เล่มที่2 บทที่57 เคล็ดวิชากลืนกิน
ชั้นสองของหอคัมภีร์
เมื่อเห็นลูกแก้วอักขระยันต์ที่อยู่ตรงหน้าจั่วเฉินก็ตาเป็นประกาย
เทียบกับชั้นที่หนึ่ง ที่นี่ถือว่าดีกว่ามาก จั่วเฉินแทบไม่เห็นเคล็ดวิชาระดับมานุษอยู่เลยเกือบทั้งหมดที่อยู่ที่นี่เป็นเคล็ดวิชาระดับดินขั้นต่ำ กลาง และสูง ซึ่งต้องใช้ค่าผลงานนับหมื่นนับแสนแต้มจึงจะแลกมาได้
ทว่าราคานี้ก็ยังนับว่าคุ้มค่าเพราะพลังของเคล็ดวิชาระดับดินนั้นเหนือกว่าระดับมานุษอยู่มากโข
เคล็ดวิชาระดับดินนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการโคจรพลังปราณหรือการฝึกฝนล้วนเหนือกว่าเคล็ดวิชาระดับมานุษเป็นเท่าตัวแม้จะเป็นการโจมตีชนิดเดียวกัน แต่พลังการโจมตีของผู้ฝึกเคล็ดวิชาระดับดินจะแข็งแกร่งกว่าผู้ที่ฝึกเคล็ดวิชาระดับมานุษมาก
ด้วยสายตาอันหลักแหลมของจั่วเฉิน เขาสามารถเลือกเคล็ดวิชาปราณโลหะได้อย่างแม่นยำทุกครั้งที่หยิบลูกแก้วอักขระยันต์ขึ้นมา เพียงแค่อ่านคำแนะนำและลองสำรวจพลังดู จั่วเฉินก็สามารถรู้ข้อดีข้อเสียของเคล็ดวิชานั้นๆได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หลังจากเลือกอยู่นาน จั่วเฉินก็เบนสายตาไปที่ลูกแก้วอักขระยันต์ลูกหนึ่งเขาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
เคล็ดวิชาเพลิงดาบอาชูร่า เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำ
จั่วเฉินพึมพำก่อนจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ตอนที่เขาอาศัยอยู่ในสกุลจั่ว จั่วเฉินได้อ่านคัมภีร์และตำรามามากมายจึงมีความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน เขาจำได้ว่าเคยอ่านคัมภีร์ที่ชื่อบันทึกบุคคลพิสดาร ซึ่งในนั้นบันทึกเรื่องหนึ่งเอาไว้
นานมาแล้ว ระหว่างการต่อสู้ของสำนักเสมอภาคและสำนักราชันฟ้าที่เป็นสุดยอดขุมอำนาจในตอนที่สำนักราชันฟ้ากำลังจะตกเป็นรอง จู่ๆ นักฆ่าหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเป็นสุดยอดม้ามืดก็ปรากฏตัวออกมาคนผู้นั้นมาพร้อมกับดาบสวรรค์แปดเล่ม บุกเข้าไปในกองกำลังใหญ่ของสำนักเสมอภาคด้วยความเร็วดุจสายฟ้าจากนั้นก็สังหารผู้คุมกฎทั้งแปดของสำนักเสมอภาค ก่อนจะถอยออกมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
นักฆ่าผู้นี้ภายหลังได้กลายเป็นบุคคลตัวอย่างที่ผู้ฝึกยุทธพลังปราณเลื่อมใสคนรุ่นหลังยกย่องให้เขาเป็นผู้ระบำเงา และยังเป็นปรมาจารย์ดาบของผู้ฝึกยุทธพลังปราณสายดาบอีกด้วยถือเป็นหนึ่งในสามบุคคลที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดาบที่สุดนับตั้งแต่อดีตนักฆ่าหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่าไท่หลง และเคล็ดวิชาดาบที่เขาใช้ในตอนนั้นก็คือเพลิงดาบอาชูร่านี้นี่เอง
เคล็ดวิชาที่คนระดับนี้ใช้ต้องไม่ใช่แค่ระดับดิบขั้นต่ำแน่ทว่าพอเห็นชื่อเคล็ดวิชานี้แล้ว จั่วเฉินก็อดที่จะนึกถึงเรื่องที่เคยอ่านเจอไม่ได้
จั่วเฉินหยิบลูกแก้วอักขระยันต์นั้นขึ้นมาก่อนจะหลับตาลงและค่อยๆ ใช้แรงปณิธานสำรวจสิ่งที่อยู่ภายใน เพียงครู่เดียวเขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองพลันส่องประกายความตื่นเต้นออกมา
“ไม่สมบูรณ์หรอกหรือ?”
จั่วเฉินอ่านคำแนะนำของวิชาจึงพบว่านี่เป็นเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์เคล็ดวิชาเพลิงดาบอาชูร่านี้มีทั้งหมดเก้าขั้น ซึ่งสิ่งที่อยู่ในลูกแก้วนี้มีเพียงสองขั้นแรกเท่านั้น
ทว่าจู่ๆ เขาก็คล้ายจะนึกอะไรออกจั่วเฉินเองเคยเจอผู้แข็งแกร่งและเคล็ดวิชาปราณโบราณมาไม่น้อย จึงรู้สึกได้ว่าเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์นี้ก็มีพลังอยู่ที่ระดับดินขั้นต่ำแล้วเช่นนั้นหากเป็นเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์พร้อม จะต้องมีพลังที่ไม่อาจจินตนาการได้แน่
เคล็ดวิชาเพลิงดาบอาชูร่าตรงหน้านี้ แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งสวนหลักฟ้าดินเช่นเคล็ดวิชาที่ไท่หลงเคยใช้แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นเคล็ดวิชาทางด้านการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา
ถึงจะเป็นเคล็ดวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ช่างจั่วเฉินรู้ดีว่าหินหยกในตัวเขาสามารถจำลองเคล็ดวิชาปราณโบราณให้ออกมาสมบูรณ์ได้ หากมีสองขั้นแรกขอเพียงใช้เวลาสักหน่อย ในตอนที่พรสวรรค์ทั้งหมดของเขาเผยออกมาจะต้องจำลองเคล็ดวิชาออกมาได้เจ็ดส่วนแล้วแน่
เคล็ดวิชาปราณโบราณนั้นเกิดจากมนุษย์ดังนั้นหากเขาสามารถฟื้นพรสวรรค์กลับมาได้ ทั่วทั้งผืนพิภพจะยังมีใครสู้เขาได้อีก จั่วเฉินจึงไม่เชื่อว่าจะมีเคล็ดวิชาอะไรที่เขาไม่สามารถจำลองได้
“เป็นเจ้าแล้วกัน!”จั่วเฉินพึมพำก่อนจะหยิบลูกแก้วอักขระยันต์นั้นมา และเริ่มเลือกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตต่อ
อันที่จริง เคล็ดวิชาระดับดินขั้นต่ำพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยสักนิดน่าเสียดาย ที่ค่าผลงานที่เขามีในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะแลกเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้
สุดท้ายจั่วเฉินก็เลือกเคล็ดวิชากลืนกินที่มีระดับดินขั้นต่ำกลับมาเมื่อเลือกได้แล้ว จั่วเฉินก็นำลูกแก้วอักขระยันต์ทั้งสองมาที่ทางเข้าออกของหอคัมภีร์ก่อนจะส่งมันให้ผู้อาวุโสเพื่อทำการสำเนาเคล็ดวิชา
พอเห็นเคล็ดวิชาที่จั่วเฉินเลือกมาแล้วผู้เฒ่าก็ขมวดคิ้ว อดที่จะเอ่ยปากสั่งสอนไม่ได้
“เคล็ดวิชาเพลิงดาบอาชูร่านี่มีพลังไม่ธรรมดาก็จริงแต่มันเป็นเคล็ดวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรส่วนเคล็ดวิชากลืนกินนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงจะฝึกฝนได้เร็วกว่าเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตทั่วไปแต่ความรวดเร็วนั้นนำมาซึ่งรากฐานไม่มั่นคง เจ้ามีพรสวรรค์ใช้ได้ก็จริง แต่การฝึกฝนนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไปจะรีบร้อนไม่ได้เด็ดขาด อย่าสักแต่จะเน้นความเร็วและพลังของเคล็ดวิชา เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ” จั่วเฉินตอบพลางมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“แล้วยังไม่รีบไปเปลี่ยนอีกหรือ”ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
หลังจากรู้ว่าจั่วเฉินสำเร็จเคล็ดวิชาปราณอัสนีได้แล้วผู้เฒ่าก็เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเขาใหม่ ด้วยประสบการณ์ของตัวผู้เฒ่าเองย่อมรู้ว่าการที่จั่วเฉินทำเช่นนี้ได้ ต่อให้เขาจะไม่ได้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นจนถึงขั้นน่าตกตะลึงอย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่ระดับธรรมดาทว่าพอเห็นอีกฝ่ายเลือกเคล็ดวิชาเพลิงดาบอาชูร่าและเคล็ดวิชากลืนกินแล้ว เขาก็ทั้งดีใจทั้งโกรธ
“ข้าไม่เปลี่ยน” จั่วเฉินตอบพร้อมรอยยิ้ม“ถ้าฝึกแล้วรู้สึกไม่เหมาะ ข้าย่อมหยุดการฝึกเอง”
เห็นท่าทีดึงดันของจั่วเฉินผู้เฒ่าก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา สุดท้ายก็คัดลอกเคล็ดวิชาให้อย่างละชุดแล้วส่งมันให้เขา
เมื่อได้เคล็ดวิชาทั้งสองมาแล้วจั่วเฉินก็รีบกลับที่พักในทันที
...
หลังจากกลับเข้ามาในห้อง จั่วเฉินก็เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาที่ได้มา
เคล็ดวิชาทั้งสองนี้มีเพียงหมื่นกว่าตัวอักษรเท่านั้นทว่าเขาไม่จำเป็นต้องจดจำให้ได้ทุกตัวอักษร เพียงแค่ต้องรู้จักโคจรพลังก็พอ ดังนั้นจั่วเฉินจึงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถเข้าใจได้เกือบทั้งหมดแล้ว
จั่วเฉินเริ่มฝึกเคล็ดวิชากลืนกินก่อนไม่นานพลังปราณก็ไหลไปตามเส้นปราณทั่วร่างตามเส้นทางการโคจรของเคล็ดวิชากลืนกินราวกับม้าป่าที่พุ่งทะยานขณะเดียวกันก็สูบเอาพลังห้วงมิติเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนขึ้นถึงระดับสูงสุด
เทียบกับเคล็ดวิชาฝึกฝนปราณอัสนีเคล็ดวิชากลืนกินนี้ช่วยให้การฝึกฝนรวดเร็วขึ้นถึงยี่สิบเท่า ความเร็วเช่นนี้นับว่าน่าตกตะลึงมากเพราะโดยปกติแล้ว เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตระดับมานุษและระดับดินขั้นต่ำสามารถเร่งความเร็วในการฝึกฝนได้มากสุดแค่เพียงสิบเท่าเท่านั้น
จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าหลังจากที่เคล็ดวิชากลืนกินเริ่มโคจรพลังห้วงมิติรอบข้างก็คล้ายกับจะคลั่งขึ้นมา พวกมันพยายามแทรกซึมเข้าร่างของเขาก่อนจะถูกหลอมรวมไปสมกับที่ชื่อกลืนกิน ทว่าการกลืนกินนี้คล้ายจะมีพลังอีกอย่างหนึ่งแทรกอยู่ด้วยนั่นก็คือการกลืนกินพลังปราณของผู้อื่นมาเป็นของตน เมื่อใดที่ประมือกับคู่ต่อสู้ จะสามารถสูบเอาพลังปราณส่วนหนึ่งของคู่ต่อสู้มาได้
ขอแค่เป็นผู้ฝึกยุทธที่รอบรู้หน่อยย่อมต้องเข้าใจว่าผลลัพธ์ที่น่าดึงดูดใจเช่นนี้แฝงไปด้วยอันตรายใหญ่หลวง
ผู้ฝึกยุทธพลังปราณแต่ละคนย่อมฝึกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตต่างกันเมื่อรวมกับพลังธาตุในตัวที่ต่างกันด้วยนั้น หากกลืนกินพลังของผู้อื่นมาตรงๆจะถือว่าอันตรายมาก เพราะอาจเกิดการต่อต้านพลังในตัวได้ แม้ในทางเคล็ดวิชากลืนกินจะสามารถสลายการต่อต้านพลังนี้ก็ตามถึงอย่างไรก็ยังนับว่าเสี่ยงมากอยู่ดี
ทว่าทั้งหมดนี้กลับไม่เป็นปัญหากับจั่วเฉินแม้แต่น้อยเขามีหินหยกลึกลับอยู่ในตัว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพลังปราณอะไรหินหยกก็สามารถแปรสภาพให้บริสุทธิ์ได้ ไม่ว่าจะฝึกฝนเร็วแค่ไหน ก็ไม่มีทางเกิดอาการพลังแปรปรวนไม่มั่นคงอีกอย่าง พลังปราณของจั่วเฉินก็เป็นพลังปราณใหม่ที่เกิดจากธาตุทั้งเจ็ดหลอมรวมกันดังนั้นไม่ว่าเขาจะสูบพลังปราณธาตุใดเข้ามาก็ล้วนเป็นประโยชน์ และไม่เกิดการต่อต้านใดๆทั้งสิ้น
สิ่งที่จั่วเฉินต้องการคือฝึกฝนอย่างรวดเร็วตอนนี้เขาต้องเร่งพัฒนาพลัง ดังนั้นจึงไม่คิดปล่อยสักโอกาสไป
หลังจากที่ผ่านการฝึกมาได้หนึ่งวันจั่วเฉินก็รู้สึกได้ว่าพลังในตัวพัฒนาขึ้นมากจนพลังปราณในตัวได้รับการเติมเต็ม
หลายวันหลังจากนั้น จั่วเฉินก็จมปลักอยู่กับการฝึกฝนด้วยพรสวรรค์หกตราปราณโบราณบวกกับความเร็วในการฝึกจากเคล็ดวิชากลืนกิน ทำให้เย่เชียนตี้ที่เห็นทุกอย่างอดที่จะตะลึงไม่ได้
ขณะเดียวกัน เย่เชียนตี้ก็พบอีกเรื่องที่น่าตกใจนั่นคือแม้ว่าเขาจะมีร่างจักรพรรดิราชัน ทว่าความเร็วในการฝึกฝนของเขากลับยังเป็นรองจั่วเฉิน
หลังจากฝึกฝนต่อเนื่องอยู่ครึ่งเดือน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจจั่วเฉินรู้สึกได้ว่าตัวเองก้าวมาถึงปราการพลังระดับเรียกวิญญาณที่เป็นพลังระดับสองได้แล้วหากฝึกฝนเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานจะต้องพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณได้แน่
เย่เชียนตี้ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“เจ้าฝึกเคล็ดวิชากลืนกินหรือ ข้าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแม้มันจะสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด มันจะทำให้รากฐานเจ้าไม่มั่นคงผลที่ตามมานั้นอันตรายมาก”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ก็แค่เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตเท่านั้นสำหรับข้าแล้วไม่ถือว่าเป็นอะไร มันมีผลแค่กับคนอื่นเท่านั้นแหละ” จั่วเฉินตอบอย่างไม่ใส่ใจเขาเข้าใจความหมายของเย่เชียนตี้ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่าไรนัก
“ไปกันเถอะ ไปหอประลองกับข้าหน่อยข้าอยากทดสอบพลังเคล็ดวิชากลืนกินนี่” จั่วเฉินตบบ่าเย่เชียนตี้
“หอประลองหรือ?”สายตาเย่เชียนตี้พลันเปล่งประกาย สำหรับเขาแล้ว หอประลองถือเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเลือดร้อนของผู้คนซึ่งนั่นดึงดูดใจเขามาก