บทที่41 มังกรหิมะบรรพกาล (ตอนกลาง)
มีนแทบจะไม่ต้องเสียเวลาค้นหาตำแหน่งกลไกทางเข้าดันเจี้ยนเลยแม้แต่น้อยเพราะกลไกวงเวทที่ใช้เปิดประตูเข้าสู่ดันเจี้ยนฯ ถูกสลักอยู่ตรงด้านหลังบัลลังก์สีทองของราชาลิงหิมะนั่นเอง
ในครั้งก่อนหน้าถึงตัวหญิงสาวจะไม่ได้มอบไอเทม {ดวงใจราชาลิงหิมะ} ให้แก่องค์ชายเฟร์นันโด แต่มีนก็ไม่สามารถเข้าไปในดันเจี้ยนลับแห่งนี้ได้อยู่ดีเพราะว่าบัลลังก์สีทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลไกฯ ถูกทักษะของเจ้าราชาลิงหิมะบดขยี้จนแทบไม่เหลือซากให้เห็นเมื่อไม่มีกลไกเปิดประตูฯ แล้วทักษะค้นหาจะทำงานได้อย่างไรกันเล่า?ถึงต่อให้ทักษะทำงานฯ แล้วตนจะเอากุญแจฯ ไปใส่ในช่องไหนกันล่ะ?
หลังจากมีนเสียบดวงใจราชาลิงหิมะลงไปตรงตำแหน่งใจกลางของกลไกวงเวทซึ่งอยู่ด้านหลังบัลลังก์แล้ว ผนังของถ้ำหิมะ ในตำแหน่งที่ตรงกับบัลลังก์สีทองก็เกิดการสั่นสะเทือนก่อนจะส่งเสียงดังกึกก้องอันเกิดจากการเคลื่อนที่ของผนังถ้ำในเวลาต่อมา
จากนั้นผนังถ้ำดังกล่าวก็ได้แปรสภาพกลายเป็นอุโมงค์ขนาด2 เมตร ซึ่งมีความลึกกว่า 100 เมตร ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของหญิงสาว มีนเห็นแสงสว่างลิบๆ อยู่ตรงปลายอีกด้านของอุโมงค์ เพื่อความไม่ประมาทตนจึงเรียกเด็ก ๆ ทั้งหลายกลับเข้าไปอยู่ในคลังสมบัติเคลื่อนที่อีกครั้งก่อนจะเรียกใบหอกออกมาถือกระชับเอาไว้ในมือ พร้อมกับผนึกเวทเสริมพลังเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเดินดุ่มเข้าไปในอุโมงค์ที่ว่าอย่างช้า ๆ
หญิงสาวเดินอย่างระมัดระวังตลอดเส้นทางในอุโมงค์ฯแต่กระนั้นจนแล้วจนรอด ก็หาได้มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอันใดเกิดขึ้น มีนยืนนิ่งอยู่ตรงปลายทางด้านในของอุโมงค์และมองตรงไปด้านหน้าซึ่งภาพที่ปรากฏแก่สายตาเวลานี้ ก็คือ “รูปปั้นเทพธิดา” ทำจากคริสตัลใสขนาด 2เท่าของคนจริง ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ตรงใจกลางของห้องโถง ซึ่งมีขนาดความกว้างพอๆ กับโรงยิมขนาดย่อม โดยตัวรูปปั้นของเทพธิดาองค์นี้ อยู่ในท่ายืนที่ดูสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งวางราบกับลำตัวส่วนอีกข้างหนึ่งยกแบหงายขึ้นมาในระดับเสมอหน้าอก อีกทั้งบนฝ่ามือของรูปปั้นเทพธิดายังมีลูกแก้วสีใสขนาดประมาณ 1 นิ้ว วางอยู่...
มีนรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นใบหน้าของเทพธิดาองค์นี้จากที่ไหนมาก่อนแต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรตัวเองกลับนึกไม่ออก มีนพยายามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องโถง เพื่อหาจุดเชื่อมโยงของเรื่องราวก่อนจะพบว่าทิศทั้งสี่รอบ ๆ รูปปั้นขององค์เทพธิดา ยังมีรูปปั้นของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมังกร นั่งหันหน้าเข้าหาเทพธิดาดังกล่าว โดยมังกรเหล่านี้ ถูกสลักจากคริสตัลแบบเดียวกันนอกจากนี้รูปปั้นมังกรทั้งหมดที่เห็น ยังมีความละเอียดของลายเส้นที่คมชัดอ่อนช้อย ดูไม่ต่างจากมังกรที่ตนได้เห็นในภาพยนตร์แนะนำเกมเลยทีเดียวหากไม่ติดว่า รูปสลักเหล่านี้ทำมาจากคริสตัลใสแล้วล่ะก็...มีนคงคิดว่า รูปปั้นในถ้ำแห่งนี้อาจจะเป็นมังกรตัวเป็น ๆ ซึ่งถูกสาปให้กลายเป็นน้ำแข็งอยู่เป็นแน่
และสุดปลายของห้องโถงฯด้านหลังของรูปปั้นเทพธิดา มีนพบว่ามีโลงแก้วขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่ ตัวโลงแก้วใบนี้มีการสลักลวดลายต่าง ๆ เอาไว้รอบด้าน ทำให้ไม่สามารถมองทะลุจนเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นได้
ใจหนึ่ง มีนก็อยากจะสำรวจถ้ำนี้ให้ทั่วทุกซอกทุกมุมเนื่องจากความวิจิตรงดงามและความน่าตื่นตาตื่นใจของสถานที่ เป็นสิ่งเร้าที่มากระตุ้นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของตนให้ตื่นขึ้นมาทำงานอีกครั้งและที่สำคัญ...บนผนังแทบทุกด้านภายในสุสานฯ กลับมีรูปภาพแสดงเรื่องราว รวมไปถึงข้อความบรรยายฉากเหตุการณ์ในแต่ละฉากกำกับเอาไว้ด้วยภาษาเทพอีกด้วย
มีนอยากรู้เรื่องราวที่สลักไว้บนผนังห้องเพียงแต่...
จากข้อความในภารกิจที่ตนได้รับมาได้บอกเอาไว้อย่างเด่นชัดว่า “ให้เข้ามา” “เก็บของ” และ “เอาของออกไปให้หญิงสูงวัย...อย่างมีชีวิต”
ด้วยเหตุนี้ มีนจึงไม่กล้าจะละเลยคำสั่งของภารกิจฯเพราะคำว่า “เอามันออกมา” และ “แล้วรอดชีวิตมาหาข้า” นั้น ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าภายในห้องแห่งนี้ แฝงไปด้วยความอันตรายที่อาจส่งผลคุกคามถึงชีวิตเอาไว้ด้วย
แต่...หลังจากมีนได้อ่านทวนข้อความจากภารกิจซ้ำอีกครั้งอีกครั้ง และอีกครั้ง จนทำให้ “ต่อมเอ๊ะ” ของหญิงสาวผู้เผือกรู้ตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติฯซึ่งมันก็ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจของตัวเองทันที ‘เอ๊ะ?! แต่ถ้าเรายังไม่หยิบของล่ะ?’
“ในเควสบอกเพียงแค่ว่าให้เอาของออกมา แล้วรอดชีวิตกลับไปหาป้า แต่ถ้าเรายังไม่หยิบของ...อืม”มีนพึมพำทบทวนความเข้าใจของตัวเองซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะได้ข้อสรุปให้ตัวเองในที่สุด “ก็...ยังไม่เป็นไรสินะ”
นั่นก็เพราะว่า มีนรู้ตั้งแต่แรกที่ก้าวขาเข้ามาในห้องแห่งนี้แล้วว่า“ของ” ที่หญิงสูงวัยให้ตัวเองนำออกไปให้อีกฝ่าย คือสิ่งใด?
มันคือ “ลูกแก้วสีใสขนาด1 นิ้ว” ซึ่งวางอยู่บนฝ่ามือของรูปปั้นเทพธิดาองค์นั้นนั่นเอง
สาเหตุที่มีนรู้ได้ในทันทีว่า“ไอเทมเควส” ที่หญิงสูงวัยให้ตนตามหา คือลูกแก้วที่อยู่บนฝ่ามือของรูปปั้นเทพธิดาฯก็เพราะเบาะแสที่ว่า ไอเทมชิ้นนั้นคือ “สิ่งที่มีความสำคัญกับตน”ซึ่งมันจะเป็นสิ่งใดได้อีก นอกจากไอเทมที่มีชื่อว่า {ลูกแก้วทะเลดาว}
เพราะในตอนที่มีนเดินเข้ามาใกล้กับรูปปั้นฯใบหอกทะเลดาวในมือได้ส่องประกายเรืองรองด้วยแสงสีฟ้าคราม คล้ายกับมีปฏิกิริยาตอบรับกับลูกแก้วในมือของรูปปั้นซึ่งส่องแสงจาง ๆ ออกมาในลักษณะเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ มีนจึงค่อนข้างแน่ใจว่า เจ้าไอเทมที่หญิงสูงวัยคนนั้นบอกให้ตนนำมันออกไป ก็คือ หนึ่งในชิ้นส่วนของ {หอกเทพทะเลดาว} นั่นเอง
แล้วเหตุใด?เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว มีนถึงไม่รีบหยิบลูกแก้วออกมา เพื่อจบเควสให้ไวที่สุดนะหรือ?
คำตอบ...ก็อยู่บนผนังถ้ำแล้ว
เพราะสิ่งที่หญิงสาวเห็นในเวลานี้ก็คือ “ภาพจารึกอารยธรรมโบราณ” ซึ่งถือเป็นความคลั่งไคล้ส่วนตัวของสาวมีนยังไงล่ะ
ถ้าหากว่า มีนหยิบเอาลูกแก้วฯและรีบเอาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกของตัวเองได้ร้องบอกต่อเจ้าตัวว่า ตนอาจจะพลาดโอกาสในการได้อ่านข้อความและรับรู้เรื่องราวที่ถูกสลักไว้บนผนังถ้ำ ก็เป็นได้…
ด้วยเหตุนี้ มีนจึงตัดสินใจปล่อยให้ภารกิจค้างคาเอาไว้อย่างนั้นก่อนเป็นการชั่วคราวเพราะถึงอย่างไร สถานที่แห่งนี้ ก็ไม่ได้มีคนอื่นอยู่ด้วยเสียหน่อย อีกทั้งเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเควสฯก็ยังไม่ได้กำหนดว่า ตนต้องรีบเอา “ของ” กลับไปให้ป้าในทันที หลังจากสังหารราชาลิงหิมะเหมือนเควสก่อนหน้าอีกด้วย
มีนเดินตรงเข้าไปยังใจกลางของห้องโถงก่อนจะหยุดลงตรงหน้าแท่นหิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นของเทพธิดาฯ มีนอ่านจารึกที่ถูกสลักไว้ด้านหน้าแท่นหินอย่างละเอียดและสรุปได้ว่า รูปปั้นที่ตนเห็นอยู่นี้ คือรูปปั้นขององค์เทพีผู้สร้างโลกใบนี้“เทพีมาร์กี้”
นอกจากจะได้รู้ว่าเจ้าของรูปปั้นนี้คือผู้ใดแล้ว ข้อความในจารึกยังได้กล่าวสรรเสริญถึงคุณงามความดีของเทพีมาร์กี้ที่มีต่อพื้นพิภพเอาไว้อย่างยาวเหยียดและในข้อความตอนท้ายของจารึกฯ ยังมีบทร่ายเวทมนตร์ที่กล่าวถึงวิธีการอัญเชิญพลังขององค์เทพีผู้สร้างโลกอยู่ด้วย
แม้หญิงสาวจะเป็นผู้ที่แตกฉานในภาษาเทพอย่างชนิดที่หาตัวจับได้ยากแต่กระนั้นมีนกลับรู้สึกว่า ข้อความในบทอัญเชิญพลังขององค์เทพีฯยังมีอักขระบางตัวที่ดูแปลกตา และไม่อาจทำความเข้าใจได้อยู่บ้าง
ในรอบแรกที่ได้อ่านข้อความในจารึกฯหญิงสาวยังไม่สามารถเข้าใจความหมายของอักขระตัวที่ว่านั้นได้ในทันที จำเป็นต้องอาศัยคำอื่นๆ ในบริบทของประโยคนั้น ๆ มาช่วยเสริม จึงจะพอรู้ความหมายคร่าว ๆ ของคำนั้นได้เช่นเดียวกับตอนที่ตนได้อ่านข้อความอธิบายภาพฯ ซึ่งอยู่ในวิหารแห่งปัญญาของอเล็กซ์ไม่มีผิดเพี้ยน
หลังจากจับใจความสำคัญส่วนใหญ่ได้มีนรู้สึกว่า บทร่ายอัญเชิญพลังบทนี้ หากบรรดานักเวทได้มาเห็นเข้า พวกมันก็คงจะรู้สึกราวกับถูกหวยก้อนโตเลยทีเดียวเพราะบทอัญเชิญพลังของ “เทพีมาร์กี้” บทนี้ จะทำให้ผู้ร่ายเวทมนตร์จ่ายค่าตอบแทนเพียง1ใน 5 จากพลังที่ต้องจ่ายให้แก่บทร่ายในยามปกติเท่านั้นอีกทั้งพลังขององค์เทพีฯ ยังเป็นพลังแห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่ไร้ซึ่งการเจือปนของพลังธาตุใดๆ นั่นก็หมายความว่า บทร่ายอัญเชิญพลังบทนี้ สามารถนำมาใช้ร่วมกับการอัญเชิญพลังแห่งธาตุของเทพองค์อื่นได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งนำบทอัญเชิญฯ มาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบทอัญเชิญพลังธาตุที่มีความขัดแย้งกันให้สามารถแสดงผลออกมาได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย
เพียงแต่...ผู้เล่นสายนักเวทคนอื่นๆ จะเข้าถึงและเข้าใจเหมือนที่ตัวเองรู้สึกอยู่ในตอนนี้หรือไม่? มีนเองก็ไม่สามารถที่จะตอบแทนผู้ใดได้เพราะการอ่านจารึกที่ตั้งวางอยู่ตรงหน้านี้ ขอเพียงแค่มีความเข้าใจภาษาเทพในระดับหนึ่งคนผู้นั้นก็พอจะทำความเข้าใจในความหมายบนจารึกได้ แต่ทว่าการจะตีความอักขระที่แฝงอยู่ในบทร่ายของจารึกฯและการถอดความหมายของอักขระเวทมนตร์ระดับพิเศษให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนสามารถอัญเชิญพลังในบทร่ายมาใช้งานได้หรือไม่นั้น...ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะบุคคล
นักเวทอื่น ๆเมื่อได้อ่านจารึกนี้ พวกมันก็คงจะทำได้เพียงแค่ ถอดใจความสำคัญ “บางส่วน” ในบทร่ายอัญเชิญพลังฯมาช่วยเพิ่มเสริมเติมต่อในบทร่ายของตัวเอง เพื่อลดภาระการจ่ายพลังเวทให้แก่บทร่ายที่สร้างขึ้นเท่านั้น
ส่วนในมุมมองของจอมอาคมสาวผู้นี้หลังจากได้เห็นบทร่ายในจารึกฯ ห้วงสมองกลับปรากฏวิธีการนำเอาอักขระพิเศษในจารึกฯ ออกมาใช้งานในบทร่ายฯและกลไกวงเวทจำนวนหลายสิบหลายร้อยรูปแบบเลยทีเดียว
หลังจากได้ผ่านเหตุการณ์ในวันนี้มันทำให้หญิงสาวคิดได้ว่า “ภารกิจสำรวจวิหารฯ” ซึ่งตนได้รับมาตั้งแต่เริ่มออนไลน์วันแรกนั้นน่าจะถึงเวลาที่ต้องไปทำเสียที นั่นก็เพราะว่า ในวิหารแห่งธาตุฯ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งดินแดนมนุษย์คงจะมีจารึกที่มีอักขระระดับสูงและบทร่ายอันทรงพลังเช่นนี้ ด้วยเหมือนกัน...
หลังอ่านจารึกบนแท่นบูชาหน้ารูปปั้นของเทพีมาร์กี้จบลงมีนก็ได้ยินเสียงข้อความจากระบบดังแจ้งขึ้นมาในทันที
“ผู้เล่นมนตราได้รับ ‘ชุดอักขระพิเศษขององค์เทพีผู้สร้างโลก’ จำนวน 8 อักขระ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดด้วยค่ะ”
“ห๊ะ?! ชุดอักขระพิเศษ ไม่เห็นท่านอาจารย์เคยบอกไว้เลย...” มีนอุทานออกมาด้วยความสงสัยก่อนจะบ่นลับหลังผู้เป็นอาจารย์ไม่น้อย “อะไรกันเนี่ย...ท่านอาจารย์กั๊กวิชาอีกแล้วรึ?กลับไป...เราต้องถามให้รู้เรื่องเสียหน่อยแล้ว...”
เมื่อมีนได้ลองตรวจสอบอักขระทั้ง8 ที่ได้รับมาใหม่ แต่กลับไม่พบว่ามีความพิเศษอันใดเหมือนกับชื่อของมัน ราวกับว่าพวกมันเป็นเพียงอักขระชุดหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏในตำราของอเล็กซ์มาก่อนเท่านั้น และในส่วนของช่องคำอธิบายเกี่ยวกับอักขระแต่ละตัวก็ล้วนมีเพียงความว่างเปล่า หาได้มีข้อความหรือคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติมต่างจากอักขระทั้ง 108 ตัว ซึ่งตนได้รับมาจากผู้เป็นอาจารย์...
เมื่อไม่ได้ก็ไม่ฝืน...มีนคิดว่าหลังจากจบภารกิจนี้ ตัวเองคงต้องลองเอาเรื่องราวที่พบเจอมาในวันนี้ไปปรึกษาอเล็กซ์ดูอีกครั้งเพราะมันคงจะง่ายกว่า...การที่ตนต้องมาคาดเดาเอาเองอยู่เช่นนี้เป็นแน่
หลังจากหญิงสาวอ่านจารึกบนแท่นหน้ารูปปั้นเทพธิดาผู้สร้างโลกเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปสำรวจภาพจิตรกรรมที่อยู่รอบ ๆ ผนังของถ้ำอย่างกระตือรือร้น
เป็นเรื่องที่น่าประหลาด...จำนวนภาพจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำกลับบังเอิญว่าพวกมันมีทั้งหมดเพียงแค่ 8 ภาพเท่านั้น หญิงสาวไล่เรียงดูตั้งแต่ภาพแรก ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของปากทางเข้าสุสานเรียงรายต่อกันไปจนครบโดยแต่ละภาพก็จะมีคำบรรยาย ซึ่งเป็นข้อความเล็ก ๆ เขียนกำกับเอาไว้อยู่ด้านใต้ของมัน
มีนใช้เวลากว่า2 ชั่วโมง ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่อยู่ในสุสานแห่งนี้ โดย 3ภาพแรกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสรรเสริญคุณความดีขององค์เทพีฯ ส่วน 2 ภาพกลาง จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของสุสานแห่งนี้ซึ่งมีชื่อว่า “Dragoneus” หรือ“จักรพรรดิมังกรหิมะบรรพกาล ดราโกเนียส” นั่นเอง
“ดราโกเนียส” ถือเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของเหล่ามังกรหิมะในปัจจุบันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระนาบสูงสุดของพื้นพิภพโลกเสมือนจริงใบนี้ จากเรื่องราวในภาพ...ได้บ่งบอกถึงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีของมันที่มีต่อองค์เทพีฯ แม้ตัวมันจะตายจากโลกนี้ไปนานนับล้านปีแล้วแต่ทว่ามันก็ยังแบ่งดวงวิญญาณส่วนหนึ่งเอาไว้ เพื่อปกป้องคุ้มครองสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่มันคิดว่าคือตัวแทนแห่งพลังขององค์เทพีผู้ที่มันเคารพฯ โดยไม่ยอมให้ใครมาเอาสมบัติชิ้นนี้ไปได้...
ส่วนอีก 2 ภาพถัดมาเป็นเรื่องราวสมบัติวิเศษขององค์เทพีชิ้นที่อยู่ในสุสานแห่งนี้ โดยชื่อที่สมบูรณ์ของมันก็คือ{หอกเทพเจ้าทะเลดาว} และภาพทั้ง 2จะกล่าวถึงที่มาที่ไปของหอกเทพเจ้าอันนี้ และสาเหตุที่องค์เทพีฯ ทำการแยกชิ้นส่วนของหอกเทพเจ้าออกเป็น3 ตลอดจนสาเหตุของการสร้างสุสานของดราโกเนียส
และภาพสุดท้ายจะเป็นภาพที่แสดงถึงรายนามของไอเทมเทพเจ้าทั้ง 10 ที่องค์เทพีทรงสร้างขึ้น ซึ่งไอเทมทั้ง10 ชิ้น จะแบ่งเป็นไอเทมประเภทอาวุธจำนวน 7 ชิ้น และเป็นไอเทมเครื่องประดับจำนวน 3ชิ้น โดยแต่ละชิ้นจะถูกตั้งชื่อตามลักษณะและการใช้งานของมัน อันได้แก่
{ค้อน (จ้าวมังกร) ประหารเทพ}
{กระบอง (เทวะ) สยบมาร}
{คันศร (พญามาร) ปราบมังกร}
{หอก (เทพเจ้า) ทะเลดาว}
{กงจักร (เอก) สุริยัน}
{ดาบ (พิสุทธิ์) วงพระจันทร์}
{กระบี่ (อนันต์) จักรวาล}
{สังวาล (มหาเทพ) นพรัตน์}
{ดวงธาตุ (มังกรบรรพกาล) จักรพรรดิ}
{กำไล (ราชาปีศาจ) มายา}
ตามข้อมูลที่มีนรับรู้มาจากอเล็กซ์...เวลานี้ไอเทมทั้ง9 ได้อยู่ในการครอบครองของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั้ง 3 เผ่าพันธุ์หมดแล้วเหลือแค่เพียง {หอกทะเลดาว} เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มีผู้ใดได้ครอบครอง(นอกจากสาวสวยผู้ส้มหล่นอย่างมีน)
เพียงแต่สิ่งที่มีนสงสัยก็คือทำไม? “ดราโกเนียส” ถึงไม่มอบชิ้นส่วน “ลูกแก้ว” ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของหอกที่มันดูแลอยู่...ให้แก่เผ่าพันธุ์ของตัวเอง
จากข้อมูลที่ตนรู้มาเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าพันธุ์มังกรนั้นถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือเอาประโยชน์ของเผ่าพันธุ์แห่งตนเป็นที่ตั้ง ด้วยเหตุนี้ มันจึงชวนให้หญิงสาวคิดสงสัยว่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง? นอกเหนือไปจากความจงรักภักดีที่ดราโกเนียสมีต่อองค์เทพีฯ ตามเรื่องราวในภาพวาดที่แสดงให้เห็นในสุสานแห่งนี้เป็นแน่…
หลังจากอ่านจิตรกรรมบนฝาผนังถ้ำเสร็จแล้วมีนจึงเดินมาหยุดยืนอยู่ในบริเวณใกล้กับโลงใหญ่หลังรูปปั้นอีกครั้ง โลงแก้วใบนี้ แม้จะดูใหญ่โตไปสักหน่อยหากนำมาใช้บรรจุร่างของมนุษย์ทั่วไป แต่มันกลับดูเล็กลงไปถนัดตา เมื่อสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นเป็นร่างของมังกรตัวเต็มวัย…
แม้หญิงสาวจะยังไม่เคยเห็นมังกรตัวเป็นๆ มาก่อน แต่ก็ยังเคยเห็นและรับรู้มาจากภาพวาด หรือข้อมูลจากที่ต่าง ๆ จนพอจะคาดเดาได้ว่าด้วยขนาดของโลงแก้วที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ คงไม่สามารถนำร่างมังกรอันใหญ่โตของเจ้าของสุสานฯมาบรรจุเอาไว้ภายใน...ได้อย่างแน่นอน
มีนไม่คิดที่จะเปิดโลงแก้วตรงหน้าออกมาดูแต่อย่างใดเพราะถึงอย่างไร การให้เกียรติผู้ตายก็เป็นเรื่องสำคัญฯ แม้ว่านี่...จะเป็นเพียงแค่เกมก็ตามที
มีนยืนอยู่ด้านหน้าของโลงแก้วและโค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพดวงวิญญาณที่อยู่ในโลงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินตรงมาที่หน้ารูปปั้นขององค์เทพีอีกครั้ง
มีนแสดงความเคารพต่อรูปปั้นฯก่อนจะปีนป่ายขึ้นไปบนแท่นสูง พร้อมกับกล่าวแสดงเจตจำนงของตนออกมา “หนูขอเอาลูกแก้วไปก่อนนะเจ้าคะท่านเทพีผู้สร้างโลก”
จากนั้นหญิงสาวจึงเอื้อมมือไปหยิบลูกแก้วในฝ่ามือของรูปปั้นอย่างช้าๆ
แต่ในขณะที่มือของมีนสัมผัสถูกลูกแก้วใบนั้นจู่ ๆ กลับมีเสียงคำรามดังขึ้นมา ซึ่งทิศทางของเสียงดังกล่าว...ก็มาจากโลงแก้วใบใหญ่ใบนั้นนั่นเอง“โฮกกกกกกกกกกก!!”
มันเป็นเสียงคำรามของมังกรซึ่งแฝงไปด้วยพลังและอำนาจฯ ดังสะท้านลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวเกิดอาการตกใจจนแทบจะปล่อยให้ลูกแก้วในมือร่วงหล่นลงมา
“บังอาจ!! กล้าดียังไงที่เข้ามาขโมยของในสุสานแห่งนี้!!” เสียงดังกึกก้องสะท้านทรวงที่ดังขึ้นมีต้นตอมาจากโลงแก้วใบนั้นไม่ผิดแน่
หญิงสาวไม่คิดจะตอบคำถามดังกล่าว...เพียงคิดหาวิธีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเพราะถึงอย่างไร ความรู้สึก “อันตราย” ของภารกิจฯ คงต้องเกิดขึ้น...หลังจากที่ตนได้หยิบลูกแก้วลูกนี้อย่างแน่นอน
เมื่อได้ลูกแก้วทะเลดาวมาอยู่ในมือแล้วมีนจึงกระโดดลงมาจากแท่นสูงซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของรูปปั้นฯ ก่อนจะวิ่งไปยังปากทางเข้าสุสานอย่างเต็มกำลัง
วาบ!!
ดวงแก้วสีฟ้า ซึ่งมีขนาดเท่าลูกฟุตบอล กลับปรากฏขึ้นมาตรงปากทางเข้าสุสานฯมันลอยอยู่เหนือพื้นในระดับสายตาขวางหน้าจอมโจรสาวเอาไว้ พร้อมกับเปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็นจังหวะๆ
“ผู้เล่นมนตราพบดวงวิญญาณสัตว์อสูรชั้นจักรพรรดิบรรพกาล ระดับ 300 ‘มังกรหิมะดราโกเนียส (วิญญาณ)’ หากผู้เล่นเสียชีวิตระดับจะลดลง 5 ระดับค่ะ”
“เจ้า!!หากไม่อยากตาย จงเอาลูกแก้วฯ กลับไปวางไว้ที่เดิม!!” ดวงไฟสีฟ้าตรงหน้า ส่งเสียงข่มขู่หญิงสาวด้วยประโยคที่ดังสะท้านไปทั่วทั้งสุสานฯ
“คงไม่ได้หรอกค่ะลูกแก้วนี่มีความสำคัญกับหนูมาก” มีนพยายามตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ
“โฮก!!สำคัญกับเจ้า?! ถึงกับต้องมาขโมยสมบัติของคนอื่นแบบนี้นะรึ?” ดวงไฟตรงหน้าส่งเสียงคำราม เพื่อข่มขู่อีกฝ่ายก่อนจะยิงคำถามเข้าประเด็นในทันที
“สมบัติของคนอื่น?หมายถึงใครกันหรือคะ? ของท่าน?” มีนย้อนถามเจ้าของเสียงกลับไป
“ใช่!! ข้าเฝ้าสมบัติชิ้นนี้มานับล้านปีแล้ว ตั้งแต่เจ้า...นายข้า ได้แยกชิ้นส่วนทั้ง3 ของหอกเทพเจ้า และพระองค์ก็มีบัญชาให้ข้าเฝ้าเก็บรักษาสมบัติชิ้นนี้เอาไว้...รอมอบให้ผู้ที่เหมาะสมนำไปใช้งานฯดังนั้นไม่ว่าใครหน้าไหน ก็จะมาเอามันไปจากที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาด!!” วิญญาณมังกรยืนยันคำตอบอย่างหนักแน่น ก่อนจะกล่าวอธิบายเรื่องราวด้วยเสียงอันเย็นยะเยือก
ได้ยินเช่นนั้นมีนจึงหยุดใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนถามในสิ่งที่อีกฝ่ายได้กล่าวมาอีกครั้ง“แล้วใครกันหรือคะ คือผู้ที่เหมาะสม? เผ่าเทพ?เผ่ามาร? หรือว่า เผ่ามังกร...ลูกหลานของท่าน?”
“บังอาจ!!!” เสียงตวาดดังก้องทั่วทั้งสุสานอีกครั้ง ก่อนที่ดวงไฟสีฟ้าจะเอ่ยวาจาออกมาอย่างดูแคลน“เจ้าพวกชั่วที่วัน ๆ คิดแต่จะสร้างความวุ่นวายให้แก่โลกที่เทพีสร้างขึ้นมานั่นนะหรือ?”
“พวกมัน…ไม่มี...คุณสมบัติ!!” ดวงวิญญาณดราโกเนียสเน้นเสียงแต่ละคำออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวออกมาเช่นนั้นมีนจึงแทรกถามเพื่อขอความกระจ่าง “เช่นนั้น? แล้วใครกันเจ้าคะที่มีคุณสมบัติ?”
“ไม่มี!! โฮกกกกก!!” คำตอบที่ดังราวกับเสียงตวาด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามอันทรงพลังของอีกฝ่ายทำเอาหูของมีนถึงกับอื้ออึงไปชั่วขณะ
“นั่นออกจะไร้เหตุผลไปแล้วค่ะ”
แม้มีนจะมองว่า สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเป็นคำพูดที่ดูไร้เหตุผลแต่การที่ฝ่ายตรงข้ามยอมกล่าววาจาก็แปลว่า วิธีการ “เจรจา” เพื่อหาทางออก...ก็ยังพอจะมีความเป็นไปได้อยู่
แม้อีกฝ่ายจะเป็นแค่ดวงวิญญาณมังกรฯซึ่งมีระดับแค่ 300 แต่ด้วยระดับชั้นของมันที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดมาแล้วประสบการณ์การต่อสู้ย่อมต้องโชกโชนอย่างชนิดที่ตนไม่สามารถทาบติด อีกทั้งการที่สัตว์อสูรตรงหน้าสามารถสนทนาเป็นประโยคยาวๆ ได้เช่นนี้ ย่อมแสดงว่าดวงวิญญาณมังกรดวงนี้ ต้องถูกควบคุมด้วย AI ที่มีระดับสูงด้วยเป็นแน่ ดังนั้นการจะเอาชนะอีกฝ่ายด้วยการต่อสู้ในเวลานี้สำหรับมีนแล้ว...จึงแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าตนจะมีทักษะเพิ่มค่าสถานะแบบโกงพิเศษอยู่ด้วยก็ตามด้วยเหตุนี้มีนจึงคิดว่า หากสามารถเลี่ยงการต่อสู้ด้วยวิธี “การเจรจา” ได้ก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด...
แต่ถ้าเจรจาแล้ว...ไม่เป็นผลก็ค่อยมาว่ากันอีกที
เพราะสำหรับมีนในยามนี้การจะพาตัวเองให้ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย ไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็นเกินไปนัก
“ไร้เหตุผล?มนุษย์ผู้ต่ำต้อยเช่นเจ้า...กล้ามาถกเหตุผลต่อหน้าข้าผู้นี้?”
“ใช่ค่ะถึงหนูจะเป็นมนุษย์ผู้ต่ำต้อย แต่หนูก็เป็นถึงผู้สืบทอดเจตจำนงขององค์เทพีผู้สร้างโลกเชียวนะเจ้าคะ...”มีนกล่าวออกมาอย่างตีเนียน
“เฮอะ!! เจ้าหมายความว่าไง?” ดราโกเนียสแค่นเสียงถาม
มีนยกชูใบหอกทะเลดาวขึ้นมาเบื้องหน้าจนอยู่ในระดับเดียวกับลูกไฟสีฟ้า ก่อนจะกล่าวกับอีกฝ่ายว่า “หนูคิดว่าท่าน คงไม่ถึงกับ...ไม่รู้จักของสิ่งนี้หรอกนะเจ้าคะ?”
“ใบหอกทะเลดาว!!” ดราโกเนียสส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นถามว่า “แล้วยังไง?”
“ก็...ใบหอกนี้ คือเจตจำนงขององค์เทพีฯในเมื่อใบหอกนี้ยอมรับหนูให้เป็นนายของมัน อีกทั้งมันยังมอบภารกิจฯ เพื่อตามหาชิ้นส่วนที่เหลือดังนั้นการที่หนูมาที่นี่ และมาตามเอาหนึ่งในชิ้นส่วนของมันกลับไป ก็ไม่ได้เป็นเพราะบังเอิญฯหากแต่...เป็นเจตนารมณ์ของใบหอกฯ และเจตจำนงขององค์เทพีผู้ที่สร้างหอกเล่มนี้ขึ้นมา...”มีนกล่าวอธิบายอย่างใจเย็น
แม้หญิงสาวจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นความจริงหรือไม่? แต่หญิงสาวก็พยายามดึงเอาข้อมูลและเรื่องราวที่ได้รับรู้มาปะติดปะต่อเชื่อมโยง พร้อมกับใช้ความคิดแบบเข้าข้างตัวเองร่วมผสมโรงเข้าไปอีกเล็กน้อยก่อนจะนำมาถักทอร้อยเรียง จนได้ภาพใหญ่ที่ดูน่าเชื่อถือออกมา
ซึ่งในความจริงแล้วสิ่งที่หญิงสาวกล่าวออกมาทั้งหมด ก็เป็นเรื่องราวที่มีเค้าโครงความจริงอยู่เกินครึ่งเพราะชิ้นส่วนทั้ง 3 ของหอกทะเลดาวนั้น แต่ละชิ้นส่วนต่างก็มีพลังในตัวมันเองผู้ครอบครองชิ้นส่วนฯ สามารถใช้พลังของหอกได้ตามระดับพลังที่อยู่ในชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้อย่างไม่มีปัญหาเพียงแต่ว่าชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่เหลือนอกจากใบหอกนั้น พวกมันไม่ได้มอบภารกิจในการตามหาชิ้นส่วนชื้นอื่นๆ ให้แก่ผู้ครอบครองแต่อย่างใด เพราะชิ้นส่วนที่ถือว่า “เป็นหัวใจสำคัญ” ของหอกเล่มนี้ก็คือส่วนของ “ใบหอก” ที่อยู่ในมือของหญิงสาวเพียงชิ้นส่วนเดียวเท่านั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าใบหอกคือคีย์ไอเทมฯ ซึ่งบรรจุไว้ด้วยเจตจำนงขององค์เทพีฯ ได้อย่างไม่กระดากปากเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้ อเล็กซ์ยังกล่าวไว้ว่า“ผู้ที่ครอบครองชิ้นส่วนของใบหอกนี้ คือ ‘ทายาทรุ่นหลัง’ ขององค์เทพีผู้สร้างฯ”ดังนั้นการที่มีนคิดตีเนียนแอบอ้างว่า ตัวเองเป็นผู้สืบทอดเจตจำนงแห่งเทพีผู้สร้างโลก...ก็คงจะไม่ผิดไปจากความจริงมากนัก
“เจ้าคิดหรือว่าข้าจะเชื่อเจ้า?” ดราโกเนียสย้อนถาม หลังจากได้ฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายได้บอกออกมา
หลังจากได้ยินคำกล่าวของดราโกเนียสมีนก็ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เพราะถึงอย่างไรเจ้าวิญญาณมังกรดวงนี้คงไม่มีทางยอมยกลูกแก้วให้ตนแต่โดยดี เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคเป็นแน่อีกอย่างเมื่อลองพิเคราะห์จากน้ำเสียงของมัน มีนก็รู้ได้ทันทีว่า ฝ่ายตรงข้ามต้องการ“ยื้อเวลา” เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง...
หญิงสาวตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาโดยมือขวาถือใบหอกเอาไว้แน่น ส่วนมือซ้ายจับประคองลูกแก้วให้กระชับ เพื่อเตรียมเอาลูกแก้วเข้ามาใส่ในรูกลวงเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่บนใบหอก…
“หยุดนะ!! โฮก!!” ดราโกเนียสตะโกนก้อง พร้อมกับส่งเสียงคำรามข่มขู่ออกมาอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำสิ่งใด?
แต่มันก็สายไปแล้ว...
เมื่อใบหอกกับลูกแก้วเข้ามาอยู่ในระยะที่ใกล้กันมากพอพวกมันทั้งสองย่อมสร้างแรงดึงดูดระหว่างกันขึ้นมาโดยอัตโนมัติฯ
ลูกแก้วลอยพุ่งเข้าไปอยู่ในรูกลวงตรงส่วนของเอวดาบบนใบหอกอย่างรวดเร็วโดยที่หญิงสาวไม่ต้องออกแรงช่วยเหลือแม้แต่น้อย จากนั้นแสงสว่างอันเกิดจากเอฟเฟคฯ ก็เปล่งประกายออกมาโดยมีตัวใบหอกเป็นจุดศูนย์กลาง ก่อนที่ทั่วทั้งสุสานมังกรหิมะบรรพกาล จะเปลี่ยนกลายเป็นสีขาวสว่างเจิดจ้าอยู่นานหลายอึดใจ
วาบ!!
…………