนหมู่มากก็ตาม แต่ในโลกของผู้แข็งแกร่งก็เช่นนี้
ด้านบนเวทีในตอนนี้หลางเยว่ชันเข่าลงกับพื้นก่อนจะข้างหนึ่งพยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ก็ต้องล้มลงกับพื้นเช่นเดิม
"เจ้าจะดิ้นรนไปเพื่อสิ่งใดรีบกล่าวยอมแพ้เสียถ้าไม่อยากเจ็บหนักไปมากกว่านี้"
หลินลู่เฟยยืนเอามือกอดอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หลางเยว่ที่ล้มลงกับพื้นไม่สนใจเสียงพูดของหลินลู่เฟยเขาพยายามคว้าดาบที่หล่นอยู่ข้างกายขึ้นมา ก่อนจะกำดาบด้วยสองมือปักลงพื้นและกัดฟันหยัดกายจนสามารถยืนขึ้นได้ในที่สุด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและยิ้มเย้ยหยันกลับคืนพร้อมพูดว่า
"ยอมแพ้? เหอะ!! ฝันไปเถอะการประลองยังไม่จบ ไม่คิดว่าจะตัดสินเร็วไปหน่อยรึคุณชาย.."
"สามหาว!! ข้าอุตส่าห์มีน้ำใจให้เจ้ายอมแพ้ไปแบบไม่เจ็บตัวมากไปกว่านี้แล้วแท้ ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็อย่ามาหาว่าไม่ปราณี"
หลินลู่เฟยกล่าวด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง และจ้องมองหลางเยว่ที่ยืนหอบหายใจหนักราวกับมองมดปลวกก็ไม่ปาน
"เลิกพูดมากความแล้วรับนี่ไปซะ!!"
"คลื่นดาบเพลิงทลายพสุธา"
หลางเยว่ตะโกนก้องพร้อมยกดาบใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะสะบัดดาบฟาดลงพื้นเวทีประลองตรงหน้า
ตู้มมมม!!!
เสียงใบดาบฟาดลงกระทบพื้นเวทีอย่างจังก่อนจะปรากฏเป็นคลื่นเปลวเพลิงทะยานออกไปเป็นเส้นตรงพุ่งไปยังหลินลู่เฟยด้วยความรวดเร็ว
"หึ!! เป็นแค่บ้านนอกแท้ ๆ ช่างไม่รู้จักเจียมตนข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าแล้วแต่กลับไม่รู้จักที่รับไว้"
"โล่ห์เพลิง!!"
หลินลู่เฟยกล่าวถากถางพร้อมทั้งกวาดมือไปทางด้านหน้าสร้างโล่ห์เพลิงขึ้นมาต้านการโจมตีของหลางเยว่ได้อย่างไม่อยากเย็นเท่าใดนักเพราะในตอนนี้นั้นพลังของพวกเขานับว่าห่างกันถึง 4 ขั้นพลังไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่หลางเยว่จะชนะในการประลองในครั้งนี้นอกจากจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเขา
ตู้มมมม!!
เสียงพลังของทั้งสองปะทะเกิดเป็นระเบิดดังก้องขึ้น แต่หลินลู่เฟยไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเขาคิดที่ปิดฉากการประลองนี้ลงในทันที เขาวาดฝ่ามือไปมา กลางอากาศก่อนจะประกบนิ้วเข้าหากันและตะโกนขึ้นว่า
"เคล็ดวิชาสืบทอดประจำตระกูล"
"ฝ่ามือเพลิงทำลายล้าง"
สิ้นเสียงของหลินลู่เฟยก็ปรากฏฝ่ามือที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงขนาด 2-3 จั้งปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนฝ่ามือดังกล่าวจะพุ่งเข้าใส่หลางเยว่หวังจะจัดการให้จงภายในกระบวนท่านี้
"บัดซบ!!"
หลางเยว่ที่เห็นฝ่ามือเปลวเพลิงพุ่งมายังตนด้วยความรวดเร็วก็สบถออกมาอย่างไม่อยากจะยอมรับ เขากัดฟันเสียงดังกรอดและพยายามเค้นพลังปราณออกมาหวังจะสู้จนลมหายใจสุดท้าย
"คลื่นดาบเพลิงทะลายเมฆา"
หลางเยว่ตะโกนก้องขึ้นพร้อมปลดปล่อยการโจมตีออกมาหวังสะกัดกั้นฝ่ามือเพลิงของหลินลู่เฟย ที่พุ่งทะยานเข้ามาใกล้แม้จะรู้ว่าไม่อาจสู้ได้ก็ตาม
แต่ในขณะที่พลังของทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันและหลางเยว่กำลังจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปนั้นจู่ ๆ พลังปราณที่ถูกระงับไว้ของเขาก็ระเบิดปะทุออกมาอย่างไม่คาดคิด
ตู้มมมม!!
เสียงการโจมตีปะทะกันและเสียงพลังปราณภายในร่างกายของหลางเยว่ระเบิดดังขึ้นพร้อม ๆ กัน เกิดเป็นเสียงดังกึกก้อง พลังปราณของหลางเยว่พุ่งกลับมาจนเป็นปกติ แต่ว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงแค่นั้นในขณะที่เขากำลังงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้งจู่ ๆ พลังปราณภายในร่างกายของเขาก็เกิดการสั่นกระเพื่อมและระเบิดออกมาในที่สุด
หลินลู่เฟยถูกพลังของหลางเยว่ผลักให้ถอยห่างออกไปทีละน้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ
"อะ..อะไรกันมันต้านทานผ่ามือทำลายล้างของข้าได้? นี่มันเป็นไปไม่ได้!! อัก!!"
ตู้มมมม!!
พูดไม่ทันจบหลินลู่เฟยก็ถูกพลังของหลางเยว่ผลักกระเด็นออกไปไกลอีกครั้ง
ชายชรานามเฉินเทียนที่นั่งอยู่บนที่นั่งแขกพิเศษมองดูฉากตรงหน้าก็หรี่ตาแคบลงอีกครั้งราวกับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางสิ่งได้ แต่หลังจากเพ่งสายตามองสำรวจไปมารอบ ๆ กลับไม่พบเห็นสิ่งใด ชายชราจึงคิดว่าตนอาจจะคิดมากไปเองก่อนจะไม่เก็บมาใส่ใจจนลืมไปในที่สุด
ทว่าขอทานชราที่สังเกตเหตุการณ์มาตลอดจากมุม ๆ หนึ่ง หลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลางเยว่บนเวทีประลองก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ก่อนจะหันหน้ามองไปยังทิศที่ฉินหยางยืนอยู่ด้วยแววตาที่มีนัยน์บางอย่าง
ด้านล่างเวทีฝั่งทางทิศตะวันออกฉินหยางยืนเอามือกอดอกยกยิ้มมุมปากจาง ๆ นิ้วมือนิ้วหนึ่งของเขาเรืองแสงสว่างขึ้นมาจาง ๆ ก่อนจะหรี่แสงดับไปอย่างไม่มีใครสังเกตเห็น
"เหตุใดเจ้าถึงช่วยเด็กคนนั้นงั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋ที่น่าจะเป็นคนเดียวที่เห็นการกระทำของฉินหยางเมื่อครู่ส่งกระแสเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไรข้าเพียงแต่ไม่ชอบการกระทำของเจ้าหลินลู่เฟยก็เท่านั้น อีกอย่างข้ามองเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่แน่วแน่ของเด็กหนุ่มที่ชื่อหลางเยว่ มันทำให้ข้านึกถึงเมื่อตอนที่ข้าได้พบเจ้าเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นข้าเองก็มีความมุ่งมั่นที่อยากจะได้เจ้ามาครอบครองเช่นนี้"
ฉินหยางส่งกระแสเสียงตอบกลับเสียงเบาทำเอาเสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในลูกแก้วจิตวิญญาณต้องหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"ฉินหยางเจ้า...."
เสวี่ยอวี๋กล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมาได้แต่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น
"ฮ่า ๆ ๆ !! ดูเจ้าสิ...ยิ่งเจ้าทำแบบนี้ข้ายิ่งจะอดใจไม่ไหวเอานะ"
ฉินหยางเห็นท่าทีเขินอายของเสวี่ยอวี๋จึงกล่าวหยอกล้อออกมาก่อนจะปรับสมาธิจ้องมองไปบนเหตุการณ์บนเวทีและกล่าวกับเสวี่ยอวี๋อีกครั้งว่า
"เอาล่ะ เรามาดูตอนจบของการประลองในครั้งนี้กันดีกว่า"
ด้านบนเวทีประลองในตอนนี้หลางเยว่ยืนนิ่งมองไปยังภาพที่หลินลู่เฟยถูกซัดถอยหลังด้วยสีหน้าประหลาด
"เมื่อครู่ฝีมือข้างั้นรึ? เอ๊ะ!! ข้าทะลวงขั้นพลังงั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไร"
หลางเยว่ก้มสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าพลังปราณของตนเพิ่มมากขึ้นจึงอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขามีคำถามมากมายในหัวที่ไม่สามารถทำความเข้าใจและหาคำตอบได้
"ไม่!! นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องพวกนี้ข้าต้องจัดการดีบเรื่องราวตรงหน้าให้จบเสียก่อน.."
หลางเยว่ขบคิดกับตัวเองได้ดังนั้นเขาก็เปลี่ยนสายตาจากงุนงงเป็นคมกล้าในทันที
"นะ..นี่มันอะไรกัน ทำไมจู่ ๆ พลังของมันถึงเพิ่มขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่ามันโดนฤทธิ์ของยาระงับปราณเข้าไปแล้วไม่ใช่รึ? หรือว่าเม็ดยาจะใช้ไม่ได้ผล? นั่นมันเป็นไปไม่ได้เมื่อครู่พลังของมันยังลดลงจนเกือบจะพ่ายแพ้ไปแล้วด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดมันถึงเป็นเช่นนี้ไปได้"
หลินลู่เฟยที่โดนซัดกระเด็นกล่าวถามกับตัวเองซ้ำ ๆ อย่างไม่อยากยอมรับ ในใจของเขาไม่อาจเข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าในตอนนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่เขาใช้เม็ดยาระงับปราณและคิดว่าได้ชัยชนะมาไว้ในครอบครองแล้วแท้ ๆ
"เอาล่ะคุณชายหลินได้เวลามาตัดสินกันแล้ว"
หลางเยว่กล่าวพร้อมยกดาบขึ้นตั้งท่าพร้อมต่อสู้
"หึ!! เป็นแค่สามัญชนแท้ ๆ กล้าทำกับข้าเช่นนี้"
"ฝ่ามือเพลิงทำลายล้าง"
หลินลู่เฟยวาดฝ่ามือขึ้นกลางอากาศก่อนจะซัดฝ่ามือเพลิงใส่หลางเยว่ในทันที
เห็นดังนั้นหลางเยว่ก็ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใดเขากระชับดาบในมือแน่นก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนอากาศและตะโกนก้องขึ้นว่า
"ดี!! ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัดสินด้วยกระบวนท่านี้"
"คมเขี้ยวหมาป่าเพลิงสังหาร"
หลางเยว่ตะโกนขึ้นพร้อมเหวี่ยงดาบหมุนเป็นวงกลมปลดปล่อยคลื่นดาบเพลิงสีแดงร้อนระอุออกมาพุ่งตรงปะทะเข้ากับฝ่ามือเพลิงทำลายล้างของหลินลู่เฟยเกิดเป็นเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
เกิดลมกรรโชกแรงพัดไอร้อนไปยังผู้ชมรอบเวทีประลองจนต่างต้องถอยร่นไปคนละสองก้าว พลังของทั้งสองเข้าปะทะกันไปมาราวกับไม่มีใครยอมใคร แต่ผ่านไปไม่นานดูเหมือนคมเขี้ยวกมาป่าเพลิงสังหารของหลางเยว่จะเป็นฝ่ายเหนือกว่าและค่อย ๆ ผลักให้หลินลู่เฟยต้องก้าวถอยหลังไปทีละน้อย
"ปะ..เป็นไปไม่ได้!! ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้"
หลินลู่เฟยกัดฟันพูดขึ้นอย่างไม่อยากยอมแพ้และพยายามปะทุพลังต้านทานการโจมตีของหลางเยว่แต่ก็ไม่เป็นผล
"จบเพียงเท่านี้!!"
หลางเยว่กล่าวพร้อมปะทุพลังที่เก็บงำเอาไว้ออกมาส่งให้หลินลู่เฟยลอยกระเด็นออกจากเวทีไปไกลจนกระเด็นชนเข้ากับอาคารบริเวณนั้นจนพังทลายเกิดเป็นหลุมลึก
ผู้คนโดยรอบต่างเงียบเสียงลงอย่างฉับพลันก่อนจะมองตามร่างขอหลินลุ่เฟยที่พบว่าตอนนี้นอนหมดสติอยู่ในกองซากปรักหักพังอย่างน่าสังเวช
"หลินลู่เฟยออกจากเวที หลางเยว่ชนะ"
เสียงของชายวัยกลางคนประกาศก้องทำให้ผู้คนฮือฮากันอีกรอบ
"ทุกคนเงียบ"
เสียงของชายวัยกลางดังก้องสะท้อนไปมาจนผู้คนต้องหุบปากเงียบเสียงในทันที
"เจ้าลงไปพักฟื้นด้านล่างได้ เอาล่ะ..คู่ประลองคู่ต่อไป ฉินหยาง ปะทะ ซูฉิน ขึ้นมาบนเวทีประลองได้"
ชายวัยกลางคนกล่าวกับหลางเยว่ หลังจากหลางเยว่พยักหน้าเเละเดินลงไปไปพักฟื้นด้านล่างเวทีแล้วชายไว้กลางคนก็ไม่รอช้าประกาศเรียกคู่ประลองคู่ต่อไปขึ้นมาบนเวทีในทันที...
.....…..........................….....................
ปล.ขอเพิ่มกฏประลองนิดหน่อยนะครับ ตอนแรกบอกว่าต้องให้อีกฝ่ายกล่าวยิมแพ้เท่านั้นแต่ตอนนี้ขอเพิ่มว่าถ้าอีกฝ่ายตกเวทีก็จะถูกปรับแพ้เหมือนกัน