ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 104 ศึกปัญจมิตรวันสุดท้าย

            แสงอรุณแรกของวันค่อย ๆ สอดตัวลอดผ่านช่องหน้าต่าง มาสะกิดเปลือกตาผมเบา ๆ เหมือนจะบอกว่า 'ลุกได้แล้วไอ้หนู วันนี้มีศึกใหญ่รออยู่'

            ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกแรกที่วิ่งผ่านร่างคือความสดชื่น แบบ.. โคตรสดชื่น!

            ร่างกายเบาเหมือนเพิ่งหลุดจากโซ่ตรวนของความเหนื่อยล้าเมื่อคืน ปราณไหลเวียนคล่องเหมือนลำธารในฤดูใบไม้ผลิ

            ไม่มีจุดติด ไม่มีสะดุด

            ทุกอย่างบอกกับผมว่า..

            ผมพร้อมแล้ว!

             

            ผมลุกจากเตียงไม้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนรู้สึกเหมือนปอดขยายไปถึงหลัง

            ความว่างเปล่าภายในตอนนี้มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความนิ่งก่อนพายุ ความแน่วแน่ก่อนระเบิดจะลง

            และถ้าพวกนายอยากรู้ว่าผมรู้สึกยังไง..

            ก็ให้ลองจินตนาการว่าตัวเองกำลังจะได้ขึ้นเวทีแลกหมัดกับศัตรูหมายเลขหนึ่ง

            มันคือใกล้ถึงฉากจบของเรื่องราว ระหว่างผมกับตงเสวี่ยซาน

             

            ระหว่างที่ผมกำลังจัดเสื้อให้พอดีตัว ปลายนิ้วมันดันเผลอลูบผ่านรอยแผลที่ทงบีโฮมอให้ผม

            มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของหมอนั่น..

            'ร่องรอยที่หลงเหลือ! ความเงียบของพวกมันหลังเหตุการณ์ของตระกูลข้า! ความจริงที่ไม่มีใครอยากพูดถึง!'

            ไอ้หมอนั่นพูดเหมือนจะพ่นไฟผ่านคำพูดแต่ละคำออกมา

            ผมยังจำได้แม่นว่าความแค้นที่มองแสดงออกผ่านสายตา น้ำเสียง และท่าทางที่อัดอั้นนั้นมันแน่นหนักแค่ไหน

            แค่ฟังก็รู้ว่าหมอนั่นแบกเรื่องนี้ไว้ในใจมานานแค่ไหน..

            นานพอจะเปลี่ยนคนเงียบ ๆ ให้กลายเป็นระเบิดเวลา

             

            แล้วพอมาเจอประโยคที่ว่า 'คำสั่งจากห้าเสาหลัก' เป็นคนอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนั่นน่ะ..

            อา.. บอกตามตรง..

            เรื่องนี้มันเลยวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่เลิก โดยเฉพาะคำว่า 'ความยุติธรรมที่แท้จริง' ที่ฟังดูดี แต่ในยุทธภพน่ะ มันมักจะแปลว่าต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างเสมอ

            ไม่ใช่การล้างแค้นแบบหนังจีนโบราณหรอก..

            แต่มันคือการลากพวกที่ซ่อนอยู่ในเงามาเปิดโปงกลางแดด แล้วเผารากฐานของมันให้เป็นเถ้าถ่าน

             

            ทั้งหมดนี่มันยังค้างคาอยู่ในใจผม และผมไม่คิดจะวางมือลงง่าย ๆ จนกว่าจะเจอตัวต้นเหตุทั้งหมดจริง ๆ

             

            พอแต่งตัวเสร็จ ผมก็เดินออกจากห้องแบบคนที่รู้แน่ว่าวันนี้ต้องกินให้อิ่มก่อนลุย จะได้ไม่หงุดหงิดตอนปล่อยหมัด

            แล้วพอพูดถึงเรื่องกิน.. กลิ่นอาหารเช้าก็ลอยมาแต่ไกล เรียกน้ำย่อยจนท้องผมเริ่มครางเหมือนเสือหิว

            พอเดินเข้าไปในห้องอาหาร..

            ภาพแรกที่เจอก็เป็นท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่กับท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงนั่งจิบชากันเรียบร้อยแล้วที่หัวโต๊ะ

            ส่วนไอ้โหวหวัง.. หมอนั่นยังมีผ้าพันแผลแปะหัวกับแขนอยู่เหมือนพยายามจะโชว์ว่าสภาพ 'บาดแผลแห่งนักรบ' ให้คนอื่นดู

            ด้านหลินซินก็ยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง

            พอเธอเห็นผมก็พยักหน้าน้อย ๆ ในระหว่างกำลังจัดอาหารเช้าลงบนโต๊ะ

            อาหารในวันนี้มีทั้งข้าวต้มร้อน ๆ ผัดผักกรอบ ๆ กับเนื้อย่างง่าย ๆ ที่ดูน่ากิน

             

            ทันทีที่ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้..

            หลินซินไม่รอช้า รีบรินชาให้ผมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตักข้าวต้มมาวางตรงหน้าโดยไม่ต้องให้ผมอ้าปากขอ

            “นายน้อยต้องใช้พลังมากในวันนี้ ทานให้เยอะๆ นะเจ้าคะ”

             

            ผมยิ้มบาง ๆ ให้โดยไม่ต้องเสริมอะไรเพิ่ม ก่อนพูดถามออกไป

            “ดูจากอาหารน่าจะเป็นฝีมือเจ้า..

            ลาภปากแบบนี้ไม่กินไม่ได้..”

            จากนั้นผมก็หันไปทางไอ้โหวหวัง..

            หมอนั่นดูอาการดีขึ้นเยอะ แม้แผลยังอยู่ครบ แต่หน้ามันมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้ว

            “เป็นอย่างไรบ้าง..

            เหมือนขนจะเริ่มงอกแล้วนะเจ้า

            สงสัยบีโฮมันยังลงมือไม่หนักพอ”

            ผมหยอดมุกใส่มันด้วยเสียงขำ ๆ แบบพอประมาณ

            เพราะรู้ว่าหมอนี่ถ้าไม่แซะก่อนมันคงไม่รู้สึกว่าผมยังไม่ได้นั่งลงบนโต๊ะ

             

            โหวหวังถอนหายใจออกมาหนัก ๆ แบบที่ไม่รู้ว่าหมอนี่เจ็บแผลหรือเจ็บใจมากกว่ากัน

            ดวงตานั่นก็ลุกวาวขึ้นเหมือนใครแอบจุดไฟใต้เตียง

            “หึ.. หากฉันเจรจาเก่งเทียบเอ็งได้ ป่านนี้ฉันคงมิได้มีสภาพเช่นนี้ดอก!”

            มันบ่นพึมพำแบบคนปากไม่เคยหยุด แม้เจ็บก็ยังไม่วายแขวะกลับ

            แต่พอพูดประโยคนั้น..

            จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

            “แต่ก็เอาเถิด.. วันนี้เอ็งกับพ่อเสวี่ยซานได้ต่อยตีกันทั้งที ฉันจักพลาดเห็นเอ็งโดนต่อยได้อย่างไรกัน!”

             

            ผมแค่ยิ้มมุมปากตอบ..

            ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะรู้ดีว่าน้ำเสียงแบบนั้นของหมอนี่..

            คือการให้กำลังใจในแบบฉบับของซุนโหวหวัง

             

            ระหว่างที่กำลังเคี้ยวข้าวต้มอยู่ ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ก็เปิดประเด็นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ทำเอาข้าวในปากผมแทบเย็นชืดไปในทันที

            “พ่อเจี้ยน..

            วันนี้อย่างไรเอ็งก็อย่าได้ประมาทพ่อเสวี่ยซานเป็นอันขาด

            อย่างไรเสียมันก็ถือเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสกุลปีกมังกร แลเก่งกาจกว่ารุ่นเยาว์ของสกุลคนอื่น ๆ มากนัก”

            ท่านผู้เฒ่ายังไม่หยุดแค่นั้น เสริมต่อทันทีแบบไม่ให้จังหวะพักใจ

            “รอบก่อนๆ พ่อเสวี่ยซานอาจใช้แค่วิชาฝ่ามือ..

            แต่เชื่อฉันเถิด.. ฉันที่อาศัยอยู่มนมหานครฯ ย่อมได้ยินฤๅได้เห็นพ่อเสวี่ยซานอยู่บ่อย ๆ

            จริง ๆ แล้วอ้ายคนนี้มันถนัดวิชาดาบ..

            โดยเฉพาะวิชาดาบประจำตระกูล.. วิชาดาบเลือนนภา”

             

            ฟังแล้วข้าวต้มในปากแทบไม่ลื่นคอ..

            วิชาดาบเลือนนภา..

            ว่ากันว่าคือวิชาดาบอันดับหนึ่งของอาณาจักรปัญจมิตร

            เป็นวิชาดาบที่ใช้ปกป้องอาณาจักรนี้ให้ยืนได้มาตั้งแต่อดีต

            ใครมันจะกล้าประมาทกัน..

             

            แล้วพอท่านผู้เฒ่าพูดจบ..

            ท่านเจ้าเมืองก็ชิงพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            แต่แฝงไปด้วยความเมตตาแบบคนที่ผ่านโลกมามากพอ

            “พ่อเจี้ยน..

            อย่างที่ฉันเคยว่าไว้..

            อย่าได้คิดว่านี่คือศึกแห่งชีวิต อย่างไรเสียมันก็แค่งานประลองงานหนึ่งก็เท่านั้น

            แม้นจักเป็นงานใหญ่กว่างานประลองงานอื่นในอาณาจักรก็ตามที

            อย่าได้ยกอนาคตมาเสี่ยงกับงานเล่นปาหี่นี้เลย..”

            คำพูดของท่าน..

            มันเหมือนหยาดฝนตกลงมากลางทะเลไฟ พาใจที่กำลังร้อนกรุ่นของผมให้เย็นลงเล็กน้อย

            มันไม่ใช่การสั่ง ไม่ใช่การชี้นำ แต่มันคือการย้ำให้ผมกลับมามองเป้าหมายของตัวเองให้ชัดอีกครั้ง

             

            ผมพยักหน้าเบา ๆ พลางเคี้ยวข้าวไปด้วย

            “ข้าจะจำไว้ขึ้นใจขอรับท่านผู้เฒ่า.. ท่านเจ้าเมือง

            แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย จะพาลพากันกินข้าวไม่ลงกันเปล่า ๆ”

            ผมหันไปทางหลินซินที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง

            “วันนี้หลินซินอุตส่าห์ลงมือทำอาหาร..

            เสียดายของแย่หากจะปล่อยให้เย็นชืดไปเสียก่อน”

             

            โหวหวังพยักหน้าหงึกหงักตามสไตล์ ก่อนจะเอ่ยเสริมออกมา

            “จริงอย่างที่อ้ายเจี้ยนว่า

            กับข้าวของแม่หลินซินอร่อยจริง ๆ

            ตอนฉันไปฝึกวิชากับอ้ายเจี้ยนที่สำนักก็ได้กินอยู่บ่อยครั้งเลย”

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่เห็นบรรยากาศรอบโต๊ะที่เริ่มจะผ่อนคลายลงก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาอย่างใจดี

            เป็นรอยยิ้มแบบคนที่รู้ว่าคำพูดหนึ่งประโยคสามารถเปิดฉากมื้อเช้าที่วุ่นวายให้กลายเป็นช่วงเวลาสงบได้

            “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเสียเวลาเลย..

            กินเถอะกินเลย..”

             

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมันชวนให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ผมขาดไปนาน

            ความอบอุ่นแบบที่ไม่ต้องระแวงว่าจะโดนแซะ หรือโดนด่าใส่หลังมือ

            เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะมันดังขึ้นเป็นระยะ เหมือนกล่อมประสาทให้เชื่อว่าตรงนี้.. ปลอดภัย..

            แม้จะมีคนตระกูลซุนนั่งอยู่เต็มโต๊ะ รวมถึงพวกพี่ ๆ เจ็ดมงกุฎ

            แต่แปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกเลยสักนิด

            รู้ตัวอีกที..

            มันก็เหมือนกำลังนั่งอยู่ในครอบครัวจริง ๆ แบบที่ไม่ต้องพยายามปรับตัวอะไรเลย

             

            พออิ่มท้อง ผมก็เตรียมจะเอ่ยปากฝากหลินซินไว้ที่เรือนเหมือนทุกที ก็รู้อยู่ว่าเธอไม่ชอบความวุ่นวาย

            แล้วศึกวันนี้มันก็ไม่ใช่เล่น ๆ ซะด้วย

             

            แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร

            คราวนี้กลับเป็นหลินซินที่ชิงพูดขึ้นมาก่อน

            “นายน้อยเจ้าคะ..

            วันนี้หลินขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            คำถามนั้นดังออกมานุ่มนวล แต่แรงพอจะหยุดผมไว้กลางอากาศ

            แววตาของหลินซินแน่วแน่จนผมแทบไม่ต้องใช้พลังอ่านใจใด ๆ ก็รู้ได้ทันที

            ว่าเธอเอาจริง

             

            ผมยอมรับว่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย..

            เพราะปกติหลินซินจะเลี่ยงงานอะไรแบบนี้ ดูได้จากการไปเดินตลาดก็ได้ว่าเธอรู้สึกอึดอัดแค่ไหน

            แต่ก็นะ..

            นี่เป็นการร้องขอครั้งแรกของเธอ..

            ผมเลยยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพยักหน้าให้

            “เอาเถอะ.. ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปกับข้าได้”

             

            หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมกับหลินซินรวมถึงคนตระกูลซุนทั้งหมดก็ออกเดินทางไปสนามประลอง

            บรรยากาศเมืองที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังเงียบสงบ ตอนนี้เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละที่

            ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังสนามประลองแบบไม่สนอะไรทั้งนั้น

            เสียงจอแจดังกลบเสียงนกเสียงไม้จนหมด มวลอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นความตื่นเต้นปะปนกับแรงคาดหวังที่เข้มข้นราวกับจะบีบคอคนให้หายใจไม่ออก

            แน่นอน.. เสียงซุบซิบก็มาเต็มพร้อมด้วยสายตาที่ไม่พยายามซ่อนด้วยซ้ำ

            บ้างก็ยังพูดถึงเรื่องที่ผมยอมแพ้ตงเสวี่ยซานเมื่อสองวันก่อน

            บ้างเริ่มจะสงสัยว่าผมมีดีอะไร ตระกูลตงถึงได้ซื้อตัวผมไป

            แล้วก็มีอีกกลุ่ม..

            ที่หวังจะได้เห็นตงเสวี่ยซานลากผมลงจากเวทีแบบหมดสภาพ เพื่อกู้หน้าให้ตระกูลมัน

             

            ผมรับรู้ทุกเสียง แต่ใจผมนิ่งกว่าเดิมอีก

            ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ แบบที่พวกนายก็พอเดาได้แหละว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

            ก็แค่..

            ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น..

             

            ท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัว ผมกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด

            เหมือนพายุกำลังเก็บแรงรอวันถล่ม

            ทุกอย่างในตัวผมพร้อมจะระเบิดออกไป..

            แค่รอจังหวะ

             

    ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์

    บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม

             

            ในอีกฟากหนึ่ง...

            ณ เรือนรับรองของตระกูลตง ตงเสวี่ยซาน กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หิน

            ดวงตาของคนจับจ้องไปยังดาบประจำตัวที่อยู่ในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและความแค้นส่วนตัว

            ดาบเล่มนั้นเป็นดาบเล่มหนึ่งที่ตีจากเหล็กหินเย็น เพียงสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงพลังปราณวารีที่วิ่งวรกระแสอยู่ในตัวดาบ

            ตอนนี้ตงเสวี่ยซานเชื่อมั่นว่าการประลองในวันนี้จะเป็นโอกาสกอบกู้ศักดิ์ศรี

            ทั้งคงตระกูล..

            โดยเฉพาะของมันเอง..

             

            “เสวี่ยซาน!

            เจ้าต้องจัดการไอ้เด็กแซ่หลิวคนนั้นให้เด็ดขาด!

            ให้มันรู้.. ว่าการแหย่ขาเหยียบใส่คนตระกูลตงจักต้องเจอสิ่งใด!”

            ตงตี้ผิง.. ผู้นำตระกูลตงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังที่หนักอึ้ง

             

            “ใช่แล้ว!

            หากเจ้าไม่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงที่ไอ้นั่นมันทำไว้ได้..

            น้องชายของเจ้า..

            มันจักถูกปลดกลับไปเป็นเกล็ดเงินตามเดิม!

            ไม่เพียงเท่านั้น!

            พ่อและแม่ของเจ้าก็จักต้องรับผิดชอบในความอัปยศครั้งนี้ด้วยเช่นกัน!”

            ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเสริมด้วยน้ำเสียงดุดัน

             

            ตงเสวี่ยซานพยักหน้ารับคำอย่างแน่นหนัก

            ดวงตาของคนฉายแววอาฆาต

            “ท่านผู้นำและท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ!

            เราจะบดขยี้ไอ้ขี้ขลาดที่อาศัยแต่เล่ห์เหลี่ยมคนนั้นให้แหลกคามือ!

            จะทำให้มันได้รู้ถึงซึ้งถึงสิ่งที่เรียกว่า 'ห้าเสาหลัก'

            ว่าคือตัวตนแบบใด!”

            พูดจบ.. ดวงตาของคนก็วาวโรจน์ไปด้วยประกายทมิฬ

            นัยน์ตาจับจ้องไปที่ด้านคมของดาบในมือ

            'หลิวเจี้ยน..

            เจ้ามันก็แค่คนอ่อนแอที่อาศัยแผนการสกปรกเท่านั้น!'

             

            ในขณะที่คนทั้งตระกูลต่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็นชัยชนะอันเด็ดขาด

            มีเพียงท่านหญิงตงชเว ที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น

            ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่ประกายนัยน์ตาของนางกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย

            ราวกับมีความกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้

            .

            .

            เมื่อหลิวเจี้ยนและหลินซินเดินทางมาถึงสนามประลอง.. อัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน

            เสียงฮือฮาของผู้คนนับหมื่นก็ดังก้องไปทั่วสนามประลอง

            ความตื่นเต้นและความคาดหวังแผ่ซ่านไปในอากาศราวกับกระแสพลังที่มองไม่เห็น

            มันเป็นพลังที่สามารถบดขยี้จิตใจของคนธรรมดาให้แหลกสลายได้ในพริบตาหาจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ

             

            ซุนต้าหลี่และซุนต้าชิงนั่งอยู่ด้านบนจุดสูงสุดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวหลิวเจี้ยน

            ซุนโหวหวังนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ

            แต่ดวงตาของคนกลับลุกวาวด้วยความกระหายที่จะเห็นการต่อสู้ครั้งสำคัญนี้

            หลินซินยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางดูสงบ

            แต่แววตาที่จับจ้องไปที่เวทีนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง

             

            ถัดไปที่อัฒจันทร์ข้าง ๆ ฝั่งตระกูลปีกมังกร

            ภาพรวมของคนตระกูลปีกมังกรดูสง่างามและน่าเกรงขาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดและความกดดันที่ไม่อาจปกปิดได้

            ดวงตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ตงเสวี่ยซานด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้ง

            มีเพียงท่านหญิงตงชเวเท่านั้นที่นั่งอยู่ท่ามกลางญาติร่วมสกุลด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            แต่ประกายนัยน์ตาของนางกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ราวกับมีความกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ

             

            ในมุมหนึ่งของอัฒจันทร์.. ในส่วนที่ค่อนข้างลับตา..

            ทงบีโฮพร้อมด้วยทงมีโซกำลังแอบมองดูเหตุการณ์บนเวทีอยู่เงียบ ๆ

            แววตาของทงบีโฮนิ่งสงบ แต่กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะเห็นผลลัพธ์จากแผนการที่หลิวเจี้ยนเสนอ

            ด้านทงมีโซนั้นแตกต่าง..

            สองมือซ้ายขวาถือซาลาเปาสองลูก พร้อมด้วยถุงซาลาเปาถุงใหญ่ที่หนีบไว้ใต้วงแขน

            แก้มขาวนวลขยับไปมาพร้อมอาหารที่อยู่ในปาก

            นางแทบจะไม่สนใจบรรยากาศรอบกายอะไรเลย

             

            ฮูจิน..ผู้ควบคุมการประลอง ลอยตัวขึ้นกลางเวทีอย่างสง่างาม

            เขากวาดสายตามองไปทั่วทั้งสนามประลองที่เต็มไปด้วยผู้คน ก่อนจะเปล่งเสียงที่ดังก้องชัดเจนไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับเสียงระฆังแห่งการเริ่มต้น

            “เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว..

            เริ่มการประลองได้!”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน