แสงอรุณแรกของวันค่อย ๆ สอดตัวลอดผ่านช่องหน้าต่าง มาสะกิดเปลือกตาผมเบา ๆ เหมือนจะบอกว่า 'ลุกได้แล้วไอ้หนู วันนี้มีศึกใหญ่รออยู่'
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกแรกที่วิ่งผ่านร่างคือความสดชื่น แบบ.. โคตรสดชื่น!
ร่างกายเบาเหมือนเพิ่งหลุดจากโซ่ตรวนของความเหนื่อยล้าเมื่อคืน ปราณไหลเวียนคล่องเหมือนลำธารในฤดูใบไม้ผลิ
ไม่มีจุดติด ไม่มีสะดุด
ทุกอย่างบอกกับผมว่า..
ผมพร้อมแล้ว!
ผมลุกจากเตียงไม้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนรู้สึกเหมือนปอดขยายไปถึงหลัง
ความว่างเปล่าภายในตอนนี้มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความนิ่งก่อนพายุ ความแน่วแน่ก่อนระเบิดจะลง
และถ้าพวกนายอยากรู้ว่าผมรู้สึกยังไง..
ก็ให้ลองจินตนาการว่าตัวเองกำลังจะได้ขึ้นเวทีแลกหมัดกับศัตรูหมายเลขหนึ่ง
มันคือใกล้ถึงฉากจบของเรื่องราว ระหว่างผมกับตงเสวี่ยซาน
ระหว่างที่ผมกำลังจัดเสื้อให้พอดีตัว ปลายนิ้วมันดันเผลอลูบผ่านรอยแผลที่ทงบีโฮมอให้ผม
มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของหมอนั่น..
'ร่องรอยที่หลงเหลือ! ความเงียบของพวกมันหลังเหตุการณ์ของตระกูลข้า! ความจริงที่ไม่มีใครอยากพูดถึง!'
ไอ้หมอนั่นพูดเหมือนจะพ่นไฟผ่านคำพูดแต่ละคำออกมา
ผมยังจำได้แม่นว่าความแค้นที่มองแสดงออกผ่านสายตา น้ำเสียง และท่าทางที่อัดอั้นนั้นมันแน่นหนักแค่ไหน
แค่ฟังก็รู้ว่าหมอนั่นแบกเรื่องนี้ไว้ในใจมานานแค่ไหน..
นานพอจะเปลี่ยนคนเงียบ ๆ ให้กลายเป็นระเบิดเวลา
แล้วพอมาเจอประโยคที่ว่า 'คำสั่งจากห้าเสาหลัก' เป็นคนอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนั่นน่ะ..
อา.. บอกตามตรง..
เรื่องนี้มันเลยวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่เลิก โดยเฉพาะคำว่า 'ความยุติธรรมที่แท้จริง' ที่ฟังดูดี แต่ในยุทธภพน่ะ มันมักจะแปลว่าต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างเสมอ
ไม่ใช่การล้างแค้นแบบหนังจีนโบราณหรอก..
แต่มันคือการลากพวกที่ซ่อนอยู่ในเงามาเปิดโปงกลางแดด แล้วเผารากฐานของมันให้เป็นเถ้าถ่าน
ทั้งหมดนี่มันยังค้างคาอยู่ในใจผม และผมไม่คิดจะวางมือลงง่าย ๆ จนกว่าจะเจอตัวต้นเหตุทั้งหมดจริง ๆ
พอแต่งตัวเสร็จ ผมก็เดินออกจากห้องแบบคนที่รู้แน่ว่าวันนี้ต้องกินให้อิ่มก่อนลุย จะได้ไม่หงุดหงิดตอนปล่อยหมัด
แล้วพอพูดถึงเรื่องกิน.. กลิ่นอาหารเช้าก็ลอยมาแต่ไกล เรียกน้ำย่อยจนท้องผมเริ่มครางเหมือนเสือหิว
พอเดินเข้าไปในห้องอาหาร..
ภาพแรกที่เจอก็เป็นท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่กับท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงนั่งจิบชากันเรียบร้อยแล้วที่หัวโต๊ะ
ส่วนไอ้โหวหวัง.. หมอนั่นยังมีผ้าพันแผลแปะหัวกับแขนอยู่เหมือนพยายามจะโชว์ว่าสภาพ 'บาดแผลแห่งนักรบ' ให้คนอื่นดู
ด้านหลินซินก็ยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง
พอเธอเห็นผมก็พยักหน้าน้อย ๆ ในระหว่างกำลังจัดอาหารเช้าลงบนโต๊ะ
อาหารในวันนี้มีทั้งข้าวต้มร้อน ๆ ผัดผักกรอบ ๆ กับเนื้อย่างง่าย ๆ ที่ดูน่ากิน
ทันทีที่ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้..
หลินซินไม่รอช้า รีบรินชาให้ผมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตักข้าวต้มมาวางตรงหน้าโดยไม่ต้องให้ผมอ้าปากขอ
“นายน้อยต้องใช้พลังมากในวันนี้ ทานให้เยอะๆ นะเจ้าคะ”
ผมยิ้มบาง ๆ ให้โดยไม่ต้องเสริมอะไรเพิ่ม ก่อนพูดถามออกไป
“ดูจากอาหารน่าจะเป็นฝีมือเจ้า..
ลาภปากแบบนี้ไม่กินไม่ได้..”
จากนั้นผมก็หันไปทางไอ้โหวหวัง..
หมอนั่นดูอาการดีขึ้นเยอะ แม้แผลยังอยู่ครบ แต่หน้ามันมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง..
เหมือนขนจะเริ่มงอกแล้วนะเจ้า
สงสัยบีโฮมันยังลงมือไม่หนักพอ”
ผมหยอดมุกใส่มันด้วยเสียงขำ ๆ แบบพอประมาณ
เพราะรู้ว่าหมอนี่ถ้าไม่แซะก่อนมันคงไม่รู้สึกว่าผมยังไม่ได้นั่งลงบนโต๊ะ
โหวหวังถอนหายใจออกมาหนัก ๆ แบบที่ไม่รู้ว่าหมอนี่เจ็บแผลหรือเจ็บใจมากกว่ากัน
ดวงตานั่นก็ลุกวาวขึ้นเหมือนใครแอบจุดไฟใต้เตียง
“หึ.. หากฉันเจรจาเก่งเทียบเอ็งได้ ป่านนี้ฉันคงมิได้มีสภาพเช่นนี้ดอก!”
มันบ่นพึมพำแบบคนปากไม่เคยหยุด แม้เจ็บก็ยังไม่วายแขวะกลับ
แต่พอพูดประโยคนั้น..
จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
“แต่ก็เอาเถิด.. วันนี้เอ็งกับพ่อเสวี่ยซานได้ต่อยตีกันทั้งที ฉันจักพลาดเห็นเอ็งโดนต่อยได้อย่างไรกัน!”
ผมแค่ยิ้มมุมปากตอบ..
ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะรู้ดีว่าน้ำเสียงแบบนั้นของหมอนี่..
คือการให้กำลังใจในแบบฉบับของซุนโหวหวัง
ระหว่างที่กำลังเคี้ยวข้าวต้มอยู่ ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ก็เปิดประเด็นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ทำเอาข้าวในปากผมแทบเย็นชืดไปในทันที
“พ่อเจี้ยน..
วันนี้อย่างไรเอ็งก็อย่าได้ประมาทพ่อเสวี่ยซานเป็นอันขาด
อย่างไรเสียมันก็ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสกุลปีกมังกร แลเก่งกาจกว่ารุ่นเยาว์ของสกุลคนอื่น ๆ มากนัก”
ท่านผู้เฒ่ายังไม่หยุดแค่นั้น เสริมต่อทันทีแบบไม่ให้จังหวะพักใจ
“รอบก่อนๆ พ่อเสวี่ยซานอาจใช้แค่วิชาฝ่ามือ..
แต่เชื่อฉันเถิด.. ฉันที่อาศัยอยู่มนมหานครฯ ย่อมได้ยินฤๅได้เห็นพ่อเสวี่ยซานอยู่บ่อย ๆ
จริง ๆ แล้วอ้ายคนนี้มันถนัดวิชาดาบ..
โดยเฉพาะวิชาดาบประจำตระกูล.. วิชาดาบเลือนนภา”
ฟังแล้วข้าวต้มในปากแทบไม่ลื่นคอ..
วิชาดาบเลือนนภา..
ว่ากันว่าคือวิชาดาบอันดับหนึ่งของอาณาจักรปัญจมิตร
เป็นวิชาดาบที่ใช้ปกป้องอาณาจักรนี้ให้ยืนได้มาตั้งแต่อดีต
ใครมันจะกล้าประมาทกัน..
แล้วพอท่านผู้เฒ่าพูดจบ..
ท่านเจ้าเมืองก็ชิงพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
แต่แฝงไปด้วยความเมตตาแบบคนที่ผ่านโลกมามากพอ
“พ่อเจี้ยน..
อย่างที่ฉันเคยว่าไว้..
อย่าได้คิดว่านี่คือศึกแห่งชีวิต อย่างไรเสียมันก็แค่งานประลองงานหนึ่งก็เท่านั้น
แม้นจักเป็นงานใหญ่กว่างานประลองงานอื่นในอาณาจักรก็ตามที
อย่าได้ยกอนาคตมาเสี่ยงกับงานเล่นปาหี่นี้เลย..”
คำพูดของท่าน..
มันเหมือนหยาดฝนตกลงมากลางทะเลไฟ พาใจที่กำลังร้อนกรุ่นของผมให้เย็นลงเล็กน้อย
มันไม่ใช่การสั่ง ไม่ใช่การชี้นำ แต่มันคือการย้ำให้ผมกลับมามองเป้าหมายของตัวเองให้ชัดอีกครั้ง
ผมพยักหน้าเบา ๆ พลางเคี้ยวข้าวไปด้วย
“ข้าจะจำไว้ขึ้นใจขอรับท่านผู้เฒ่า.. ท่านเจ้าเมือง
แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย จะพาลพากันกินข้าวไม่ลงกันเปล่า ๆ”
ผมหันไปทางหลินซินที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง
“วันนี้หลินซินอุตส่าห์ลงมือทำอาหาร..
เสียดายของแย่หากจะปล่อยให้เย็นชืดไปเสียก่อน”
โหวหวังพยักหน้าหงึกหงักตามสไตล์ ก่อนจะเอ่ยเสริมออกมา
“จริงอย่างที่อ้ายเจี้ยนว่า
กับข้าวของแม่หลินซินอร่อยจริง ๆ
ตอนฉันไปฝึกวิชากับอ้ายเจี้ยนที่สำนักก็ได้กินอยู่บ่อยครั้งเลย”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เห็นบรรยากาศรอบโต๊ะที่เริ่มจะผ่อนคลายลงก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาอย่างใจดี
เป็นรอยยิ้มแบบคนที่รู้ว่าคำพูดหนึ่งประโยคสามารถเปิดฉากมื้อเช้าที่วุ่นวายให้กลายเป็นช่วงเวลาสงบได้
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเสียเวลาเลย..
กินเถอะกินเลย..”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมันชวนให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ผมขาดไปนาน
ความอบอุ่นแบบที่ไม่ต้องระแวงว่าจะโดนแซะ หรือโดนด่าใส่หลังมือ
เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะมันดังขึ้นเป็นระยะ เหมือนกล่อมประสาทให้เชื่อว่าตรงนี้.. ปลอดภัย..
แม้จะมีคนตระกูลซุนนั่งอยู่เต็มโต๊ะ รวมถึงพวกพี่ ๆ เจ็ดมงกุฎ
แต่แปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกเลยสักนิด
รู้ตัวอีกที..
มันก็เหมือนกำลังนั่งอยู่ในครอบครัวจริง ๆ แบบที่ไม่ต้องพยายามปรับตัวอะไรเลย
พออิ่มท้อง ผมก็เตรียมจะเอ่ยปากฝากหลินซินไว้ที่เรือนเหมือนทุกที ก็รู้อยู่ว่าเธอไม่ชอบความวุ่นวาย
แล้วศึกวันนี้มันก็ไม่ใช่เล่น ๆ ซะด้วย
แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร
คราวนี้กลับเป็นหลินซินที่ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“นายน้อยเจ้าคะ..
วันนี้หลินขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
คำถามนั้นดังออกมานุ่มนวล แต่แรงพอจะหยุดผมไว้กลางอากาศ
แววตาของหลินซินแน่วแน่จนผมแทบไม่ต้องใช้พลังอ่านใจใด ๆ ก็รู้ได้ทันที
ว่าเธอเอาจริง
ผมยอมรับว่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย..
เพราะปกติหลินซินจะเลี่ยงงานอะไรแบบนี้ ดูได้จากการไปเดินตลาดก็ได้ว่าเธอรู้สึกอึดอัดแค่ไหน
แต่ก็นะ..
นี่เป็นการร้องขอครั้งแรกของเธอ..
ผมเลยยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพยักหน้าให้
“เอาเถอะ.. ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปกับข้าได้”
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมกับหลินซินรวมถึงคนตระกูลซุนทั้งหมดก็ออกเดินทางไปสนามประลอง
บรรยากาศเมืองที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังเงียบสงบ ตอนนี้เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละที่
ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังสนามประลองแบบไม่สนอะไรทั้งนั้น
เสียงจอแจดังกลบเสียงนกเสียงไม้จนหมด มวลอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นความตื่นเต้นปะปนกับแรงคาดหวังที่เข้มข้นราวกับจะบีบคอคนให้หายใจไม่ออก
แน่นอน.. เสียงซุบซิบก็มาเต็มพร้อมด้วยสายตาที่ไม่พยายามซ่อนด้วยซ้ำ
บ้างก็ยังพูดถึงเรื่องที่ผมยอมแพ้ตงเสวี่ยซานเมื่อสองวันก่อน
บ้างเริ่มจะสงสัยว่าผมมีดีอะไร ตระกูลตงถึงได้ซื้อตัวผมไป
แล้วก็มีอีกกลุ่ม..
ที่หวังจะได้เห็นตงเสวี่ยซานลากผมลงจากเวทีแบบหมดสภาพ เพื่อกู้หน้าให้ตระกูลมัน
ผมรับรู้ทุกเสียง แต่ใจผมนิ่งกว่าเดิมอีก
ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ แบบที่พวกนายก็พอเดาได้แหละว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
ก็แค่..
ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น..
ท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัว ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด
เหมือนพายุกำลังเก็บแรงรอวันถล่ม
ทุกอย่างในตัวผมพร้อมจะระเบิดออกไป..
แค่รอจังหวะ
ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์
บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม
ในอีกฟากหนึ่ง...
ณ เรือนรับรองของตระกูลตง ตงเสวี่ยซาน กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หิน
ดวงตาของคนจับจ้องไปยังดาบประจำตัวที่อยู่ในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและความแค้นส่วนตัว
ดาบเล่มนั้นเป็นดาบเล่มหนึ่งที่ตีจากเหล็กหินเย็น เพียงสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงพลังปราณวารีที่วิ่งวรกระแสอยู่ในตัวดาบ
ตอนนี้ตงเสวี่ยซานเชื่อมั่นว่าการประลองในวันนี้จะเป็นโอกาสกอบกู้ศักดิ์ศรี
ทั้งคงตระกูล..
โดยเฉพาะของมันเอง..
“เสวี่ยซาน!
เจ้าต้องจัดการไอ้เด็กแซ่หลิวคนนั้นให้เด็ดขาด!
ให้มันรู้.. ว่าการแหย่ขาเหยียบใส่คนตระกูลตงจักต้องเจอสิ่งใด!”
ตงตี้ผิง.. ผู้นำตระกูลตงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังที่หนักอึ้ง
“ใช่แล้ว!
หากเจ้าไม่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงที่ไอ้นั่นมันทำไว้ได้..
น้องชายของเจ้า..
มันจักถูกปลดกลับไปเป็นเกล็ดเงินตามเดิม!
ไม่เพียงเท่านั้น!
พ่อและแม่ของเจ้าก็จักต้องรับผิดชอบในความอัปยศครั้งนี้ด้วยเช่นกัน!”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเสริมด้วยน้ำเสียงดุดัน
ตงเสวี่ยซานพยักหน้ารับคำอย่างแน่นหนัก
ดวงตาของคนฉายแววอาฆาต
“ท่านผู้นำและท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ!
เราจะบดขยี้ไอ้ขี้ขลาดที่อาศัยแต่เล่ห์เหลี่ยมคนนั้นให้แหลกคามือ!
จะทำให้มันได้รู้ถึงซึ้งถึงสิ่งที่เรียกว่า 'ห้าเสาหลัก'
ว่าคือตัวตนแบบใด!”
พูดจบ.. ดวงตาของคนก็วาวโรจน์ไปด้วยประกายทมิฬ
นัยน์ตาจับจ้องไปที่ด้านคมของดาบในมือ
'หลิวเจี้ยน..
เจ้ามันก็แค่คนอ่อนแอที่อาศัยแผนการสกปรกเท่านั้น!'
ในขณะที่คนทั้งตระกูลต่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็นชัยชนะอันเด็ดขาด
มีเพียงท่านหญิงตงชเว ที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น
ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่ประกายนัยน์ตาของนางกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
ราวกับมีความกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้
.
.
เมื่อหลิวเจี้ยนและหลินซินเดินทางมาถึงสนามประลอง.. อัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน
เสียงฮือฮาของผู้คนนับหมื่นก็ดังก้องไปทั่วสนามประลอง
ความตื่นเต้นและความคาดหวังแผ่ซ่านไปในอากาศราวกับกระแสพลังที่มองไม่เห็น
มันเป็นพลังที่สามารถบดขยี้จิตใจของคนธรรมดาให้แหลกสลายได้ในพริบตาหาจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ
ซุนต้าหลี่และซุนต้าชิงนั่งอยู่ด้านบนจุดสูงสุดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวหลิวเจี้ยน
ซุนโหวหวังนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ
แต่ดวงตาของคนกลับลุกวาวด้วยความกระหายที่จะเห็นการต่อสู้ครั้งสำคัญนี้
หลินซินยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางดูสงบ
แต่แววตาที่จับจ้องไปที่เวทีนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
ถัดไปที่อัฒจันทร์ข้าง ๆ ฝั่งตระกูลปีกมังกร
ภาพรวมของคนตระกูลปีกมังกรดูสง่างามและน่าเกรงขาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดและความกดดันที่ไม่อาจปกปิดได้
ดวงตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ตงเสวี่ยซานด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้ง
มีเพียงท่านหญิงตงชเวเท่านั้นที่นั่งอยู่ท่ามกลางญาติร่วมสกุลด้วยใบหน้าเรียบเฉย
แต่ประกายนัยน์ตาของนางกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ราวกับมีความกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
ในมุมหนึ่งของอัฒจันทร์.. ในส่วนที่ค่อนข้างลับตา..
ทงบีโฮพร้อมด้วยทงมีโซกำลังแอบมองดูเหตุการณ์บนเวทีอยู่เงียบ ๆ
แววตาของทงบีโฮนิ่งสงบ แต่กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะเห็นผลลัพธ์จากแผนการที่หลิวเจี้ยนเสนอ
ด้านทงมีโซนั้นแตกต่าง..
สองมือซ้ายขวาถือซาลาเปาสองลูก พร้อมด้วยถุงซาลาเปาถุงใหญ่ที่หนีบไว้ใต้วงแขน
แก้มขาวนวลขยับไปมาพร้อมอาหารที่อยู่ในปาก
นางแทบจะไม่สนใจบรรยากาศรอบกายอะไรเลย
ฮูจิน..ผู้ควบคุมการประลอง ลอยตัวขึ้นกลางเวทีอย่างสง่างาม
เขากวาดสายตามองไปทั่วทั้งสนามประลองที่เต็มไปด้วยผู้คน ก่อนจะเปล่งเสียงที่ดังก้องชัดเจนไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับเสียงระฆังแห่งการเริ่มต้น
“เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว..
เริ่มการประลองได้!”